Masuk"กลับมากันแล้วเหรอ แล้วไหนหนูของขวัญล่ะ" จันทร์ทิพย์ที่เดินลงมาจากชั้นบนเห็นลูกชายเดินเข้าบ้านมาพอดี จึงเดินเข้าไปทัก พอไม่เห็นเด็กสาวที่ลูกชายไปรับกลับจากมหาลัยจึงถามออกไป ทางด้านจอมทัพจึงเอ่ยตอบคนเป็นแม่ตามปกติแม้ในใจยังนึกขุ่นเคืองโก้อยู่ไม่หาย
"ยัยหนูเข้าบ้านมาก่อนผมแล้วหนิครับ น่าจะเข้าห้องไปแล้ว แม่มีอะไรหรือเปล่า" ถามกลับเมื่อเห็นว่าคนเป็นแม่ดูท่ามีเรื่องจะพูดด้วย
"ก็ไม่มีอะไรหรอก แม่แค่จะไปงานแต่งน่ะ แต่พ่อเขาปวดเอว แม่เลยชวนเข็มมุกไปเป็นเพื่อนแทน ฝากดูพ่อด้วยล่ะ"
ขณะนั้นเข็มมุกก็เดินมาพอดี จอมทัพจึงชำเลืองมองเข็มมุกเล็กน้อย ก่อนจะลากสายตามามองแม่ของตนเช่นเดิม แล้วเอ่ยตอบออกไป
"ได้ครับ แม่ไปเถอะไม่ต้องห่วง"
จากนั้นเข็มมุกที่เดินมาจึงพูดขึ้น...
"ฉันเตรียมกับข้าวเย็นไว้ให้แล้วนะคะนายหัว"
"อือ" จอมทัพเอ่ยตอบแค่นั้น เข็มมุกจึงหันไปพูดกับจันทร์ทิพย์ต่อ
"เราจะไปกันเลยไหมคะ"
"อือ ไปสิ"
เมื่อตกลงกันเสร็จ จันทร์ทิพย์ก็เดินนำออกไป ทว่าเข็มมุกไม่ได้เดินตามเพราะหันไปพูดกับอีกคนในเรื่องที่เธอกังวล
"นายหัวคะ ฉันฝากดูๆยัยขวัญหน่อยได้ไหมคะ พอดีตอนที่นายหัวไปรับยัยขวัญที่มหาลัย มีเด็กที่ชื่อโก้หลานชายลุงแสงน่ะค่ะ มาหายัยขวัญอีกแล้ว แต่ช่วงนี้มาบ่อยมากค่ะ แล้วไม่ใช่แค่หลานชายลุงแสงคนเดียวนะคะ ยังมีเด็กคนอื่นด้วย อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลยนะคะ ต่อให้เป็นหลานชายลุงแสงฉันก็ไม่ไว้ใจค่ะ ฉันมีลูกสาวคนเดียว ฉันเป็นห่วงลูก ฉันอยากให้ลูกเจอคนดีๆที่สามารถดูแลและปกป้องลูกสาวฉันได้ ไม่ใช่เด็กที่ไม่เอาการเอางาน เอาแต่เกเรไปวันๆแบบนั้น ฉันไม่ไว้ใจใครนอกจากนายหัวค่ะ"
เข็มมุกพูดร่ายยาวออกมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่การฝากลูกให้อีกคนคอยดูเป็นหูเป็นตาให้ แต่มันคือการยกลูกสาวเพียงคนเดียวของเธอให้เขาดูแล เธอพูดไปขนาดนี้แล้วก็หวังว่าเขาจะเข้าใจถึงความต้องการของเธอ ซึ่งช่วงหลังมานี้เธอยอมรับในตัวเขาและไว้ใจในตัวเขามาก เพราะการกระทำของเขามันแสดงออกชัดเจนว่าเขามีความหวังดีให้ลูกสาวของเธออย่างจริงใจ แม้จะรู้ว่าที่เขาทำไปทั้งหมดเพราะคิดกับลูกสาวเธอยังไง แต่มาถึงตอนนี้สิ่งที่เขาทำมาทั้งหมดมันสามารถทำให้เธอยอมรับในตัวเขาได้ แม้อายุของเขาจะไม่เหมาะสมกับลูกสาวของเธอ แต่จะหาใครที่รักและดูแลลูกสาวเธอได้ดีเท่าเขาคงไม่มีอีกแล้ว
"อือ เมื่อกี้ก็มาอีก แต่ฉันไล่ไปแล้วล่ะ เธอไม่ต้องห่วงหรอกนะ หลังจากนี้จะไม่มีใครกล้ามายุ่งกับยัยหนูอีก เพราะฉันจะไม่ปล่อยให้ไอ้เด็กพวกนั้นมันมายุ่งกับยัยหนูแน่นอน" จอมทัพพูดออกไปน้ำเสียงจริงจัง เขารู้ดีว่าก่อนหน้านี้เข็มมุกไม่ชอบเขา แต่เหมือนตอนนี้จะไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ซึ่งมันก็ดีหากแม่ของเด็กสาวเปิดทางให้เขาขนาดนี้ โอกาสที่เขาจะได้สมหวังกับเด็กน้อยของเขาก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม
ด้านเข็มมุกรับรู้ได้ถึงความจริงใจของอีกคน ในเมื่อเขารับปากเช่นนี้คนเป็นแม่อย่างเธอก็หายห่วง
"ขอบคุณนะคะ งั้นฉันขอตัวก่อน"
จอมทัพพยักหน้าให้โดยไม่พูดอะไร จากนั้นเข็มมุกจึงเดินไปหาคุณนายจันทร์ทิพย์ที่ออกไปรออยู่หน้าบ้านแล้ว
ทางจอมทัพจึงเดินขึ้นชั้นบนเพื่อไปดูอาการของคนเป็นพ่อบนห้อง ที่มักจะปวดเอวปวดแขนปวดขาปวดตามเนื้อตัวไปเรื่อยตามประสาคนแก่ในวัยชราภาพ อาการเจ็บออดๆแอดๆเป็นปกติของคนวัยนี้
และเมื่อเห็นว่าคนเป็นพ่อได้กินข้าวกินยาและหลับไปแล้ว ดูไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง จอมทัพจึงเดินลงมาข้างล่างเพื่อทานข้าวเย็นในครัว แต่พอเข้ามาในครัวก็เห็นเด็กสาวยืนตักข้าวอยู่พอดี จึงเอ่ยถามออกไป
"จะกินข้าวเหรอยัยหนู"
ของขวัญมีสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองเจ้าของคำถาม แล้วเอ่ยตอบออกไปก่อนจะเอ่ยถามกลับ
"ค่ะ นายหัวจะกินข้าวเหมือนกันเหรอคะ"
"อือ" จอมทัพพยักหน้าตอบพลางเดินมานั่งที่โต๊ะกินข้าวที่มีกับข้าวหลายอย่างวางอยู่เต็มโต๊ะ
ทางด้านของขวัญจึงไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เธอจัดการตักข้าวให้ตัวเองและอีกคน ก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะฝั่งตรงข้ามกับเขาพร้อมกับจานข้าวในมือทั้งสองข้าง แล้วยื่นจานข้าวในมือข้างหนึ่งให้เขา เมื่อเขารับจานข้าวไป ก็ต่างนั่งกินข้าวกันตามปกติ
ทว่าไม่นานเสียงแจ้งเตือนข้อความไลน์ในโทรศัพท์ของเด็กสาวที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าเธอก็ดังขึ้น ดึงความสนใจของเธอให้มองไปยังโทรศัพท์ทันที เช่นเดียวกับอีกคนที่ชำเลืองมองมาอย่างสนใจ
จากนั้นของขวัญจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเปิดอ่าน ขณะที่มืออีกข้างถือช้อนป้อนข้าวเข้าปาก ไม่นานก็ได้ยินเสียงทุ้มของอีกคนพูดขึ้น
"เวลากินข้าวไม่ควรเล่นโทรศัพท์"
ของขวัญจึงเงยหน้ามองคนที่พูดกับเธอ ก็เห็นว่าเขาก้มหน้ากินข้าวอยู่ เธอจึงไม่ได้พูดอะไรกลับไป แต่เลือกที่จะทำตามอย่างว่าง่าย เธอวางโทรศัพท์ลงที่เดิมก่อนจะก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ ทว่าไม่นานก็ได้ยินเขาเอ่ยถาม
"ใครทักมาเหรอ"
เธอจึงเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง ก็เห็นว่าเขายังก้มหน้ากินข้าวอยู่ทั้งที่พูดกับเธอ แต่ก็เอ่ยตอบเขาไป
"เพื่อนค่ะ"
"เพื่อนผู้หญิงหรือเพื่อนผู้ชาย" ถามทั้งๆที่ยังก้มหน้ากินข้าวอยู่อย่างนั้น ไม่ได้เงยหน้ามามองเด็กสาวคู่สนทนาเลย ก่อนจะได้ยินเสียงหวานเอ่ยตอบ
"ผู้หญิงค่ะ มะปรางกับฝ้ายไงคะ" ของขวัญตอบแค่นั้น เพราะหากจะให้ตอบว่าเพื่อนเธอทักมาทำไมก็ตอบไม่ได้ เนื่องจากเพื่อนทักมาคุยเรื่องของอีกคนนั่นแหละ และหวังว่าเขาจะไม่ถามต่อ ไม่งั้นเธอก็ไม่รู้จะโกหกออกไปยังไง จะให้พูดความจริงก็ไม่ได้ด้วย
"อือ"
ทว่าก็โชคดีที่เขาไม่ได้ถามอะไรต่อ ทางด้านจอมทัพที่รู้จักเพื่อนทั้งสองคนของเด็กสาวอยู่แล้วเพราะเคยเห็นหน้าค่าตาอยู่บ่อยๆตอนที่เขาไปรับไปส่งเด็กสาวที่มหาลัย จึงเลือกที่จะไม่ถามอะไรอีกเพราะคิดว่าเด็กๆคงมีเรื่องให้คุยกันตามประสาสาวๆ เขาจึงเบาใจ
จากนั้นทั้งคู่ก็นั่งกินข้าวกันไปเรื่อยๆ ขณะที่ของขวัญก็คอยลอบมองคนตัวโตตรงหน้าเธอเป็นพักๆ กระทั่งได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยถามพร้อมกับใบหน้าหล่อเข้มเงยหน้าขึ้นมามองเธอ
"หน้าฉันมีอะไรติดอยู่เหรอ"
"คะ?"
"ก็เห็นยัยหนูเอาแต่มองฉัน ฉันก็คิดว่าหน้าฉันมีอะไรติดอยู่"
"คะ เอ่อ..." ของขวัญถึงกับเลิ่กลั่ก พูดติดๆขัดๆทำตัวแทบไม่ถูกเมื่อถูกอีกคนจับได้ว่าเธอแอบมองเขา แต่เมื่อครู่เขาก้มหน้ากินข้าวตลอดทำไมถึงรู้ว่าเธอมองอยู่ เมื่อหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ก็ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ กระทั่งได้ยินเสียงทุ้มถามอีกครั้ง
"ว่าไง ตกลงหน้าฉันมีอะไรติดอยู่"
"เอ่อ มะ ไม่มีค่ะ"
"งั้นเหรอ แล้วยัยหนูมองฉันทำไม" จอมทัพยังคงถามไม่หยุด เพราะแค่อยากจะแกล้งเด็กน้อยเล่น
"ก็ เอ่อ... ก็นายหัวหล่อไงคะหนูเลยมอง" ตอบจบก็เม็มปากแน่น มองคนตัวโตตรงหน้าตาปริบๆ ขณะแก้มสาวทั้งสองข้างแดงก่ำด้วยความเขินอายกับคำพูดของตัวเอง จะให้ตอบออกไปยังไงในเมื่อเขาหล่อจริงๆ คนหล่ออยู่ตรงหน้าใครบ้างจะไม่อยากมอง
และเมื่อเห็นว่าอีกคนไม่ได้พูดอะไรตอบกลับมา เอาแต่นั่งจ้องเธอไม่ละสายตา จากที่เขินอยู่แล้วยิ่งเขินเข้าไปใหญ่ จึงไม่อาจทนต่อสายตาที่เขามองมาได้
"นะ หนูอิ่มแล้ว งั้นหนูเอาจานไปล้างก่อนนะคะ" พูดจบเธอก็ดันตัวลุกขึ้นพร้อมกับจานข้าวในมือเดินไปที่ซิงค์ล้างจาน จัดการล้างจานอย่างรวดเร็ว เสร็จก็รีบเดินออกไปจากห้องครัว กลับเข้าห้องตัวเองไปอย่างไว โดยมีอีกคนนั่งมองทุกอิริยาบถของเธอ ขณะที่ปากหนาระบายยิ้มด้วยความเอ็นดู ในแววตาคู่คมที่มองเด็กสาวเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
เมื่อเดินออกมาดูอีกคนที่เดินหายออกมาทางหน้าบ้าน ก็เห็นเขายืนกอดอกอยู่ข้างริมรั้ว นึกว่าจะไปไหนได้ที่แท้มายืนงอนอยู่ตรงนี้ เห็นเช่นนั้นปากบางจึงระบายยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูคนแก่ขี้น้อยใจ เธอจึงเดินเข้าไปสวมกอดเอวสอบจากด้านหลังแล้วเอ่ยถามเขาน้ำเสียงหวาน“นายหัวโกรธหนูเหรอคะ”“...”ทว่าไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากอีกคน เธอจึงไม่รอช้าที่จะง้อเขาต่อขณะที่ยังสวมกอดเอวสอบไม่ยอมปล่อย“หนูขอโทษนะคะที่พูดกับนายหัวแบบนั้น ช่วงนี้หนูแค่รู้สึกเหนื่อยๆน่ะค่ะ นายหัวไม่โกรธหนูนะ” เมื่อเธอพูดจบอีกคนก็หันมาประจันหน้ากัน ก่อนที่เขาจะเอ่ยพูดกับเธอ“ฉันต่างหากที่ควรขอโทษยัยหนู ยัยหนูดูแลลูกของเราก็เหนื่อยอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังทำตัวงี่เง่าเพิ่มภาระให้หนูอีก ฉันมันเป็นสามีที่ใช้ไม่ได้เลยใช่ไหม”สิ้นเสียงทุ้ม คิ้วเรียวเล็กจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนเสียงหวานจะบ่นพึมพำเบาๆคนเดียว“คนแก่อารมณ์ขึ้นๆลงๆแบบนี้ทุกคนเลยไหมนะ หรือว่านายหัวจะเป็นวัยทอง”“อะไรทองๆนะ”เมื่อได้ยินอีกคนถาม ของขวัญจึงได้สติและกลับมาโฟกัสที่ประเด็นหลักต่อ“ไม่มีอะไรค่ะ นายหัวฟังหนูนะคะ นายหัวเป็นสามีและเป็นพ่อของลูกที่ดีมากค่ะ แต่ละวันนายหัวทำงาน
หกปีต่อมาหลังจากของขวัญเรียนจบ เธอกับจอมทัพก็แต่งงานกันทันที งานแต่งของทั้งคู่จัดขึ้นใหญ่โตสมฐานะของเจ้าบ่าวและไม่ให้ฝ่ายเจ้าสาวน้อยหน้าใคร แขกเหรื่อมากันมากมายเป็นที่พูดถึงกันไม่ขาดปาก จนสาวๆในหมู่บ้านต่างพากันอิจฉาเจ้าสาวกันเป็นแถวที่ได้สามีหล่อรวยและเพอร์เฟคไปทุกอย่าง ส่วนหนุ่มๆก็เช่นเดียวกัน ต่างพากันอิจฉาเจ้าบ่าวเฒ่าที่ได้เมียเด็กทั้งสาวทั้งสวยและน่ารักไม่มีที่ติ ช่างเป็นวาสนาของเจ้าบ่าวเฒ่าจริงๆหลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน ตอนนี้อายุได้หนึ่งขวบสองเดือนแล้ว มีนามว่า เจ้าขุน เด็กน้อยน่าตาน่ารักน่าเอ็นดูและอ้วนท้วมสมวัยเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน เว้นแต่คนเป็นพ่อที่แอบอิจฉาลูกตัวเองที่มาแย่งความรักของเมียไปจากตน แม้จะรักลูกไม่ต่างกับคนอื่น แต่ก็แอบนอยด์ที่ตนไม่ได้เป็นที่หนึ่งในใจเมียเหมือนแต่ก่อน เพราะมีลูกจึงโดนแย่งความรักความสนใจไปหมด ซึ่งเขารู้ตัวดีว่าไม่ควรคิดเช่นนี้กับลูกในสายเลือด แต่มันก็อดคิดไม่ได้จริงๆ จากเคยเป็นที่หนึ่งตอนนี้กลับเป็นรองใครบ้างจะไม่นอยด์“นายหัวให้ลูกดูโทรศัพท์อีกแล้วเหรอคะ หนูบอกแล้วไงว่าลูกยังเล็กไม่ควรให้เล่นโทรศัพท์ แล้วนี่
เวลาต่อมา20:35 น.“นายหัวเห็นขนมหนูไหมคะ” เมื่อหาขนมที่เหลือไม่เจอ ของขวัญจึงหันไปถามอีกคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เขาจึงละสายตาจากหนังสือหันมาพูดกับเธอ“แล้วที่ถืออยู่นั่นไม่ใช่ขนมเหรอ” ปากขยับพูดกับเด็กสาวขณะสายตาหลุบมองขนมในมือเล็กที่ถืออยู่หนึ่งห่อ“ก็ใช่ค่ะ แต่หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ กลับจากสวนหนูเอาใส่ไว้ในลิ้นชักตรงนี้ แต่ทำไมมันถึงมีแค่ห่อเดียว” ขณะพูดใบหน้าก็เริ่มงองำ เธอจำได้แม่นว่าตอนกลับจากสวนเธอเอาขนมที่เหลือสามห่อเก็บไว้ในลิ้นชักข้างหัวเตียง แต่ตอนนี้กลับเหลือแค่ห่อเดียว แล้วอีกสองห่อมันหายไปไหน“ยัยหนูจำผิดรึเปล่าครับ”“ไม่นะคะ หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ หนูกะว่าอาบน้ำเสร็จจะมากิน แต่ทำไมถึงมีอยู่แค่หอเดียว หรือว่านายหัวแอบกินของหนูคะ” เมื่อหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ก็เหลือแต่เขานี่แหละที่น่าสงสัย ทว่าอีกคนแม้จะถูกเธอกล่าวหาแต่เขาก็ยังคงนั่งนิ่ง ก่อนที่เขาจะพูดกับเธออย่างใจเย็น“ฉันไม่ชอบกินขนมฉันจะไปแย่งยัยหนูกินทำไม อีกอย่างขนมพวกนี้ฉันเป็นคนซื้อ ถ้าฉันจะกินจริงๆฉันไปซื้อเอาใหม่ก็ได้ ไม่เห็นต้องมาแอบกินของยัยหนูเลย”“ก็จริง แต่มันหายไปไหนสองห่อนะ” ยิ่ง
สองเดือนต่อมาหลังจากที่ราเชนทร์พาเมียและลูกไปพบหน้าคนที่บ้าน ทางด้านพ่อแม่ของเขาก็ชอบในตัวเข็มมุกและเอ็นดูในตัวของขวัญเป็นอย่างมาก ไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอก็พิสูจน์ได้จากความรู้สึกผูกพันทางสายเลือด แม้ปู่ย่าจะไม่ได้เลี้ยงดูหลานมาแต่ก็สัมผัสได้ถึงสายเลือดของตน โดยไม่ต้องใช้เหตุผลใดๆแค่เห็นหน้าหลานครั้งแรกพวกท่านก็รู้สึกรักแล้วทุกอย่างลงเอยด้วยดี ซึ่งตอนนี้เข็มมุกก็ได้ย้ายไปอยู่กับราเชนทร์เรียบร้อยแล้ว ส่วนจอมทัพกับของขวัญก็อยู่ด้วยกันเช่นเดิม ทุกคนต่างได้อยู่กับคนที่รักสมใจ โดยที่คอยแวะเวียนไปหากันตลอดแล้วแต่ใครจะสะดวกมาตอนไหน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นราเชนทร์กับเข็มมุกที่เป็นฝ่ายแวะเวียนมาหาลูกสาว เนื่องจากมีลูกสาวอยู่คนเดียวก็ต้องห่วงเป็นธรรมดา แม้ว่าลูกจะมีคนรักที่คอยดูแลอยู่แล้วเป็นอย่างดี ทว่าคนเป็นพ่อแม่ก็ยังคงห่วงลูกเสมอทางจอมทัพกับของขวัญก็ยังคงใช้ชีวิตในแต่ละวันวนลูปอยู่เช่นเดิม เพิ่มเติมคือความรักที่พวกเขามีให้กันไม่เคยลดน้อยลงเลย วันไหนเด็กสาวมีเรียนจอมทัพก็จะคอยไปรับไปส่งเธอที่มหาลัยเหมือนเช่นเคย โดยที่มีนักศึกษาหนุ่มคอยมาเกาะแกะเมียเด็กของเขาให้เห็นอยู่ตลอด ซึ่งเขาก็ต้องคอยจัดการค
ด้านของขวัญแม้จะเห็นท่อนเอ็นของอีกคนมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยชินกับความใหญ่โตของมันสักที ทุกครั้งที่เห็นมันก็ใจเต้นแรงตลอด รู้สึกหวั่นๆทุกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลัวมันนั่นแหละ แต่ทว่าต่อให้กลัวแค่ไหนเธอก็ยังอยากที่จะทำให้เขาอยู่ดี จึงรวบรวมความกล้าเอ่ยถามเขาที่กำลังใช้มือชักสาวท่อนเอ็นลำใหญ่ของตัวเองไม่หยุด“ละ แล้วหนูต้องทำยังไงคะ”“จับมันแบบนี้ครับ” ไม่สอนปากเปล่า มือใหญ่จับมือเล็กมากุมท่อนเอ็นของตัวเอง ก่อนจะนำพามือเล็กชักสาวมันขึ้นลงเบาๆ แล้วเอ่ยสอนต่อพร้อมกับมือใหญ่อีกข้างคอยลูบศีรษะเล็กเบาๆ“ยัยหนูแลบลิ้นออกมาเลียตรงหัวมันก่อน หรือจะเลียทั้งลำก็ได้แล้วค่อยอมมันเข้าไป จากนั้นก็ดูดมันเหมือนไอติมแท่งเลยครับ พอทำได้ไหม”“ได้ค่ะ” เด็กสาวพยักหน้าตอบทันทีที่อีกคนสอนจบ จากนั้นเธอจึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆแล้วพ้นลมออกแรงๆเพื่อเตรียมความพร้อมกับสิ่งที่ต้องทำ จนอีกคนที่มองอยู่หลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูกับท่าทีของเธอในตอนนี้ เขารู้ดีว่าเด็กสาวทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวที่จะทำเช่นนี้ให้เขา แต่แค่เธอมีใจอยากทำให้ก็ทำให้เขามีความสุขมากแล้วขณะที่นั่งมองเด็กสาวไม่ละสายตา เมื่อเห็นเธอค่อยๆเลื่อนใบหน้า
ทางด้านจอมทัพที่อุ้มกระเตงเด็กสาวเข้ามาในห้อง ก็วางร่างบางของเธอลงบนโต๊ะทำงาน ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ขณะที่กายแกร่งของเขาแทรกกลางตรงหว่างขาเธอไม่ห่าง สองแขนแกร่งโอบกอดเอวบางเอาไว้หลวมๆ ก่อนจะเอ่ยพูดกับเธอน้ำเสียงอ่อนโยน“ยัยหนู เมื่อกี้หนูน่ารักมากเลยรู้ไหม รู้จักปกป้องฉันด้วย”“ก็หนูรักนายหัวหนิคะ หนูก็ต้องปกป้องนายหัวอยู่แล้ว““ฉันก็รักยัยหนูนะ”“รักมากแค่ไหนคะ” ขณะเอ่ยถามอีกคนสองแขนเรียวเล็กก็เลื่อนขึ้นมาคล้องลำคอหนาเอาไว้ เอียงใบหน้าเล็กน้อย มองอีกคนตาแป๋วอย่างรอคำตอบ ก่อนจะได้ยินเขาตอบออกมาน้ำเสียงอ่อนโยนฟังแล้วนุ่มหู“ฉันรักหนูมาก มากจนหนูคิดไม่ถึงหรอก”“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ แต่ถ้าเราอยู่กันแบบนี้ไปเรื่อยๆนายหัวก็ต้องมีเบื่อหนูเข้าสักวันแหละ พอเบื่อแล้วทิ้งหนูขึ้นมาทำไง”หมับ!สิ้นเสียงหวาน จอมทัพก็จับล็อคใบหน้าเล็กเข้ามาแล้วกัดริมฝีปากล่างของเธอไปหนึ่งที เด็กสาวจึงส่งเสียงร้องอยู่ในลำคอด้วยความเจ็บ“อื้อ!”พอเขาผละปากออก เธอก็แว้ดใส่เขาทันทีขณะใบหน้าน่ารักงองำ“นายหัวกัดปากหนูทำไมคะ”“ก็โทษฐานที่ยัยหนูพูดจาไม่น่าฟังยังไงล่ะ”“บอกกันดีๆก็ได้หนิคะไม่เห็นต้องกัดกันเลย หนูเจ็บ” ไม่พูดเ







