Masukฟู่อันฉีกลอกตามองบนอย่างเบื่อหน่าย อะไรคือการหว่านเสน่ห์ นางยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ พวกนางคิดกันไปเองหรือเปล่า หรือว่าวันนี้สิ่งที่นางทำออกไปคือการหว่านเสน่ห์ มันก็คือการบริการลูกค้าอย่างเป็นมิตรและจริงใจ นางไปหว่านเสน่ห์ตรงไหน นางจะหวาดระแวงเกินไปหรือไม่
“วันนี้ข้าดูแลลูกค้าอย่างจริงใจ ท่านมองว่าข้าหว่านเสน่ห์ใส่พวกเขาอย่างนั้นหรือ? ข้าปฏิบัติต่อลูกค้าทุกคนเท่าเทียมกัน หากมีคนจะมาชอบข้าก็ช่วยไม่ได้ เพราะข้าเชื่อว่าข้าไม่ได้หว่านเสน่ห์แต่อย่างใด”
เสิ่นเยว่เล่อได้ยินเช่นนั้นก็เหยียดยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน “บุตรสาวแม่ค้ามองเห็นเงินทองสำคัญกว่าความรู้สึกของคนอื่นสินะ”
อันฉีได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มโมโหขึ้นมาบ้างเหมือนกัน เห็นทีจะคุยกันไม่รู้เรื่อง หากว่าการต้อนรับลูกค้าด้วยความเป็นมิตรและอัธยาศัยไมตรีที่ดีคือการหว่านเสน่ห์ ชาตินี้นางก็ไม่ต้องทำมาหากินอะไรแล้ว
“หากว่าท่านหวาดระแวงขนาดนั้น ไปบอกเขาว่าอย่ามากินอาหารที่นี่ง่ายที่สุด”
“หมายความว่าหากพวกเขามากินอาหารที่นี่ เจ้าก็จะปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนเดิมใช่หรือไม่?” เสิ่นเยว่เล่อกำหมัดแน่น คลื่นโทสะโหมซัดเข้ามาทีละนิด
“ข้าเคยได้ยินข่าวมาว่าคุณหนูใหญ่เสิ่นเป็นคนเฉลียวฉลาดและมีความรู้และเป็นคุณหนูผู้เพียบพร้อม แต่ว่าเหตุใดวันนี้ท่านถึงดูไม่ฉลาดเอาเสียเลย ข้าอธิบายไปท่านก็ไม่เข้าใจเพราะในใจของท่านมีอคติต่อข้า เพราะฉะนั้นเราอย่าคุยกันดีกว่า ข้าว่ามันเสียเวลาเปล่า อีกอย่างท่านไม่มีสิทธิ์มาบอกข้าว่าควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร เพราะที่นี่เป็นโรงเตี๊ยมของข้า”
“เจ้า!” เสิ่นเย่วเล่อดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธก่อนจะสะบัดชายเสื้อจากไปอย่างฉุนเฉียว อันฉีมองตามอย่างครุ่นคิด นางเป็นถึงสตรีที่ขึ้นชื่อว่างดงามและมีความสามารถ แต่ว่าเหตุใดความคิดของนางช่างตื้นเขินนักนะ หากว่าเป็นในปัจจุบันคงต้องพูดว่าสวยแต่โง่ใช่หรือไม่
เมื่ออันฉีเดินลงมาถึงชั้นล่างก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเหล่าคุณหนูยืนรออยู่ อันฉีถอนใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย ด่านแรกผ่านไปมาเจอด่านที่สองต่อ นางเริ่มจะทนไม่ไหวแล้วนะ
“คุณหนูฟู่แม่ทัพจ้าวคือคนที่ข้าชอบ ท่านอย่าได้คิดหว่านเสน่ห์ให้เขาเด็ดขาด” จางอวี้หลันเอ่ยขึ้นมาทันที
“ส่วนหมิงอ๋องก็คือคนที่ข้าชื่นชอบเจ้าห้ามหว่านเสน่ห์ใส่เขาเช่นกัน” เซี๊ยะหนิงฮวาเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเอาเรื่อง อันฉีมองพวกนางกลับด้วยดวงตาเข้มขึ้นมาอย่างน่ากลัว มันจะอะไรกันนักกันหนาข้าชักทนไม่ไหวแล้วนะ
“พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาสั่งห้ามข้า?”
“ก็สิทธิ์ที่ข้าชอบเขา” เซี๊ยะหนิงฮวาตอบออกมาอย่างมั่นใจ
อันฉีหัวเราะออกมา “ชอบเขาฝ่ายเดียวช่างน่าสงสาร”เอ่ยจบอันฉีก็เดินจากไปทันที โดยไม่สนใจสีหน้าของพวกนางว่าจะโกรธเคืองมากเพียงใด
“พวกเราต้องคอยจับตาดูนางเอาไว้”
“ข้าจะจับตามองไม่ให้คลาดสายตาเลย” จางอวี้หลันเอ่ยอย่างหมายมั่น ท่านแม่ทัพเป็นของข้าสตรีอื่นไม่มีสิทธิ์
เมื่ออันฉีเดินออกมาถึงหน้าโรงเตี๊ยมก็ต้องชะงักอีกครั้ง เมื่อเห็นรถม้าของหมิงอ๋องจอดรออยู่ อันฉีอยากจะกรีดร้องออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจ ด่านสุดท้ายแล้วสินะ
หวังซูผ่ายมือให้นางขึ้นไปบนรถม้า อันฉีมองอย่างชั่งใจก่อนจะตัดสินใจก้าวขึ้นไปทันที พอนางเปิดม่านประตูก้าวเข้าไป หมิงอ๋องก็รวบร่างของนางไปนั่งบนตักเขาทันที อันฉีไม่ได้ขัดขืนเพราะเดาว่าเขาคงอารมณ์ไม่ดีถึงได้รอนางอยู่เช่นนี้
นางมองหน้าเขาที่เอาแต่มองนางด้วยรังสีอันน่าสะพรึงกลัว แต่ว่าอันฉีกลับมองว่า หน้าตาเขาดูตลกมากเลย นางยกมือมาลูบแก้มเขาเบา ๆ อย่างเอาใจ
“กฏข้อที่สองห้ามโกรธอย่างไร้เหตุผล” เอ่ยจบนางก็จุ๊บลงไปที่แก้มสากของเขาเบา ๆ หมิงอ๋องใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อขึ้นมา จากที่อารมณ์กรุ่นโกรธแทนที่ด้วยความรู้สึกหวานล้ำขึ้นมาทันที นางจะน่ารักเกินไปแล้ว
รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไปอย่างช้า ๆ หมิงอ๋องจึงกอดกระชับร่างของนางให้แนบแน่นขึ้น กลิ่นกายของนางลอยมาปะทะจมูกเขาอีกครั้ง เขาจึงแอบสูดดมอย่างพอใจ ร่างของนางทำไมนุ่มนิ่มดีเหลือเกิน เขาอยากกอดนางเอาไว้แบบนี้ตลอดไป แปลกจริงเหตุใดเขาถึงรู้สึกผูกพันกับนางได้มากขนาดนี้กันนะ
“มีอะไรจะพูดหรือเพคะ?” อันฉีหันมาพูดกับเขาอย่างจริงจัง
“ไม่มี”
“หากว่าท่านอ๋องไม่มี แต่ว่าหม่อมฉันมีเรื่องจะพูดเพคะ” เขาจับปลายคางของนางแล้วมองนางนิ่ง ๆ “ว่ามาสิ”
“การที่หม่อมฉันดูแลและต้อนรับลูกค้าด้วยไมตรีจิตและอัธยาศัยที่ดี เป็นสิ่งที่คนทำงานด้านบริการต้องมี ยิ่งหม่อมฉันเป็นเจ้าของกิจการยิ่งต้องให้ความใส่ใจ สิ่งนี้ไม่ได้เรียกว่าการหว่านเสน่ห์หรือยั่วยวนบุรุษ แต่เรียกว่าการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี หากว่าท่านอ๋องอยากคบหากับหม่อมฉัน ก็ควรจะแยกแยะให้ออกว่า นั่นคือหน้าที่การทำงานของหม่อมฉัน”
เขาฟังนางพูดก็มองริมฝีปากอวบอิ่มของนางไปด้วยอย่างหลงใหล เขามองช่วงลำคอขาวระหงไล่ลงมาจนถึงอกอวบอิ่มของนาง ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัดขึ้นมาทีละนิดก่อนจะกลืนน้ำลายดังเอือก
เขาแหวกสาบเสื้อของนางออก ก่อนจะยกมือมาบีบขย้ำหน้าอกคู่งามของนางอย่างนุ่มนวลอ่อนโยน อันฉีกัดริมฝีปากเอาไว้เพราะรู้สึกเสียวซ่านขึ้นมา เขารีบประคองศีรษะของนางให้มารับจูบของเขาที่บดจูบลงมาอย่างเร่าร้อน ส่วนอีกมือก็บีบเคล้นยอดอกของนางอย่างแสนเสน่หา
“เจ้าทำให้ข้าควบคุมตนเองไม่ได้” เอ่ยจบเข้าก็ก้มลงมาดูดดึงยอดอกอวบตึงทันที ทำให้อันฉีร่างกายสั่นสะท้านด้วยความรัญจวน “ท่านอ๋อง” อันฉีจับใบหน้าของเขาให้ผละออกมา
“หม่อมฉันช่วยพระองค์เองเพคะ” อันฉีไม่อยากกินยาห้ามครรภ์ นางคิดว่าช่วยเขาให้เสร็จสมน่าจะดีกว่าเปลืองตัว อีกอย่างในนี้เป็นรถม้าและเขาก็ดูมีความต้องการเป็นอย่างมาก
อันฉีเลื่อนตัวไปคุกเข่าอยู่ที่พื้น ก่อนจะช่วยเขาปลดอาภรณ์ลงมา มังกรแข็งแกร่งของเขาดีดผึ่งขึ้นมาทันที นางใช้ลิ้นแตะสัมผัสลงไปที่หัวมังกรของเขา หมิงอ๋องสะดุ้งเฮือกด้วยความเสียวซ่าน จากนั้นนางก็ปรนเปรอให้เขาอย่างสุดความสามารถ เขาคำครามออกมาอย่างสุดกลั้น ก่อนจะปลดปล่อยลาวาร้อนให้พวยพุ่งเข้าปากของนางอย่างสุขสม
อันฉีมองบรรดาคุณหนูทั้งหลาย ที่ต่างพากันมาหานาง เพื่อมอบขนมเป็นของฝากและเป็นการแนะนำตัวเองว่าพวกนางเป็นใคร สาเหตุคือหมายตาพ่อหม้ายรูปงามนามว่าฟู่อันเฉิง เสนาบดีกรมยุติธรรมบิดาของพระราชายาหมิงอ๋อง อันฉีมองขนมมากมายวางเรียงอยู่บนโต๊ะอย่างขบขัน ถึงคราวท่านพ่อถูกสตรีรุมรักดูบ้างแล้ว จะว่าไปแล้วเขาก็รูปงามและหล่อเหล่ามาก ไม่แปลกใจที่ร่างนี้จะงดงามมากถึงเพียงนี้ เพราะได้ถอดแบบมาจากมารดาและบิดารวมกัน แต่ว่าคุณหนูเหล่านี้เล่นข้ามรุ่นเกินไปหรือไม่ ดู ๆ ไปแล้วพวกนางน่าจะ 16-17ปี สตรีวัยเยาว์ชอบของเก่าเอ้ย! ชอบคนมีอายุกันหรือนี่ แต่ว่านั้นก็มีส่วนแต่สิ่งสำคัญที่ทำให้พวกนาง หันมาสนใจบิดาของนาง ก็คงเป็นเพราะว่าเงินและทรัพย์สมบัติ อันฉีจะไม่ใช้คำนี้เลยหากว่า พวกนางไม่ได้มาจากตระกูลที่เป็นลูกหนี้ของนาง แผนส่งบุตรสาวมาตีสนิทและยั่วยวนเสนาบดีฟู่ หากว่าเขาพึงใจผู้ใดผู้หนึ่งขึ้นมา ตระกูลนั้นก็จะโชคดีไปด้วย“โอ้โห! ขนมมากมายขนาดนี้ อันฉีน้อยเจ้าจะเปิดร้านขายขนมหรือ” องค์หญิงหมิงเยว่ก้าวเข้าพร้อมแม่ทัพจ้าวซีฮั่นและหมิงอ๋อง นางมองเห็นกล่องขนมถูกวางเรียงเอาไว้มากมายจึงเอ่ยเย้าขึ้นมาทันที ที่จริงองค์หญิงพอ
สองวันต่อมาอันฉีก็นัดทุกคนมาพบอีกครั้ง ในห้องโถงใหญ่โดยมีอันฉีและหมิงอ๋องนั่งเป็นประธาน ถัดรองลงมาก็เป็นเสนาบดีกรมยุติธรรมฟู่อันเฉิง อันฉีให้พ่อบ้านและบ่าวในจวนยกเก้าอี้มาให้ทุกคนได้นั่ง จากนั้นก็ยกน้ำชาและของว่างมาให้ทุกคน ในวันนี้ทุกคนมีท่าทีประหม่าและเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่รู้ว่าพระชายาจะตัดสินความผิดอย่างไร แต่แล้วองครักษ์หญิงเจียวจูและเลี่ยงหลิง ก็พาสตรีผู้หนึ่งเข้ามาในห้องโถง จากนั้นก็ผลักให้นางนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ทุกคนมองสตรีผู้นั้นอย่างไม่เข้าใจว่า พระชายาจะพานางเข้ามาในนี้ทำไม นางมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือ “วันก่อนท่านอ๋องจับเสนาบดีเสิ่นและเสิ่นฮูหยินกลับมา เสนาบดีเสิ่นถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนเสิ่นฮูหยินที่ข้าไม่เอาเรื่องให้ติดคุกก็เพราะว่า ข้าต้องการให้นางหาเงินมาคืนข้า สามีภรรยากัน…สามีทำผิดภรรยาย่อมต้องรับผิดชอบร่วมกัน เสนาบดีเสิ่นจ้างนักฆ่าให้ไปสังหารข้าและบิดา ที่จริงควรตัดสินโทษประหารชีวิต แต่ข้าว่าแบบนั้นมันตายง่ายเกินไป เลยเปลี่ยนเป็นให้ติดคุกตลอดชีวิตแทน”อันฉีเอ่ยอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ทุกคนนั่งฟังด้วยร่างกายที่เริ่มสั่นขึ้นมาทีละนิด เหงื่อ
“การเปลี่ยนตัวรัชทายาทเสด็จพ่ออย่าทรงได้กังวลว่าจะไม่มีใครสนับสนุนองค์ชายสาม ยามนี้ขุนนางเหล่านั้นอยู่ในเงื้อมมือของพระชายา พวกเขามีความผิดนางยังไม่ได้ตัดสินโทษ พวกเขาจะไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ได้ฟังก็ระบายยิ้มออกมาอย่างพอใจ ให้มันได้อย่างนี้สิลูกสะใภ้ของข้าทางด้านองค์รัชทายาทหมิงเฟยหลง จู่ ๆ ก็ถูกองครักษ์วังหลวงมาล้อมตำหนักนับสิบคน จากนั้นท่านราชเลขาประจำราชสำนักก็ออกมาอ่านราชโองการต่อหน้าทุกคน“ประกาศราชโองการ องค์รัชทายาทหมิงเฟยหลงกระทำความผิดอันใหญ่หลวง ด้วยการสั่งนักฆ่าให้ไปสังหารขบวนเดินทางของหมิงอ๋อง พระชายาหมิงอ๋องและเสนาบดีฟู่กรมยุติธรรม ตลอดระยะเวลาในการเดินทางหลายครั้ง ความผิดในครั้งนี้ไม่อาจให้อภัยได้ จึงขอปลดจากตำแหน่งรัชทายาท เหลือเพียงยศองค์ชายใหญ่หมิงเฟยหลง และจะถูกกักบริเวณจนกว่าจะมีบทลงโทษลงมาอีกครั้ง จบราชโองการ”ราวกับฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางใจ หมิงเฟยหลงตกตะลึงตัวแข็งทื่อ เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! แข้งขาของเขาอ่อนแรงทรุดลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ พวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร จบแล้วทุกอย่างมันจบแล้วไท่จื่อเฟยตกตะลึงไม่ต่างกัน ร่างกายของนางเย
เช้าวันต่อมาบ่าวในจวนตระกูลเสิ่นต่างตกใจและไม่เข้าใจว่า เหตุใดนายของจวนถึงหายไปกันหมดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีเสิ่น เสิ่นฮูหยิน คุณหนูเสิ่นเยว่ซิน ทำเอาบ่าวในจวนไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อดี คงต้องรอดูสักวันสองวันหากว่าพวกเขาหายไปจริง ๆ คงต้องไปแจ้งกับทางการ บ่าวในจวนต่างพูดคุยกันถึงการหายตัวไปของพวกเขาอย่างแปลกใจและสงสัย ทำให้บรรดาตระกูลต่าง ๆ ที่ยามนี้ต่างคอยจับผิดกันและกันอยู่ต่างหูผึ่ง เสนาบดีเสิ่นหายตัวไปพร้อมเสิ่นฮูหยินและคุณหนูเสิ่นเยว่ซินก็หายไปด้วย ทำให้ตระกูลต่าง ๆ ต้องรีบนัดเจอกันเพื่อพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างเร่งด่วน“ข้าคิดว่าเขาอาจจะพาครอบครัวหนีไปแล้ว” เสนาบดีจางเอ่ยขึ้นอย่างวิเคราห์ เพราะหลังจากไปพบพระชายามา เขาก็หายตัวไปทั้งครอบครัว และเขาคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากหลบหนีความผิด“เป็นเขาจริง ๆ หรือนี่ไม่น่าเชื่อเลย ข้าว่าพวกเราต้องรีบไปบอกเรื่องนี้กับพระชายา เพราะหากเป็นเขาจริง ๆ พวกเราจะได้รอดพ้นโทษประหารชีวิต” เสนาบดีถังเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ข้าเห็นด้วยกับเสนาบดีถัง ลำพังจ้างลี่จูเผาบัญชีกู้เงินโทษคงไม่ถึงกับประหารชีวิต” เสนาบดีกู้เอ่ยขึ้น เขานอนไม่หลับทั
“พวกท่านพร้อมใจกันมาหาข้า มีธุระอันใดสำคัญหรือเจ้าคะ?” อันฉีหยิบสมุดบัญชีกลับมาเปิดดูอีกครั้ง อย่างไม่ใส่ใจท่าทีกระวนกระวายของพวกเขา หมิงอ๋องรินชาให้พ่อตาอย่างเสนาบดีฟู่ โดยแสร้งไม่ใส่ใจท่าทีของพวกเขาเลยสักนิด“หากว่าพวกท่านไม่พูดข้าจะพูดเองดีหรือไม่เจ้าคะ?”พวกเขาหันไปมองหน้ากัน ไม่รู้ว่านางรู้เรื่องมากน้อยเพียงใด หากสารภาพผิดตอนนี้จะเป็นการดีหรือไม่นะ หากนางยังไม่รู้เรื่องอะไรก็ไม่ควรเปิดปาก อันฉีหรี่ตามองพวกเขาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น“บ่าวทรยศของข้า…ลี่จู…นางเพิ่งจะเข้ามาสารภาพผิดก่อนพวกท่านจะมา”“อะไรนะ!!” ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจ แข้งขาของพวกเขาอ่อนยวบอย่างไร้เรี่ยวแรง ตระกูลเสิ่น ตระกูลเซี๊ยะ ตระกูลจาง ตระกูลถัง ตระกูลโจว ตระกูลเจา ตระกูลกู้ และอีกหลายตระกูลต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลงทันที “พระชายากระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“พระชายาหม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”“เป็นเพราะนางไปเสนอบอกว่าจะช่วยเผาบัญชีแลกกับเงินหนึ่งพันตำลึง เป็นเพราะความคิดชั่ววูบหลงผิดไปชั่วขณะ พระชายาโปรดให้อภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีชดใช้เงินที่กู้ยืมไปทั้งหมด” เสนาบดีจางรีบเอ่ยเป็นคนแรก อันฉีได้ยินก็ยิ้มออกออกมาอย่างเยา
หลังจากวันนั้นการเดินทางก็ดูเหมือนจะราบรื่นปลอดภัยไร้อุปสรรคใด ๆ จนขบวนเดินทางมาถึงประตูเมืองหลวง โดยมีองค์ชายสามหมิงเฟยหยางออกมาต้อนรับพร้อมตระกูลจ้าวและทหารอีกมากมาย“ยินดีต้อนรับกลับเมืองหลวงอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่ พระชายา” องค์ชายสามก้มศีรษะให้กับขบวนเดินทางที่วิ่งเข้ามาแล้วหยุดลง “ขอบใจเจ้าสาม ข้าจะแวะพักที่จวนตระกูลฟู่พรุ่งนี้ถึงจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ”“ข้าจะไปทูลเสด็จพ่อตามนี้” องค์ชายพยักหน้ารับรู้“อืม” องค์ชายสามรีบกระตุกม้าหันกลับวังหลวง ส่วนขบวนเดินทางก็ตรงไปยังจวนตระกูลฟู่ทันที “องค์หญิงจะตรงไปยังจวนตระกูลจ้าวหรือว่าจะค้างที่จวนหม่อมฉันเพคะ?” องค์หญิงหมิงเยว่ครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจ ตอนนี้นางแต่งงานแล้วก็ควรต้องไปอยู่ที่จวนของตระกูลจ้าว“ข้าคงต้องไปพักที่จวนตระกูลจ้าว แต่ว่าข้าจะแวะมาหาเจ้าบ่อย ๆ หรือไม่ก็เจ้าแวะไปที่นั่นได้ตลอดเวลา” อันฉีพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยบอกคนขับรถม้าให้ไปส่งองค์หญิงที่จวนตระกูลจ้าว จากนั้นก็คอยไปจวนตระกูลฟู่ของนาง แต่เมื่อรถม้ามาถึงหน้าจวน รถม้าก็ต้องหยุดกะทันหัน เมื่อคนขับรถม้ารีบตะโกนบอกอันฉีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“พระชายามีสตรีเป็นลมอยู่ตรงด้านหน้







