ANMELDEN“คือองค์รัชทายาทบอกว่าเคยแต่ได้ยินชื่อเสียงว่าเจ้าของโรงเตี๊ยมอายุยังน้อย จึงอยากเห็นด้วยตาตนเองขอรับ” อันฉีพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะรีบตรวจดูชุดที่นางสวมใส่ว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ ก่อนจะรีบเดินตรงไปยังห้องพิเศษ ที่อยู่ไม่ห่างจากห้องทำงานของนาง
“ถวายบังคมองค์รัชทายาท ถวายบังคมหมิงอ๋อง ถวายบังคมองค์ชายสาม”
เสิ่นเยว่เล่อที่เดินมาพร้อมเสิ่นเยว่ซินผู้เป็นน้องสาวยอบกายถวายความเคารพด้วยท่าทีงดงาม การแต่งกายของพวกนางงดงามมาก แต่ว่าหมิงอ๋องไม่แม้แต่จะชายตามองเขายกชาขึ้นจิบอย่างผ่อนคลาย รัชทายาทปรายตามองท่าทีของหมิงอ๋องอย่างแปลกใจ เป็นไปได้อย่างไรหรือว่าเขาจะเลิกชอบคุณหนูใหญ่ไปแล้ว ถ้าเช่นนั้นการแย่งชิงนางมาเป็นของเขาก็ไร้ประโยชน์
“ตามสบายเถิด มาทานอาหารเหมือนกันหรือ?”
“เพคะ” กล่าวจบนางก็ยอบกายแล้วเดินไปนั่งยังโต๊ะที่จองเอาไว้
บรรดาคุณหนูต่างแอบมองและสังเกตท่าทีของหมิงอ๋องอย่างให้ความสนใจ ดูเหมือนเขาจะเลิกสนใจคุณหนูใหญ่ไปแล้วจริง ๆ ถ้าเช่นนั้นพวกนางก็มีความหวัง
เมื่อฟู่อันฉีเดินเข้ามาบุรุษทั้งสี่คนก็ถึงกับชะงัก นางช่างงดงามสดใสทำเอาทุกคนถึงกับลมหายใจสะดุด อันฉีรีบยอบกายถวายความเคารพอย่างนอบน้อม
“ถวายบังคมองค์ราชทายาท ถวายบังคมหมิงอ๋อง ถวายบังคมองค์ชายสามเพคะ เห็นผู้จัดการไปแจ้งหม่อมฉันว่าองค์รัชทายาทต้องการพบหม่อมฉันหรือเพคะ?” อันฉีเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างมีมนุษยสัมพันธ์ดีและมีมารยาท แต่ว่าหมิงอ๋องกลับมองการกระทำของนางอย่างขุ่นเคืองใจ นางคิดจะยั่วยวนบุรุษทุกคนเลยหรืออย่างไร
“เอ่อ…คือข้าเคยได้ยินมาว่าเจ้าของโรงเตี๊ยมฟู่กุ้ยเป็นเพียงเด็กสาววัยเยาว์ผู้หนึ่ง พอข้าได้มีโอกาสมาเยือนก็เลยอยากจะพบเจอสักครั้ง เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วข้าก็อดจะชื่นชมไม่ได้เลย ที่คุณหนูฟู่สามารถดูแลกิจการได้ดีเช่นนี้ ถ้าเช่นนั้นคุณหนูฟู่มีอาหารพิเศษอะไรอยากจะแนะนำหรือไม่?”
“มีอาหารหลายอย่างเลยเพคะ เดี๋ยวหม่อมฉันจะให้คนยกมาแล้วจะออกมาแนะนำอีกรอบนะเพคะ”
“อืม” รัชทายาทยกยิ้มอย่างพอใจ คุณหนูฟู่ผู้นี้ช่างงดงามถูกใจเขาเสียจริง นางดูยิ้มแย้มและอัธยาศัยดีกับทุกคนโดยไม่เสแสร้ง คงเพราะนางเป็นเจ้าของกิจการจึงต้องสร้างมิตรภาพกับทุกคน
เมื่ออาหารถูกพนักงานยกเข้ามา อันฉีก็เดินตามมาอีกครั้งเพื่อแนะนำอาหารจานเด็ด
“จานนี้เรียกว่าเป็ดย่างสี่ฤดูเพคะ ทานคู่กับบะหมี่และผักจะอร่อยมากเพคะ ส่วนถ้วยนี้เรียกว่ากระเพาะปลาน้ำแดง จานนี้เป็นกระดูกหมูอบน้ำผึ้ง ซาลาเปาไส้หมู และขนมจีบเพคะ”
อันฉีช่วยพนักงานยกอาหารลงวางบนโต๊ะอย่างคล่องแคล่ว กลิ่นหอมจากร่างกายของนางลอยมาปะทะจมูกของทุกคน ทำเอาทุกคนถึงกับทำตัวไม่ถูกรู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เหตุใดร่างกายของนางถึงหอมมากเช่นนี้
หมิงอ๋องถึงกับกำหมัดแน่นด้วยความโกรธที่ปะทุขึ้นมา ไม่ว่านางจะทำอะไรในสายตาของเขา ก็ดูเหมือนว่าจะยั่วยวนบุรุษไปเสียหมด ทำอย่างไรดี...เขากำลังจะหมดความอดทน เมื่ออันฉียกอาหารเข้ามามาใกล้ เขาจึงใช้โอกาสนี้กระซิบข้างหูของนาง
“อย่ายั่วยวนบุรุษอื่นต่อหน้าข้า” อันฉีเมื่อได้ยินก็รีบวางจานขนมจีบลง ก่อนจะหันมายิ้มหวานให้เขาจากนั้นก็ใช้มือบิดที่เอวเขาทันที นี่แหนะทำตัวหวงก้างอย่างนี้ต้องโดน
“โอ๊ย!!”
ทุกคนหันมามองเขาทันทีด้วยความตกใจกับเสียงร้องของเขา “เป็นอะไร?” รัชทายาทหมิงเฟยหลงหันมาถามอย่างสงสัยว่าเขาเป็นอะไร จู่ ๆ ก็ร้องออกมา
แต่เขากลับไม่ตอบแต่ยกชาขึ้นมาจิบแทนเสียอย่างนั้น แล้วนึกคาดโทษนางเอาไว้ในใจ ร้ายนักนะมีโอกาสเมื่อใด เขาจะกดนางให้จมเตียงไปเลยคอยดู
“ทานให้อร่อยนะเพคะหม่อมฉันขอตัวก่อน” อันฉีเอ่ยจบก็ยอบกายแล้วหมุนตัวจากไป
บรรดาเหล่าคุณหนูที่คอยมองและคอยสังเกตอยู่ตลอดเวลา ยามนี้ภายในใจร้อนรุ่มด้วยความริษยา พวกนางไม่เคยสังเกตมาก่อนเลยว่า คุณหนูฟู่จะงดงามมากถึงเพียงนี้ ดูจากสายตาของบุรุษที่มองนางแล้วคงจะชื่นชอบนางอยู่ไม่น้อย ฟู่อันฉีเจ้ามันนางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์
ส่วนคุณใหญ่เสิ่นเยว่เล่อแทบอยากจะกรีดร้องออกมาด้วยความผิดหวัง นางก็นึกว่าองค์รัชทายาทจะชวนนางนั่งร่วมโต๊ะด้วยเสียอีก เหตุใดวันนี้เขาดูหมางเมินกับนางเช่นนี้นะ แล้วหมิงอ๋องก็แทบไม่มองนางเลย เขาตัดใจจากนางได้แล้วจริง ๆ เหรอ จากที่มีความมั่นใจว่าตนเองนั้นเป็นหนึ่งในใต้หล้า ยามนี้นางกลับไม่มั่นใจเสียแล้ว
“คุณหนูสายตาของพวกนางที่มองมาที่คุณหนูน่ากลัวมากเลยเจ้าค่ะ” ลี่จูที่คอยแอบมองความเป็นไปโดยรอบรีบรายงาน
อันฉีถอนใจออกมาอย่างหนักใจ “ข้าก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เหมือนว่าจู่ ๆ ชีวิตของข้าก็เริ่มจะมีเรื่องพัวพันกับพวกเขาอย่างไม่ได้ตั้งใจ”
“แล้วคุณหนูจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไรเจ้าคะ? เหมือนจะวิ่งหนีแต่ปัญหากลับวิ่งตามเช่นนี้”
อันฉีครุ่นคิดหากว่าหลบหนีไม่ได้ก็เผชิญหน้ามันไปเสียเลยดีหรือไม่ ในนิยายนางทำทุกวิถีทางเพื่อให้ครองคู่กับรัชทายาท จนสุดท้ายมีฉากตอนจบที่ไม่สวยนัก แต่พอนางมาอยู่ในร่างนี้จึงอยากจะเปลี่ยนแปลงโดยการจับหมิงอ๋องแทน
นางไม่ใช่คนขี้ขลาดในเมื่อไม่ได้ทำอะไรผิด หากมัวแต่วิ่งหนีปัญหานางคงจะสูญเสียการใช้ชีวิตกันไปพอดี ท่านพ่อของนางก็พอมีบารมีอยู่บ้าง ในเมื่อนางตัดสินใจเลือกหมิงอ๋องแล้ว ก็ลุยเลยอย่าได้กลัว
“อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิดข้าพร้อมจะชนกับปัญหาแล้วละ ก็ข้าเป็นคุณหนูตัวร้ายนี่เนาะ” ลี่จูฉีกยิ้มออกมาต้องแบบนี้สิถึงจะสมกับเป็นคุณหนูฟู่อันฉีของลี่จู
หลังจากตรวจดูบัญชีเสร็จเรียบร้อย อันฉีก็เตรียมตัวจะเดินทางกลับ แต่ว่าพอเปิดประตูออกมาก็ต้องตกใจเมื่อเห็น คุณหนูใหญ่เสิ่นเยว่เล่อยืนรออยู่ นางมายืนรออยู่ตั้งแต่เมื่อใดเหตุใดไม่ให้คนไปแจ้งนาง
“ข้าขอคุยกับเจ้าหน่อย”
“เชิญเจ้าค่ะ”
“องค์รัชทายาทเป็นคู่หมั้นคู่หมายของข้า ส่วนหมิงอ๋องเป็นคนที่น้องสาวของข้าหมายปอง เจ้าอย่าได้คิดมาหว่านเสน่ห์ให้พวกเขาเด็ดขาด”
อันฉีมองบรรดาคุณหนูทั้งหลาย ที่ต่างพากันมาหานาง เพื่อมอบขนมเป็นของฝากและเป็นการแนะนำตัวเองว่าพวกนางเป็นใคร สาเหตุคือหมายตาพ่อหม้ายรูปงามนามว่าฟู่อันเฉิง เสนาบดีกรมยุติธรรมบิดาของพระราชายาหมิงอ๋อง อันฉีมองขนมมากมายวางเรียงอยู่บนโต๊ะอย่างขบขัน ถึงคราวท่านพ่อถูกสตรีรุมรักดูบ้างแล้ว จะว่าไปแล้วเขาก็รูปงามและหล่อเหล่ามาก ไม่แปลกใจที่ร่างนี้จะงดงามมากถึงเพียงนี้ เพราะได้ถอดแบบมาจากมารดาและบิดารวมกัน แต่ว่าคุณหนูเหล่านี้เล่นข้ามรุ่นเกินไปหรือไม่ ดู ๆ ไปแล้วพวกนางน่าจะ 16-17ปี สตรีวัยเยาว์ชอบของเก่าเอ้ย! ชอบคนมีอายุกันหรือนี่ แต่ว่านั้นก็มีส่วนแต่สิ่งสำคัญที่ทำให้พวกนาง หันมาสนใจบิดาของนาง ก็คงเป็นเพราะว่าเงินและทรัพย์สมบัติ อันฉีจะไม่ใช้คำนี้เลยหากว่า พวกนางไม่ได้มาจากตระกูลที่เป็นลูกหนี้ของนาง แผนส่งบุตรสาวมาตีสนิทและยั่วยวนเสนาบดีฟู่ หากว่าเขาพึงใจผู้ใดผู้หนึ่งขึ้นมา ตระกูลนั้นก็จะโชคดีไปด้วย“โอ้โห! ขนมมากมายขนาดนี้ อันฉีน้อยเจ้าจะเปิดร้านขายขนมหรือ” องค์หญิงหมิงเยว่ก้าวเข้าพร้อมแม่ทัพจ้าวซีฮั่นและหมิงอ๋อง นางมองเห็นกล่องขนมถูกวางเรียงเอาไว้มากมายจึงเอ่ยเย้าขึ้นมาทันที ที่จริงองค์หญิงพอ
สองวันต่อมาอันฉีก็นัดทุกคนมาพบอีกครั้ง ในห้องโถงใหญ่โดยมีอันฉีและหมิงอ๋องนั่งเป็นประธาน ถัดรองลงมาก็เป็นเสนาบดีกรมยุติธรรมฟู่อันเฉิง อันฉีให้พ่อบ้านและบ่าวในจวนยกเก้าอี้มาให้ทุกคนได้นั่ง จากนั้นก็ยกน้ำชาและของว่างมาให้ทุกคน ในวันนี้ทุกคนมีท่าทีประหม่าและเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่รู้ว่าพระชายาจะตัดสินความผิดอย่างไร แต่แล้วองครักษ์หญิงเจียวจูและเลี่ยงหลิง ก็พาสตรีผู้หนึ่งเข้ามาในห้องโถง จากนั้นก็ผลักให้นางนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ทุกคนมองสตรีผู้นั้นอย่างไม่เข้าใจว่า พระชายาจะพานางเข้ามาในนี้ทำไม นางมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือ “วันก่อนท่านอ๋องจับเสนาบดีเสิ่นและเสิ่นฮูหยินกลับมา เสนาบดีเสิ่นถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนเสิ่นฮูหยินที่ข้าไม่เอาเรื่องให้ติดคุกก็เพราะว่า ข้าต้องการให้นางหาเงินมาคืนข้า สามีภรรยากัน…สามีทำผิดภรรยาย่อมต้องรับผิดชอบร่วมกัน เสนาบดีเสิ่นจ้างนักฆ่าให้ไปสังหารข้าและบิดา ที่จริงควรตัดสินโทษประหารชีวิต แต่ข้าว่าแบบนั้นมันตายง่ายเกินไป เลยเปลี่ยนเป็นให้ติดคุกตลอดชีวิตแทน”อันฉีเอ่ยอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ทุกคนนั่งฟังด้วยร่างกายที่เริ่มสั่นขึ้นมาทีละนิด เหงื่อ
“การเปลี่ยนตัวรัชทายาทเสด็จพ่ออย่าทรงได้กังวลว่าจะไม่มีใครสนับสนุนองค์ชายสาม ยามนี้ขุนนางเหล่านั้นอยู่ในเงื้อมมือของพระชายา พวกเขามีความผิดนางยังไม่ได้ตัดสินโทษ พวกเขาจะไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ได้ฟังก็ระบายยิ้มออกมาอย่างพอใจ ให้มันได้อย่างนี้สิลูกสะใภ้ของข้าทางด้านองค์รัชทายาทหมิงเฟยหลง จู่ ๆ ก็ถูกองครักษ์วังหลวงมาล้อมตำหนักนับสิบคน จากนั้นท่านราชเลขาประจำราชสำนักก็ออกมาอ่านราชโองการต่อหน้าทุกคน“ประกาศราชโองการ องค์รัชทายาทหมิงเฟยหลงกระทำความผิดอันใหญ่หลวง ด้วยการสั่งนักฆ่าให้ไปสังหารขบวนเดินทางของหมิงอ๋อง พระชายาหมิงอ๋องและเสนาบดีฟู่กรมยุติธรรม ตลอดระยะเวลาในการเดินทางหลายครั้ง ความผิดในครั้งนี้ไม่อาจให้อภัยได้ จึงขอปลดจากตำแหน่งรัชทายาท เหลือเพียงยศองค์ชายใหญ่หมิงเฟยหลง และจะถูกกักบริเวณจนกว่าจะมีบทลงโทษลงมาอีกครั้ง จบราชโองการ”ราวกับฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางใจ หมิงเฟยหลงตกตะลึงตัวแข็งทื่อ เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! แข้งขาของเขาอ่อนแรงทรุดลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ พวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร จบแล้วทุกอย่างมันจบแล้วไท่จื่อเฟยตกตะลึงไม่ต่างกัน ร่างกายของนางเย
เช้าวันต่อมาบ่าวในจวนตระกูลเสิ่นต่างตกใจและไม่เข้าใจว่า เหตุใดนายของจวนถึงหายไปกันหมดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีเสิ่น เสิ่นฮูหยิน คุณหนูเสิ่นเยว่ซิน ทำเอาบ่าวในจวนไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อดี คงต้องรอดูสักวันสองวันหากว่าพวกเขาหายไปจริง ๆ คงต้องไปแจ้งกับทางการ บ่าวในจวนต่างพูดคุยกันถึงการหายตัวไปของพวกเขาอย่างแปลกใจและสงสัย ทำให้บรรดาตระกูลต่าง ๆ ที่ยามนี้ต่างคอยจับผิดกันและกันอยู่ต่างหูผึ่ง เสนาบดีเสิ่นหายตัวไปพร้อมเสิ่นฮูหยินและคุณหนูเสิ่นเยว่ซินก็หายไปด้วย ทำให้ตระกูลต่าง ๆ ต้องรีบนัดเจอกันเพื่อพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างเร่งด่วน“ข้าคิดว่าเขาอาจจะพาครอบครัวหนีไปแล้ว” เสนาบดีจางเอ่ยขึ้นอย่างวิเคราห์ เพราะหลังจากไปพบพระชายามา เขาก็หายตัวไปทั้งครอบครัว และเขาคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากหลบหนีความผิด“เป็นเขาจริง ๆ หรือนี่ไม่น่าเชื่อเลย ข้าว่าพวกเราต้องรีบไปบอกเรื่องนี้กับพระชายา เพราะหากเป็นเขาจริง ๆ พวกเราจะได้รอดพ้นโทษประหารชีวิต” เสนาบดีถังเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ข้าเห็นด้วยกับเสนาบดีถัง ลำพังจ้างลี่จูเผาบัญชีกู้เงินโทษคงไม่ถึงกับประหารชีวิต” เสนาบดีกู้เอ่ยขึ้น เขานอนไม่หลับทั
“พวกท่านพร้อมใจกันมาหาข้า มีธุระอันใดสำคัญหรือเจ้าคะ?” อันฉีหยิบสมุดบัญชีกลับมาเปิดดูอีกครั้ง อย่างไม่ใส่ใจท่าทีกระวนกระวายของพวกเขา หมิงอ๋องรินชาให้พ่อตาอย่างเสนาบดีฟู่ โดยแสร้งไม่ใส่ใจท่าทีของพวกเขาเลยสักนิด“หากว่าพวกท่านไม่พูดข้าจะพูดเองดีหรือไม่เจ้าคะ?”พวกเขาหันไปมองหน้ากัน ไม่รู้ว่านางรู้เรื่องมากน้อยเพียงใด หากสารภาพผิดตอนนี้จะเป็นการดีหรือไม่นะ หากนางยังไม่รู้เรื่องอะไรก็ไม่ควรเปิดปาก อันฉีหรี่ตามองพวกเขาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น“บ่าวทรยศของข้า…ลี่จู…นางเพิ่งจะเข้ามาสารภาพผิดก่อนพวกท่านจะมา”“อะไรนะ!!” ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจ แข้งขาของพวกเขาอ่อนยวบอย่างไร้เรี่ยวแรง ตระกูลเสิ่น ตระกูลเซี๊ยะ ตระกูลจาง ตระกูลถัง ตระกูลโจว ตระกูลเจา ตระกูลกู้ และอีกหลายตระกูลต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลงทันที “พระชายากระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“พระชายาหม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”“เป็นเพราะนางไปเสนอบอกว่าจะช่วยเผาบัญชีแลกกับเงินหนึ่งพันตำลึง เป็นเพราะความคิดชั่ววูบหลงผิดไปชั่วขณะ พระชายาโปรดให้อภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีชดใช้เงินที่กู้ยืมไปทั้งหมด” เสนาบดีจางรีบเอ่ยเป็นคนแรก อันฉีได้ยินก็ยิ้มออกออกมาอย่างเยา
หลังจากวันนั้นการเดินทางก็ดูเหมือนจะราบรื่นปลอดภัยไร้อุปสรรคใด ๆ จนขบวนเดินทางมาถึงประตูเมืองหลวง โดยมีองค์ชายสามหมิงเฟยหยางออกมาต้อนรับพร้อมตระกูลจ้าวและทหารอีกมากมาย“ยินดีต้อนรับกลับเมืองหลวงอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่ พระชายา” องค์ชายสามก้มศีรษะให้กับขบวนเดินทางที่วิ่งเข้ามาแล้วหยุดลง “ขอบใจเจ้าสาม ข้าจะแวะพักที่จวนตระกูลฟู่พรุ่งนี้ถึงจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ”“ข้าจะไปทูลเสด็จพ่อตามนี้” องค์ชายพยักหน้ารับรู้“อืม” องค์ชายสามรีบกระตุกม้าหันกลับวังหลวง ส่วนขบวนเดินทางก็ตรงไปยังจวนตระกูลฟู่ทันที “องค์หญิงจะตรงไปยังจวนตระกูลจ้าวหรือว่าจะค้างที่จวนหม่อมฉันเพคะ?” องค์หญิงหมิงเยว่ครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจ ตอนนี้นางแต่งงานแล้วก็ควรต้องไปอยู่ที่จวนของตระกูลจ้าว“ข้าคงต้องไปพักที่จวนตระกูลจ้าว แต่ว่าข้าจะแวะมาหาเจ้าบ่อย ๆ หรือไม่ก็เจ้าแวะไปที่นั่นได้ตลอดเวลา” อันฉีพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยบอกคนขับรถม้าให้ไปส่งองค์หญิงที่จวนตระกูลจ้าว จากนั้นก็คอยไปจวนตระกูลฟู่ของนาง แต่เมื่อรถม้ามาถึงหน้าจวน รถม้าก็ต้องหยุดกะทันหัน เมื่อคนขับรถม้ารีบตะโกนบอกอันฉีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“พระชายามีสตรีเป็นลมอยู่ตรงด้านหน้







