เข้าสู่ระบบเมื่อกลับถึงตำหนักชิงหลัน แสงตะวันยามเย็นกระทบผ้าไหมเนื้อดีที่ประดับอยู่ตามเสาแกะสลัก ส่งประกายอ่อนละมุนดุจสายพิณ เสียงระฆังลมกระทบกันแผ่วเบา ล้อไปกับกลิ่นกำยานหอมหวาน ที่ลอยอวลอยู่ทั่วตำหนัก ทำให้สถานที่แห่งนี้ดูงามราวแดนสวรรค์ ทุกความงามล้วนถูกสร้างขึ้นตามความต้องการของผู้เป็นเจ้าของ นี่คือตำหนักของอ๋องติ้ง บุรุษผู้ครอบครองความมั่งคั่งและอิสระอย่างล้นเหลือ และเป็นผู้ที่ทั้งวังต่างขนานนามเขาว่า
'อ๋องเจ้าสำราญ'
ร่างสูงโปร่งของเยล่วี่ซุ่นก้าวเข้ามาด้วยท่าทีโงนเงนประหนึ่งกิ่งหลิวล้อลม เขาเอนพิงกรอบประตู ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีระเรื่อ ดวงตาปรือปรอยราวกับจมอยู่ในห้วงนิทราแห่งสุรา ริมฝีปากคลี่ยิ้ม ดวงตาปรือราวคนไร้สติ
“ท่านอ๋อง…”
ไป๋เหม่ย นางรำผู้งดงามดุจบุปผาแรกแย้ม ที่ถูกส่งมาจากฝ่ายในตามพระบัญชาของฮองเฮาตั้งแต่คืนก่อนเพื่อปรนนิบัติ รีบปราดเข้ามาประคองด้วยท่าทางอ่อนช้อย อาภรณ์บางเบาพริ้วไหวตามจังหวะก้าว มือเรียวแตะที่แขนแกร่งเบา ๆ กลิ่นแป้งร่ำจากกายนางหอมยั่วยวน
“ท่านอ๋องทรงดื่มมากเกินไปแล้ว หากยังเป็นเช่นนี้ต่อ หม่อมฉันเกรงว่า…”
“ไม่ต้องเกรง… ข้าไม่เป็นอะไร”
เยล่วี่ซุ่นโบกมืออย่างคนสติเลือน ก่อนยกมือขึ้นลูบไล้ปรางแก้มอย่างเชื่องช้า ดวงตาฉายแววหลงใหลคล้ายถูกราคะครอบงำ
“เหม่ยเอ๋อร์... เจ้าช่างอ่อนโยนและงดงามปานนี้… อยู่กับข้าเถิด คืนนี้... อย่าได้ไปไหน อยู่ปรนนิบัติข้าใกล้ ๆ ข้าอยากให้เจ้าดื่มกับข้าอีกสักหน่อย แล้วคืนนี้ ข้าจะมอบรางวัลให้เจ้า…รางวัลที่เจ้าจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต” เสียงของเขาพร่าเลือน รอยยิ้มกรุ้มกริ่มแสนเจ้าชู้เหมือนบุรุษที่จมดิ่งอยู่ในกิเลส
“ท่านอ๋อง ทรงสุราหนัก หม่อมฉันจะไปเตรียมน้ำแกงสร่างเมามาถวายเพคะ” ไป๋เหม่ยก้มหน้าเขินอาย เสียงอ่อนหวาน
เยล่วี่ซุ่นทรุดกายลงบนตั่งอย่างไร้แรง รอยยิ้มยังประดับอยู่ที่มุมปาก มือใหญ่ลูบไล้เส้นผมของนางอย่างแผ่วเบา สายตาเต็มไปด้วยความหลงใหล
“เจ้าช่างใส่ใจข้ายิ่งนัก ไป๋เหม่ยของข้า คืนนี้… ข้าจะตอบแทนเจ้าด้วยความสุขอย่างสาสม…ทั้งคืน”
ไป๋เหม่ยประคองเขาให้นั่งมั่นคง ก่อนรินสุราวางไว้ใกล้มือ นางก้มหน้าอย่างนอบน้อม ทว่าในใจกลับกระหยิ่มยิ้ม ‘อ๋องติ้ง…ก็ไม่ต่างจากบุรุษทั่วไป มัวเมาสุราจนไร้แก่นสาร เป็นเพียงบุรุษมักมาก มัวแต่ลุ่มหลงสตรีจนโงหัวไม่ขึ้น จนยอมสยบแทบเท้าข้า คืนนี้ ข้าจะรีบส่งข่าวกลับไปยังฮองเฮา… เขากลายเป็นสุนัขเชื่องๆ ในกำมือข้าไปเสียแล้ว หากมิใช่เพราะเมื่อคืนข้าเตรียมการไว้ล่วงหน้าอย่างแนบเนียน คงไม่ผ่านพ้นง่ายดายนัก เขาคงกลายเป็นผู้ครอบครองข้าไปแล้วจริง ๆ บุรุษเช่นนี้จะสู้อ๋องหย่งของข้าได้อย่างไร’
“ท่านอ๋อง โปรดพักผ่อนก่อนเพคะ หม่อมฉันจะไปดูน้ำแกงสร่างเมา ว่าพร้อมหรือไม่” นางค้อมกายด้วยท่วงท่านอบน้อม ก่อนถอยออกไป
ทันทีที่ประตูไม้จันทน์บานหนักปิดลงสนิท... เงาสะท้อนบนพื้นหยกภายในห้องก็เปลี่ยนไปในชั่วพริบตา ท่วงท่าโงนเงนเหมือนคนไม่สร่างเมาสลายหายราวหมอกที่ถูกลมพัด เยล่วี่ซุ่นยืดกายขึ้น แผ่นหลังเหยียดตรงประดุจทวนเหล็ก เนื้อไม้ของตั่งยังสะเทือนเพราะแรงปรับท่านั่ง ดวงตาที่เคยพร่ามัวกลับคมกริบดุจคมมีด ใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยราคะเมื่อครู่ กลับเย็นชาและนิ่งสงบ เขามองถ้วยน้ำสีอำพันข้างกาย
“เข้ามานี่… ฟู่ไห่” เขาเอ่ยเสียงเรียบราวกับกระซิบสั่งการ
ประตูเมลืองเปิดอย่างไร้เสียง ฟู่ไห่ ขันทีคนสนิทก้าวเข้ามาปรากฏตัวอย่างเงียบเชียบ ดุจเงาที่ติดตามตัว ก้มศีรษะลงแสดงความเคารพอย่างนอบน้อม
เยล่วี่ซุ่นชี้ไปที่ถ้วยน้ำสีอำพันบนโต๊ะ “ชาบ๊วยของเจ้าแนบเนียนยิ่งนัก ... ช่างแยกได้ยากเกิน จนใครๆ ต่างก็คิดว่าเป็นสุราชั้นเลิศ… หากข้าไม่เป็นคนสั่งเจ้าเอง ข้าคงนึกว่าตัวเองเมามายไปจริงๆ คืนนี้เตรียมไว้เพิ่ม… ข้าคงต้องใช้มันอีกมาก เพื่อรับบทบุรุษหลงนารี ต่อไปให้จบฉาก อ่อ…เตรียมของไว้สำหรับไป๋เหม่ยด้วย
ฟู่ไห่ยิ้มอย่างคนรู้ทัน
“พ่ะย่ะค่ะ สูตรตำรับชาบ๊วย...สูตรนี้ตกทอดมาหลายชั่วอายุคน แม้ผู้คร่ำหวอดในวงสุราก็ยังแยกไม่ออก ว่ามิใช่ของมึนเมา ท่านอ๋องทรงปลอดภัยแน่นอน”
เยล่วี่ซุ่นพยักหน้าเล็กน้อย พลางเคาะเล็บเบา ๆ บนขอบถ้วย
“ดี...แล้ว การแสดงในท้องพระโรงวันนี้ล่ะ ท่านเห็นอย่างไร”
“ยอดเยี่ยมยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ…ขุนนางทั้งหลายล้วนเชื่อว่าพระองค์เมามายจนไร้แก่นสาร ฮองเฮาก็ทรงพึงพระทัยยิ่งนัก โดยเฉพาะเมื่อไป๋เหม่ยรายงานว่า… พระองค์หลงใหลนางจนไม่เป็นอันใด นางคงคิดว่า...ท่านอ๋องทรงคล้ายผู้จมอยู่ในสุรานารี จนมิอาจประคองสติได้อีกแล้ว...อย่างแท้จริง” ฟู่ไห่ตอบเสียงหนักแน่น
รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่ริมฝีปากของเยล่วี่ซุ่น “ดี…นางอยากให้ข้าเหลวแหลก ข้าก็จะเหลวแหลกให้นางดู ยิ่งนางมองข้าเป็นเพียงขยะไร้ค่า ข้าก็ยิ่งเคลื่อนไหวได้สะดวก...เท่านั้น ไป๋เหม่ย…” เขาหยุด ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“นางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง ที่ข้าใช้หลอกให้ส่งเสียงไปยังเสด็จแม่ ตามใจสั่งของข้าเท่านั้น ไม่มีค่าพอ…ให้ข้าเสียเวลาแตะต้อง” เสียงของเขาราบเรียบเหมือนกำลังกล่าวถึงสิ่งของไม่ใช่คน
“ข้าต้องแสดงให้ทุกคนเชื่อ… ว่าอ๋องติ้งเป็นเพียงคนไร้ค่า ที่รอวันพินาศจากความมักมากด้วยสุราและกิเลส” เขาถอนหายใจยาว ความเงียบแผ่ซ่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนน้ำเสียงของเขาจะเปลี่ยนไป แววตาของเขาที่เคยแข็งกร้าวกลับหม่นแสงลง
“ฟู่ไห่... เจ้าว่าใจคนเรา เหตุใดจึงอำมหิตนัก นางมิใช่เพียงไม่รักข้า แต่นางยังพยายามบดขยี้ข้าให้จมดิน” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ความเย็นชาในดวงตาค่อย ๆ แปรเป็นความเศร้าลึกที่ซ่อนไว้มานาน
“ข้าอยากรู้นัก เหตุใดเสด็จแม่ ถึงได้เกลียดชังข้าเช่นนี้ ประหนึ่งข้ามิใช่สายเลือดของนาง...ไม่เคยเชื่อใจข้า ไม่เคยรักข้าเหมือนที่รักเยล่วี่เฉิง” เสียงของเขาแผ่วลง เมื่อนึกถึงความลำเอียงของพระมารดาที่มีต่อตนเองและเยล่วี่เฉิง
“ตั้งแต่ข้าจำความได้… ทุกอย่างที่ควรเป็นของข้า นางล้วนถวายใส่พานให้เยล่วี่เฉิง... เสมอ นางมักจะให้ข้าเสียสละทุกสิ่งให้กับองค์ชายรองอยู่ร่ำไป ทุกครั้งที่ข้าถามว่าเหตุใด…คำตอบมีเพียงความเงียบ จนบางครั้งข้ากลับคิดว่าข้าทำสิ่งใดผิด พระมารดาถึงเหมือนไม่รักข้าเลย ราวกับข้าเป็นตัวอัปมงคล…เป็นโอรสที่ไม่ควรเกิดมา” เขาพูดเบาๆ แต่ทำให้คนฟังเจ็บหัวใจไปด้วย
“ท่านอ๋อง... โปรดทรงระงับความโทมนัส” ฟู่ไห่คุกเข่าลง
“ขอเพียงพระองค์อดทน วันที่ความจริงเปิดเผย เมื่อนั้นนางจะได้รู้ว่าพยัคฆ์ที่นางพยายามกักขังไว้ บัดนี้มีเขี้ยวเล็บที่สามารถสั่นคลอนได้ทั้งใต้หล้า”
เยล่วี่ซุ่นกำหมัดแน่น ก่อนจะคลายออกอย่างช้าๆ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“เอาเถิด... ในเมื่อนางต้องการการแสดง ข้าก็จะจัดให้ชุดใหญ่ ฟู่ไห่… คืนนี้จัดการนางหมากตัวนั้นให้เรียบร้อยตามแผน”
“รับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ คืนนี้กระหม่อมจะให้นางหลับฝันหวานข้างแท่นบรรทมของพระองค์อย่างไร้สติที่สุด นางจะไม่ล่วงรู้เลยแม้น้อยว่า... แม้แต่ชายเสื้อของอ๋องติ้งนางก็ไม่มีวาสนาได้สัมผัส” ฟู่ไห่ค้อมศีรษะ
“พบสิ่งนี้ในตัวมันพ่ะย่ะค่ะ”เยล่วี่ซุ่นรับมันมาอย่างช้า ๆ พลิกดูทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ป้ายทองแดงมีขนาดเท่าฝ่ามือ ผิวด้านหนึ่งสลักลวดลายพยัคฆ์คาบดาบไร้หัว ส่วนอีกด้านกลับว่างเปล่า มีเพียงรอยบากเล็ก ๆ สามรอยอยู่ตรงขอบ เขาหรี่ตาลง“เคยเห็นหรือไม่” ทั้งฟางซูและหลี่เหยียนต่างส่ายหน้า “ไม่เคยเห็นพ่ะย่ะค่ะ แต่จากเนื้อทองแดงและวิธีการหล่อ ดูมิใช่สิ่งที่โจรป่าทั่วไปจะมีได้”“พระองค์ทรงรู้จักป้ายนี้หรือเพคะ” เซี่ยเยี่ยนหลิงเอ่ยถาม พลางจ้องมองตราสัญลักษณ์รูปพยัคฆ์คาบดาบไร้หัวที่สลักอยู่อย่างถี่ถ้วน“ข้าไม่เคยเห็นตรานี้มาก่อน... แต่เคยเห็นป้ายลักษณะเดียวกันในคดีหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน...” เยล่วี่ซุ่นใช้นิ้วลูบผ่านรอยสลักบนป้ายอย่างแผ่วเบา“นี่ไม่ใช่ป้ายของโจร”“ท่านอ๋องหมายความว่า...”ลวดลายบนป้ายนี้ตัดเส้นทางไม่ให้สาวไปถึงตัวผู้บงการตัวจริงได้โดยง่าย... ผู้ที่วางแผนนี้มีความแยบคายและระมัดระวังตัวยิ่งนัก พวกมันไม่ยอมทิ้งร่องรอยที่จะสาวถึงผู้สั่งการได้เลยแม้แต่น้อย การที่พวกมันเลือกใช้คนจากตลาดมืด ให้ทำลายชื่อเสียงสตรีมากกว่าการลอบสังหารเอาชีวิต ยิ่งเป็นตัวยืนยันอย่างชัดแจ้งว่า...เป้าหมายอันโสม
ล้อรถม้าสั่นสะเทือนรุนแรงผิดปกติจนถ้วยชาบนโต๊ะเล็กสั่นกระทบกันเบา ๆ รอยยิ้มหยอกเย้าบนใบหน้าของเยล่วี่ซุ่นเลือนหายไปในพริบตา แววตาอบอุ่นเมื่อครู่พลันแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจพยัคฆ์ซุ่มล่า เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ทอดสายตาผ่านม่านรถม้าออกไปยังเส้นทางเบื้องหน้า“หลี่เหยียน หยุดรถ” น้ำเสียงนั้นมิได้ตวาดดัง ทว่ากลับเย็นเยียบและทรงพลังจนคนฟังไม่กล้าชักช้าแม้แต่เสี้ยววินาที หลี่เหยียนซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าชะงักกึก ก่อนรีบดึงบังเหียนม้าเต็มแรง“ท่านอ๋อง...”“สั่งให้หยุด!” คราวนี้เสียงหนักแน่นและเด็ดขาดขึ้นเอี๊ยด! เสียงคมไม้และเหล็กครูดยึดลงกับพื้นดิน รถม้าคันหน้าหยุดลงทันที ส่งผลให้รถม้าทั้งขบวนหยุดนิ่งตามกันเป็นทอด ๆ เงียบ... ทั่วทั้งผืนป่าพลันเงียบสงัดอย่างผิดธรรมชาติ เซี่ยเยี่ยนหลิงขมวดคิ้วเรียวสวย นางใช้นิ้วสะกิดเลิกม่านขึ้นเล็กน้อย กวาดสายตามองผืนป่าสองข้างทางด้วยความระวังภัย เมื่อครู่ยังยินเสียงนกและแมลงร้องขานรับกันเป็นระยะ ทว่ายามนี้กลับเงียบงันราวกับสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตพากันหลบหนีไปหมดแล้ว เยล่วี่ซุ่นยกมือขึ้นเป็นสัญญาณเตือน “หลี่เหยียน...” “พ่ะย่ะค่ะ” “มีคนซุ่มบนเนินเขา”สิ้นคำ…ฟึ่บ!
“การทำให้สตรีผู้หนึ่งตาย... ถือเป็นเมตตาที่มากเกินไปสำหรับนาง”ร่างระหงก้าวลงจากแท่นประทับทีละก้าว พระนางยกยิ้มบาง ๆ ทว่านัยน์ตากลับไร้ซึ่งความอบอุ่น “หากทำให้สตรีที่ถือดีผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ แต่ต้องอยู่ด้วยชื่อเสียงที่พังทลาย”มู่หรงเซียนหัวใจเต้นระทึกขึ้นมาทันที นางสูดลมหายใจเข้าลึก เบิ่งตากว้างด้วยความสะใจ “เสด็จแม่หมายความว่า...”“สตรีผู้หนึ่งสามารถทนต่อการสูญเสียทรัพย์สินได้ ทนต่อการถูกดูหมิ่นได้ แต่หากทั้งเมืองหลวงเริ่มสงสัยในความบริสุทธิ์ของนาง...” พระองค์หยุด“เมื่อนั้น ต่อให้นางยังเป็นติ้งอ๋องเฟย ตำแหน่งนั้นก็จะกลายเป็นโซ่ตรวนที่รัดคอนางเอง นางจะกรีดร้องขอความตายยิ่งกว่าตกฮวงซุ้ย แม้แต่สุนัขข้างถนนยังไม่อยากมอง”มู่หรงเซียนยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย ดวงตาเบิ่งตากว้างด้วยความสะใจ “เสด็จแม่หมายถึง...”“ข้าได้ข่าวว่าจวนแม่ทัพส่งคนไปจัดการเรื่อง ระหว่างทาง แล้วมิใช่หรือ” ฮองเฮาปรายตามองมู่หรงเซียนอย่างรู้ทัน ทำให้มู่หรงเซียนกับเยล่วี่เฉิงชะงักไปเล็กน้อย “ปล่อยให้โจรป่าพวกนั้นทำหน้าที่ปู้ยี่ปู้ยำนางให้สะใจไปก่อน... ส่วนข้า จะเตรียมงิ้วฉากใหญ่ รอรับนางอยู่ที่นี่!” พระหัตถ์เรียวค่อ
ตำหนักคุนหนิงยามบ่าย แสงแดดอุ่นทอดตัวผ่านแนวกำแพงสูงใหญ่ของวังหลวง ทว่าความเย็นเยียบภายในตำหนักคุนหนิงกลับมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย กลิ่นหอมของกำยานชั้นดีลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ฮองเฮาในชุดหงส์ปักทอดแทรกดิ้นทองสง่างามประทับอยู่บนพระเก้าอี้ประธานฝ่ายใน นัยน์ตาเฉียบคมดุจพญาเหยี่ยวทอดมองถ้วยชาในพระหัตถ์ที่เย็นชืดไปนานแล้วด้วยรอยยิ้มลึกล้ำยากคาดเดา “หย่งอ๋อง และมู่หรงเช่อเฟย ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีประจำตำหนักก้าวเข้ามาคุกเข่ารายงาน “ให้พวกเขาเข้ามา” น้ำเสียงทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ เยล่วี่เฉิงและมู่หรงเซียนก้าวเท้าเข้าสู่โถงตำหนัก ทันทีที่เห็นพระพักตร์ของฮองเฮา ทั้งคู่ก็ทิ้งตัวคุกเข่าลงทำความเคารพตามราชประเพณี “ถวายพระพรเสด็จแม่” “ลุกขึ้นเถิด”“ขอบพระทัยเสด็จแม่” “พวกเจ้ามีสิ่งใดจึงมาหาข้าพร้อมกันยามนี้”มู่หรงเซียนเพิ่งลุกขึ้นได้ไม่ทันไร ก็ทิ้งตัวลงสะอื้นไห้โฮราวกับหัวใจสลาย ร่างสั่นสะท้านดูน่าสงสารจับใจ “เสด็จแม่เพคะ! โปรดทรงคืนความเป็นธรรมให้จวนแม่ทัพและหม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ!” ฮองเฮายกจอกชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ก่อนจะปรายตามองอย่างเย็นชา “เกิดเรื่องอันใดขึ้น เช่อเฟย... เหตุใดจึ
จวนมู่หรง“ท่านพ่อ! ท่านแม่!”น้ำเสียงของมู่หรงเซียนแผดลึก แฝงไอสังหารเย็นเยียบพายในโถงรับรองของจวนแม่ทัพมู่หรง บรรยากาศกดดันจนแทบไร้อากาศหายใจ กลิ่นคาวเลือดที่มู่หรงหรงอู่กระอักออกมาคละคลุ้งผสมกับกลิ่นชาเข้มข้น รังสีอาฆาตพุ่งสูงขึ้นจนทาสรับใช้รอบนอกต่างสั่นสะท้าน ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง“นังเซี่ยเยี่ยนหลิงมันบีบเราถึงเพียงนี้... ข้าจะไม่ยอมให้นังลูกอนุขยะนั่นได้เสพสุขในฐานะติ้งอ๋องเฟยเป็นอันขาด มันกล้าเหยียดหยามเช่อเฟยอย่างข้า!”นัยน์ตาของมู่หรงเซียนแดงฉานด้วยความคลั่งแค้น นางกำหมัดแน่นจนเล็บยาวที่เคลือบสีชาดจิกเข้าเนื้อ ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความอัปยศมู่หรงหรงอู่ซึ่งเพิ่งถูกพยุงขึ้นนั่งบนเก้าอี้ ปาดคราบเลือดตรงมุมปากอย่างช้า ๆ ใบหน้าของแม่ทัพผู้ผ่านศึกกลับยิ่งทวีความเหี้ยมเกรียม ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความอาฆาต“นังเด็กเนรคุณนั่น ผู้ใดให้ความกล้ามันเหยียบย่ำตระกูลมู่หรงได้ถึงเพียงนี้! มันกล้าสลัดจวนแม่ทัพต่อหน้าคนทั้งเมือง ทั้งยังนำคนมายึดกิจการของเราไปจนหมด...” เสียงของเขาต่ำลงทุกขณะจนฟังดูดุจเสียงขู่คำรามของปีศาจในเงามืด “หากปล่อยให้มันกลับเข้าเมืองหลวงอย่างปลอดภัย แล้วเรื่องนี้จะ
รุ่งอรุณเยือนสู่เรือนไม้ป่าไผ่ แสงอาทิตย์ยามเช้าทอดผ่านช่องหน้าต่างไม้กระทบผ้าม่านสลัว ละอองหมอกไอเย็นยังคงลอยเอื่อยอยู่ด้านนอก เซี่ยเยี่ยนหลิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่นางสัมผัสได้คือไอร้อนแผ่ซ่านรอบกาย เมื่อหลุบสายตาลงมองก็พบว่า นิ้วมือเรียวของตนยังคงถูกประสานและกุมไว้แน่นด้วยฝ่ามือใหญ่ของเยล่วี่ซุ่นตลอดทั้งคืน อ๋องหนุ่มยังคงหลับใหล ลมหายใจของเขาปรับเป็นสม่ำเสมอ ใบหน้าที่เคยซีดเผือดประหนึ่งหิมะยามดึกเริ่มมีสีเลือดฝาดคืนกลับมา พิษเหมันต์ในกายถูกสกัดไว้ได้สำเร็จแล้ว นางพยายามจะถอนมือออกอย่างแผ่วเบาด้วยเกรงว่าจะทำให้เขาตื่น ทว่าเพียงแค่นิ้วมือขยับเล็กน้อย ฝ่ามือหนากลับยิ่งกระชับแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ “จะรีบไปไหน...” น้ำเสียงทุ้มแหบต่ำของคนข้างกายดังขึ้นทั้งที่เปลือกตายังปิดสนิท “ท่านอ๋อง...” เซี่ยเยี่ยนหลิงชะงัก ช้อนสายตามอง “ทรงตื่นนานแล้วหรือเพคะ”เยล่วี่ซุ่นค่อย ๆ ลืมตาขึ้น นัยน์ตาคมกริบคู่เดิมฉายแววลุ่มลึก ไร้ซึ่งร่องรอยของความอ่อนแอเมื่อคืนก่อน เขาเบือนหน้ามามองสตรีที่นอนเคียงข้างในระยะห่างเพียงคืบ “ตื่นทันได้เห็นคนบางคนแอบมองข้าอยู่นานสองนาน” แก้มเนียนของเซี่ยเยี่ยนหลิงร้อ
เมื่อแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า กลืนกินความมืดมิดและลมหนาวภายนอก กลิ่นกำยานในเรือนชิงซินที่เคยหอมขจร กลับกลายเป็นกลิ่นหอมขื่นเย็นเยียบกว่าเดิม ทว่าอากาศภายในยังคงอบอวลด้วยไอร้อนจากบทรักที่เพิ่งมอดดับลงเพียงชั่วครู่ เสียงลมหายใจที่สอดประสานกันเนิ่นนาน ทิ้งร่องรอยแห่งความลุ่มหลงไว้จนเกือบรุ่งสางเยล
“หย่งอ๋อง…เพคะ” “หึม…ว่าอย่างไรเซียนเอ๋อร์ เจ้าต้องการสิ่งใดอีก”“หม่อมฉัน…เอ่อ อยากยืนข้างพระองค์โดยมิต้องหลบซ่อน…เพคะ” นางช้อนตางามขึ้นมองใบหน้าคม ฝ่ามือยังคงวางบนอกแน่น ปลายนิ้วเรียวยังคงวนเวียนที่อกว้าง และหยุดอยู่ที่ยอดอกของบุรุษ นางไล้เล่น เพื่อสลักสัมผัสนี้ไว้ในใจเขาจนวันตาย“หากนังลูกอนุ ม
มู่หรงเซียนมิได้ถอยหนี นางกลับยกมือขึ้นจับสาบฉลองพระองค์ของเขาแน่นกว่าเดิม ปลายนิ้วเย็นเฉียบตัดกับไอร้อนจากเรือนกายบุรุษ“ไฟเช่นนี้…” นางกระซิบชิดริมฝีปากเขา “…หม่อมฉันจะเป็นผู้จุดมันขึ้นเองเพคะ”เยล่วี่เฉิงหัวเราะต่ำในลำคอ มือหนากระชับเอวบางเข้าหาตัวจนไร้ระยะห่าง ร่างบางแนบชิดอกกว้างจนสัมผัสได้ถึ
ท่ามกลางความสงัดเงียบของ วัดฉือเอิน ในยามวิกาล กลิ่นกำยานหอมอ่อนๆ ลอยล่องปนไปกับเสียงระฆังที่แว่วมาตามลม เรือนพักรับรองชิงซินที่ตั้งอยู่ท้ายเขตสังฆาวาสถูกความมืดมิดโอบล้อม มีเพียงแสงเทียนวับแวมที่ลอดผ่านบานหน้าต่างแกะสลักออกมาเพียงรำไร เสียงสวดมนต์จากวิหารใหญ่แว่วมาเป็นจังหวะเนิบช้า ราวกับโลกภายนอก







