เข้าสู่ระบบเมื่อกลับถึงตำหนักชิงหลัน แสงตะวันยามเย็นกระทบผ้าไหมเนื้อดีที่ประดับอยู่ตามเสาแกะสลัก ส่งประกายอ่อนละมุนดุจสายพิณ เสียงระฆังลมกระทบกันแผ่วเบา ล้อไปกับกลิ่นกำยานหอมหวาน ที่ลอยอวลอยู่ทั่วตำหนัก ทำให้สถานที่แห่งนี้ดูงามราวแดนสวรรค์ ทุกความงามล้วนถูกสร้างขึ้นตามความต้องการของผู้เป็นเจ้าของ นี่คือตำหนักของอ๋องติ้ง บุรุษผู้ครอบครองความมั่งคั่งและอิสระอย่างล้นเหลือ และเป็นผู้ที่ทั้งวังต่างขนานนามเขาว่า
'อ๋องเจ้าสำราญ'
ร่างสูงโปร่งของเยล่วี่ซุ่นก้าวเข้ามาด้วยท่าทีโงนเงนประหนึ่งกิ่งหลิวล้อลม เขาเอนพิงกรอบประตู ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีระเรื่อ ดวงตาปรือปรอยราวกับจมอยู่ในห้วงนิทราแห่งสุรา ริมฝีปากคลี่ยิ้ม ดวงตาปรือราวคนไร้สติ
“ท่านอ๋อง…”
ไป๋เหม่ย นางรำผู้งดงามดุจบุปผาแรกแย้ม ที่ถูกส่งมาจากฝ่ายในตามพระบัญชาของฮองเฮาตั้งแต่คืนก่อนเพื่อปรนนิบัติ รีบปราดเข้ามาประคองด้วยท่าทางอ่อนช้อย อาภรณ์บางเบาพริ้วไหวตามจังหวะก้าว มือเรียวแตะที่แขนแกร่งเบา ๆ กลิ่นแป้งร่ำจากกายนางหอมยั่วยวน
“ท่านอ๋องทรงดื่มมากเกินไปแล้ว หากยังเป็นเช่นนี้ต่อ หม่อมฉันเกรงว่า…”
“ไม่ต้องเกรง… ข้าไม่เป็นอะไร”
เยล่วี่ซุ่นโบกมืออย่างคนสติเลือน ก่อนยกมือขึ้นลูบไล้ปรางแก้มอย่างเชื่องช้า ดวงตาฉายแววหลงใหลคล้ายถูกราคะครอบงำ
“เหม่ยเอ๋อร์... เจ้าช่างอ่อนโยนและงดงามปานนี้… อยู่กับข้าเถิด คืนนี้... อย่าได้ไปไหน อยู่ปรนนิบัติข้าใกล้ ๆ ข้าอยากให้เจ้าดื่มกับข้าอีกสักหน่อย แล้วคืนนี้ ข้าจะมอบรางวัลให้เจ้า…รางวัลที่เจ้าจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต” เสียงของเขาพร่าเลือน รอยยิ้มกรุ้มกริ่มแสนเจ้าชู้เหมือนบุรุษที่จมดิ่งอยู่ในกิเลส
“ท่านอ๋อง ทรงสุราหนัก หม่อมฉันจะไปเตรียมน้ำแกงสร่างเมามาถวายเพคะ” ไป๋เหม่ยก้มหน้าเขินอาย เสียงอ่อนหวาน
เยล่วี่ซุ่นทรุดกายลงบนตั่งอย่างไร้แรง รอยยิ้มยังประดับอยู่ที่มุมปาก มือใหญ่ลูบไล้เส้นผมของนางอย่างแผ่วเบา สายตาเต็มไปด้วยความหลงใหล
“เจ้าช่างใส่ใจข้ายิ่งนัก ไป๋เหม่ยของข้า คืนนี้… ข้าจะตอบแทนเจ้าด้วยความสุขอย่างสาสม…ทั้งคืน”
ไป๋เหม่ยประคองเขาให้นั่งมั่นคง ก่อนรินสุราวางไว้ใกล้มือ นางก้มหน้าอย่างนอบน้อม ทว่าในใจกลับกระหยิ่มยิ้ม ‘อ๋องติ้ง…ก็ไม่ต่างจากบุรุษทั่วไป มัวเมาสุราจนไร้แก่นสาร เป็นเพียงบุรุษมักมาก มัวแต่ลุ่มหลงสตรีจนโงหัวไม่ขึ้น จนยอมสยบแทบเท้าข้า คืนนี้ ข้าจะรีบส่งข่าวกลับไปยังฮองเฮา… เขากลายเป็นสุนัขเชื่องๆ ในกำมือข้าไปเสียแล้ว หากมิใช่เพราะเมื่อคืนข้าเตรียมการไว้ล่วงหน้าอย่างแนบเนียน คงไม่ผ่านพ้นง่ายดายนัก เขาคงกลายเป็นผู้ครอบครองข้าไปแล้วจริง ๆ บุรุษเช่นนี้จะสู้อ๋องหย่งของข้าได้อย่างไร’
“ท่านอ๋อง โปรดพักผ่อนก่อนเพคะ หม่อมฉันจะไปดูน้ำแกงสร่างเมา ว่าพร้อมหรือไม่” นางค้อมกายด้วยท่วงท่านอบน้อม ก่อนถอยออกไป
ทันทีที่ประตูไม้จันทน์บานหนักปิดลงสนิท... เงาสะท้อนบนพื้นหยกภายในห้องก็เปลี่ยนไปในชั่วพริบตา ท่วงท่าโงนเงนเหมือนคนไม่สร่างเมาสลายหายราวหมอกที่ถูกลมพัด เยล่วี่ซุ่นยืดกายขึ้น แผ่นหลังเหยียดตรงประดุจทวนเหล็ก เนื้อไม้ของตั่งยังสะเทือนเพราะแรงปรับท่านั่ง ดวงตาที่เคยพร่ามัวกลับคมกริบดุจคมมีด ใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยราคะเมื่อครู่ กลับเย็นชาและนิ่งสงบ เขามองถ้วยน้ำสีอำพันข้างกาย
“เข้ามานี่… ฟู่ไห่” เขาเอ่ยเสียงเรียบราวกับกระซิบสั่งการ
ประตูเมลืองเปิดอย่างไร้เสียง ฟู่ไห่ ขันทีคนสนิทก้าวเข้ามาปรากฏตัวอย่างเงียบเชียบ ดุจเงาที่ติดตามตัว ก้มศีรษะลงแสดงความเคารพอย่างนอบน้อม
เยล่วี่ซุ่นชี้ไปที่ถ้วยน้ำสีอำพันบนโต๊ะ “ชาบ๊วยของเจ้าแนบเนียนยิ่งนัก ... ช่างแยกได้ยากเกิน จนใครๆ ต่างก็คิดว่าเป็นสุราชั้นเลิศ… หากข้าไม่เป็นคนสั่งเจ้าเอง ข้าคงนึกว่าตัวเองเมามายไปจริงๆ คืนนี้เตรียมไว้เพิ่ม… ข้าคงต้องใช้มันอีกมาก เพื่อรับบทบุรุษหลงนารี ต่อไปให้จบฉาก อ่อ…เตรียมของไว้สำหรับไป๋เหม่ยด้วย
ฟู่ไห่ยิ้มอย่างคนรู้ทัน
“พ่ะย่ะค่ะ สูตรตำรับชาบ๊วย...สูตรนี้ตกทอดมาหลายชั่วอายุคน แม้ผู้คร่ำหวอดในวงสุราก็ยังแยกไม่ออก ว่ามิใช่ของมึนเมา ท่านอ๋องทรงปลอดภัยแน่นอน”
เยล่วี่ซุ่นพยักหน้าเล็กน้อย พลางเคาะเล็บเบา ๆ บนขอบถ้วย
“ดี...แล้ว การแสดงในท้องพระโรงวันนี้ล่ะ ท่านเห็นอย่างไร”
“ยอดเยี่ยมยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ…ขุนนางทั้งหลายล้วนเชื่อว่าพระองค์เมามายจนไร้แก่นสาร ฮองเฮาก็ทรงพึงพระทัยยิ่งนัก โดยเฉพาะเมื่อไป๋เหม่ยรายงานว่า… พระองค์หลงใหลนางจนไม่เป็นอันใด นางคงคิดว่า...ท่านอ๋องทรงคล้ายผู้จมอยู่ในสุรานารี จนมิอาจประคองสติได้อีกแล้ว...อย่างแท้จริง” ฟู่ไห่ตอบเสียงหนักแน่น
รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่ริมฝีปากของเยล่วี่ซุ่น “ดี…นางอยากให้ข้าเหลวแหลก ข้าก็จะเหลวแหลกให้นางดู ยิ่งนางมองข้าเป็นเพียงขยะไร้ค่า ข้าก็ยิ่งเคลื่อนไหวได้สะดวก...เท่านั้น ไป๋เหม่ย…” เขาหยุด ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“นางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง ที่ข้าใช้หลอกให้ส่งเสียงไปยังเสด็จแม่ ตามใจสั่งของข้าเท่านั้น ไม่มีค่าพอ…ให้ข้าเสียเวลาแตะต้อง” เสียงของเขาราบเรียบเหมือนกำลังกล่าวถึงสิ่งของไม่ใช่คน
“ข้าต้องแสดงให้ทุกคนเชื่อ… ว่าอ๋องติ้งเป็นเพียงคนไร้ค่า ที่รอวันพินาศจากความมักมากด้วยสุราและกิเลส” เขาถอนหายใจยาว ความเงียบแผ่ซ่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนน้ำเสียงของเขาจะเปลี่ยนไป แววตาของเขาที่เคยแข็งกร้าวกลับหม่นแสงลง
“ฟู่ไห่... เจ้าว่าใจคนเรา เหตุใดจึงอำมหิตนัก นางมิใช่เพียงไม่รักข้า แต่นางยังพยายามบดขยี้ข้าให้จมดิน” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ความเย็นชาในดวงตาค่อย ๆ แปรเป็นความเศร้าลึกที่ซ่อนไว้มานาน
“ข้าอยากรู้นัก เหตุใดเสด็จแม่ ถึงได้เกลียดชังข้าเช่นนี้ ประหนึ่งข้ามิใช่สายเลือดของนาง...ไม่เคยเชื่อใจข้า ไม่เคยรักข้าเหมือนที่รักเยล่วี่เฉิง” เสียงของเขาแผ่วลง เมื่อนึกถึงความลำเอียงของพระมารดาที่มีต่อตนเองและเยล่วี่เฉิง
“ตั้งแต่ข้าจำความได้… ทุกอย่างที่ควรเป็นของข้า นางล้วนถวายใส่พานให้เยล่วี่เฉิง... เสมอ นางมักจะให้ข้าเสียสละทุกสิ่งให้กับองค์ชายรองอยู่ร่ำไป ทุกครั้งที่ข้าถามว่าเหตุใด…คำตอบมีเพียงความเงียบ จนบางครั้งข้ากลับคิดว่าข้าทำสิ่งใดผิด พระมารดาถึงเหมือนไม่รักข้าเลย ราวกับข้าเป็นตัวอัปมงคล…เป็นโอรสที่ไม่ควรเกิดมา” เขาพูดเบาๆ แต่ทำให้คนฟังเจ็บหัวใจไปด้วย
“ท่านอ๋อง... โปรดทรงระงับความโทมนัส” ฟู่ไห่คุกเข่าลง
“ขอเพียงพระองค์อดทน วันที่ความจริงเปิดเผย เมื่อนั้นนางจะได้รู้ว่าพยัคฆ์ที่นางพยายามกักขังไว้ บัดนี้มีเขี้ยวเล็บที่สามารถสั่นคลอนได้ทั้งใต้หล้า”
เยล่วี่ซุ่นกำหมัดแน่น ก่อนจะคลายออกอย่างช้าๆ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“เอาเถิด... ในเมื่อนางต้องการการแสดง ข้าก็จะจัดให้ชุดใหญ่ ฟู่ไห่… คืนนี้จัดการนางหมากตัวนั้นให้เรียบร้อยตามแผน”
“รับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ คืนนี้กระหม่อมจะให้นางหลับฝันหวานข้างแท่นบรรทมของพระองค์อย่างไร้สติที่สุด นางจะไม่ล่วงรู้เลยแม้น้อยว่า... แม้แต่ชายเสื้อของอ๋องติ้งนางก็ไม่มีวาสนาได้สัมผัส” ฟู่ไห่ค้อมศีรษะ
“ฮ่องเต้เสด็จ”ในเสี้ยววินาทีที่สุ้มเสียงแหลมกังวานขานของขันทีหน้าตำหนัก ดังก้องโสตประสาท มู่หรงเซียนที่กำลังเหยียดยิ้มหยันและกำลังถอยห่างพลัน ฝีเท้าเบา ๆ ของนางเพิ่งขยับได้เพียงครึ่งก้าวก็ต้องชะงักงันไปชั่วครู่ หัวใจนางร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ดวงตาตื่นตระหนกไปเสี้ยวลมหายใจเดียว เสี้ยวเดียวเท่านั้น ก็ถูกแทนที่ด้วยประกายตาแห่งเล่ห์เหลี่ยม ทุกอย่างบนใบหน้าเปลี่ยนกลับไปราวกับไม่เคยมีความเย็นชาหรือความรังเกียจใดหลงเหลืออยู่กิริยาหยิ่งผยองและเหยียดหยามเมื่อมลายหายไปสิ้นราวกับไม่เคยเกิดขึ้น นางหมุนตัวกลับไปยังเก้าอี้ข้างแท่นบรรทมรวดเร็วดุจสายลม ใบหน้าที่เคยเย็นชาพลันเปลี่ยนเป็นโศกเศร้าอาดูร ท่าทางนางดูอ่อนระทวย มือหนึ่งคว้าผ้าเช็ดหน้าผืนงามขึ้นมาซับดวงตาที่มีหยาดน้ำตาคลอหน่วยที่นางสั่งได้ดั่งใจนึกในพริบตาเดียว ริมฝีปากสั่นระริกเล็กน้อยกับการกลั้นสะอื้น อีกมือหนึ่งเอื้อมไปจัดขอบผ้าห่มที่เลื่อนหลุดให้เขาอย่างทะนุถนอม ราวกับนางกำลังปรนนิบัติเขาด้วยความรักสุดหัวใจมาเนิ่นนานบานประตูใหญ่ถูกผลักออก แสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้ามาพร้อมกับกลิ่นอายแห่งอำนาจที่แผ่ซ่าน ร่างสง่าในชุดมังกรสีเหลืองทองของ
“ข้าจะอยู่ดูแลท่านอ๋องเอง อยากจะลองเรียกขานท่านอ๋องดูสักครา เผื่อว่าวาสนาของข้าจะช่วยดึงปลุกพระองค์กลับมาได้บ้าง... พวกเจ้าทุกคนถอยออกไปเถิด ให้ข้าได้อยู่กับพระองค์ตามลำพังสักครู่” สิ้นคำสั่ง ขันทีและนางกำนัลต่างพากันค้อมกายทยอยถอยออกห่างอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้นางนั่งเฝ้าอ๋องติ้งอย่างใกล้ชิด เหลือเพียงความเงียบสงัดก็กลายเป็นพยานเพียงหนึ่งเดียว รอยยิ้มอาทรบนใบหน้าของมู่หรงเซียนพลันเลือนหายไป ราวกับหน้ากากงิ้วที่ถูกกระชากออกอย่างไม่ไยดี ความอ่อนโยนบนใบหน้านั้นราวกับไม่เคยมีอยู่ ดวงตาที่เคยฉ่ำชื้นกลับเปลี่ยนเป็นความเฉยชาในพริบตา นางปล่อยผ้าเช็ดหน้าลายกิ่งเหมยลงบนตัก ทอดสายตามองพระคู่หมั้น สายตานั้น… ไม่ใช่จากความห่วงใย แต่คือการประเมินค่า นางมิได้ก้มลงมองพระพักตร์อันหล่อเหลาทว่าซีดเซียวของเขา แต่กลับจดจ้องไปที่ขาซ้ายซึ่งโผล่พ้นผ้าห่มที่ฟูไห่ไม่ได้ห่มปิดให้ ด้วยแววตารังเกียจ “ท่านอ๋องเพคะ... พระองค์ทรงได้ยินหม่อมฉันหรือไม่” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วหวานดุจเคลือบน้ำผึ้ง ทว่าเนื้อแท้กลับเย็นชาเสียดกระดูก ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความอาทร “ติ้งอ๋อง…เพคะ” นางเรียกซ้ำอีกครั
“และที่สำคัญ...” เสียงของนางที่เคยนุ่มนวลกลับแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบ ทว่าคมกริบจนบาดใจดุจปลายกระบี่ที่เพิ่งพ้นฝัก“สินเดิมของท่านแม่ ข้าไม่อาจปล่อยให้ผู้ใดนำไปใช้ปูทางสู่อำนาจประดับหน้าตาตนเองได้อีกต่อไป ข้าจะกลับไปทวงคืนทุกสิ่งทั้งที่เป็นของข้า...และของท่านแม่ รวมถึงทวงคืนหนี้เลือดที่พวกเขาสลักไว้บนดวงใจท่านแม่ และพวกเขาต้องชดใช้คืนร้อยเท่า”แม่เฒ่าจางนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน รอยย่นบนใบหน้าลึกขึ้นราวกับถูกกาลเวลากรีดซ้ำนางมองดูคุณหนูที่ตนชุบเลี้ยงด้วยความขมขื่นใจ ก่อนจะถอนใจยาว เอ่ยช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกว่าครั้งใด“ในเมื่อเจ้าตัดสินใจเลือกเส้นทางนี้แล้ว ข้าก็มิอาจฉุดรั้งหงส์ให้กลายเป็นเป็ดในปลักโคลนได้อีกต่อไป... แต่ หลิงเอ๋อร์ เจ้าจงจำไว้ จวนแม่ทัพคือรังหมาป่าที่กินคนโดยไม่คายกระดูก... เจ้าจะเดินเข้าไปเพียงลำพังมิได้”หญิงชราหันไปทางประตูม่านไม้ไผ่ด้านหลังเรือน “อาหนิง... เข้ามานี่ซิ”เด็กสาวร่างบางก้าวเข้ามาด้วยท่าทีคล่องแคล่ว นางมิได้มีกิริยาอ่อนช้อยดุจสาวใช้ในเมืองหลวง มิได้ก้มหน้าดูอ่อนแออย่างสาวใช้ทั่วไป ทว่าดวงตาซุกซนฉายแววเฉียบคมเกินวัย และตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา อาหนิงทรุดกายลงคุ
ลมหนาวพัดหวีดหวิวผ่านทิวสนแห้ง เสียงใบไม้เสียดสีกันดังแผ่วราวเสียงกระซิบของฤดูหนาวที่มาเยือน จางเยี่ยนหลิงในชุดผ้ากระสอบสีหม่น กำลังตากสมุนไพรบนตะแกรงไม้ด้วยท่วงท่าชำนาญ นางใช้ชีวิตเช่นนี้มาเนิ่นนาน เรียบง่าย เงียบงัน และห่างไกลจากชื่อสกุลที่ผู้คนในเมืองหลวงเคยเอ่ยถึง หมู่บ้านชายป่าแดนสวรรค์ที่นางใช้เป็นเกราะคุ้มภัยมาตลอดหลายปีทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของม้าเร็วก็ทำลายความสงัด หญิงสาวเงยหน้าขึ้นเพียงเล็กน้อย ร่างบุรุษในชุดองครักษ์หยุดม้าหน้าเรือนอย่างแม่นยำ ฝุ่นดินยังไม่ทันจาง เขาก็ลงจากหลังม้า คุกเข่าข้างหนึ่งตามพิธี พร้อมยื่นจดหมายผนึกครั่งสีแดงฉานขึ้นเหนือศีรษะ “คารวะ คุณหนูรอง…มีจดหมายด่วนจากจวนแม่ทัพ” น้ำเสียงนั้นสุภาพ เรียบร้อย และห่างเหิน ไม่ต่างจากการทำหน้าที่ตามคำสั่งนางเปิดอ่าน จางเยี่ยนหลิงรับจดหมายมาโดยไม่กล่าวคำใด นิ้วเรียวลูบผ่านตราครั่งเพียงแผ่วเบา ก่อนจะคลี่ออกอ่านอย่างช้าๆ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน สายตานางกวาดผ่านเนื้อความในจดหมายกล่าวถึงอาการป่วยปางตายของบิดา และความจำเป็นที่นางต้องกลับไปจัดการงานในจวน เพื่อให้คุณหนูใหญ่ของจวนได้ทำหน้าที่พระคู่หมั้นอย่างหมดห่วง“ท่าน
ณ ตำหนักคุนหนิงของฮองเฮา“อ๋องหย่ง... เสด็จ”เสียงขานกังวานของหานจง ขันทีหน้าตำหนัก ดึงให้ ซูผิงอันฮองเฮาตื่นจากภวังค์ นางประทับบนตั่งไม้แกะสลักอย่างสง่างาม ปลายนิ้วเรียวที่สวมปลอกเล็บทองคำสลักลายหงส์ประคองจอกชาขึ้นจิบด้วยท่วงท่าเนิบนาบ ทว่ากลับดูน่าเกรงขามจนเหล่านางกำนัลมิกล้าแม้แต่จะหายใจแรง สีหน้าของนางสงบเยือกเย็น ราวกับทุกสิ่งในใต้หล้าล้วนอยู่ในอุ้งมือเสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา เยล่วี่เฉิง ในฉลองพระองค์หรูหราก้าวเข้ามาภายในโถง แววตาที่เคยนิ่งสงบต่อหน้าผู้คน บัดนี้กลับทอประกายแห่งความสมหวังอย่างปิดไม่มิด เขาหยุดยืนประสานมือและค้อมกายลงอย่างนอบน้อม“ลูกถวายบังคมเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ”จอกชาถูกวางลงกระทบถาดหยกเบาๆ เสียงนั่นดุจคำสั่งประกาศิต นางพลางปรายตามองนางกำนัลรอบข้างด้วยสายตาเรียบนิ่งแต่ทรงอำนาจ“พวกเจ้าออกไปให้หมด...”“เพคะ” เหล่านางกำนัลรับคำสั่งด้วยตัวสั่นเทา ก่อนจะถอยออกไปอย่างรวดเร็ว ฮองเฮาปรายตามอง เว่ยอิ้นกงกง เพียงเล็กน้อย “ท่านกงกง... ไปเฝ้าหน้าประตูด้วยตนเอง อย่าให้ใครเข้าใกล้ที่พักของข้าและลูก แม้แต่ก้าวเดียว”คำว่าลูกที่นางเน้นย้ำ ทำให้อ๋องหย่งชะง
ณ ห้องโถงจวนแม่ทัพใหญ่ บรรยากาศหนักอึ้งดุจก้อนหินนับหมื่นชั่ง แม่ทัพมู่หรง หรงอู่ขมวดคิ้วแน่นจนเป็นรอยลึก ในมือถือราชโองการสีเหลืองทองที่เพิ่งมาถึง เนื้อความในนั้นชัดเจนจนน่าใจหาย... มีรับสั่งให้ มู่หรงเซียน เข้าวังเพื่อปรนนิบัติอ๋องติ้งเยล่วี่ซุ่นในฐานะพระคู่หมั้นอย่างใกล้ชิด“ท่านพ่อ... จะให้ข้าไปดูแลบุรุษไร้ค่าผู้นั้นจริงๆ หรือเจ้าคะ” มู่หรงเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าที่เต็มไปด้วยโทสะและสะอิดสะเอียน “ราชโองการนี้มิเท่ากับมัดมือชกให้ข้าต้องแต่งกับคนพิการหรอกหรือ เกียรติยศของตระกูลแม่ทัพจะเอาไปไว้ที่ใดกัน”มู่หรง หรงอู่ ถอนใจยาวพลางลูบเครา “เซียนเอ๋อร์ ใจเย็นก่อน... ราชโองการลงมาแล้ว หากเราขัดขืนย่อมเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ฝ่าบาททรงใช้ความเมตตาบีบให้เราแสดงความกตัญญู ยามนี้ทั่วทั้งเมืองหลวงกำลังจับจ้องว่าตระกูลมู่หรงจะทอดทิ้งท่านอ๋องที่ตกยากหรือไม่ หากเราถอนหมั้นหรือขัดขืนยามนี้ ชื่อเสียงที่ข้าสะสมมาทั้งชีวิตย่อมป่นปี้”“ข้ามิได้บอกว่าจะไม่ไปเจ้าค่ะ...” มู่หรงเซียนเเค่นยิ้มบาง แววตาที่เคยอ่อนหวานกลับนิ่งสงบจนน่าขนลุก นางหยิบแท่งหมึกมาฝนอย่างใจเย็น ท่วงท่าเนิบนาบแต่กดดัน “ในเมื่อฝ่







