LOGINตอนที่ 8กลับเรือน
ฮันเม่ยหลิงยืนทอดกายอยู่กลางสะพานไม้เหนือสระบัว แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดต้องอาภรณ์สีขาวของนาง ผืนผ้าพลิวไหวยามลมพัดต้อง แววตานางช่างสดใสเมื่อจ้องมองดอกบัวที่ชูช่ออยู่ในสระ ใบหน้างดงามนั้นพลันปรากฏรอยยิ้มบางอย่างสดใส อีกฟากหนึ่งของสระ แม่ทัพหนุ่มไป๋เฟิงห่าวย่างก้าวเคียงข้างมู่ถิงถิง เดิมชมทิวทัศน์ตามทางเดินในจวน สายตาคมของเขาพลันสะดุดเข้ากับเงาร่างบางที่ยืนอยู่เหนือสระบัว มู่ถิงถิงเห็นเขามิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด จึงเอ่ยขึ้นเสียงอ่อน “พี่ชาย เย็นนี้ท่านอยู่กินข้าวเป็นเพื่อนข้าหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ” ทว่าไป๋เฟิงห่าวยังเงียบเฉย สายตาหาได้หันกลับมามองนางไม่ มู่ถิงถิงจึงเหลียวมองตามสายตาของเขาไป แล้วพลันเห็นฮันเม่ยหลิงยืนอยู่ท่ามกลางสระบัว ใบหน้านั้นช่างสดใสงดงามราวเทพธิดาสมดังคำร่ำลือจนนางนึกอิจฉา มู่ถิงถิงเผลอกำมือแน่นปลายนิ้วจิกลงบนอาภรณ์ ซุนฮวาที่ยืนเคียงข้างฮันเม่ยหลิงพลันเหลียวไปอีกฟากหนึ่งของสระน้ำก็แลเห็นแม่ทัพไป๋เฟิงห่าวกำลังยืนจ้องมองมาทางคุณหนูของตนเองไม่วางตา นางตกใจจนเบิกตากว้างเผลออุทานออกมา “ท่านแม่ทัพ” ฮันเม่ยหลิงกำลังทอดสายตาดูดอกบัวอยู่พอได้ยินถ้อยคำของสาวใช้คนสนิทจึงหันไปตามต้นเสียงด้วยความฉงน ก่อนจะเหลียวตามสายตาซุนฮวาไปยังฝั่งตรงข้าม ดวงตาของนางพลันสบเข้ากับแววตาคมกริบของไป๋เฟิงห่าวทันที หัวใจนางเต้นไหววูบ ฮันเม่ยหลิงไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงข่มความกระอักกระอ่วนในอกแล้วหันกลับมาเอ่ยเสียงแผ่วเบา “เรากลับเรือนกัน” นางหมุนกายจะเดินกลับ แต่พื้นสะพานไม้ที่ชื้นเพราะน้ำค้างกลับลื่น เท้าของนางพลาด ร่างบางเสียหลักตกลงสู่สระบัวในพริบตา ตูม!! เสียงน้ำกระเซ็นดังขึ้น “คุณหนู!!” ซุนฮวาร้องออกมาด้วยความตกใจ รีบจะเข้าไปช่วย ในชั่วพริบตานั้นเอง ไป๋เฟิงห่าวที่ยืนอยู่อีกฝั่งเคลื่อนตัวทันที สีหน้าที่เคยเย็นชากลับแข็งตึงเขาพุ่งกายแล้วกระโดดลงสระน้ำตามไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย น้ำแตกกระจายสูงเป็นวงกว้าง เสียงน้ำแตกกระจาย เหล่าบ่าวไพร่ต่างพากันวิ่งมามุงดูกันอย่างตกตะลึง ไป๋เฟิงห่าวใช้เพียงสองสามจังหวะว่ายฝ่าน้ำเย็นจัดไปถึงร่างบางของฮันเม่ยหลิง มือใหญ่คว้าแขนเล็กของนางจากดหลังแน่น ก่อนจะออกแรงลากนางขึ้นมาอย่างเด็ดขาด เขากระโจนขึ้นฝั่งในคราเดียว ร่างสูงสง่ายืนมั่นบนพื้นหินที่แฉะด้วยละอองน้ำ แล้วปล่อยมือจากแขนเล็กของนางทันทีโดยไม่ลังเล ร่างบางทรุดลงกระแทกกับพื้นหินที่เย็นยะเยือกเบา ๆ แต่เขาไม่แม้แต่จะปรายตามอง เสียงทุ้มเย็นชาดังสนั่น “เฉิงอู่” สิ้นคำ องครักษ์ประจำกายที่อยู่ไมไกลรีบเร่งเท้าวิ่งเข้ามาในทันที องครักษ์เฉิงอู่ก้มศีรษะลงส่งเสื้อคลุมหนาให้ผู้เป็นนายทันที ไป๋เฟิงห่าวคว้าเสื้อคลุมมาแล้วหย่อนกายลงข้างนาง ใช้แขนเพียงข้างเดียวโยนเสื้อคลุมหนา คลุมตัวนางจนมิดไร้ซึ่งความอ่อนโยน ริมฝีปากหยักขยับเอื้อนเอ่ยอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “เอาสุรามา” เพียงออกคำสั่ง พ่อบ้านหวังก็วิ่งปราดเข้ามาทันที พร้อมกับยื่นไหสุราให้ ไป๋เฟิงห่าวจับไหสุราขึ้นมา มืออีกข้างยื่นไปประคองปลายคางของฮันเม่ยหลิงอย่างแข็งกระด้าง ปลายนิ้วเย็นจัดแทรกใต้คางบังคับให้นางเงยหน้าขึ้น ใบหน้าเขาอยู่ใกล้เพียงช่วงลมหายใจ แต่ดวงตากลับไร้ความอ่อนโยน เขาเอียงไห รินสุราอุ่นลงริมฝีปากนางทันทีโดยไม่รอให้นางตั้งตัว กลิ่นสุราแรงเฉียบจมูก ฮันเม่ยหลิงสำลักเบา ๆ ลมหายใจร้อนผะผ่าวสลับหนาวเย็น แต่เขาไม่หยุด ไม่ถาม ไม่ปลอบ เพียงสุราหยดสุดท้ายหมด เขาก็ปล่อยคางนางทันทีอย่างไม่ใยดี “คุณหนู! คุณหนูเจ้าค่ะ!!” ซุนฮวารีบวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นร่างของฮันเม่ยหลิงที่สั่นด้วยความหนาวเย็น นางทรุดกายลงทันที โอบประคองเรือนร่างบางไว้ในอ้อมแขนเสียงสั่นเครือ ไป๋เฟิงห่าวในชุดเปียกโชกยืนนิ่งอยู่เบื้องข้าง เขาสะบัดหยดน้ำออกจากมือแล้วโยนไหสุราที่หมดลงพื้นอย่างไม่ใยดี เสียงกระทบพื้นดังสะท้อนในลานสระน้ำ เขาเอ่ยขึ้นน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ “พาคุณหนูของเจ้ากลับเรือน” ดวงตาของเขาไม่ได้เหลือบมองสตรีในอ้อมแขนของซุนฮวาอีกแม้แต่น้อย “เจ้าค่ะ” ซุนฮวาตอบรับทันที นางรีบรวบเสื้อคลุมหนาที่คลุมกายฮันเม่ยหลิงไว้ให้มิดชิด ประคองเรือนร่างที่ยังอ่อนแรงลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ก่อนจะหมุนกายก้าวออกไปด้วยความร้อนรน มู่ถิงถิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล สายตาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง มือเล็กกำแน่น ริมฝีปากบางขบกันแน่นด้วยความคับแค้นใจ อารั่วสาวใช้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองและคับแค้นใจแทนคุณหนูของตน “ดูนางสิเจ้าค่ะ มารยานัก กล้ายั่วยวนท่านแม่ทัพกลางวันแสก ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร ช่างไร้ยางอายนัก” มู่ถิงถิงมองตามแผ่นหลังบางของฮันเม่ยหลิง แววตานางเต็มไปด้วยความริษยา ก่อนจะเปล่งเสียงต่ำ “คืนนี้ เจ้าก็ใช้ยานั่นเสีย” “เจ้าค่ะ” อารั่วสาวใช้พยักหน้าด้วยความเข้าใจ สายตาของทั้งสองสาวยังจับจ้องไปยังทางที่ ฮันเม่ยหลิงและสาวใช้เดินห่างออกไปในทุกย่างก้าว ….ตอนที่ 40วันสุดท้ายหมู่บ้านผานชานยามค่ำคืนปกคลุมทั่วลานเรือน สายลมหนาวพัดผ่านมาอย่างแผ่วเบา ไป๋เฟิงห่าวขยับกายลุกขึ้น จากเตียงอย่างเงียบ ๆ ก่อนก้าวไปเปิดประตูออกสายตาคมของเขากวาดมองรอบเรือนหลังเล็กอย่างละเอียด แต่ก็ไม่พบเงาร่างบางที่เขาตามหาอยู่ ความเงียบของลานเรือนยิ่งทำให้หัวใจเขาไม่สงบ ทว่าแสงตะเกียงที่ส่องไหวจากเรือนครัวปลายลานเรือนกลับดึงสายตาของเขาทันทีไป๋เฟิงห่าวรีบก้าวเท้าเข้าไปยังเรือนครัว เมื่อผลักประตูเข้าไป ก็พบ ฮันเม่ยหลิง นั่งฟุบหลับอยู่บนโต๊ะ ร่างบางสั่นเล็กน้อยเพราะลมเย็นที่พัดลอดเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดค้างไว้เขามองภาพตรงหน้าก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วก้าวเข้าไปใกล้นางอย่างนุ่มนวล จากนางจึงช้อนร่างของนางขึ้นในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง กลิ่นหอมอ่อนจากเรือนผมนางลอยแตะปลายจมูก กลิ่นหอมอันคุ้นเคยทำให้ริมฝีปากหยักได้รูปนั้นเผยรอยยิ้มอย่างมีความสุขร่างสูงก้าวออกจากเรือนครัวอย่างเงียบงัน ลมหนาวยังโชยมาสัมผัสผิว แต่เขากลับรู้สึกอุ่นขึ้นอย่างประหลาด เขามุ่งหน้าไปยังห้องนอนร่างสูงก้าวเข้ามาในห้องนอนที่ส่องสว่างด้วยตะเกียงอุ่น ๆ เขาอุ้มร่างบอบบางในอ้อมแขนอย่างมั่นคง ก่อนจะค่อย
“ไปเราต้องไปจากที่นี่”ฮันเม่ยหลิงพยักหน้าตอบ ประคองร่างชราของท่านย่าค่อย ๆ ก้าวออกจากเรือนที่เปลวไฟกำลังแผดเผาทันใดนั้น เสียงตะโกนจากด้านนอกดังขึ้น“คุณหนู! คุณหนูขอรับ!”พร้อมร่าง องครักษ์ในอาภรณ์สีดำสนิท สองนายที่กำลังจะวิ่งเข้ามา ฮันเม่ยหลิงเงยหน้ามองพวกเขา ก่อนจะรีบประคองท่านย่าก้าวตรงไปหา พวกเขา แต่เพลิงและโครงสร้างไม้เก่ากลับไม่ยอมให้ผ่านไปได้ทัน คานไม้ใหญ่หล่นลงมา ท่านย่าพลันผลักร่างบางของ ฮันเม่ยหลิงให้ล้มลง“อาก ๆ!”ท่อนไม้ที่ลุกลามด้วยเปลวเพลิงพุ่งลงทับร่างของหญิงชราจนล้มลงกองกับพื้น ฮันเม่ยหลิงเบิกตากว้างใจสลาย รีบวิ่งเข้าหา ท่านย่ามือเล็กพยายามดึงร่างของท่านย่าออกจากท่อนไม้ใหญ่ เสียงหายใจแผ่วราวลมหอบแรง เผลอสำลักควันหนาจนแทบสิ้นแรง ท่านย่าโดนท่อนไม้ทับจนไร้เรี่ยวแรง นางเอื้อมมือสั่น ๆ ส่งหยกชิ้นเล็กให้ฮันเม่ยหลิง“หมู่บ้านผานชาน… ที่นั่นมีแต่ความสงบสุข… บ้านข้า… อยู่ที่… นั่น…”น้ำเสียงแผ่วพลันขาดหาย ก่อนหญิงชราสิ้นใจลง“ท่านย่า!!”ฮันเม่ยหลิงร้องคร่ำครวญด้วยความเสียใจ น้ำตาไหลรินจนเปียกทั้งใบหน้า ดวงตาพร่ามัว หอบหายใจเหนื่อยดวงตานางเห็นเพียง องครักษ์ทั้งสองที่คุ้นเคยพลั
ตอนที่ 38หัวใจอุ่นอีกครั้งหมู่บ้านผานชานใต้ชายคาเรือนเล็กกลางหมู่บ้านผานชาน สายลมหนาวพัดลอดเข้ามาแทรกผ่านช่องหน้าต่าง ม่านบางพลิ้วไหวตามแรงลมฮันเม่ยหลิงพยายามประคองร่างสูงใหญ่ของไป๋เฟิงห่าวตรงไปยังเตียง นางออกแรงทั้งหมดที่มีพลิกร่างเขาลงนอนอย่างระมัดระวัง เสียงหายใจแผ่วของเขาทำให้นางชะงัก มือสั่นเทาเอื้อมไปแตะใบหน้าเย็นเฉียบของเขา“อย่า… อย่าตายต่อหน้าข้าอีกคน…”เสียงสั่นพร่าเหมือนหัวใจจะแตกเป็นเสี่ยง ๆฮันเม่ยหลิงรีบลุกขึ้น คว้าถังน้ำอุ่น ผ้าสะอาด และกล่องสมุนไพร ก่อนกลับมานั่งข้างเตียง นางมือสั่นจนแทบเปิดกล่องไม่ออก แต่ก็ฝืนทำต่อไป นางเอื้อมมือไปปลดชุดเกาะและอาภรณ์ท่อนบนของเขาออกเมื่อเสื้อถูกเปิดออก เผยให้เห็นรอยแผลมากมายบนตัวเขา นางถึงกับชะงัก หัวใจนางราวถูกบีบจนแทบหายใจไม่ออกน้ำตารินไหลไม่หยุด นางยกผ้าขึ้นเช็ดเลือดรอบรอยแผลออกอย่างแผ่วเบา แล้วทายาลงบนแผลเขาอย่างระมัดระวังราวกับกลัวจะทำเขาเจ็บไปมากกว่านี้……แสงอรุณแรกแห่งยามเฉินทอประกายลอดช่องหน้าต่างไม้ สายลมหนาวพัดโชยเข้ามาต้องม่านบางให้ปลิวไหว ลมหนาวโชยมาแตะใบหน้าคมของ ไป๋เฟิงห่าวที่นอนอยู่บนเตียง เปลือกตาหนักอึ้งค่อย ๆ เป
ตอนที่ 37ชีวิตที่ตายไปแล้วหนึ่งปีต่อมา ไป๋เฟิงห่าวขอราชโองการไปป้องกันชายแดนเหนือลมเหนือหวีดหวิวราวเสียงปีศาจคร่ำครวญ พัดพาหิมะขาวโพลนให้ฟุ้งกระจายปกคลุมผืนดินจนไม่อาจเห็นสีอื่น นอกจากสีขาว… และสีแดงฉานที่โปรยปรายอยู่ทั่วสนามรบท้องฟ้าเหนือศีรษะหม่นทึบราวถูกหมึกดำสาดใส่ เสียงโล่กระทบอาวุธ เสียงม้าร้องโหยหวนและเสียงครวญของเหล่าทหารที่ได้รับบาดเจ็บดังระงมทัพชายแดนเหนือของ ไป๋เฟิงห่าว กำลังตรึงแนวรบไว้เบื้องหน้าภูผาสูงชัน สายลมเย็นจัดบาดผิวราวคมมีด แม้กระทั่งลมหายใจยังกลายเป็นไอสีขาวที่หายวับไปก่อนจะก่อตัวได้หมด แต่ความทุกข์นี้หรือจะเทียบเท่ากับความคิดถึงที่มีต่อนาง เขาเลือกมาสละชีพที่นี่ และหวังจะได้พบนางอีกครั้งในชาติหน้าไป๋เฟิงห่าวในชุดเกาะเหล็กที่เปื้อนเลือดทั้งของตนเองและศัตรู เขาควบมานำทัพ ดวงตาคมราวเหยี่ยวฝ่าเม็ดหิมะที่ซัดหน้าอย่างไม่ยี่หระ“ดึงแนวปีกซ้ายขึ้น! อย่าให้พวกมันโอบเรา!!”เสียงคำรามของเขาตะโกนฝ่าพายุหิมะ เหล่าทหารติดตามที่ได้ยินต่างชูหอกดาบฟาดฟันอย่างสุดกำลังศัตรูจากแดนเหนือกรูกันเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ชุดหนังขนสัตว์ของพวกมันปลิวสะบัดลู่ลม เสียงโห่ร้องชวนให้เลือดในอกเ
ตอนที่ 36โอกาสจวนแม่ทัพไป๋เฟิงห่าวแสงแดดอ่อนในยามสายลอดผ่านหลังคาสูงของจวนแม่ทัพไป๋ สายลมเย็นพัดต้องชายอาภรณ์ของมู่ถิงถิงเบา ๆ นางก้าวช้า ๆ ตามทางเดินศิลาเรียบ โดยมีอารั่วสาวใช้คนสนิทย่างเท้าอยู่เคียงข้างเมื่อถึงหน้าประตูเรือนใหญ่ มู่ถิงถิงหยุดยืน แววตาคมของนางทอดมองลอดเข้าไปภายในห้องโถงที่เงียบสงบ กลิ่นสุราปนลมอุ่นลอยออกมาจาง ๆ ไป๋เฟิงห่าวนั่งเดียวดายมือใหญ่จับขวดสุราเงินเย็นชืด ดวงตาคมแดงก่ำจ้องมองไปยังฝาขวด ริมฝีปากเม้มแน่น พลางกลืนสุราลงคอด้วยความโหยหาร่างสูงโน้มตัวพิงพนักเก้าอี้ มืออีกข้างยกแก้วขึ้นเทเหล้าใส่คอครั้งแล้วครั้งเล่า“เม่ยหลิง… ข้า…”เสียงทุ้มของเขาสั่นพร่า คล้ายคำเรียกจากหัวใจที่แตกสลายเขาก้มหน้าก้มตาดื่ม น้ำตาไหลเล็ดลอดลงแก้ม มือใหญ่ขยำขวดสุราแน่น ในความมึนเมา ภาพของฮันเม่ยหลิงผุดขึ้นในใจ รอยยิ้ม ใบหน้าขาวนวล กลิ่นอายของนางชัดเจนจนใจเขาสั่น“เจ้า… เจ้าอยู่ที่ใด… เม่ยหลิง…”เสียงเรียกพร่าเลือน ความปวดร้าวแล่นขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม ไป๋เฟิงห่าวล้มตัวลงกับเก้าอี้ ขวดสุราหล่นกระแทกพื้น น้ำสุราไหลริน เขาพิงตัว เงยหน้าขึ้นมองเพดาน แววตาแดงก่ำสะท้อนเพียงภาพของภรรยาอันเป
ตอนที่ 35ข่าวร้ายใต้แสงอาทิตย์ยามอัสดง ลานหน้าวังหลวงยังคงคลาคล่ำด้วยเหล่าทหารและขุนนาง แต่สำหรับไป๋เฟิงห่าวแล้ว ทุกเสียงทุกผู้คนกลับเรือนหาย เขามุ่งหน้าไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ด้วยสีหน้าเรียบนิ่งของแม่ทัพผู้เย็นชา ทว่าแววตากลับแฝงความสุขใจเมื่อคิดถึงใบหน้าของภรรยาที่รอเขาอยู่ รอยยิ้มหวานนั้นยังคงฝังอยู่ในใจเขาขณะที่เขายกเท้าขึ้นหมายจะก้าวขึ้นรถม้า เสียงฝีเท้าม้าเร็วดังฝ่าความวุ่นวายเข้ามา ก่อนที่เสียงตะโกนสั่นเครือจะดังขึ้น“ท่านแม่ทัพ!!”ไป๋เฟิงห่าวขมวดคิ้ว หันกลับไปมอง เห็นทหารผู้น้อยที่คุ้นตา กระโดดลงจากหลังม้าแทบไม่ทัน พอเท้าแตะพื้นก็ทรุดตัวคุกเข่าลงทันที ในมือยังจับสายบังเหียนแน่น ร่างสั่นเทา หน้าแดงก่ำเพราะควบม้าด้วยความเร่งรีบและบกพร่องต่อหน้าที่จนเกิดเรื่องร้าย เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขาดห้วง แฝงความหวาดหวั่นจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง“ไฟ… ไฟไหม้เรือนไผ่ขอรับ!”หัวใจของไป๋เฟิงห่าวกระตุกวูบ เสียงสั่นของทหารเอ่ยต่ออย่างสั่นระรัว“ฮูหยิน… กับ ท่านหมอเทวดา… สิ้นใจในกองเพลิงแล้วขอรับ!”วินาทีนั้น เหมือนโลกทั้งใบของเขาหยุดหมุน ร่างกายสูงใหญ่กลับยืนนิ่งราวถูกคมดาบปักกลางอก ลมหายใจของเขาขา







