เข้าสู่ระบบสองชั่วโมงต่อมา ของขวัญยังคงนั่งเล่นและเดินไปเดินมาอยู่บริเวณระเบียงหน้าบ้าน จะเล่นโทรศัพท์ก็ขัดใจเพราะตรงที่เธออยู่แม้สัญญาณอินเตอร์เน็ตจะเข้าถึงแต่ก็ช้ามาก พอเริ่มเบื่อก็ไม่รู้จะทำอะไร จึงเดินเข้าไปสำรวจภายในบ้าน
เมื่อเข้ามาในตัวบ้านจะเป็นห้องกว้างๆที่มีห้องน้ำในตัว มีเตียงนอนและหมอนผ้าห่ม ตู้เสื้อผ้า โซฟาเล็กๆ และอีกหลายสิ่งที่ห้องนอนควรจะมี ซึ่งไม่ต่างจากห้องนอนห้องหนึ่ง และเมื่อสายตาดันไปสะดุดเข้ากับรูปถ่ายขนาดเล็กรูปหนึ่งที่แขวนอยู่ข้างขอบหน้าต่าง เธอจึงเดินไปหยิบรูปถ่ายรูปนั้นมาดู เป็นรูปผู้ชายสองคน คนหนึ่งก็คือนายหัวจอมทัพที่เธอรู้จักดี เธอใช้สายตามองรูปของเขาอย่างละเอียด ในรูปเขายังดูหนุ่มอยู่เลย แต่ก็ไม่ต่างจากตอนนี้มากนักที่ถึงจะอายุมากแล้วแต่ก็ยังดูดีเหมือนในรูปไม่เปลี่ยน
จากนั้นก็มองผู้ชายอีกคนในรูป ซึ่งดูแล้วน่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับนายหัวจอมทัพ แต่ทว่าทันทีที่เห็นผู้ชายคนดังกล่าวคิ้วเรียวสวยก็ขมวดเข้าหากันทันที รู้สึกคุ้นเคยกับผู้ชายคนนี้อย่างน่าประหลาดใจ ทั้งที่เธอมั่นใจว่าไม่เคยเจอหรือเคยเห็นหน้าค่าตาผู้ชายคนนี้มาก่อน แต่ทำไมถึงรู้สึกคุ้นเคยก็ไม่รู้
"ยัยหนู! อยู่ในบ้านรึเปล่า"
ขณะนั้นเองเสียงทุ้มคุ้นเคยก็ดังขึ้นดึงความสนใจของเธอให้ละสายตาจากคนในรูปแล้วหันไปมองตามเสียงทันที ก่อนจะรีบแขวนรูปถ่ายไว้ข้างขอบหน้าต่างเช่นเดิม แล้วรีบวิ่งออกไปหาอีกคนพร้อมกับเอ่ยขานรับ
"หนูอยู่นี่ค่ะ"
ด้านจอมทัพเมื่อได้ยินเสียงหวานขานรับพร้อมกับเจ้าตัววิ่งดุ๊กดิ๊กออกมาจากในบ้านก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เพราะตอนกลับมาเขาไม่เห็นเธอนั่งอยู่หน้าบ้านก็เป็นห่วงกลัวเธอจะซนเดินไปโน่นไปนี่จนหลง แต่พอเห็นเด็กสาวยังอยู่ดีก็หายห่วงทันที
"ฉันตกใจหมด คิดว่ายัยหนูจะไปซนที่ไหนซะอีก"
"หนูบอกแล้วว่าจะไม่ซน หนูก็ต้องทำตามที่พูดสิคะ ถ้าดื้อเดี๋ยวโดนนายหัวดุอีก" พูดจบก็ยิ้มแป้นแล้นส่งให้อีกคน จนพาให้เขายิ้มตามกับความน่ารักของเธอ
"เด็กดีจริงๆ แบบนี้สิน่ารักมาก" จอมทัพยื่นมือใหญ่ไปขยี้ผมของเด็กสาวเบาๆอย่างนึกเอ็นดูปนหมั่นเขี้ยว ก่อนจะกระดกดื่มน้ำในขวดที่ถืออยู่ในมืออย่างกระหาย แล้วเอ่ยพูดต่อ
"ฉันขอนั่งพักให้หายเหนื่อยหน่อยนะ แล้วเดี๋ยวเราค่อยกลับกัน"
"ค่ะ"
สิ้นเสียงหวานที่เอ่ยตอบรับ จอมทัพก็ยิ้มบางๆให้เธอ ก่อนจะทิ้งกายแกร่งนั่งลง แล้วยืดขาข้างหนึ่งวางพาดยาวไปกับพื้นไม้ ขาอีกข้างยกตั้งชันขึ้นมา ส่วนแขนแกร่งทั้งสองข้างค้ำยันไว้ด้านหลังเพื่อทรงตัวในการนั่ง
ด้านของขวัญเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงนั่งลงตามทันที เธอนั่งในท่ากอดเข่าทั้งสองข้าง ก่อนที่อีกคนจะหันมาพูดกับเธอ
"ฉันดูมหาลัยไว้ให้สองสามที่ เดี๋ยวกลับบ้านค่อยไปคุณกับแม่หนูกัน"
"จริงเหรอคะ ขอบคุณนะคะนายหัวที่ช่วยดูให้ หนูก็มีดูๆไว้บ้างเหมือนกันค่ะ" ของขวัญยิ้มออกมาด้วยความดีใจ โดยไม่ลืมพนมมือไหว้ขอบคุณอีกคนจากใจจริงที่ช่วยเป็นธุระให้ ทั้งที่เธอไม่เคยขอให้เขาช่วยเลยด้วยซ้ำ
"อือ เดี๋ยวกลับบ้านแล้วค่อยคุยเรื่องนี้กัน"
"ค่ะ"
สิ้นเสียงหวาน มือใหญ่ก็ยื่นไปลูบศีรษะเล็กเบาๆด้วยความเอ็นดู ก่อนจะผละมือออกแล้วหันกลับไปมองทางด้านหน้า ขณะที่เด็กสาวนั่งมองเขาด้วยความรู้สึกหลากหลาย และรู้สึกหวั่นไหวแปลกๆ โดยที่เธอก็ไม่เข้าใจว่าความรู้สึกหวั่นไหวแบบนี้มันคืออะไร รู้แค่เพียงว่าตอนนี้เธอนั่งมองเขาโดยไม่มีเบื่อเลย นั่งมองไปยิ้มไปอย่างไม่รู้ตัว แต่ทว่าเมื่อเขาหันมามองสบตากัน ทำให้เธอได้สติรีบหลบสายตาหันมองไปอีกทางทันที มีอาการเลิ่กลั่กขึ้นมาเล็กน้อย
ด้านจอมทัพเห็นเช่นนั้นจึงหลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู ขณะที่ภายในใจกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจที่เห็นเด็กสาวแอบมองกัน เขาไม่รู้หรอกว่าเธอแอบมองเขาทำไม เขารู้เพียงว่าแค่ตัวเขาอยู่ในสายตาของเธอก็ทำให้ใจแกร่งรู้สึกกระชุ่มกระชวยแล้ว ขณะที่นั่งมองเธอก็อยากจะยื่นมือไปหยิกแก้มป่องๆอมชมพูของเธอสักทีสองทีให้หายหมั่นเขี้ยว อยากจะหอมสักฟอดสองฟอดให้ชื่นใจ แต่ก็คงทำได้แค่คิดและนั่งมองเท่านั้น และเมื่อเห็นว่าเด็กสาวกำลังจะหันกลับมา เขาจึงหันมองไปอีกทางทันทีอย่างใจเย็น ไม่ได้มีอาการเลิ่กลั่กเหมือนกับเธอที่แอบมองเขาเมื่อครู่
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ต่างนั่งมองกันไปมองกันมาอยู่อย่างนั้น จนเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายนาที กระทั่งทั้งคู่หันมามองพร้อมกันทำให้ดวงตาสองคู่สบกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ ทำเอาเด็กสาวมีอาการเลิ่กลั่กขึ้นมาอีกครั้งและประหม่าขึ้นมาทันที ขณะที่อีกคนมองมานิ่งๆ พอเห็นความน่ารักของเด็กสาวก็อดยิ้มเอ็นดูไม่ได้
"เอ่อ ระ เราจะกลับบ้านกันตอนไหนเหรอคะ" ของขวัญตัดสินใจหันมาถามด้วยน้ำเสียงติดขัด โดยที่หลบสายตาไปมาไม่กล้าสบตาอีกคนตรงๆ ทำเอาเขาที่มองอยู่ยิ้มเอ็นดูแล้วเอ็นดูอีกกับท่าทีของเธอ ซึ่งมันน่ารักมากสำหรับเขา เขาจึงถามกลับแทนที่จะตอบคำถามของเธอ
"ยัยหนูอยากกลับแล้วเหรอ"
"เปล่าค่ะ"
"แล้วถามทำไม"
"หนูแค่ถามเฉยๆค่ะ"
"หึ ฉันอยากนั่งต่ออีกหน่อย ใกล้เที่ยงค่อยกลับ ได้ไหม" เขาเอียงตัวเข้าไปถามเด็กสาวใกล้ๆอย่างตั้งใจ เพราะอยากจะแกล้งเด็กขี้อายเสียหน่อย ทำเอาเด็กสาวยิ่งเขินอายและประหม่าเข้าไปใหญ่
"ดะ ได้ค่ะ หนูแล้วแต่นายหัวเลยค่ะ"
"หึ" สิ้นเสียงทุ้มที่หัวเราะในลำคอ กายแกร่งก็ทิ้งแผ่นหลังนอนราบไปกับพื้นไม้ นอนหนุนแขนข้างหนึ่ง แขนอีกข้างวางพักไว้บนหน้าท้องแกร่ง ส่วนขาสองข้างก็อยู่ในท่าเดิม ก่อนที่ดวงตาคู่คมจะหลับพริ้ม ซึบซับบรรยากาศและกอบโกยความรู้สึกตอนนี้เอาไว้ให้ได้มากที่สุด อยากจะหยุดเวลาเอาไว้ตรงนี้ แต่ความจริงคงทำไม่ได้อย่างใจหวัง
ขณะเดียวกันของขวัญก็นั่งมองสำรวจร่างกายของคนตัวโตที่นอนอยู่ข้างเธอ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกหลงใหล เขาดูดีไปหมดแม้อายุจะมากแล้วก็ตาม ไม่มีแม้แต่ผมขาวสักเส้นเล็ดลอดออกมาให้เห็น ถึงเขาจะผิวเข้มแต่ผิวของเขาก็ดูสุขภาพดีมาก ไม่มีโทรมหรือจุดหมองคล้ำให้เห็นเลย กระทั่งสายตาของเธอหยุดมองอยู่ที่ปากของเขา ก็ทำให้นึกถึงเรื่องเมื่อวานที่เธอเข้าใจว่าตัวเองฝันไป ตอนที่เธอจูบเขาในฝันเธอรู้สึกได้ว่าปากของเขานุ่มมาก หากได้จูบจริงๆไม่ใช่แค่ความฝันก็คงจะดีไม่น้อย
(ไม่สิ คิดบ้าอะไรอยู่เนี่ยเรา เลิกคิดๆ) เสียงของเธอตีกันในหัวเมื่อเผลอคิดเรื่องน่าอาย รีบส่ายหน้าเป็นพลันวันเพื่อดึงสติของตัวเองกลับมาให้เลิกคิดฟุ้งซ่านกับสิ่งที่ไม่ควรคิด เธอเคารพคนข้างกายดั่งพ่อ จะมาคิดไม่ซื่อกับเขาแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด นี้คือสิ่งที่เธอควรจำใส่สมองเอาไว้ แต่ทว่าทำไมถึงไม่อยากจำก็ไม่รู้ เธอไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองในตอนนี้เลยสักนิด มันยากที่จะทำความเข้าใจตัวเองจริงๆ
จากนั้นไม่นานนักคนที่นอนอยู่ก็ลืมตาตื่นขึ้นมา ทว่าเขาไม่ได้หลับจริง แค่เพียงพักสายตาเท่านั้น หลังจากนั้นทั้งคู่ก็พากันกลับบ้านในเวลาใกล้เที่ยง...
เมื่อเดินออกมาดูอีกคนที่เดินหายออกมาทางหน้าบ้าน ก็เห็นเขายืนกอดอกอยู่ข้างริมรั้ว นึกว่าจะไปไหนได้ที่แท้มายืนงอนอยู่ตรงนี้ เห็นเช่นนั้นปากบางจึงระบายยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูคนแก่ขี้น้อยใจ เธอจึงเดินเข้าไปสวมกอดเอวสอบจากด้านหลังแล้วเอ่ยถามเขาน้ำเสียงหวาน“นายหัวโกรธหนูเหรอคะ”“...”ทว่าไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากอีกคน เธอจึงไม่รอช้าที่จะง้อเขาต่อขณะที่ยังสวมกอดเอวสอบไม่ยอมปล่อย“หนูขอโทษนะคะที่พูดกับนายหัวแบบนั้น ช่วงนี้หนูแค่รู้สึกเหนื่อยๆน่ะค่ะ นายหัวไม่โกรธหนูนะ” เมื่อเธอพูดจบอีกคนก็หันมาประจันหน้ากัน ก่อนที่เขาจะเอ่ยพูดกับเธอ“ฉันต่างหากที่ควรขอโทษยัยหนู ยัยหนูดูแลลูกของเราก็เหนื่อยอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังทำตัวงี่เง่าเพิ่มภาระให้หนูอีก ฉันมันเป็นสามีที่ใช้ไม่ได้เลยใช่ไหม”สิ้นเสียงทุ้ม คิ้วเรียวเล็กจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนเสียงหวานจะบ่นพึมพำเบาๆคนเดียว“คนแก่อารมณ์ขึ้นๆลงๆแบบนี้ทุกคนเลยไหมนะ หรือว่านายหัวจะเป็นวัยทอง”“อะไรทองๆนะ”เมื่อได้ยินอีกคนถาม ของขวัญจึงได้สติและกลับมาโฟกัสที่ประเด็นหลักต่อ“ไม่มีอะไรค่ะ นายหัวฟังหนูนะคะ นายหัวเป็นสามีและเป็นพ่อของลูกที่ดีมากค่ะ แต่ละวันนายหัวทำงาน
หกปีต่อมาหลังจากของขวัญเรียนจบ เธอกับจอมทัพก็แต่งงานกันทันที งานแต่งของทั้งคู่จัดขึ้นใหญ่โตสมฐานะของเจ้าบ่าวและไม่ให้ฝ่ายเจ้าสาวน้อยหน้าใคร แขกเหรื่อมากันมากมายเป็นที่พูดถึงกันไม่ขาดปาก จนสาวๆในหมู่บ้านต่างพากันอิจฉาเจ้าสาวกันเป็นแถวที่ได้สามีหล่อรวยและเพอร์เฟคไปทุกอย่าง ส่วนหนุ่มๆก็เช่นเดียวกัน ต่างพากันอิจฉาเจ้าบ่าวเฒ่าที่ได้เมียเด็กทั้งสาวทั้งสวยและน่ารักไม่มีที่ติ ช่างเป็นวาสนาของเจ้าบ่าวเฒ่าจริงๆหลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน ตอนนี้อายุได้หนึ่งขวบสองเดือนแล้ว มีนามว่า เจ้าขุน เด็กน้อยน่าตาน่ารักน่าเอ็นดูและอ้วนท้วมสมวัยเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน เว้นแต่คนเป็นพ่อที่แอบอิจฉาลูกตัวเองที่มาแย่งความรักของเมียไปจากตน แม้จะรักลูกไม่ต่างกับคนอื่น แต่ก็แอบนอยด์ที่ตนไม่ได้เป็นที่หนึ่งในใจเมียเหมือนแต่ก่อน เพราะมีลูกจึงโดนแย่งความรักความสนใจไปหมด ซึ่งเขารู้ตัวดีว่าไม่ควรคิดเช่นนี้กับลูกในสายเลือด แต่มันก็อดคิดไม่ได้จริงๆ จากเคยเป็นที่หนึ่งตอนนี้กลับเป็นรองใครบ้างจะไม่นอยด์“นายหัวให้ลูกดูโทรศัพท์อีกแล้วเหรอคะ หนูบอกแล้วไงว่าลูกยังเล็กไม่ควรให้เล่นโทรศัพท์ แล้วนี่
เวลาต่อมา20:35 น.“นายหัวเห็นขนมหนูไหมคะ” เมื่อหาขนมที่เหลือไม่เจอ ของขวัญจึงหันไปถามอีกคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เขาจึงละสายตาจากหนังสือหันมาพูดกับเธอ“แล้วที่ถืออยู่นั่นไม่ใช่ขนมเหรอ” ปากขยับพูดกับเด็กสาวขณะสายตาหลุบมองขนมในมือเล็กที่ถืออยู่หนึ่งห่อ“ก็ใช่ค่ะ แต่หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ กลับจากสวนหนูเอาใส่ไว้ในลิ้นชักตรงนี้ แต่ทำไมมันถึงมีแค่ห่อเดียว” ขณะพูดใบหน้าก็เริ่มงองำ เธอจำได้แม่นว่าตอนกลับจากสวนเธอเอาขนมที่เหลือสามห่อเก็บไว้ในลิ้นชักข้างหัวเตียง แต่ตอนนี้กลับเหลือแค่ห่อเดียว แล้วอีกสองห่อมันหายไปไหน“ยัยหนูจำผิดรึเปล่าครับ”“ไม่นะคะ หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ หนูกะว่าอาบน้ำเสร็จจะมากิน แต่ทำไมถึงมีอยู่แค่หอเดียว หรือว่านายหัวแอบกินของหนูคะ” เมื่อหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ก็เหลือแต่เขานี่แหละที่น่าสงสัย ทว่าอีกคนแม้จะถูกเธอกล่าวหาแต่เขาก็ยังคงนั่งนิ่ง ก่อนที่เขาจะพูดกับเธออย่างใจเย็น“ฉันไม่ชอบกินขนมฉันจะไปแย่งยัยหนูกินทำไม อีกอย่างขนมพวกนี้ฉันเป็นคนซื้อ ถ้าฉันจะกินจริงๆฉันไปซื้อเอาใหม่ก็ได้ ไม่เห็นต้องมาแอบกินของยัยหนูเลย”“ก็จริง แต่มันหายไปไหนสองห่อนะ” ยิ่ง
สองเดือนต่อมาหลังจากที่ราเชนทร์พาเมียและลูกไปพบหน้าคนที่บ้าน ทางด้านพ่อแม่ของเขาก็ชอบในตัวเข็มมุกและเอ็นดูในตัวของขวัญเป็นอย่างมาก ไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอก็พิสูจน์ได้จากความรู้สึกผูกพันทางสายเลือด แม้ปู่ย่าจะไม่ได้เลี้ยงดูหลานมาแต่ก็สัมผัสได้ถึงสายเลือดของตน โดยไม่ต้องใช้เหตุผลใดๆแค่เห็นหน้าหลานครั้งแรกพวกท่านก็รู้สึกรักแล้วทุกอย่างลงเอยด้วยดี ซึ่งตอนนี้เข็มมุกก็ได้ย้ายไปอยู่กับราเชนทร์เรียบร้อยแล้ว ส่วนจอมทัพกับของขวัญก็อยู่ด้วยกันเช่นเดิม ทุกคนต่างได้อยู่กับคนที่รักสมใจ โดยที่คอยแวะเวียนไปหากันตลอดแล้วแต่ใครจะสะดวกมาตอนไหน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นราเชนทร์กับเข็มมุกที่เป็นฝ่ายแวะเวียนมาหาลูกสาว เนื่องจากมีลูกสาวอยู่คนเดียวก็ต้องห่วงเป็นธรรมดา แม้ว่าลูกจะมีคนรักที่คอยดูแลอยู่แล้วเป็นอย่างดี ทว่าคนเป็นพ่อแม่ก็ยังคงห่วงลูกเสมอทางจอมทัพกับของขวัญก็ยังคงใช้ชีวิตในแต่ละวันวนลูปอยู่เช่นเดิม เพิ่มเติมคือความรักที่พวกเขามีให้กันไม่เคยลดน้อยลงเลย วันไหนเด็กสาวมีเรียนจอมทัพก็จะคอยไปรับไปส่งเธอที่มหาลัยเหมือนเช่นเคย โดยที่มีนักศึกษาหนุ่มคอยมาเกาะแกะเมียเด็กของเขาให้เห็นอยู่ตลอด ซึ่งเขาก็ต้องคอยจัดการค
ด้านของขวัญแม้จะเห็นท่อนเอ็นของอีกคนมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยชินกับความใหญ่โตของมันสักที ทุกครั้งที่เห็นมันก็ใจเต้นแรงตลอด รู้สึกหวั่นๆทุกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลัวมันนั่นแหละ แต่ทว่าต่อให้กลัวแค่ไหนเธอก็ยังอยากที่จะทำให้เขาอยู่ดี จึงรวบรวมความกล้าเอ่ยถามเขาที่กำลังใช้มือชักสาวท่อนเอ็นลำใหญ่ของตัวเองไม่หยุด“ละ แล้วหนูต้องทำยังไงคะ”“จับมันแบบนี้ครับ” ไม่สอนปากเปล่า มือใหญ่จับมือเล็กมากุมท่อนเอ็นของตัวเอง ก่อนจะนำพามือเล็กชักสาวมันขึ้นลงเบาๆ แล้วเอ่ยสอนต่อพร้อมกับมือใหญ่อีกข้างคอยลูบศีรษะเล็กเบาๆ“ยัยหนูแลบลิ้นออกมาเลียตรงหัวมันก่อน หรือจะเลียทั้งลำก็ได้แล้วค่อยอมมันเข้าไป จากนั้นก็ดูดมันเหมือนไอติมแท่งเลยครับ พอทำได้ไหม”“ได้ค่ะ” เด็กสาวพยักหน้าตอบทันทีที่อีกคนสอนจบ จากนั้นเธอจึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆแล้วพ้นลมออกแรงๆเพื่อเตรียมความพร้อมกับสิ่งที่ต้องทำ จนอีกคนที่มองอยู่หลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูกับท่าทีของเธอในตอนนี้ เขารู้ดีว่าเด็กสาวทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวที่จะทำเช่นนี้ให้เขา แต่แค่เธอมีใจอยากทำให้ก็ทำให้เขามีความสุขมากแล้วขณะที่นั่งมองเด็กสาวไม่ละสายตา เมื่อเห็นเธอค่อยๆเลื่อนใบหน้า
ทางด้านจอมทัพที่อุ้มกระเตงเด็กสาวเข้ามาในห้อง ก็วางร่างบางของเธอลงบนโต๊ะทำงาน ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ขณะที่กายแกร่งของเขาแทรกกลางตรงหว่างขาเธอไม่ห่าง สองแขนแกร่งโอบกอดเอวบางเอาไว้หลวมๆ ก่อนจะเอ่ยพูดกับเธอน้ำเสียงอ่อนโยน“ยัยหนู เมื่อกี้หนูน่ารักมากเลยรู้ไหม รู้จักปกป้องฉันด้วย”“ก็หนูรักนายหัวหนิคะ หนูก็ต้องปกป้องนายหัวอยู่แล้ว““ฉันก็รักยัยหนูนะ”“รักมากแค่ไหนคะ” ขณะเอ่ยถามอีกคนสองแขนเรียวเล็กก็เลื่อนขึ้นมาคล้องลำคอหนาเอาไว้ เอียงใบหน้าเล็กน้อย มองอีกคนตาแป๋วอย่างรอคำตอบ ก่อนจะได้ยินเขาตอบออกมาน้ำเสียงอ่อนโยนฟังแล้วนุ่มหู“ฉันรักหนูมาก มากจนหนูคิดไม่ถึงหรอก”“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ แต่ถ้าเราอยู่กันแบบนี้ไปเรื่อยๆนายหัวก็ต้องมีเบื่อหนูเข้าสักวันแหละ พอเบื่อแล้วทิ้งหนูขึ้นมาทำไง”หมับ!สิ้นเสียงหวาน จอมทัพก็จับล็อคใบหน้าเล็กเข้ามาแล้วกัดริมฝีปากล่างของเธอไปหนึ่งที เด็กสาวจึงส่งเสียงร้องอยู่ในลำคอด้วยความเจ็บ“อื้อ!”พอเขาผละปากออก เธอก็แว้ดใส่เขาทันทีขณะใบหน้าน่ารักงองำ“นายหัวกัดปากหนูทำไมคะ”“ก็โทษฐานที่ยัยหนูพูดจาไม่น่าฟังยังไงล่ะ”“บอกกันดีๆก็ได้หนิคะไม่เห็นต้องกัดกันเลย หนูเจ็บ” ไม่พูดเ







