เข้าสู่ระบบอันฉีมองบรรดาคุณหนูทั้งหลาย ที่ต่างพากันมาหานาง เพื่อมอบขนมเป็นของฝากและเป็นการแนะนำตัวเองว่าพวกนางเป็นใคร สาเหตุคือหมายตาพ่อหม้ายรูปงามนามว่าฟู่อันเฉิง เสนาบดีกรมยุติธรรมบิดาของพระราชายาหมิงอ๋อง อันฉีมองขนมมากมายวางเรียงอยู่บนโต๊ะอย่างขบขัน ถึงคราวท่านพ่อถูกสตรีรุมรักดูบ้างแล้ว
จะว่าไปแล้วเขาก็รูปงามและหล่อเหล่ามาก ไม่แปลกใจที่ร่างนี้จะงดงามมากถึงเพียงนี้ เพราะได้ถอดแบบมาจากมารดาและบิดารวมกัน แต่ว่าคุณหนูเหล่านี้เล่นข้ามรุ่นเกินไปหรือไม่ ดู ๆ ไปแล้วพวกนางน่าจะ 16-17ปี สตรีวัยเยาว์ชอบของเก่าเอ้ย! ชอบคนมีอายุกันหรือนี่ แต่ว่านั้นก็มีส่วนแต่สิ่งสำคัญที่ทำให้พวกนาง หันมาสนใจบิดาของนาง ก็คงเป็นเพราะว่าเงินและทรัพย์สมบัติ อันฉีจะไม่ใช้คำนี้เลยหากว่า พวกนางไม่ได้มาจากตระกูลที่เป็นลูกหนี้ของนาง แผนส่งบุตรสาวมาตีสนิทและยั่วยวนเสนาบดีฟู่ หากว่าเขาพึงใจผู้ใดผู้หนึ่งขึ้นมา ตระกูลนั้นก็จะโชคดีไปด้วย “โอ้โห! ขนมมากมายขนาดนี้ อันฉีน้อยเจ้าจะเปิดร้านขายขนมหรือ” องค์หญิงหมิงเยว่ก้าวเข้าพร้อมแม่ทัพจ้าวซีฮั่นและหมิงอ๋อง นางมองเห็นกล่องขนมถูกวางเรียงเอาไว้มากมายจึงเอ่ยเย้าขึ้นมาทันที ที่จริงองค์หญิงพอจะรู้เรื่องนี้มาบ้างแล้วแต่ก็เพียงเอ่ยเย้าอันฉีเล่น แต่แล้วบ่าวในจวนก็เข้ามารายงาน “พระชายาคุณหนูจ้าว คุณหนูเซี๊ยะ คุณหนูจาง มาขอเข้าพบพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวซีฮั่นเมื่อได้ยินว่า มีน้องสาวของเขามาขอเข้าพบด้วยก็ตกใจ อย่าบอกนะว่านางก็หมายปองเสนาบดีฟู่ นางผิดหวังจากหมิงอ๋องเลยหันไปเล่นรุ่นใหญ่เลยหรือ นางคงบ้าไปแล้ว! อันฉีถอนใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ “ให้เข้ามา” “พ่ะย่ะค่ะ” สตรีสามนางก้าวเข้ามาพร้อมของขวัญในมือ พวกนางเดินกระแทกไหล่กันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใคร จนอันฉีหลุดหัวเราะออกมา ท่าทางของพวกนางดูแล้วตลกจริง ๆ “ถวายบังคมพระชายา ถวายบังคมท่านอ๋อง ถวายบังคมองค์หญิง คารวะท่านราชบุตรเขย” สตรีสามนางทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียงกัน ด้วยกิริยามารยาทที่งดงามอ่อนช้อย จากนั้นจ้าวซินอี๋ก็เอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทางมั่นใจ “ทูลพระชายา ที่หม่อมฉันมาวันนี้ก็เพื่อมารับผิดชอบที่ได้ล่วงเกินท่านเสนาบดีฟู่ไปเพคะ” “อะไรนะ!” ทุกคนร้องออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ หมายความว่าอย่างไร? ล่วงเกิน… แต่แล้วเสนาบดีฟู่ก็ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ จ้าวซินอี๋ที่หันไปเห็นเขาเดินเข้ามาก็รีบเดินไปคล้องแขนทันที ทุกคนตาโตราวกับนกฮูก พวกเขาไปสนิทสนมกันตั้งแต่เมื่อใดกัน แต่แล้วเป็นเซี๊ยะหนิงฮวาที่รีบเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่พอใจ “จ้าวซินอี๋! เจ้ามันไร้ยางอาย! รังแกบุรุษไม่มีทางสู้! เจ้าใช้กำลังขืนใจท่านเสนาบดีฟู่ใช่หรือไม่!” ทุกคนได้ยินคำพูดของนางก็กลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่ ระเบิดหัวเราะออกมา โดยเฉพาะอันฉีนางขำจนปวดท้อง สตรีขืนใจบุรุษรู้ถึงไหนอายไปถึงนั่น “ท่านพ่อ…ท่านถูกนางขืนใจหรือเจ้าคะ?” เสนาบดีเหลือบตามองสตรีที่กอดแขนของเขาอยู่ด้วยความเหนื่อยใจ นางช่างเอาแต่ใจไม่ต่างจากบุตรสาวของเขาเลย “ ข้าเอ่อ…เต็มใจให้นางขืนใจ” คำตอบของเสนาบดีฟู่ ทำให้อันฉีและทุกคนหัวเราะกันออกมาอีกครั้ง ร้ายไม่เบาเลยนะท่านพ่อ ว่าแต่ไปรู้จักกันตอนไหน ถึงขั้นอุ่นเตียงกันไปแล้วคุณหนูจ้าวช่างไม่ธรรมดา จ้าวซีฮั่นไม่คาดคิดว่าน้องสาวของเขาจะมีความมั่นใจมากถึงขนาดนี้ นางประกาศต่อหน้าทุกคนว่าต้องการรับผิดชอบเสนาบดีฟู่ เพราะได้ล่วงเกินเขาไปแล้ว สวรรค์! นางเป็นลูกของท่านแม่จริงหรือ “ท่านเสนาบดีฟู่หากนางเป็นฮูหยินเอก ข้าขอเป็นฮูหยินรองได้หรือไม่เจ้าคะ?” เซี๊ยหนิงฮวาเอ่ยขึ้น “ท่านเสนาบดีฟู่หากว่านางเป็นฮูหยินรอง ข้าจอเป็นอนุก็ได้เจ้าค่ะ” จางอวี้หลันเอ่ยด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “...” “...” อันฉีมองพวกเขาอย่างสับสน เดี๋ยวนะสรุปแล้วมันอย่างไรกัน อย่าบอกนะว่า…พวกเขา ไม่นะ! “ท่านพ่อ!” “ท่านเสนาบดีฟู่!” อันฉีและจ้าวซินอี๋เอ่ยขึ้นมาพร้อมกัน ก่อนจะหันไปมองเขาด้วยแววตาอำมหิต ฟู่อันเฉิงถอนใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย “ข้าไม่ได้ล่วงเกินพวกนาง” จ้าวซินอี๋เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ฉีกยิ้มออกมาอย่างพอใจ เสนาบดีฟู่ก้าวไปนั่งลงบนเก้าอี้ ส่วนจ้าวซินอี๋ก็นั่งลงข้างเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดี กับแผนการที่สำเร็จไปด้วยดี ที่จริงนางกับเขายังไม่ได้มีอะไรกัน แต่เพราะว่านางกลัวว่าจะมีสตรีอื่นมาแย่งเขาไป นางจึงไปปรึกษาองค์หญิงว่าจะเอาอย่างไรดี องค์หญิงจึงให้คำแนะนำ จากนั้นแผนการก็ได้เริ่มขึ้น เมื่อองค์หญิงได้เชื้อเชิญทุกคนให้ไปรับประทานอาหารค่ำที่จวนตระกูลจ้าว จากนั้นการมอมเหล้าเสนาบดีฟู่ก็เริ่มขึ้น เขากลับจวนด้วยสภาพเมามาย แต่ใครจะรู้พอเขาตื่นขึ้นมาจะพบว่า จ้าวซินอี๋จะนอนอยู่บนเตียงของเขาด้วยสภาพไร้อาภรณ์หุ้มกาย นางสารภาพว่านางได้ขืนใจเขาไปแล้วในยามที่เขาเมามาย และนางจะเป็นคนรับผิดชอบเขาเอง ที่จริงเสนาบดีเฉิงก็ไม่ได้เมามายจนจำไม่ได้ขนาดนั้น แต่ที่เขาเล่นไปตามน้ำก็เพราะว่าใจนึกชอบนางอยู่เหมือนกัน เขาก็อยากจะรู้ว่านางจะเล่นใหญ่ไปถึงเมื่อใด “ท่านพ่อนางอยากมารับผิดชอบ ท่านจะว่าอย่างไร” “ข้ายินดีให้นางรับผิดชอบข้า” เมื่อเขาเอ่ยออกมาเช่นนั้น สองคุณหนูก็สะบัดหน้าจากไปทันที อันฉีหันไปสบตากับหมิงอ๋อง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ ที่จริงนางและทุกคนรู้เรื่องทั้งหมดแล้วจากองค์หญิง แต่ก็เสแสร้งแสดงไปตามน้ำ คนที่ไม่รู้เรื่องจริง ๆ ก็คือจ้าวซินอี๋ นางถูกพวกเขาต้มเสียจนเปื่อย ที่อันฉีสนับสนุนสนุนจ้าวซินอี๋ก็เพราะว่า นางดูมีความมั่นใจกล้าได้กล้าเสียชอบก็บอกว่าชอบ ที่สำคัญบิดาของนางดันไปถูกใจนางเข้าพอดี และที่สำคัญที่สุดตระกูลจ้าวไม่ได้เป็นลูกหนี้ของนาง การคบหาของพวกเขาไม่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง นางจึงสนับสนุนอย่างเต็มที่ “คุณหนูจ้าวข้าจะจัดงานแต่งให้มันถูกต้อง งานจะจัดขึ้นในอีกสามวัน เจ้าก็เตรียมตัวด้วยล่ะ” อันฉีเอ่ยขึ้นมายิ้ม ๆ เพราะทางตระกูลจ้าวได้เตรียมทุกอย่างเอาไว้พร้อมแล้ว “ขอบพระทัยเพคะ” เมื่อแยกตัวออกมานั่งที่ห้องทำงานของเสนาบดีฟู่ จ้าวซินอี๋ก็เริ่มประหม่าและเขินอายขึ้นมา ใจของนางเต้นโครมครามอย่างไม่อาจระงับได้ ในวันนั้นที่นางต้องแสดงเปลื้องผ้านอนอยู่บนเตียง ก็อายจนเหลือจะกล่าว แต่เพราะอยากได้เขามาครอบครอง นางจึงจำเป็นต้องเล่นใหญ่ให้มันสุด ๆ ไปเลย “มานั่งนี่” ฟู่อันเฉิงเอ่ยขึ้นมาพร้อมตบลงบนขาของเขา จ้าวซินอี๋ใบหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที แต่ก็ยอมไปนั่งอย่างใจกล้า ในเมื่อบอกเขาไปแล้วว่ามีอะไรกันแล้ว นางจะต้องไม่เขินอายอีกต่อไป เขาจับปลายค้างของนางให้แหงนหน้าขึ้นมามองเขา ก่อนเขาจะมองสำรวจใบหน้างามอย่างหลงใหล “ข้าจำไม่ได้ว่าคืนนั้นเราทำอะไรกันไปบ้าง เจ้าช่วยรื้อฟื้นความจำให้ข้าได้หรือไม่?” “เอ่อคะ…คือข้า” เขาหัวเราะในลำคอ ก่อนจะอุ้มร่างของนางไปยังเตียงของเขา ก่อนจะค่อย ๆ วางร่างของนางลงอย่างอ่อนโยน จากนั้นเขาก็ดึงม่านมาปิดทันที จ้าวซินอี๋ใจเต้นระทึก เขาหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู “มีอะไรกันแล้วเจ้ายังดูหวาดกลัวข้าอยู่เลย” “ข้าตื่นเต้นท่านรีบลงมือเถอะเจ้าค่ะ” “ข้าจะนุ่มนวลกับเจ้า” เอ่ยจบเขาก็บดจูบลงมาอย่างแสนหวาน ทำเอาจ้าวซินอี๋ถึงกับเคลือบเคลิ้มปล่อยตัวปล่อยใจอย่างวาบหวาม ฟู่อันเฉิงรู้ดีว่านางยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง เขาจึงพยายามจะอ่อนโยนและนุ่มนวลให้มากที่สุด เขาพรมจูบลงไปบนลำคอขาวผ่องอย่างพอใจ จากนั้นก็เริ่มปลดอาภรณ์ของนางออกอย่างช้า ๆ จนเผยให้เห็นร่างขาวผ่องอย่างไร้ที่ตำหนิ ร่างสูงก้มลงชิมยอดอกคู่งามอย่างทะนุถนอม จ้าวซินอี๋เผลอครางออกมาอย่างไม่รู้ตัวด้วยความรัญจวน ฟู่อันเฉิงผู้มีประสบการณ์เรื่องนี้ดีกว่านาง เข้าตั้งใจจะให้นางได้รับบทเรียนที่แสนประทับใจและน่าจดจำไปตลอดชีวิต เขารีบปลดอาภรณ์ของเขาออกอย่างไม่เร่งรีบ ดวงตาพราวระยับของเขา จ้องมองร่างของจ้าวซินอี๋อย่างไม่กะพริบตา นางงดงามมากจริง ๆ เมื่อกลับทาบทับร่างหนาบนร่างนุ่มนิ่มของนางอีกครั้ง เขาบดจูบหนักหน่วงและเร่าร้อนตามแรงอารมณ์พิศวาสที่ปะทุขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ เขาสัมผัสดอกไม้งามที่ยามนี้ฉ่ำเยิ้มพรั่งพร้อม เขาจึงกดกายแกร่งคลึงเบา ๆ จนนางต้องครางออกมา เขาส่งนิ้วเข้าไปในช่องทางรัก เพื่อให้นางเปิดทางให้พร้อม ก่อนเขาจะจับแท่งร้อนค่อย ๆ ดันเข้าไปยังกลีบบอบบางของนาง จ้าวซินอี๋เผลอจิกเล็บลงบนไหล่ของเขา เพราะความรู้สึกเจ็บแปลบและจุก “อย่าเกร็ง” เขากดแช่แท่งร้อนเอาไว้เพียงครู่หนึ่ง จากนั้นก็เริ่มขยับเข้าออกอย่างเนิบช้า ซึ่งเต็มไปด้วยความรัญจวนและเสียวซ่าน เขาจับสะโพกของนางเอาไว้เมื่ออารมณ์มาถึงขีดสุด ก่อนจะตอกแท่งร้อนอย่างหนักหน่วง จนเกิดความรู้สึกซ่านเสียวจนต้องครางออกมา “เด็กน้อยเจ้าชอบหรือไม่” “ชอบเจ้าค่ะ” เมื่อได้คำตอบที่น่าพอใจ เขาก็ตอกไม่ยั้งจนทั้งคู่ปลดปล่อยความสุขออกมา ฟู่อันเฉิงฟุบหน้าลงบนซอกคอของนางอย่างเหนื่อยหอบ เขากดแช่แท่งร้อนเอาไว้อย่างนั้นโดยไม่คิดจะดึงมันออกมา เพราะบทรักต่อไปกำลังจะเริ่มขึ้น หลังเสนาบดีฟู่อันเฉิงแต่งงาน หมิงอ๋องก็วางแผนจะไปพักผ่อนที่ตำหนักสี่ฤดู ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนของเหล่าเชื้อพระวงศ์ หมิงอ๋องบอกเสนาบดีฟู่เพื่อให้เขาเตรียมตัวสะสางงานให้เรียบร้อย เพราะจะไปพักอยู่ที่นั่นหลายวัน ยามนี้ทุกอย่างคลี่คลายลงแล้ว เขาอยากให้อันฉีได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะเตรียมตัวมีเจ้าก้อนแป้งในเร็ว ๆ นี้ ส่วนแม่ทัพข้าวและองค์หญิงหมิงเยว่ก็พยายามที่จะมีเจ้าก้อนแป้งเช่นเดียวกัน ส่วนองค์ชายใหญ่หมิงเฟยหลงและพระชายา ยังคงอยู่ในตำหนักแต่ถูกลดบทบาทลง อีกทั้งมีองครักษ์คอยเฝ้าอยู่ตลอดเวลา คล้ายถูกขังคุกแต่มีอิสระกว่าในคุก คือเขาต้องอยู่แต่ภายในตำหนักไม่สามารถออกไปไหนจนกว่าจะพ้นโทษ อันฉีตื่นเต้นมากที่จะได้ไปพักผ่อนที่ตำสี่ฤดู เพราะที่นั่นมีบ่อน้ำพุร้อน มีลำธารไหลผ่าน มีอุทยานที่เต็มไปด้วยดอกไม้ที่กินพื้นที่หลายร้อยไร่ บริเวณบ่อน้ำพุร้อนยังทำกระโจมเป็นหลัง ๆ ให้ทุกคนได้พักผ่อนอย่างเป็นส่วนตัว ท่ามกลางบ่อน้ำพุร้อนรายล้อม เมื่อเดินทางมาถึงตำหนักสี่ฤดูบ่าวรับใช้นางกำนัลขันทีก็ออกมายืนต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็ช่วยกันขนของลงจากรถม้าแล้วนำเข้าไปในตำหนัก ตำหนักสี่ฤดูอยู่ห่างจากเมืองหลวงราว10ลี้(ห้ากิโลเมตร) การเดินทางจึงเป็นแบบสบาย ๆ ไม่ต้องรีบร้อนมากนัก อันฉีรีบจับมือองค์หญิงแล้ววิ่งเข้าไปยังอุทยานอย่างตื่นเต้น ยามนี้ดอกไม้ที่ปลูกเอาไว้บานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั้งอุทยาน ถัดไปอีกด้านมีลำธารไหลผ่านดงดอกไม้อย่างสวยงาม “ชอบหรือไม่?” หมิงอ๋องเดินเข้ามาสวมกอดอันฉีจากทางด้านหลัง แล้ววางคางไว้บนศีรษะของนาง “ชอบเพคะ” “เราไปที่บ่อน้ำพุกันเถอะ” เขาจับมือนางเดินไปในส่วนที่มีน้ำพุร้อน แม่ทัพจ้าวจับมือองค์หญิงเดินตามไป จากนั้นก็เป็นเสนาบดีฟู่ที่จับมือจ้าวซินอี๋เดินตามไปอีกคู่ บรรดานางกำนัลขันที เตรียมผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยน อาหารและเครื่องดื่มเดินตามไปเป็นขบวนยาวเฟื้อย นางกำนัลจัดแจงวางผ้าไว้ตามกระโจมใกล้บ่อน้ำพุ อาหารและสุราถูกจัดวางเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้หยิบดื่มและกินได้ตามสะดวก จากนั้นนางกำนัลและขันทีก็พากันเดินกลับออกไป แต่ยังคงทิ้งกระดิ่งเอาไว้ให้พวกเขาสั่นเรียก ยามที่ต้องการที่จะเรียกใช้ หมิงอ๋องเลือกกระโจมที่หนึ่ง องค์หญิงเลือกกระโจมที่สอง ส่วนท่านเสนาบดีฟู่เลือกกระโจมที่สาม อันฉียิ้มอย่างมีความสุข ยามนี้นางรู้สึกผ่อนคลายมากจริง ๆ เพราะตำหนักสี่ฤดูงดงามมากราวกับตกอยู่ในความฝัน อันฉีเข้าไปเปลี่ยนอาภรณ์ในกระโจม หมิงอ๋องก็ตามเข้าเปลี่ยนอาภรณ์เช่นกัน เขาสวมเพียงกางเกงสีขาวตัวบาง ส่วนอันฉีนำผ้ามามัดอย่างชุดฮาวายในยุคปัจจุบัน ก่อนนางจะจับมือของเขาแล้วพาเดินลงไปยังบ่อน้ำพุ เมื่อเท้าของนางสัมผัสกับน้ำพุร้อน ที่ร้อนกำลังดีอันฉีก็หันมายิ้มให้เขาทันที จากนั้นนางก็ทรุดตัวนั่งลงพิงหลังของเขาแล้วหลับตาลง นางรู้สึกผ่อนคลายและสบายมากจริง ๆ หมิงอ๋องหันไปรินสุราแล้วนำมาให้นาง “ขอบพระทัยเพคะ” เขายกสุราขึ้นมากระดกทีเดียวหมดจอก ก่อนจะรินให้ตนเองอีกครั้ง อันฉีจึงรีบยกจอกสุราขึ้นจิบ ก่อนจะทำหน้าเหยเกเพราะรสชาติแรงแทบจะบาดลิ้น “รสชาติแรงมากเพคะ” “เดี๋ยวให้นางกำนัลเปลี่ยนให้” “ไม่เป็นเพคะ” อันฉีตอบเสร็จก็เอนหลังพิงไปบนตัวของเขา แต่แล้วก็ต้องร้องครางออกมาเมื่อเขาบีบยอดอกของนางเล่น นางจึงเอื้อมมือไปเล่นกับหัวมังกรของเขาบ้าง คราวนี้เขาถึงกับเกร็งไปทั้งตัว “เจ้าอยากมีบุตรกี่คน?” เขาถามอยู่ข้างใบหูของนาง “สองคนก็พอเพคะเหนื่อยตั้งครรภ์” “ถ้าเช่นนั้นในระหว่างที่อยู่ที่นี่ ต้องขยันทำทุกวันจะได้มีลูกเร็ว ๆ” เอาเอ่ยด้วยสีหน้ากรุ้มกริ่ม อันฉีกลอกตามองบนอยู่ที่ไหนเขาก็ขยันทำเพราะเขานะหื่นตัวพ่อ เขารีบจับนางให้หันมาหา ก่อนเขาจะบดจูบลงไปบนริมฝีปากบางอย่างเร่าร้อน จากนั้นก็อุ้มนางพาเข้าไปในกระโจม ก่อนจะวางนางลงแล้วช่วยปลดอาภรณ์ให้นางแล้วหันมาถอดกางเกงของตนเอง อันฉีคุกเข่าลงก่อนจะจับมังกรหัวแดงเข้าไปในปาก ก่อนจะดูดดึงให้เขาอย่างเอาใจ หมิงอ๋องคำรามออกมาอย่างเสียวซ่าน เขาประคองศีรษะของนางเอาไว้ จากนั้นก็ดันมังกรเข้าออกในปากของนางอย่างรัญจวน “ชายารักเจ้าจะร้อนแรงเกินไปแล้ว” เขารีบถอยหลังไปนั่งบนเก้าอี้ จากนั้นก็จับนางให้นั่งหันหน้าเข้าหาเขา แล้วดันแท่งร้อนเข้าไปจนสุดลำ ก่อนจะขยับเข้าออกอยากช้า ๆ แต่แรงขึ้นเรื่อย ๆ “ท่านพี่แรงไปแล้ว” เขาจับสะโพกของนางเอาไว้ ก่อนจะตอกไม่ยั้งจนอันฉีหัวสั่นหัวคลอน “ท่านพี่แรงอีกเพคะ” เขาหัวเราะออกมาเมื่อภายในถ้ำรัก ตอดรัดมังกรของเขาแน่น เขาเร่งเข้าออกอย่างหนักหน่วง จนอันฉีและเขาปลดปล่อยสายธารแห่งความสุขออกมาจนล้นออกมา นางซบอยู่บนซอกคอของเขาอย่างเหนื่อยล้า แต่สะโพกของนางกลับขยับโยกเข้าออกเบา ๆ เขาจึงตบก้นของนางเบา ๆ อย่างเอ็นดู “ข้ารักเจ้าเหลือเกินอันฉี” “หม่อมฉันก็รักพระองค์เพคะ” เก้าเดือนต่อมาอันฉีก็คลอดบุตรคนแรกออกมาเป็นองค์ชาย องค์หญิงหมิงเยว่คลอดออกมาเป็นคุณชายน้อย ส่วนจ้าวซินอี๋คลอดออกมาเป็นบุตรสาว สามบุรุษต่างมีความสุขกันเป็นอย่างมาก เร่งเครื่องเครื่องปั๊มทายาทคนต่อไปทันที ซึ่งปีถัดมาอันฉีก็คลอดบุตรเป็นองค์หญิงน้อย องค์หญิงหมิงเยว่คลอดออกมาเป็นคุณชายน้อยอีกครั้ง ส่วนจ้าวซินอี๋คลอดออกมาเป็นคุณหนู สามบุรุษแม้จะอยากมีบุตรเพิ่มอีกแต่หัวหน้าอย่างอันฉีบอกว่า สองคนก็เพียงพอแล้ว เลี้ยงพวกเขาให้เติบโตมาเป็นคนดีให้ได้ก็แล้วกัน สามบุรุษจึงต้องปิดพับความคิดเอาไว้ตลอดไปอันฉีมองบรรดาคุณหนูทั้งหลาย ที่ต่างพากันมาหานาง เพื่อมอบขนมเป็นของฝากและเป็นการแนะนำตัวเองว่าพวกนางเป็นใคร สาเหตุคือหมายตาพ่อหม้ายรูปงามนามว่าฟู่อันเฉิง เสนาบดีกรมยุติธรรมบิดาของพระราชายาหมิงอ๋อง อันฉีมองขนมมากมายวางเรียงอยู่บนโต๊ะอย่างขบขัน ถึงคราวท่านพ่อถูกสตรีรุมรักดูบ้างแล้ว จะว่าไปแล้วเขาก็รูปงามและหล่อเหล่ามาก ไม่แปลกใจที่ร่างนี้จะงดงามมากถึงเพียงนี้ เพราะได้ถอดแบบมาจากมารดาและบิดารวมกัน แต่ว่าคุณหนูเหล่านี้เล่นข้ามรุ่นเกินไปหรือไม่ ดู ๆ ไปแล้วพวกนางน่าจะ 16-17ปี สตรีวัยเยาว์ชอบของเก่าเอ้ย! ชอบคนมีอายุกันหรือนี่ แต่ว่านั้นก็มีส่วนแต่สิ่งสำคัญที่ทำให้พวกนาง หันมาสนใจบิดาของนาง ก็คงเป็นเพราะว่าเงินและทรัพย์สมบัติ อันฉีจะไม่ใช้คำนี้เลยหากว่า พวกนางไม่ได้มาจากตระกูลที่เป็นลูกหนี้ของนาง แผนส่งบุตรสาวมาตีสนิทและยั่วยวนเสนาบดีฟู่ หากว่าเขาพึงใจผู้ใดผู้หนึ่งขึ้นมา ตระกูลนั้นก็จะโชคดีไปด้วย“โอ้โห! ขนมมากมายขนาดนี้ อันฉีน้อยเจ้าจะเปิดร้านขายขนมหรือ” องค์หญิงหมิงเยว่ก้าวเข้าพร้อมแม่ทัพจ้าวซีฮั่นและหมิงอ๋อง นางมองเห็นกล่องขนมถูกวางเรียงเอาไว้มากมายจึงเอ่ยเย้าขึ้นมาทันที ที่จริงองค์หญิงพอ
สองวันต่อมาอันฉีก็นัดทุกคนมาพบอีกครั้ง ในห้องโถงใหญ่โดยมีอันฉีและหมิงอ๋องนั่งเป็นประธาน ถัดรองลงมาก็เป็นเสนาบดีกรมยุติธรรมฟู่อันเฉิง อันฉีให้พ่อบ้านและบ่าวในจวนยกเก้าอี้มาให้ทุกคนได้นั่ง จากนั้นก็ยกน้ำชาและของว่างมาให้ทุกคน ในวันนี้ทุกคนมีท่าทีประหม่าและเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่รู้ว่าพระชายาจะตัดสินความผิดอย่างไร แต่แล้วองครักษ์หญิงเจียวจูและเลี่ยงหลิง ก็พาสตรีผู้หนึ่งเข้ามาในห้องโถง จากนั้นก็ผลักให้นางนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ทุกคนมองสตรีผู้นั้นอย่างไม่เข้าใจว่า พระชายาจะพานางเข้ามาในนี้ทำไม นางมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือ “วันก่อนท่านอ๋องจับเสนาบดีเสิ่นและเสิ่นฮูหยินกลับมา เสนาบดีเสิ่นถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนเสิ่นฮูหยินที่ข้าไม่เอาเรื่องให้ติดคุกก็เพราะว่า ข้าต้องการให้นางหาเงินมาคืนข้า สามีภรรยากัน…สามีทำผิดภรรยาย่อมต้องรับผิดชอบร่วมกัน เสนาบดีเสิ่นจ้างนักฆ่าให้ไปสังหารข้าและบิดา ที่จริงควรตัดสินโทษประหารชีวิต แต่ข้าว่าแบบนั้นมันตายง่ายเกินไป เลยเปลี่ยนเป็นให้ติดคุกตลอดชีวิตแทน”อันฉีเอ่ยอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ทุกคนนั่งฟังด้วยร่างกายที่เริ่มสั่นขึ้นมาทีละนิด เหงื่อ
“การเปลี่ยนตัวรัชทายาทเสด็จพ่ออย่าทรงได้กังวลว่าจะไม่มีใครสนับสนุนองค์ชายสาม ยามนี้ขุนนางเหล่านั้นอยู่ในเงื้อมมือของพระชายา พวกเขามีความผิดนางยังไม่ได้ตัดสินโทษ พวกเขาจะไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ได้ฟังก็ระบายยิ้มออกมาอย่างพอใจ ให้มันได้อย่างนี้สิลูกสะใภ้ของข้าทางด้านองค์รัชทายาทหมิงเฟยหลง จู่ ๆ ก็ถูกองครักษ์วังหลวงมาล้อมตำหนักนับสิบคน จากนั้นท่านราชเลขาประจำราชสำนักก็ออกมาอ่านราชโองการต่อหน้าทุกคน“ประกาศราชโองการ องค์รัชทายาทหมิงเฟยหลงกระทำความผิดอันใหญ่หลวง ด้วยการสั่งนักฆ่าให้ไปสังหารขบวนเดินทางของหมิงอ๋อง พระชายาหมิงอ๋องและเสนาบดีฟู่กรมยุติธรรม ตลอดระยะเวลาในการเดินทางหลายครั้ง ความผิดในครั้งนี้ไม่อาจให้อภัยได้ จึงขอปลดจากตำแหน่งรัชทายาท เหลือเพียงยศองค์ชายใหญ่หมิงเฟยหลง และจะถูกกักบริเวณจนกว่าจะมีบทลงโทษลงมาอีกครั้ง จบราชโองการ”ราวกับฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางใจ หมิงเฟยหลงตกตะลึงตัวแข็งทื่อ เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! แข้งขาของเขาอ่อนแรงทรุดลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ พวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร จบแล้วทุกอย่างมันจบแล้วไท่จื่อเฟยตกตะลึงไม่ต่างกัน ร่างกายของนางเย
เช้าวันต่อมาบ่าวในจวนตระกูลเสิ่นต่างตกใจและไม่เข้าใจว่า เหตุใดนายของจวนถึงหายไปกันหมดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีเสิ่น เสิ่นฮูหยิน คุณหนูเสิ่นเยว่ซิน ทำเอาบ่าวในจวนไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อดี คงต้องรอดูสักวันสองวันหากว่าพวกเขาหายไปจริง ๆ คงต้องไปแจ้งกับทางการ บ่าวในจวนต่างพูดคุยกันถึงการหายตัวไปของพวกเขาอย่างแปลกใจและสงสัย ทำให้บรรดาตระกูลต่าง ๆ ที่ยามนี้ต่างคอยจับผิดกันและกันอยู่ต่างหูผึ่ง เสนาบดีเสิ่นหายตัวไปพร้อมเสิ่นฮูหยินและคุณหนูเสิ่นเยว่ซินก็หายไปด้วย ทำให้ตระกูลต่าง ๆ ต้องรีบนัดเจอกันเพื่อพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างเร่งด่วน“ข้าคิดว่าเขาอาจจะพาครอบครัวหนีไปแล้ว” เสนาบดีจางเอ่ยขึ้นอย่างวิเคราห์ เพราะหลังจากไปพบพระชายามา เขาก็หายตัวไปทั้งครอบครัว และเขาคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากหลบหนีความผิด“เป็นเขาจริง ๆ หรือนี่ไม่น่าเชื่อเลย ข้าว่าพวกเราต้องรีบไปบอกเรื่องนี้กับพระชายา เพราะหากเป็นเขาจริง ๆ พวกเราจะได้รอดพ้นโทษประหารชีวิต” เสนาบดีถังเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ข้าเห็นด้วยกับเสนาบดีถัง ลำพังจ้างลี่จูเผาบัญชีกู้เงินโทษคงไม่ถึงกับประหารชีวิต” เสนาบดีกู้เอ่ยขึ้น เขานอนไม่หลับทั
“พวกท่านพร้อมใจกันมาหาข้า มีธุระอันใดสำคัญหรือเจ้าคะ?” อันฉีหยิบสมุดบัญชีกลับมาเปิดดูอีกครั้ง อย่างไม่ใส่ใจท่าทีกระวนกระวายของพวกเขา หมิงอ๋องรินชาให้พ่อตาอย่างเสนาบดีฟู่ โดยแสร้งไม่ใส่ใจท่าทีของพวกเขาเลยสักนิด“หากว่าพวกท่านไม่พูดข้าจะพูดเองดีหรือไม่เจ้าคะ?”พวกเขาหันไปมองหน้ากัน ไม่รู้ว่านางรู้เรื่องมากน้อยเพียงใด หากสารภาพผิดตอนนี้จะเป็นการดีหรือไม่นะ หากนางยังไม่รู้เรื่องอะไรก็ไม่ควรเปิดปาก อันฉีหรี่ตามองพวกเขาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น“บ่าวทรยศของข้า…ลี่จู…นางเพิ่งจะเข้ามาสารภาพผิดก่อนพวกท่านจะมา”“อะไรนะ!!” ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจ แข้งขาของพวกเขาอ่อนยวบอย่างไร้เรี่ยวแรง ตระกูลเสิ่น ตระกูลเซี๊ยะ ตระกูลจาง ตระกูลถัง ตระกูลโจว ตระกูลเจา ตระกูลกู้ และอีกหลายตระกูลต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลงทันที “พระชายากระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“พระชายาหม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”“เป็นเพราะนางไปเสนอบอกว่าจะช่วยเผาบัญชีแลกกับเงินหนึ่งพันตำลึง เป็นเพราะความคิดชั่ววูบหลงผิดไปชั่วขณะ พระชายาโปรดให้อภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีชดใช้เงินที่กู้ยืมไปทั้งหมด” เสนาบดีจางรีบเอ่ยเป็นคนแรก อันฉีได้ยินก็ยิ้มออกออกมาอย่างเยา
หลังจากวันนั้นการเดินทางก็ดูเหมือนจะราบรื่นปลอดภัยไร้อุปสรรคใด ๆ จนขบวนเดินทางมาถึงประตูเมืองหลวง โดยมีองค์ชายสามหมิงเฟยหยางออกมาต้อนรับพร้อมตระกูลจ้าวและทหารอีกมากมาย“ยินดีต้อนรับกลับเมืองหลวงอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่ พระชายา” องค์ชายสามก้มศีรษะให้กับขบวนเดินทางที่วิ่งเข้ามาแล้วหยุดลง “ขอบใจเจ้าสาม ข้าจะแวะพักที่จวนตระกูลฟู่พรุ่งนี้ถึงจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ”“ข้าจะไปทูลเสด็จพ่อตามนี้” องค์ชายพยักหน้ารับรู้“อืม” องค์ชายสามรีบกระตุกม้าหันกลับวังหลวง ส่วนขบวนเดินทางก็ตรงไปยังจวนตระกูลฟู่ทันที “องค์หญิงจะตรงไปยังจวนตระกูลจ้าวหรือว่าจะค้างที่จวนหม่อมฉันเพคะ?” องค์หญิงหมิงเยว่ครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจ ตอนนี้นางแต่งงานแล้วก็ควรต้องไปอยู่ที่จวนของตระกูลจ้าว“ข้าคงต้องไปพักที่จวนตระกูลจ้าว แต่ว่าข้าจะแวะมาหาเจ้าบ่อย ๆ หรือไม่ก็เจ้าแวะไปที่นั่นได้ตลอดเวลา” อันฉีพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยบอกคนขับรถม้าให้ไปส่งองค์หญิงที่จวนตระกูลจ้าว จากนั้นก็คอยไปจวนตระกูลฟู่ของนาง แต่เมื่อรถม้ามาถึงหน้าจวน รถม้าก็ต้องหยุดกะทันหัน เมื่อคนขับรถม้ารีบตะโกนบอกอันฉีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“พระชายามีสตรีเป็นลมอยู่ตรงด้านหน้







