Masukหลังจากของขวัญกลับเข้าห้องมาได้ เธอก็ทำอะไรอยู่ในห้องตามประสา มีงานที่อาจารย์สั่งก็ทำไป เสร็จก็หยิบกวาด เช็ดๆ ถูกๆ จัดห้องไปเรื่อย ขณะเดียวกันก็เอาแต่คิดถึงอีกคนตลอดเวลา ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็มีแต่หน้าเขาลอยมาตลอด อาการท่าจะหนักอยู่
กระทั่งเห็นผ่านหน้าต่างในห้องว่าท้องฟ้ามืดค่ำแล้ว เธอก็เดินไปปิดหน้าต่างล็อคกลอนให้เรียบร้อยแล้วพาตัวเองไปอาบน้ำ หลังจากอาบน้ำเสร็จก็เตรียมเข้านอนตามปกติ แต่ทว่าก็ได้ยินเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นเสียก่อน เธอจึงเดินไปเปิดประตูให้คนด้านนอก
ก๊อกๆๆ!
...แกรก!
ก็เห็นว่าเป็นแม่ของตนที่คงจะกลับมาจากงานแต่ง จึงพูดออกไปด้วยใบหน้ายิ้มๆ
"กลับมาแล้วเหรอคะ"
"จะนอนแล้วเหรอลูก" เข็มมุกเอ่ยถามเพราะเห็นว่าลูกสาวอยู่ในชุดนอนลายหมีน่ารักสมวัยเตรียมที่จะเข้านอน
"ค่ะ แม่มีอะไรเหรอคะ"
"แม่แค่จะมาถามว่ากินข้าวเย็นยัง"
"กินเรียบร้อยแล้วค่ะ"
"โอเค งั้นก็เข้านอนเถอะแม่ไม่กวนแล้ว" เข็มมุกพูดขณะยื่นมือไปวางบนศีรษะเล็กของลูกสาวแล้วลูบเบาๆอย่างเอ็นดู
"ค่ะ" ของขวัญพยักหน้าตอบด้วยใบหน้ายิ้มๆ ก่อนจะโบกมือบ๊ายบายให้คนเป็นแม่ จากนั้นก็ปิดประตูห้อง เมื่อไม่มีอะไรแล้วก็เข้านอนทันที ทางด้านเข็มมุกก็เดินกลับเข้าห้องตัวเองไปอาบน้ำเข้านอนเช่นกัน
กระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงสี่ทุ่ม ของขวัญที่กำลังหลับไหลอยู่ในห้วงนิทราก็ต้องรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเมื่อถูกรบกวนการนอนด้วยเสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างหมอน มือเล็กจึงคลำหาโทรศัพท์ที่กำลังส่งเสียงอยู่จนน่ารำคาญหู เมื่อคลำเจอจึงหยิบขึ้นมามองหน้าจอก็เห็นว่าเป็นสายเรียกเข้าจากคนที่ชอบทำให้ใจเธอเต้นแรงอยู่เรื่อย เห็นเช่นนั้นปากบางจึงระบายยิ้มออกมาทันที ก่อนจะกดรับแล้วพูดออกไปน้ำเสียงงัวเงีย
"มีอะไรคะนายหัว โทรมาซะดึกเลย" พลางดันตัวลุกขึ้นนั่ง ขณะมืออีกข้างก็ขยี้ตาไปด้วย ง่วงก็ง่วง แต่ก็อยากคุยกับคนในสาย
(ยัยหนูหลับแล้วเหรอ ฉันโทรมารบกวนหนูหรือเปล่า)
"ไม่เป็นไรค่ะคุยได้ พรุ่งนี้หนูมีเรียนช่วงสายๆไม่ต้องรีบตื่นแต่เช้าค่ะ" พูดไปอย่างนั้นต่อให้มีเรียนช่วงเช้าเธอก็จะแหกขี้ตาตื่นมาคุยกับเขาอยู่ดี
(แต่เรื่องที่ฉันจะคุยมันต้องคุยต่อหน้า ยัยหนูขึ้นมาหาฉันบนห้องได้ไหม แต่ถ้ายัยหนูไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร)
"สะดวกค่ะ" ของขวัญตอบกลับทันควัน ไม่มีฉุกใจคิดเลยสักนิด โดยหารู้ไม่ว่าตอนนี้อีกคนกำลังยกยิ้มด้วยความพึงพอใจกับคำตอบของเธอ
(งั้นยัยหนูรีบมานะ ฉันจะรอ)
แค่ได้ยินอีกคนบอกว่าจะรอ มันอาจเป็นเพียงคำพูดธรรมดา แต่ทำเอาคนฟังอย่างเธอถึงกับใจฟู รู้สึกตื่นเต้นที่จะเจอเขาขึ้นมา ก่อนจะรีบตอบกลับไป
"ได้ค่ะ"
เมื่อตกลงกันเรียบร้อย พอวางสายจากอีกคนของขวัญก็ดันตัวลุกขึ้นจากเตียงนอนเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้งทันที แล้วจัดระเบียบผมให้เรียบร้อย หันซ้ายหันขวาเช็คหน้าเช็คผมอยู่หน้ากระจก เมื่อพอใจในความสวยของตัวเองจึงรีบออกไปจากห้อง ไปหาอีกคนบนห้องนอนของเขาทันทีด้วยความรู้สึกตื่นเต้นแปลกๆ และประหม่าอยู่ในที
พอเดินมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องของอีกคน มือเล็กจึงยกขึ้นเคาะประตูห้องเบาๆสองสามครั้ง ไม่กล้าเคาะดังกลัวจะเสียงดังเกินไปจนรบกวนการนอนของคนอื่นเข้า
ก๊อกๆๆ!
แกรก!
ไม่นานเจ้าของห้องก็เปิดประตู ก่อนจะได้ยินเสียงทุ้มพูดขึ้น
"เข้ามาสิ"
"ค่ะ" ของขวัญจึงพยักหน้าตอบ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องด้วยอาการประหม่าเล็กน้อย ไม่นานก็ได้ยินเสียงกดล็อคกลอนประตูด้วยฝีมือเจ้าของห้อง ทำเอาใจดวงน้อยสั่นระรัวด้วยความตื่นเต้น ทว่าก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ไม่นานก็ได้ยินเสียงทุ้มพูดขึ้น
"มานั่งนี่สิ" ไม่พูดเปล่า มือใหญ่จับมือเล็กเดินไปนั่งตรงปลายเตียงนอนด้วยกัน ไม่นานก็ได้ยินเสียงหวานเอ่ยถาม
"นายหัวมีอะไรจะคุยกับหนูเหรอคะ"
สิ้นคำถามของเด็กสาว จอมทัพจึงจับมือเล็กทั้งสองข้างมากุมไว้ด้วยสองมือใหญ่ของตัวเอง มองสบตาคู่สวยไม่ละ ก่อนหน้านี้เขานอนไม่หลับกระสับกระส่ายจะเป็นจะตายให้ได้หากไม่ได้พูดเรื่องความในใจกับเด็กสาว และที่อยากพูดวันนี้เป็นเพราะเหตุการณ์ในรถเมื่อตอนเย็นที่เขาไปรับเธอที่มหาลัย ทำให้เขามีความกล้าขึ้นมา จึงเอ่ยพูดออกมาน้ำเสียงจริงจัง
"เรื่องที่ฉันจะคุยกับยัยหนูเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับฉัน ไม่งั้นฉันคงไม่โทรตามยัยหนูให้มาหาเวลานี้หรอก คืนนี้ฉันคงนอนไม่หลับถ้าไม่ได้คุยกับยัยหนูก่อน"
"นายหัวมีเรื่องอะไรว่ามาเลยค่ะ" ของขวัญตั้งหน้าตั้งตารอฟังเรื่องสำคัญที่อีกคนว่าอย่างใจจดใจจ่อ มองเขาตาแป๋วรอให้เขาพูดมา ไม่นานก็ได้ยินเสียงทุ้มพูดขึ้น
"วันนี้หนูบอกฉันว่าชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน แล้วทำไมบนรถหนูถึงกอดฉันซบอกฉันมาตลอดทางล่ะ"
"นะ นี่ คือเรื่องสำคัญที่นายหัวว่าเหรอคะ" เจอคำถามนี้เข้าไปทำเอาของขวัญไปไม่ถูกเลยทีเดียว เพราะไม่คิดว่าเรื่องสำคัญที่เขาว่าจะเป็นเรื่องเมื่อตอนเย็น ตอนนั้นเธอคิดว่าเขาไม่ได้สนใจอะไรเสียอีก
"ใช่ นี่แหละเรื่องสำคัญของฉัน หนูตอบฉันทีว่าหนูกอดฉันทำไม"
ของขวัญเม็มปากแน่นด้วยความรู้สึกประหม่า ไม่รู้จะตอบออกไปยังไง เลยชั่งใจคิดคำตอบอยู่นานขณะนั่งมองอีกคนตาปริบๆ ก่อนจะเลือกตอบออกไปตามความรู้สึก
"นะ หนู หนูแค่อยากกอดก็เลยกอดค่ะ"
สิ้นเสียงหวานที่เอ่ยตอบ จอมทัพจึงเลื่อนมือใหญ่มาจับไหลมนทั้งสองข้างเอาไว้แล้วเขยิบเข้าไปใกล้เด็กสาวอีกนิด ก่อนจะคาดคั้นเอาคำตอบจากเธอต่อ
"แล้วทำไมยัยหนูถึงอยากกอดฉัน มันต้องรู้สึกก่อนสิถึงจะทำอะไรแบบนี้ได้ หนูรู้สึกยังไงกับฉันกันแน่ยัยหนู ยังมีตอนที่หนูแอบมองฉันอยู่หลายครั้งอีก ฉันเห็นมาตลอด ทั้งหมดนี้มันหมายความว่ายังไงกัน"
ของขวัญเม็มปากแน่นเพราะไม่กล้าตอบออกไปตรงๆ กลัวอีกคนจะโกรธหรือมองเธอเปลี่ยนไปจากเดิมหากรู้ว่าเธอคิดไม่ซื่อกับเขาเข้าให้แล้ว ไม่นานก็ได้ยินเสียงทุ้มพูดขึ้นอีก น้ำเสียงอ่อนโยนฟังแล้วนุ่มหู
"หนูช่วยตอบให้ฉันชื่นใจหน่อยนะ ได้ไหม" เพราะลึกๆนั้นแอบหวัง ไม่ได้หวังให้เธอมารักมาชอบ แค่หวังให้เธอรู้สึกดีด้วย แค่เพียงเศษเสี้ยวความรู้สึกดีๆของเธอก็พอแล้วสำหรับเขา
แต่ทว่าคำพูดของเขาทำให้เด็กสาวนึกงง คิ้วเรียวสวยจึงขมวดมุ่ย ทำเอาเขาที่มองอยู่นึกเอ็นดูไม่น้อยกับใบหน้าสงสัยใคร่รู้ของเธอ ไม่นานก็ได้ยินเสียงหวานเอ่ยถาม
"ตอบให้ชื่นใจเหรอคะ แล้วหนูต้องตอบยังไงให้นายหัวชื่นใจล่ะคะ"
สิ้นเสียงหวาน มือใหญ่ข้างหนึ่งจึงเลื่อนขึ้นมาจับกุมแก้มนุ่มเอาไว้แล้วลูบเบาๆอย่างทะนุถนอม มองเธอด้วยสายตารักใคร่เอ็นดูละคนหลงใหลจนหาทางออกไม่เจอ แล้วเอ่ยพูดออกไปน้ำเสียงอ่อนโยน
"หนูก็ลองตอบมาก่อนสิ ตอบตามความรู้สึกของหนูเลย"
"แต่ถ้าหนูตอบตามความรู้สึกของหนู หนูกลัวนายหัวจะโกรธ" ขณะพูดสีหน้าของขวัญก็เศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด บ่งบอกถึงความกังวลภายในใจ ทว่าคำพูดต่อมาของอีกคนก็ทำให้เธอคลายความกังวลลง
"ฉันจะโกรธยัยหนูทำไม หนูตอบมาเลย ไม่ว่าคำตอบของหนูจะเป็นยังไงฉันสัญญาว่าฉันจะไม่โกรธหนู"
"จริงนะคะ"
"จริงครับ หนูตอบมาเลย ไม่ต้องกังวลฉันจะไม่โกรธหนู"
สิ้นเสียงทุ้ม ของขวัญจึงรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีเอ่ยตอบออกไปอย่างกล้าๆกลัวๆกับผลลับที่จะตามมา
"คือ... คือทั้งหมดที่หนูทำไป เพราะ เพราะหนูชอบนายหัวค่ะ หนูคิดว่าหนูชอบนายหัว ชอบแบบที่ผู้หญิงผู้ชายเขาชอบกันค่ะ"
เมื่อเดินออกมาดูอีกคนที่เดินหายออกมาทางหน้าบ้าน ก็เห็นเขายืนกอดอกอยู่ข้างริมรั้ว นึกว่าจะไปไหนได้ที่แท้มายืนงอนอยู่ตรงนี้ เห็นเช่นนั้นปากบางจึงระบายยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูคนแก่ขี้น้อยใจ เธอจึงเดินเข้าไปสวมกอดเอวสอบจากด้านหลังแล้วเอ่ยถามเขาน้ำเสียงหวาน“นายหัวโกรธหนูเหรอคะ”“...”ทว่าไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากอีกคน เธอจึงไม่รอช้าที่จะง้อเขาต่อขณะที่ยังสวมกอดเอวสอบไม่ยอมปล่อย“หนูขอโทษนะคะที่พูดกับนายหัวแบบนั้น ช่วงนี้หนูแค่รู้สึกเหนื่อยๆน่ะค่ะ นายหัวไม่โกรธหนูนะ” เมื่อเธอพูดจบอีกคนก็หันมาประจันหน้ากัน ก่อนที่เขาจะเอ่ยพูดกับเธอ“ฉันต่างหากที่ควรขอโทษยัยหนู ยัยหนูดูแลลูกของเราก็เหนื่อยอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังทำตัวงี่เง่าเพิ่มภาระให้หนูอีก ฉันมันเป็นสามีที่ใช้ไม่ได้เลยใช่ไหม”สิ้นเสียงทุ้ม คิ้วเรียวเล็กจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนเสียงหวานจะบ่นพึมพำเบาๆคนเดียว“คนแก่อารมณ์ขึ้นๆลงๆแบบนี้ทุกคนเลยไหมนะ หรือว่านายหัวจะเป็นวัยทอง”“อะไรทองๆนะ”เมื่อได้ยินอีกคนถาม ของขวัญจึงได้สติและกลับมาโฟกัสที่ประเด็นหลักต่อ“ไม่มีอะไรค่ะ นายหัวฟังหนูนะคะ นายหัวเป็นสามีและเป็นพ่อของลูกที่ดีมากค่ะ แต่ละวันนายหัวทำงาน
หกปีต่อมาหลังจากของขวัญเรียนจบ เธอกับจอมทัพก็แต่งงานกันทันที งานแต่งของทั้งคู่จัดขึ้นใหญ่โตสมฐานะของเจ้าบ่าวและไม่ให้ฝ่ายเจ้าสาวน้อยหน้าใคร แขกเหรื่อมากันมากมายเป็นที่พูดถึงกันไม่ขาดปาก จนสาวๆในหมู่บ้านต่างพากันอิจฉาเจ้าสาวกันเป็นแถวที่ได้สามีหล่อรวยและเพอร์เฟคไปทุกอย่าง ส่วนหนุ่มๆก็เช่นเดียวกัน ต่างพากันอิจฉาเจ้าบ่าวเฒ่าที่ได้เมียเด็กทั้งสาวทั้งสวยและน่ารักไม่มีที่ติ ช่างเป็นวาสนาของเจ้าบ่าวเฒ่าจริงๆหลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน ตอนนี้อายุได้หนึ่งขวบสองเดือนแล้ว มีนามว่า เจ้าขุน เด็กน้อยน่าตาน่ารักน่าเอ็นดูและอ้วนท้วมสมวัยเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน เว้นแต่คนเป็นพ่อที่แอบอิจฉาลูกตัวเองที่มาแย่งความรักของเมียไปจากตน แม้จะรักลูกไม่ต่างกับคนอื่น แต่ก็แอบนอยด์ที่ตนไม่ได้เป็นที่หนึ่งในใจเมียเหมือนแต่ก่อน เพราะมีลูกจึงโดนแย่งความรักความสนใจไปหมด ซึ่งเขารู้ตัวดีว่าไม่ควรคิดเช่นนี้กับลูกในสายเลือด แต่มันก็อดคิดไม่ได้จริงๆ จากเคยเป็นที่หนึ่งตอนนี้กลับเป็นรองใครบ้างจะไม่นอยด์“นายหัวให้ลูกดูโทรศัพท์อีกแล้วเหรอคะ หนูบอกแล้วไงว่าลูกยังเล็กไม่ควรให้เล่นโทรศัพท์ แล้วนี่
เวลาต่อมา20:35 น.“นายหัวเห็นขนมหนูไหมคะ” เมื่อหาขนมที่เหลือไม่เจอ ของขวัญจึงหันไปถามอีกคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เขาจึงละสายตาจากหนังสือหันมาพูดกับเธอ“แล้วที่ถืออยู่นั่นไม่ใช่ขนมเหรอ” ปากขยับพูดกับเด็กสาวขณะสายตาหลุบมองขนมในมือเล็กที่ถืออยู่หนึ่งห่อ“ก็ใช่ค่ะ แต่หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ กลับจากสวนหนูเอาใส่ไว้ในลิ้นชักตรงนี้ แต่ทำไมมันถึงมีแค่ห่อเดียว” ขณะพูดใบหน้าก็เริ่มงองำ เธอจำได้แม่นว่าตอนกลับจากสวนเธอเอาขนมที่เหลือสามห่อเก็บไว้ในลิ้นชักข้างหัวเตียง แต่ตอนนี้กลับเหลือแค่ห่อเดียว แล้วอีกสองห่อมันหายไปไหน“ยัยหนูจำผิดรึเปล่าครับ”“ไม่นะคะ หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ หนูกะว่าอาบน้ำเสร็จจะมากิน แต่ทำไมถึงมีอยู่แค่หอเดียว หรือว่านายหัวแอบกินของหนูคะ” เมื่อหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ก็เหลือแต่เขานี่แหละที่น่าสงสัย ทว่าอีกคนแม้จะถูกเธอกล่าวหาแต่เขาก็ยังคงนั่งนิ่ง ก่อนที่เขาจะพูดกับเธออย่างใจเย็น“ฉันไม่ชอบกินขนมฉันจะไปแย่งยัยหนูกินทำไม อีกอย่างขนมพวกนี้ฉันเป็นคนซื้อ ถ้าฉันจะกินจริงๆฉันไปซื้อเอาใหม่ก็ได้ ไม่เห็นต้องมาแอบกินของยัยหนูเลย”“ก็จริง แต่มันหายไปไหนสองห่อนะ” ยิ่ง
สองเดือนต่อมาหลังจากที่ราเชนทร์พาเมียและลูกไปพบหน้าคนที่บ้าน ทางด้านพ่อแม่ของเขาก็ชอบในตัวเข็มมุกและเอ็นดูในตัวของขวัญเป็นอย่างมาก ไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอก็พิสูจน์ได้จากความรู้สึกผูกพันทางสายเลือด แม้ปู่ย่าจะไม่ได้เลี้ยงดูหลานมาแต่ก็สัมผัสได้ถึงสายเลือดของตน โดยไม่ต้องใช้เหตุผลใดๆแค่เห็นหน้าหลานครั้งแรกพวกท่านก็รู้สึกรักแล้วทุกอย่างลงเอยด้วยดี ซึ่งตอนนี้เข็มมุกก็ได้ย้ายไปอยู่กับราเชนทร์เรียบร้อยแล้ว ส่วนจอมทัพกับของขวัญก็อยู่ด้วยกันเช่นเดิม ทุกคนต่างได้อยู่กับคนที่รักสมใจ โดยที่คอยแวะเวียนไปหากันตลอดแล้วแต่ใครจะสะดวกมาตอนไหน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นราเชนทร์กับเข็มมุกที่เป็นฝ่ายแวะเวียนมาหาลูกสาว เนื่องจากมีลูกสาวอยู่คนเดียวก็ต้องห่วงเป็นธรรมดา แม้ว่าลูกจะมีคนรักที่คอยดูแลอยู่แล้วเป็นอย่างดี ทว่าคนเป็นพ่อแม่ก็ยังคงห่วงลูกเสมอทางจอมทัพกับของขวัญก็ยังคงใช้ชีวิตในแต่ละวันวนลูปอยู่เช่นเดิม เพิ่มเติมคือความรักที่พวกเขามีให้กันไม่เคยลดน้อยลงเลย วันไหนเด็กสาวมีเรียนจอมทัพก็จะคอยไปรับไปส่งเธอที่มหาลัยเหมือนเช่นเคย โดยที่มีนักศึกษาหนุ่มคอยมาเกาะแกะเมียเด็กของเขาให้เห็นอยู่ตลอด ซึ่งเขาก็ต้องคอยจัดการค
ด้านของขวัญแม้จะเห็นท่อนเอ็นของอีกคนมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยชินกับความใหญ่โตของมันสักที ทุกครั้งที่เห็นมันก็ใจเต้นแรงตลอด รู้สึกหวั่นๆทุกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลัวมันนั่นแหละ แต่ทว่าต่อให้กลัวแค่ไหนเธอก็ยังอยากที่จะทำให้เขาอยู่ดี จึงรวบรวมความกล้าเอ่ยถามเขาที่กำลังใช้มือชักสาวท่อนเอ็นลำใหญ่ของตัวเองไม่หยุด“ละ แล้วหนูต้องทำยังไงคะ”“จับมันแบบนี้ครับ” ไม่สอนปากเปล่า มือใหญ่จับมือเล็กมากุมท่อนเอ็นของตัวเอง ก่อนจะนำพามือเล็กชักสาวมันขึ้นลงเบาๆ แล้วเอ่ยสอนต่อพร้อมกับมือใหญ่อีกข้างคอยลูบศีรษะเล็กเบาๆ“ยัยหนูแลบลิ้นออกมาเลียตรงหัวมันก่อน หรือจะเลียทั้งลำก็ได้แล้วค่อยอมมันเข้าไป จากนั้นก็ดูดมันเหมือนไอติมแท่งเลยครับ พอทำได้ไหม”“ได้ค่ะ” เด็กสาวพยักหน้าตอบทันทีที่อีกคนสอนจบ จากนั้นเธอจึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆแล้วพ้นลมออกแรงๆเพื่อเตรียมความพร้อมกับสิ่งที่ต้องทำ จนอีกคนที่มองอยู่หลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูกับท่าทีของเธอในตอนนี้ เขารู้ดีว่าเด็กสาวทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวที่จะทำเช่นนี้ให้เขา แต่แค่เธอมีใจอยากทำให้ก็ทำให้เขามีความสุขมากแล้วขณะที่นั่งมองเด็กสาวไม่ละสายตา เมื่อเห็นเธอค่อยๆเลื่อนใบหน้า
ทางด้านจอมทัพที่อุ้มกระเตงเด็กสาวเข้ามาในห้อง ก็วางร่างบางของเธอลงบนโต๊ะทำงาน ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ขณะที่กายแกร่งของเขาแทรกกลางตรงหว่างขาเธอไม่ห่าง สองแขนแกร่งโอบกอดเอวบางเอาไว้หลวมๆ ก่อนจะเอ่ยพูดกับเธอน้ำเสียงอ่อนโยน“ยัยหนู เมื่อกี้หนูน่ารักมากเลยรู้ไหม รู้จักปกป้องฉันด้วย”“ก็หนูรักนายหัวหนิคะ หนูก็ต้องปกป้องนายหัวอยู่แล้ว““ฉันก็รักยัยหนูนะ”“รักมากแค่ไหนคะ” ขณะเอ่ยถามอีกคนสองแขนเรียวเล็กก็เลื่อนขึ้นมาคล้องลำคอหนาเอาไว้ เอียงใบหน้าเล็กน้อย มองอีกคนตาแป๋วอย่างรอคำตอบ ก่อนจะได้ยินเขาตอบออกมาน้ำเสียงอ่อนโยนฟังแล้วนุ่มหู“ฉันรักหนูมาก มากจนหนูคิดไม่ถึงหรอก”“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ แต่ถ้าเราอยู่กันแบบนี้ไปเรื่อยๆนายหัวก็ต้องมีเบื่อหนูเข้าสักวันแหละ พอเบื่อแล้วทิ้งหนูขึ้นมาทำไง”หมับ!สิ้นเสียงหวาน จอมทัพก็จับล็อคใบหน้าเล็กเข้ามาแล้วกัดริมฝีปากล่างของเธอไปหนึ่งที เด็กสาวจึงส่งเสียงร้องอยู่ในลำคอด้วยความเจ็บ“อื้อ!”พอเขาผละปากออก เธอก็แว้ดใส่เขาทันทีขณะใบหน้าน่ารักงองำ“นายหัวกัดปากหนูทำไมคะ”“ก็โทษฐานที่ยัยหนูพูดจาไม่น่าฟังยังไงล่ะ”“บอกกันดีๆก็ได้หนิคะไม่เห็นต้องกัดกันเลย หนูเจ็บ” ไม่พูดเ







