LOGIN“ข้าเป็นลูกอนุที่ตระกูลใหญ่ ที่เขาไม่ต้องการ พอสิ้นมารดา ข้าก็โดนผลักไสให้มาอยู่ให้ห่างจากพวกเขาทันที” นางเงยหน้าขึ้นและกล่าวด้วยความเจ็บปวด
“เยี่ยนหลิง คือชื่อที่มารดาข้าอยากให้ชื่อ ข้าเลยอนุญาตให้เฉพาะคนที่สำคัญกับข้าเท่านั้นที่เรียก พี่ซุ่นก็เป็นหนึ่งในนั้น”
อาซุ่น นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขามองสำรวจใบหน้าของเด็กสาวอย่างพิจารณา ก่อนจะแย้มรอยยิ้มที่ไม่ได้ดูเจ้าเล่ห์ แต่เต็มไปด้วยความชื่นชม
“เยี่ยนหลิง... เป็นชื่อที่เหมาะกับเจ้านักแม่ห่านป่า” เขาค่อย ๆ ก้าวเข้ามาใกล้นาง จนกระทั่งเหลือระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว
“ไม่ว่าจะในฐานะ พี่ซุ่น หรือในฐานะใดก็ตาม... ข้าดีใจที่ได้รู้ความจริงนี้” เขายื่นมือออกไปแตะศีรษะนางเบา ๆ
“จงใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างปลอดภัย หากมีโอกาส... ข้าจะหาทางกลับมาหาเจ้า…เสี่ยวเยี่ยน แม่ห่านป่าน้อยของข้า ชื่อนี้ให้ข้าเรียกได้เท่านั้น”เยี่ยนหลิงหลับตาลงรับสัมผัสอบอุ่นจากฝ่ามือนั้นชั่วครู่ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าการจากลาครั้งนี้อาจยาวนานจนไม่อาจคาดเดา นางจึงขยับถอยหลังเล็กน้อยแล้วดึงปิ่นที่เสียบอยู่ที่ผมออกมา
“พี่ซุ่น... ข้าไม่มีของล้ำค่าใดจะมอบให้ท่านเป็นการตอบแทนบุญคุณ” นางจับปิ่นไม้เรียบง่าย ที่สลักลายดอกกล้วยไม้อย่างประณีต ก่อนลูบคมไม้ที่คุ้นมือ แววตาสั่นระริกด้วยความอาลัย
“นี่เป็นของที่ท่านแม่สลักให้ข้าเพียงเล่มเดียว แม้มันจะไม่มีราคา แต่มันคือสิ่งเดียวที่ยืนยันตัวตนของข้า... มันคือชีวิตของข้า...ข้ามอบให้ท่าน”
นางวางปิ่นไม้ลงบนฝ่ามือหนา เงยหน้าสบตาเขา “วันหน้าหากท่านเดือดร้อน หรือหากข้ามีวาสนาได้พบท่านอีกครั้ง โปรดแสดงปิ่นนี้... แล้วข้าจะจำได้ทันทีว่าท่านคือพี่ชายที่ช่วยชีวิตข้าไว้”
อาซุ่นมองปิ่นไม้ในมือด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เขากำมันไว้แน่นราวกับจะซึมซับความจริงใจของเด็กสาว ก่อนจะเอื้อมมือไปที่ข้างเอว พลิกเอาจี้หยกทรงกลมสีม่วงอ่อน ที่ดูเรียบง่ายแต่เนื้อหยกกลับโปร่งแสงนวลตาออกมา
“ในเมื่อเจ้ามอบของรักให้ข้า ข้าก็มีของจะมอบให้เจ้าเช่นกัน” เขาคล้องสร้อยเชือกที่มีจี้หยกจื่อหลัวหลานนั้นลงบนคอของนาง
“หยกชิ้นนี้อาจดูธรรมดา แต่หากเจ้าสังเกตดูให้ดี... ด้านหลังของมันสลักอักษรคำว่า ซุ่น เอาไว้”
เขาโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูนางด้วยเสียงที่จริงจังกว่าครั้งไหน ๆ
“เสี่ยวเยี่ยน... หยกชิ้นนี้คือคำสัญญา หากวันใดที่เจ้าตกที่นั่งลำบาก หรือต้องการความช่วยเหลือที่คนธรรมดาให้ไม่ได้ จงนำหยกนี้ไปที่ร้านแลกเงินหรือร้านค้าที่มีสัญลักษณ์รูปเมฆคล้อย แล้วบอกพวกเขาว่าเจ้ามาตามหาเจ้าของหยกอาซุ่น ...แล้วข้าจะรีบมาหาเจ้าทันที”
นางแตะหยกที่ยังหลงเหลือไออุ่นจากกายของเขา ความเย็นของหยกกลับทำให้นางรู้สึกอบอุ่นในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก
“ข้าจะรักษาเท่าชีวิตเจ้าค่ะ... พี่ซุ่น”
อาซุ่นยิ้มกว้างขึ้นอีกครั้ง ก่อนกลับคืนสู่ท่าทีคุณชายเจ้าสำราญตามเดิม เขาโบกพัดในมือเบา ๆ ก่อนจะหันหลังกลับไปหาผู้ติดตาม
“ไปก่อนนะแม่ห่านป่าน้อย... อย่าลืมขัดเกลาปีกของเจ้าให้แข็งแกร่ง วันหน้าข้าจะกลับมาดูว่าห่านป่าตัวนี้จะบินได้สูงเพียงใด”
เยี่ยนหลิงยืนมองแผ่นหลังของเขาที่ค่อย ๆ ลับหายไปในความสลัวของยามเย็น มือหนึ่งกุมจี้หยกไว้แน่น อีกมือนึ่งลูบคลำที่ว่างบนผมที่เคยมีปิ่นปักอยู่...
ภาพความทรงจำยามเย็นในวันนั้นค่อยๆ จางหายไป ราวกับหมอกควันที่ถูกลมพัดผ่าน เยี่ยนหลิงที่บัดนี้ไม่ใช่เด็กสาวตัวเล็กหอบห่อผ้าด้วยความกลัวอีกต่อไป หลายปีที่นางใช้ชีวิตเรียบง่ายในหมู่บ้านแถบชายป่า ภายใต้ชื่อ จางเยี่ยนหลิง นางปลูกผัก และช่วยป้าหลันดูแลกิจการเล็กๆ ในหมู่บ้าน ในสายตาของชาวบ้าน เยี่ยนหลิงไม่ใช่เพียงสาวชาวบ้านที่ขยันขันแข็ง แต่คือ เทพธิดาแห่งหุบเขา ที่เพียงแค่แย้มยิ้มแผ่วเบาขณะรดน้ำผัก ก็ทำให้บรรยากาศรอบข้างคล้ายจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ
การใช้ชีวิตเรียบง่าย ตรากตรำทำงานท่ามกลางแสงแดด ไม่ได้พรากเอาความสูงศักดิ์ไปจากนาง แต่กลับขัดเกลาให้ จางเยี่ยนหลิง กลายเป็นหยกที่ผ่านการเจียระไนจนผุดผ่อง ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวจากการถูกกักขังในจวนมู่หรง บัดนี้กลับนวลเนียนละเอียดและมีเลือดฝาดจางๆ
โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น... ที่เคยเต็มไปด้วยม่านหมอกแห่งความหวาดกลัว บัดนี้กลับสุกใสและเด็ดเดี่ยวปานดวงดาวในคืนเหน็บหนาว เป็นดวงตาที่ทำให้หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ในหมู่บ้านต่างไม่กล้าแม้แต่จะสบตาตรงๆ เพราะรู้สึกว่านางมีรัศมีบางอย่างที่ตัดขาดจากโลกอันหยาบโลนรอบกาย
อาภรณ์ที่สวมใส่แม้จะเป็นเพียงผ้าป่านสีตุ่นธรรมดา ไม่มีเครื่องประดับล้ำค่าใดๆ ยกเว้นจี้หยก จื่อหลัวหลาน สีม่วงอ่อนใสกระจ่างที่คล้องคออยู่ใต้สาบเสื้อ กับ หยกแตกร้าวครึ่งซีกสีขุ่นมัว ที่นางร้อยติดไว้กับสายสร้อยเส้นเดียวกัน แต่มันกลับไม่อาจปกปิดท่วงท่าที่สง่างามดุจยอดหญ้าที่ล้อลมแรงได้เลย
‘พี่ชายซุ่น... ป่านนี้ท่านจะเป็นอย่างไรบ้าง’ นางรำพึงในใจ
‘ปิ่นไม้ของท่านแม่ ท่านจะยังพกติดตัวอยู่ หรือทิ้งมันไปตามทางที่ท่านผ่านพบผู้คนมากมายแล้วกันแน่... แล้วถ้าเราเจอกันอีกครั้ง ท่านจะยังจำ เสี่ยวเยี่ยน คนนี้ได้หรือไม่’
“อาหลิง อาหลิงเอ้ย ”
เสียงเรียกแหบพร่า แต่เต็มไปด้วยพลังของแม่เฒ่าจางดังขัดจังหวะความคิด นางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองหญิงชราที่เดินกระย่องกระแย่งออกมาจากครัว ในมือถือตะกร้าผักที่ล้างเสร็จแล้ว
“ท่านยาย มีอะไรหรือเจ้าคะ เรียกเสียงดังเชียว” เยี่ยนหลิงรีบลุกไปประคองหญิงชรา
แม่เฒ่าจางหรี่ตาที่ฝ้าฟางลงเล็กน้อย พลางแย้มยิ้มอย่างล้อเลียน “ข้าเรียกเจ้าตั้งสามสี่รอบ ใจคอจะลอยไปถึงไหนกัน หรือว่าลอยไปหาพี่ชายซุ่นของเจ้าอีกแล้วล่ะสิ”
“ท่านยาย….ท่านก็พูดไป...” เยี่ยนหลิงหน้าร้อนผ่าว พยายามหลบสายตา
“ข้าเลี้ยงเจ้ามา มีหรือจะไม่รู้” แม่เฒ่าหัวเราะเบาๆ พลางตบหลังมือหลานสาว
“ตั้งแต่ออกมาจากเมืองหลวง วันๆ เจ้าก็เอาแต่จ้องทางเข้าหมู่บ้าน ไม่ก็ลูบหยกนั่น ป้าหลันเขายังแอบมาเปรยกับข้าเลยว่า อาหลิงของเราสงสัยจะฝังใจกับพี่ชายซุ่นคนนั้นเสียจนหนุ่มๆ ในหมู่บ้านนี้เข้าตาไม่ได้สักคนเดียว”
“ข้าแค่... นึกถึงบุญคุณที่เขาเคยช่วยชีวิตเราไว้เท่านั้นเองเจ้าค่ะ” เยี่ยนหลิงรีบปฏิเสธ แต่อาการบิดชายผ้าเบาๆ กลับเผยความในใจออกมาจนหมด
“บุญคุณน่ะจำได้ก็ดี... แต่ถ้าจำจนหน้าแดงขนาดนี้ ข้าว่ามันไม่ใช่แค่บุญคุณแล้วมั้งหลิงเอ๋อร์” แม่เฒ่าจางแซวซ้ำพลางส่ายหน้าอย่างเอ็นดู
“ไปๆ ไปช่วยป้าหลันยกสำรับมาเถอะ ป่านนี้อาซุ่นของเจ้าน่าจะจามจนจมูกแดงไปหมดแล้วล่ะมั้ง มีคนบ่นถึงทั้งวันขนาดนี้”
เยี่ยนหลิงทำท่าจะงอนแต่ก็หลุดยิ้มออกมา นางมองไปยังถนนเส้นเดิมที่เคยมีรถม้าวิ่งผ่านไปเมื่อหลายปีก่อน แม้ความหวังจะริบหรี่ แต่หัวใจของนางกลับยังคงเชื่อมั่น... ว่าห่านป่าที่พลัดหลงตัวนี้ จะมีวันได้พบกับคนรักษาปิ่นไม้อีกครั้ง
“ฮ่องเต้เสด็จ”ในเสี้ยววินาทีที่สุ้มเสียงแหลมกังวานขานของขันทีหน้าตำหนัก ดังก้องโสตประสาท มู่หรงเซียนที่กำลังเหยียดยิ้มหยันและกำลังถอยห่างพลัน ฝีเท้าเบา ๆ ของนางเพิ่งขยับได้เพียงครึ่งก้าวก็ต้องชะงักงันไปชั่วครู่ หัวใจนางร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ดวงตาตื่นตระหนกไปเสี้ยวลมหายใจเดียว เสี้ยวเดียวเท่านั้น ก็ถูกแทนที่ด้วยประกายตาแห่งเล่ห์เหลี่ยม ทุกอย่างบนใบหน้าเปลี่ยนกลับไปราวกับไม่เคยมีความเย็นชาหรือความรังเกียจใดหลงเหลืออยู่กิริยาหยิ่งผยองและเหยียดหยามเมื่อมลายหายไปสิ้นราวกับไม่เคยเกิดขึ้น นางหมุนตัวกลับไปยังเก้าอี้ข้างแท่นบรรทมรวดเร็วดุจสายลม ใบหน้าที่เคยเย็นชาพลันเปลี่ยนเป็นโศกเศร้าอาดูร ท่าทางนางดูอ่อนระทวย มือหนึ่งคว้าผ้าเช็ดหน้าผืนงามขึ้นมาซับดวงตาที่มีหยาดน้ำตาคลอหน่วยที่นางสั่งได้ดั่งใจนึกในพริบตาเดียว ริมฝีปากสั่นระริกเล็กน้อยกับการกลั้นสะอื้น อีกมือหนึ่งเอื้อมไปจัดขอบผ้าห่มที่เลื่อนหลุดให้เขาอย่างทะนุถนอม ราวกับนางกำลังปรนนิบัติเขาด้วยความรักสุดหัวใจมาเนิ่นนานบานประตูใหญ่ถูกผลักออก แสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้ามาพร้อมกับกลิ่นอายแห่งอำนาจที่แผ่ซ่าน ร่างสง่าในชุดมังกรสีเหลืองทองของ
“ข้าจะอยู่ดูแลท่านอ๋องเอง อยากจะลองเรียกขานท่านอ๋องดูสักครา เผื่อว่าวาสนาของข้าจะช่วยดึงปลุกพระองค์กลับมาได้บ้าง... พวกเจ้าทุกคนถอยออกไปเถิด ให้ข้าได้อยู่กับพระองค์ตามลำพังสักครู่” สิ้นคำสั่ง ขันทีและนางกำนัลต่างพากันค้อมกายทยอยถอยออกห่างอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้นางนั่งเฝ้าอ๋องติ้งอย่างใกล้ชิด เหลือเพียงความเงียบสงัดก็กลายเป็นพยานเพียงหนึ่งเดียว รอยยิ้มอาทรบนใบหน้าของมู่หรงเซียนพลันเลือนหายไป ราวกับหน้ากากงิ้วที่ถูกกระชากออกอย่างไม่ไยดี ความอ่อนโยนบนใบหน้านั้นราวกับไม่เคยมีอยู่ ดวงตาที่เคยฉ่ำชื้นกลับเปลี่ยนเป็นความเฉยชาในพริบตา นางปล่อยผ้าเช็ดหน้าลายกิ่งเหมยลงบนตัก ทอดสายตามองพระคู่หมั้น สายตานั้น… ไม่ใช่จากความห่วงใย แต่คือการประเมินค่า นางมิได้ก้มลงมองพระพักตร์อันหล่อเหลาทว่าซีดเซียวของเขา แต่กลับจดจ้องไปที่ขาซ้ายซึ่งโผล่พ้นผ้าห่มที่ฟูไห่ไม่ได้ห่มปิดให้ ด้วยแววตารังเกียจ “ท่านอ๋องเพคะ... พระองค์ทรงได้ยินหม่อมฉันหรือไม่” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วหวานดุจเคลือบน้ำผึ้ง ทว่าเนื้อแท้กลับเย็นชาเสียดกระดูก ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความอาทร “ติ้งอ๋อง…เพคะ” นางเรียกซ้ำอีกครั
“และที่สำคัญ...” เสียงของนางที่เคยนุ่มนวลกลับแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบ ทว่าคมกริบจนบาดใจดุจปลายกระบี่ที่เพิ่งพ้นฝัก“สินเดิมของท่านแม่ ข้าไม่อาจปล่อยให้ผู้ใดนำไปใช้ปูทางสู่อำนาจประดับหน้าตาตนเองได้อีกต่อไป ข้าจะกลับไปทวงคืนทุกสิ่งทั้งที่เป็นของข้า...และของท่านแม่ รวมถึงทวงคืนหนี้เลือดที่พวกเขาสลักไว้บนดวงใจท่านแม่ และพวกเขาต้องชดใช้คืนร้อยเท่า”แม่เฒ่าจางนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน รอยย่นบนใบหน้าลึกขึ้นราวกับถูกกาลเวลากรีดซ้ำนางมองดูคุณหนูที่ตนชุบเลี้ยงด้วยความขมขื่นใจ ก่อนจะถอนใจยาว เอ่ยช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกว่าครั้งใด“ในเมื่อเจ้าตัดสินใจเลือกเส้นทางนี้แล้ว ข้าก็มิอาจฉุดรั้งหงส์ให้กลายเป็นเป็ดในปลักโคลนได้อีกต่อไป... แต่ หลิงเอ๋อร์ เจ้าจงจำไว้ จวนแม่ทัพคือรังหมาป่าที่กินคนโดยไม่คายกระดูก... เจ้าจะเดินเข้าไปเพียงลำพังมิได้”หญิงชราหันไปทางประตูม่านไม้ไผ่ด้านหลังเรือน “อาหนิง... เข้ามานี่ซิ”เด็กสาวร่างบางก้าวเข้ามาด้วยท่าทีคล่องแคล่ว นางมิได้มีกิริยาอ่อนช้อยดุจสาวใช้ในเมืองหลวง มิได้ก้มหน้าดูอ่อนแออย่างสาวใช้ทั่วไป ทว่าดวงตาซุกซนฉายแววเฉียบคมเกินวัย และตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา อาหนิงทรุดกายลงคุ
ลมหนาวพัดหวีดหวิวผ่านทิวสนแห้ง เสียงใบไม้เสียดสีกันดังแผ่วราวเสียงกระซิบของฤดูหนาวที่มาเยือน จางเยี่ยนหลิงในชุดผ้ากระสอบสีหม่น กำลังตากสมุนไพรบนตะแกรงไม้ด้วยท่วงท่าชำนาญ นางใช้ชีวิตเช่นนี้มาเนิ่นนาน เรียบง่าย เงียบงัน และห่างไกลจากชื่อสกุลที่ผู้คนในเมืองหลวงเคยเอ่ยถึง หมู่บ้านชายป่าแดนสวรรค์ที่นางใช้เป็นเกราะคุ้มภัยมาตลอดหลายปีทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของม้าเร็วก็ทำลายความสงัด หญิงสาวเงยหน้าขึ้นเพียงเล็กน้อย ร่างบุรุษในชุดองครักษ์หยุดม้าหน้าเรือนอย่างแม่นยำ ฝุ่นดินยังไม่ทันจาง เขาก็ลงจากหลังม้า คุกเข่าข้างหนึ่งตามพิธี พร้อมยื่นจดหมายผนึกครั่งสีแดงฉานขึ้นเหนือศีรษะ “คารวะ คุณหนูรอง…มีจดหมายด่วนจากจวนแม่ทัพ” น้ำเสียงนั้นสุภาพ เรียบร้อย และห่างเหิน ไม่ต่างจากการทำหน้าที่ตามคำสั่งนางเปิดอ่าน จางเยี่ยนหลิงรับจดหมายมาโดยไม่กล่าวคำใด นิ้วเรียวลูบผ่านตราครั่งเพียงแผ่วเบา ก่อนจะคลี่ออกอ่านอย่างช้าๆ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน สายตานางกวาดผ่านเนื้อความในจดหมายกล่าวถึงอาการป่วยปางตายของบิดา และความจำเป็นที่นางต้องกลับไปจัดการงานในจวน เพื่อให้คุณหนูใหญ่ของจวนได้ทำหน้าที่พระคู่หมั้นอย่างหมดห่วง“ท่าน
ณ ตำหนักคุนหนิงของฮองเฮา“อ๋องหย่ง... เสด็จ”เสียงขานกังวานของหานจง ขันทีหน้าตำหนัก ดึงให้ ซูผิงอันฮองเฮาตื่นจากภวังค์ นางประทับบนตั่งไม้แกะสลักอย่างสง่างาม ปลายนิ้วเรียวที่สวมปลอกเล็บทองคำสลักลายหงส์ประคองจอกชาขึ้นจิบด้วยท่วงท่าเนิบนาบ ทว่ากลับดูน่าเกรงขามจนเหล่านางกำนัลมิกล้าแม้แต่จะหายใจแรง สีหน้าของนางสงบเยือกเย็น ราวกับทุกสิ่งในใต้หล้าล้วนอยู่ในอุ้งมือเสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา เยล่วี่เฉิง ในฉลองพระองค์หรูหราก้าวเข้ามาภายในโถง แววตาที่เคยนิ่งสงบต่อหน้าผู้คน บัดนี้กลับทอประกายแห่งความสมหวังอย่างปิดไม่มิด เขาหยุดยืนประสานมือและค้อมกายลงอย่างนอบน้อม“ลูกถวายบังคมเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ”จอกชาถูกวางลงกระทบถาดหยกเบาๆ เสียงนั่นดุจคำสั่งประกาศิต นางพลางปรายตามองนางกำนัลรอบข้างด้วยสายตาเรียบนิ่งแต่ทรงอำนาจ“พวกเจ้าออกไปให้หมด...”“เพคะ” เหล่านางกำนัลรับคำสั่งด้วยตัวสั่นเทา ก่อนจะถอยออกไปอย่างรวดเร็ว ฮองเฮาปรายตามอง เว่ยอิ้นกงกง เพียงเล็กน้อย “ท่านกงกง... ไปเฝ้าหน้าประตูด้วยตนเอง อย่าให้ใครเข้าใกล้ที่พักของข้าและลูก แม้แต่ก้าวเดียว”คำว่าลูกที่นางเน้นย้ำ ทำให้อ๋องหย่งชะง
ณ ห้องโถงจวนแม่ทัพใหญ่ บรรยากาศหนักอึ้งดุจก้อนหินนับหมื่นชั่ง แม่ทัพมู่หรง หรงอู่ขมวดคิ้วแน่นจนเป็นรอยลึก ในมือถือราชโองการสีเหลืองทองที่เพิ่งมาถึง เนื้อความในนั้นชัดเจนจนน่าใจหาย... มีรับสั่งให้ มู่หรงเซียน เข้าวังเพื่อปรนนิบัติอ๋องติ้งเยล่วี่ซุ่นในฐานะพระคู่หมั้นอย่างใกล้ชิด“ท่านพ่อ... จะให้ข้าไปดูแลบุรุษไร้ค่าผู้นั้นจริงๆ หรือเจ้าคะ” มู่หรงเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าที่เต็มไปด้วยโทสะและสะอิดสะเอียน “ราชโองการนี้มิเท่ากับมัดมือชกให้ข้าต้องแต่งกับคนพิการหรอกหรือ เกียรติยศของตระกูลแม่ทัพจะเอาไปไว้ที่ใดกัน”มู่หรง หรงอู่ ถอนใจยาวพลางลูบเครา “เซียนเอ๋อร์ ใจเย็นก่อน... ราชโองการลงมาแล้ว หากเราขัดขืนย่อมเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ฝ่าบาททรงใช้ความเมตตาบีบให้เราแสดงความกตัญญู ยามนี้ทั่วทั้งเมืองหลวงกำลังจับจ้องว่าตระกูลมู่หรงจะทอดทิ้งท่านอ๋องที่ตกยากหรือไม่ หากเราถอนหมั้นหรือขัดขืนยามนี้ ชื่อเสียงที่ข้าสะสมมาทั้งชีวิตย่อมป่นปี้”“ข้ามิได้บอกว่าจะไม่ไปเจ้าค่ะ...” มู่หรงเซียนเเค่นยิ้มบาง แววตาที่เคยอ่อนหวานกลับนิ่งสงบจนน่าขนลุก นางหยิบแท่งหมึกมาฝนอย่างใจเย็น ท่วงท่าเนิบนาบแต่กดดัน “ในเมื่อฝ่







