ログイン“ข้าเป็นลูกอนุที่ตระกูลใหญ่ ที่เขาไม่ต้องการ พอสิ้นมารดา ข้าก็โดนผลักไสให้มาอยู่ให้ห่างจากพวกเขาทันที” นางเงยหน้าขึ้นและกล่าวด้วยความเจ็บปวด
“เยี่ยนหลิง คือชื่อที่มารดาข้าอยากให้ชื่อ ข้าเลยอนุญาตให้เฉพาะคนที่สำคัญกับข้าเท่านั้นที่เรียก พี่ซุ่นก็เป็นหนึ่งในนั้น”
อาซุ่น นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขามองสำรวจใบหน้าของเด็กสาวอย่างพิจารณา ก่อนจะแย้มรอยยิ้มที่ไม่ได้ดูเจ้าเล่ห์ แต่เต็มไปด้วยความชื่นชม
“เยี่ยนหลิง... เป็นชื่อที่เหมาะกับเจ้านักแม่ห่านป่า” เขาค่อย ๆ ก้าวเข้ามาใกล้นาง จนกระทั่งเหลือระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว
“ไม่ว่าจะในฐานะ พี่ซุ่น หรือในฐานะใดก็ตาม... ข้าดีใจที่ได้รู้ความจริงนี้” เขายื่นมือออกไปแตะศีรษะนางเบา ๆ
“จงใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างปลอดภัย หากมีโอกาส... ข้าจะหาทางกลับมาหาเจ้า…เสี่ยวเยี่ยน แม่ห่านป่าน้อยของข้า ชื่อนี้ให้ข้าเรียกได้เท่านั้น”เยี่ยนหลิงหลับตาลงรับสัมผัสอบอุ่นจากฝ่ามือนั้นชั่วครู่ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าการจากลาครั้งนี้อาจยาวนานจนไม่อาจคาดเดา นางจึงขยับถอยหลังเล็กน้อยแล้วดึงปิ่นที่เสียบอยู่ที่ผมออกมา
“พี่ซุ่น... ข้าไม่มีของล้ำค่าใดจะมอบให้ท่านเป็นการตอบแทนบุญคุณ” นางจับปิ่นไม้เรียบง่าย ที่สลักลายดอกกล้วยไม้อย่างประณีต ก่อนลูบคมไม้ที่คุ้นมือ แววตาสั่นระริกด้วยความอาลัย
“นี่เป็นของที่ท่านแม่สลักให้ข้าเพียงเล่มเดียว แม้มันจะไม่มีราคา แต่มันคือสิ่งเดียวที่ยืนยันตัวตนของข้า... มันคือชีวิตของข้า...ข้ามอบให้ท่าน”
นางวางปิ่นไม้ลงบนฝ่ามือหนา เงยหน้าสบตาเขา “วันหน้าหากท่านเดือดร้อน หรือหากข้ามีวาสนาได้พบท่านอีกครั้ง โปรดแสดงปิ่นนี้... แล้วข้าจะจำได้ทันทีว่าท่านคือพี่ชายที่ช่วยชีวิตข้าไว้”
อาซุ่นมองปิ่นไม้ในมือด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เขากำมันไว้แน่นราวกับจะซึมซับความจริงใจของเด็กสาว ก่อนจะเอื้อมมือไปที่ข้างเอว พลิกเอาจี้หยกทรงกลมสีม่วงอ่อน ที่ดูเรียบง่ายแต่เนื้อหยกกลับโปร่งแสงนวลตาออกมา
“ในเมื่อเจ้ามอบของรักให้ข้า ข้าก็มีของจะมอบให้เจ้าเช่นกัน” เขาคล้องสร้อยเชือกที่มีจี้หยกจื่อหลัวหลานนั้นลงบนคอของนาง
“หยกชิ้นนี้อาจดูธรรมดา แต่หากเจ้าสังเกตดูให้ดี... ด้านหลังของมันสลักอักษรคำว่า ซุ่น เอาไว้”
เขาโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูนางด้วยเสียงที่จริงจังกว่าครั้งไหน ๆ
“เสี่ยวเยี่ยน... หยกชิ้นนี้คือคำสัญญา หากวันใดที่เจ้าตกที่นั่งลำบาก หรือต้องการความช่วยเหลือที่คนธรรมดาให้ไม่ได้ จงนำหยกนี้ไปที่ร้านแลกเงินหรือร้านค้าที่มีสัญลักษณ์รูปเมฆคล้อย แล้วบอกพวกเขาว่าเจ้ามาตามหาเจ้าของหยกอาซุ่น ...แล้วข้าจะรีบมาหาเจ้าทันที”
นางแตะหยกที่ยังหลงเหลือไออุ่นจากกายของเขา ความเย็นของหยกกลับทำให้นางรู้สึกอบอุ่นในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก
“ข้าจะรักษาเท่าชีวิตเจ้าค่ะ... พี่ซุ่น”
อาซุ่นยิ้มกว้างขึ้นอีกครั้ง ก่อนกลับคืนสู่ท่าทีคุณชายเจ้าสำราญตามเดิม เขาโบกพัดในมือเบา ๆ ก่อนจะหันหลังกลับไปหาผู้ติดตาม
“ไปก่อนนะแม่ห่านป่าน้อย... อย่าลืมขัดเกลาปีกของเจ้าให้แข็งแกร่ง วันหน้าข้าจะกลับมาดูว่าห่านป่าตัวนี้จะบินได้สูงเพียงใด”
เยี่ยนหลิงยืนมองแผ่นหลังของเขาที่ค่อย ๆ ลับหายไปในความสลัวของยามเย็น มือหนึ่งกุมจี้หยกไว้แน่น อีกมือนึ่งลูบคลำที่ว่างบนผมที่เคยมีปิ่นปักอยู่...
ภาพความทรงจำยามเย็นในวันนั้นค่อยๆ จางหายไป ราวกับหมอกควันที่ถูกลมพัดผ่าน เยี่ยนหลิงที่บัดนี้ไม่ใช่เด็กสาวตัวเล็กหอบห่อผ้าด้วยความกลัวอีกต่อไป หลายปีที่นางใช้ชีวิตเรียบง่ายในหมู่บ้านแถบชายป่า ภายใต้ชื่อ จางเยี่ยนหลิง นางปลูกผัก และช่วยป้าหลันดูแลกิจการเล็กๆ ในหมู่บ้าน ในสายตาของชาวบ้าน เยี่ยนหลิงไม่ใช่เพียงสาวชาวบ้านที่ขยันขันแข็ง แต่คือ เทพธิดาแห่งหุบเขา ที่เพียงแค่แย้มยิ้มแผ่วเบาขณะรดน้ำผัก ก็ทำให้บรรยากาศรอบข้างคล้ายจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ
การใช้ชีวิตเรียบง่าย ตรากตรำทำงานท่ามกลางแสงแดด ไม่ได้พรากเอาความสูงศักดิ์ไปจากนาง แต่กลับขัดเกลาให้ จางเยี่ยนหลิง กลายเป็นหยกที่ผ่านการเจียระไนจนผุดผ่อง ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวจากการถูกกักขังในจวนมู่หรง บัดนี้กลับนวลเนียนละเอียดและมีเลือดฝาดจางๆ
โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น... ที่เคยเต็มไปด้วยม่านหมอกแห่งความหวาดกลัว บัดนี้กลับสุกใสและเด็ดเดี่ยวปานดวงดาวในคืนเหน็บหนาว เป็นดวงตาที่ทำให้หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ในหมู่บ้านต่างไม่กล้าแม้แต่จะสบตาตรงๆ เพราะรู้สึกว่านางมีรัศมีบางอย่างที่ตัดขาดจากโลกอันหยาบโลนรอบกาย
อาภรณ์ที่สวมใส่แม้จะเป็นเพียงผ้าป่านสีตุ่นธรรมดา ไม่มีเครื่องประดับล้ำค่าใดๆ ยกเว้นจี้หยก จื่อหลัวหลาน สีม่วงอ่อนใสกระจ่างที่คล้องคออยู่ใต้สาบเสื้อ กับ หยกแตกร้าวครึ่งซีกสีขุ่นมัว ที่นางร้อยติดไว้กับสายสร้อยเส้นเดียวกัน แต่มันกลับไม่อาจปกปิดท่วงท่าที่สง่างามดุจยอดหญ้าที่ล้อลมแรงได้เลย
‘พี่ชายซุ่น... ป่านนี้ท่านจะเป็นอย่างไรบ้าง’ นางรำพึงในใจ
‘ปิ่นไม้ของท่านแม่ ท่านจะยังพกติดตัวอยู่ หรือทิ้งมันไปตามทางที่ท่านผ่านพบผู้คนมากมายแล้วกันแน่... แล้วถ้าเราเจอกันอีกครั้ง ท่านจะยังจำ เสี่ยวเยี่ยน คนนี้ได้หรือไม่’
“อาหลิง อาหลิงเอ้ย ”
เสียงเรียกแหบพร่า แต่เต็มไปด้วยพลังของแม่เฒ่าจางดังขัดจังหวะความคิด นางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองหญิงชราที่เดินกระย่องกระแย่งออกมาจากครัว ในมือถือตะกร้าผักที่ล้างเสร็จแล้ว
“ท่านยาย มีอะไรหรือเจ้าคะ เรียกเสียงดังเชียว” เยี่ยนหลิงรีบลุกไปประคองหญิงชรา
แม่เฒ่าจางหรี่ตาที่ฝ้าฟางลงเล็กน้อย พลางแย้มยิ้มอย่างล้อเลียน “ข้าเรียกเจ้าตั้งสามสี่รอบ ใจคอจะลอยไปถึงไหนกัน หรือว่าลอยไปหาพี่ชายซุ่นของเจ้าอีกแล้วล่ะสิ”
“ท่านยาย….ท่านก็พูดไป...” เยี่ยนหลิงหน้าร้อนผ่าว พยายามหลบสายตา
“ข้าเลี้ยงเจ้ามา มีหรือจะไม่รู้” แม่เฒ่าหัวเราะเบาๆ พลางตบหลังมือหลานสาว
“ตั้งแต่ออกมาจากเมืองหลวง วันๆ เจ้าก็เอาแต่จ้องทางเข้าหมู่บ้าน ไม่ก็ลูบหยกนั่น ป้าหลันเขายังแอบมาเปรยกับข้าเลยว่า อาหลิงของเราสงสัยจะฝังใจกับพี่ชายซุ่นคนนั้นเสียจนหนุ่มๆ ในหมู่บ้านนี้เข้าตาไม่ได้สักคนเดียว”
“ข้าแค่... นึกถึงบุญคุณที่เขาเคยช่วยชีวิตเราไว้เท่านั้นเองเจ้าค่ะ” เยี่ยนหลิงรีบปฏิเสธ แต่อาการบิดชายผ้าเบาๆ กลับเผยความในใจออกมาจนหมด
“บุญคุณน่ะจำได้ก็ดี... แต่ถ้าจำจนหน้าแดงขนาดนี้ ข้าว่ามันไม่ใช่แค่บุญคุณแล้วมั้งหลิงเอ๋อร์” แม่เฒ่าจางแซวซ้ำพลางส่ายหน้าอย่างเอ็นดู
“ไปๆ ไปช่วยป้าหลันยกสำรับมาเถอะ ป่านนี้อาซุ่นของเจ้าน่าจะจามจนจมูกแดงไปหมดแล้วล่ะมั้ง มีคนบ่นถึงทั้งวันขนาดนี้”
เยี่ยนหลิงทำท่าจะงอนแต่ก็หลุดยิ้มออกมา นางมองไปยังถนนเส้นเดิมที่เคยมีรถม้าวิ่งผ่านไปเมื่อหลายปีก่อน แม้ความหวังจะริบหรี่ แต่หัวใจของนางกลับยังคงเชื่อมั่น... ว่าห่านป่าที่พลัดหลงตัวนี้ จะมีวันได้พบกับคนรักษาปิ่นไม้อีกครั้ง
“พบสิ่งนี้ในตัวมันพ่ะย่ะค่ะ”เยล่วี่ซุ่นรับมันมาอย่างช้า ๆ พลิกดูทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ป้ายทองแดงมีขนาดเท่าฝ่ามือ ผิวด้านหนึ่งสลักลวดลายพยัคฆ์คาบดาบไร้หัว ส่วนอีกด้านกลับว่างเปล่า มีเพียงรอยบากเล็ก ๆ สามรอยอยู่ตรงขอบ เขาหรี่ตาลง“เคยเห็นหรือไม่” ทั้งฟางซูและหลี่เหยียนต่างส่ายหน้า “ไม่เคยเห็นพ่ะย่ะค่ะ แต่จากเนื้อทองแดงและวิธีการหล่อ ดูมิใช่สิ่งที่โจรป่าทั่วไปจะมีได้”“พระองค์ทรงรู้จักป้ายนี้หรือเพคะ” เซี่ยเยี่ยนหลิงเอ่ยถาม พลางจ้องมองตราสัญลักษณ์รูปพยัคฆ์คาบดาบไร้หัวที่สลักอยู่อย่างถี่ถ้วน“ข้าไม่เคยเห็นตรานี้มาก่อน... แต่เคยเห็นป้ายลักษณะเดียวกันในคดีหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน...” เยล่วี่ซุ่นใช้นิ้วลูบผ่านรอยสลักบนป้ายอย่างแผ่วเบา“นี่ไม่ใช่ป้ายของโจร”“ท่านอ๋องหมายความว่า...”ลวดลายบนป้ายนี้ตัดเส้นทางไม่ให้สาวไปถึงตัวผู้บงการตัวจริงได้โดยง่าย... ผู้ที่วางแผนนี้มีความแยบคายและระมัดระวังตัวยิ่งนัก พวกมันไม่ยอมทิ้งร่องรอยที่จะสาวถึงผู้สั่งการได้เลยแม้แต่น้อย การที่พวกมันเลือกใช้คนจากตลาดมืด ให้ทำลายชื่อเสียงสตรีมากกว่าการลอบสังหารเอาชีวิต ยิ่งเป็นตัวยืนยันอย่างชัดแจ้งว่า...เป้าหมายอันโสม
ล้อรถม้าสั่นสะเทือนรุนแรงผิดปกติจนถ้วยชาบนโต๊ะเล็กสั่นกระทบกันเบา ๆ รอยยิ้มหยอกเย้าบนใบหน้าของเยล่วี่ซุ่นเลือนหายไปในพริบตา แววตาอบอุ่นเมื่อครู่พลันแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจพยัคฆ์ซุ่มล่า เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ทอดสายตาผ่านม่านรถม้าออกไปยังเส้นทางเบื้องหน้า“หลี่เหยียน หยุดรถ” น้ำเสียงนั้นมิได้ตวาดดัง ทว่ากลับเย็นเยียบและทรงพลังจนคนฟังไม่กล้าชักช้าแม้แต่เสี้ยววินาที หลี่เหยียนซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าชะงักกึก ก่อนรีบดึงบังเหียนม้าเต็มแรง“ท่านอ๋อง...”“สั่งให้หยุด!” คราวนี้เสียงหนักแน่นและเด็ดขาดขึ้นเอี๊ยด! เสียงคมไม้และเหล็กครูดยึดลงกับพื้นดิน รถม้าคันหน้าหยุดลงทันที ส่งผลให้รถม้าทั้งขบวนหยุดนิ่งตามกันเป็นทอด ๆ เงียบ... ทั่วทั้งผืนป่าพลันเงียบสงัดอย่างผิดธรรมชาติ เซี่ยเยี่ยนหลิงขมวดคิ้วเรียวสวย นางใช้นิ้วสะกิดเลิกม่านขึ้นเล็กน้อย กวาดสายตามองผืนป่าสองข้างทางด้วยความระวังภัย เมื่อครู่ยังยินเสียงนกและแมลงร้องขานรับกันเป็นระยะ ทว่ายามนี้กลับเงียบงันราวกับสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตพากันหลบหนีไปหมดแล้ว เยล่วี่ซุ่นยกมือขึ้นเป็นสัญญาณเตือน “หลี่เหยียน...” “พ่ะย่ะค่ะ” “มีคนซุ่มบนเนินเขา”สิ้นคำ…ฟึ่บ!
“การทำให้สตรีผู้หนึ่งตาย... ถือเป็นเมตตาที่มากเกินไปสำหรับนาง”ร่างระหงก้าวลงจากแท่นประทับทีละก้าว พระนางยกยิ้มบาง ๆ ทว่านัยน์ตากลับไร้ซึ่งความอบอุ่น “หากทำให้สตรีที่ถือดีผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ แต่ต้องอยู่ด้วยชื่อเสียงที่พังทลาย”มู่หรงเซียนหัวใจเต้นระทึกขึ้นมาทันที นางสูดลมหายใจเข้าลึก เบิ่งตากว้างด้วยความสะใจ “เสด็จแม่หมายความว่า...”“สตรีผู้หนึ่งสามารถทนต่อการสูญเสียทรัพย์สินได้ ทนต่อการถูกดูหมิ่นได้ แต่หากทั้งเมืองหลวงเริ่มสงสัยในความบริสุทธิ์ของนาง...” พระองค์หยุด“เมื่อนั้น ต่อให้นางยังเป็นติ้งอ๋องเฟย ตำแหน่งนั้นก็จะกลายเป็นโซ่ตรวนที่รัดคอนางเอง นางจะกรีดร้องขอความตายยิ่งกว่าตกฮวงซุ้ย แม้แต่สุนัขข้างถนนยังไม่อยากมอง”มู่หรงเซียนยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย ดวงตาเบิ่งตากว้างด้วยความสะใจ “เสด็จแม่หมายถึง...”“ข้าได้ข่าวว่าจวนแม่ทัพส่งคนไปจัดการเรื่อง ระหว่างทาง แล้วมิใช่หรือ” ฮองเฮาปรายตามองมู่หรงเซียนอย่างรู้ทัน ทำให้มู่หรงเซียนกับเยล่วี่เฉิงชะงักไปเล็กน้อย “ปล่อยให้โจรป่าพวกนั้นทำหน้าที่ปู้ยี่ปู้ยำนางให้สะใจไปก่อน... ส่วนข้า จะเตรียมงิ้วฉากใหญ่ รอรับนางอยู่ที่นี่!” พระหัตถ์เรียวค่อ
ตำหนักคุนหนิงยามบ่าย แสงแดดอุ่นทอดตัวผ่านแนวกำแพงสูงใหญ่ของวังหลวง ทว่าความเย็นเยียบภายในตำหนักคุนหนิงกลับมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย กลิ่นหอมของกำยานชั้นดีลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ฮองเฮาในชุดหงส์ปักทอดแทรกดิ้นทองสง่างามประทับอยู่บนพระเก้าอี้ประธานฝ่ายใน นัยน์ตาเฉียบคมดุจพญาเหยี่ยวทอดมองถ้วยชาในพระหัตถ์ที่เย็นชืดไปนานแล้วด้วยรอยยิ้มลึกล้ำยากคาดเดา “หย่งอ๋อง และมู่หรงเช่อเฟย ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีประจำตำหนักก้าวเข้ามาคุกเข่ารายงาน “ให้พวกเขาเข้ามา” น้ำเสียงทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ เยล่วี่เฉิงและมู่หรงเซียนก้าวเท้าเข้าสู่โถงตำหนัก ทันทีที่เห็นพระพักตร์ของฮองเฮา ทั้งคู่ก็ทิ้งตัวคุกเข่าลงทำความเคารพตามราชประเพณี “ถวายพระพรเสด็จแม่” “ลุกขึ้นเถิด”“ขอบพระทัยเสด็จแม่” “พวกเจ้ามีสิ่งใดจึงมาหาข้าพร้อมกันยามนี้”มู่หรงเซียนเพิ่งลุกขึ้นได้ไม่ทันไร ก็ทิ้งตัวลงสะอื้นไห้โฮราวกับหัวใจสลาย ร่างสั่นสะท้านดูน่าสงสารจับใจ “เสด็จแม่เพคะ! โปรดทรงคืนความเป็นธรรมให้จวนแม่ทัพและหม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ!” ฮองเฮายกจอกชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ก่อนจะปรายตามองอย่างเย็นชา “เกิดเรื่องอันใดขึ้น เช่อเฟย... เหตุใดจึ
จวนมู่หรง“ท่านพ่อ! ท่านแม่!”น้ำเสียงของมู่หรงเซียนแผดลึก แฝงไอสังหารเย็นเยียบพายในโถงรับรองของจวนแม่ทัพมู่หรง บรรยากาศกดดันจนแทบไร้อากาศหายใจ กลิ่นคาวเลือดที่มู่หรงหรงอู่กระอักออกมาคละคลุ้งผสมกับกลิ่นชาเข้มข้น รังสีอาฆาตพุ่งสูงขึ้นจนทาสรับใช้รอบนอกต่างสั่นสะท้าน ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง“นังเซี่ยเยี่ยนหลิงมันบีบเราถึงเพียงนี้... ข้าจะไม่ยอมให้นังลูกอนุขยะนั่นได้เสพสุขในฐานะติ้งอ๋องเฟยเป็นอันขาด มันกล้าเหยียดหยามเช่อเฟยอย่างข้า!”นัยน์ตาของมู่หรงเซียนแดงฉานด้วยความคลั่งแค้น นางกำหมัดแน่นจนเล็บยาวที่เคลือบสีชาดจิกเข้าเนื้อ ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความอัปยศมู่หรงหรงอู่ซึ่งเพิ่งถูกพยุงขึ้นนั่งบนเก้าอี้ ปาดคราบเลือดตรงมุมปากอย่างช้า ๆ ใบหน้าของแม่ทัพผู้ผ่านศึกกลับยิ่งทวีความเหี้ยมเกรียม ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความอาฆาต“นังเด็กเนรคุณนั่น ผู้ใดให้ความกล้ามันเหยียบย่ำตระกูลมู่หรงได้ถึงเพียงนี้! มันกล้าสลัดจวนแม่ทัพต่อหน้าคนทั้งเมือง ทั้งยังนำคนมายึดกิจการของเราไปจนหมด...” เสียงของเขาต่ำลงทุกขณะจนฟังดูดุจเสียงขู่คำรามของปีศาจในเงามืด “หากปล่อยให้มันกลับเข้าเมืองหลวงอย่างปลอดภัย แล้วเรื่องนี้จะ
รุ่งอรุณเยือนสู่เรือนไม้ป่าไผ่ แสงอาทิตย์ยามเช้าทอดผ่านช่องหน้าต่างไม้กระทบผ้าม่านสลัว ละอองหมอกไอเย็นยังคงลอยเอื่อยอยู่ด้านนอก เซี่ยเยี่ยนหลิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่นางสัมผัสได้คือไอร้อนแผ่ซ่านรอบกาย เมื่อหลุบสายตาลงมองก็พบว่า นิ้วมือเรียวของตนยังคงถูกประสานและกุมไว้แน่นด้วยฝ่ามือใหญ่ของเยล่วี่ซุ่นตลอดทั้งคืน อ๋องหนุ่มยังคงหลับใหล ลมหายใจของเขาปรับเป็นสม่ำเสมอ ใบหน้าที่เคยซีดเผือดประหนึ่งหิมะยามดึกเริ่มมีสีเลือดฝาดคืนกลับมา พิษเหมันต์ในกายถูกสกัดไว้ได้สำเร็จแล้ว นางพยายามจะถอนมือออกอย่างแผ่วเบาด้วยเกรงว่าจะทำให้เขาตื่น ทว่าเพียงแค่นิ้วมือขยับเล็กน้อย ฝ่ามือหนากลับยิ่งกระชับแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ “จะรีบไปไหน...” น้ำเสียงทุ้มแหบต่ำของคนข้างกายดังขึ้นทั้งที่เปลือกตายังปิดสนิท “ท่านอ๋อง...” เซี่ยเยี่ยนหลิงชะงัก ช้อนสายตามอง “ทรงตื่นนานแล้วหรือเพคะ”เยล่วี่ซุ่นค่อย ๆ ลืมตาขึ้น นัยน์ตาคมกริบคู่เดิมฉายแววลุ่มลึก ไร้ซึ่งร่องรอยของความอ่อนแอเมื่อคืนก่อน เขาเบือนหน้ามามองสตรีที่นอนเคียงข้างในระยะห่างเพียงคืบ “ตื่นทันได้เห็นคนบางคนแอบมองข้าอยู่นานสองนาน” แก้มเนียนของเซี่ยเยี่ยนหลิงร้อ
รถม้าคันเก่านั้นสั่นคลอนไปตามทางดินแดงที่ทอดยาวออกจากเมืองหลวง ล้อไม้ครูดกับพื้นเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอ ราวกับสะท้อนชะตาของผู้โดยสารมู่หรงหลิงคุณหนูรองของตระกูลมู่หรงนั่งอยู่มุมเกวียน กอดห่อผ้าเล็ก ๆ แนบอกแน่น ในนั้นมีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชุด ปิ่นไม้เก่า และหยกแตกร้าวครึ่งหนึ่ง ของชิ้นที่มารดาทิ้งไว้ใ
ฮองเฮาซูผิงอัน ไม่ปล่อยให้ความเงียบในท้องพระโรงอึดอัดยืดยาวนาน นางขยับกายเพียงเล็กน้อย แต่การเคลื่อนไหวนั้นกลับดึงสายตาทั้งหมดให้หันตามราวถูกสะกด “ท่านแม่ทัพมู่หรง ข้าได้ยินว่าการจัดการศึกชายแดนครั้งนี้สำเร็จลุล่วง สมควรได้รับคำชมเชยอย่างยิ่ง ความกล้าหาญและความเด็ดขาดของท่านยังคงเป็นที่เลื่องลือไป
ท้องพระโรงยามเช้าปกคลุมด้วยบรรยากาศตึงเครียด ราชกิจดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบ ขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊เรียงแถวตามตำแหน่ง เสียงฝีเท้าและการขยับกายค่อย ๆ สงบลง เมื่อฮ่องเต้เยล่วี่ซ่งประทับบนบัลลังก์มังกรฎีกาที่ว่าด้วยภัยแล้งในมณฑลซานหนิงได้ถูกรวบรวมและถวายขึ้นล่วงหน้าแล้ว หลายวันมานี้ชื่อของซานหนิงปรากฏใน
“ฮ่องเต้เสด็จแล้ว”เสียงของขันทีหลวงแหลมเล็ก กังวานดุจระฆัง และทรงพลังสั่นสะท้อนก้องไปทั่วท้องพระโรงหลงฮวา อันโอ่อ่าของราชวงศ์ต้าเหยียน แสงแรกของยามเฉินสาดส่องประกายสีทองอ่อนผ่านช่องหน้าต่างสูงกระทบพื้นหินอ่อนขัดมันวาว กลิ่นหอมของกำยานชั้นดีลอยอวลไปทั่ว ปัง… ปัง… ปัง…เสียงเคาะไม้สัญญาณสามครั้งดัง







