แชร์

สายตาจากมุมมืด

ผู้เขียน: หนามชมพู
last update วันที่เผยแพร่: 2025-12-15 21:04:27

ค่ำคืนแห่งงานชมบุปผาผ่านพ้นไปและเสียงหัวเราะเจือกลิ่นอำพรางของราชสำนัก เสนาบดี ขุนนาง และเชื้อพระวงศ์ต่างทยอยกลับไปยังจวนและตำหนักของตน ทิ้งไว้เพียงสวนต้องแสงจันทร์อันแผ่วเบา

ในมุมมืดด้านหนึ่งของเรือนขุนนาง บนเฉลียงไม้ชั้นสองใกล้ศาลาแสดงดนตรี องค์ชายรอง หลี่จิ่นเหวิน ยืนสงบนิ่งในชุดคลุมสีเทาอ่อน ลมยามค่ำพัดโชยแขนเสื้อพลิ้วอย่างไม่สนใจเวลา

ดวงตาคู่นั้นจับจ้องไปยังร่างบอบบางในชุดชมพูอ่อน ซึ่งขณะนี้กำลังสนทนาอย่างสุภาพกับบ่าวรับใช้ในจวนที่ติดตามมา จากนั้นนางก็ขึ้นรถม้าของจวนเคลื่อนตัวออกไปช้า ๆ ใบหน้านิ่งสงบของเขาไม่แสดงอารมณ์ใด หากในดวงตาเต็มไปด้วยแววครุ่นคิดลึกซึ้ง

สตรีที่เขาเคยเห็นเพียงผ่านสายตาในอดีต อารมณ์ร้อน ดื้อรั้น เจ้าอารมณ์ กลับกลายเป็นหญิงสาวผู้สงบนิ่ง เยือกเย็น และวางหมากทุกคำพูดราวคิดละเอียดมาแล้วสักร้อยตลบ

เขาไม่เคยเกี่ยวข้องกับนาง แต่ในความเงียบ เขาเฝ้ามองดูมานานเกินกว่าที่ใครจะรู้

แม้นางมิเคยมองเขาแม้ครึ่งตา แต่สำหรับเขานางคือผู้เดียวที่ไม่เสแสร้ง ไม่สวมหน้ากาก แม้ในความดื้อดึงก็ยังจริงใจ

และตอนนี้นางกลับกลายเป็นสตรีที่เขาคาดไม่ถึง ยิ่งไม่เข้าใจก็ยิ่งอยากรู้

ยิ่งไม่รู้ก็ยิ่งอยากคุ้มกัน

จิ่นเหวินกวาดสายตาไปอีกฝั่งของระเบียง ชายในชุดดำของตำหนักหงซานแฝงตัวท่ามกลางเงาไม้ เขาเป็นคนของหลี่หยวนเซิน

"เริ่มลงมือแล้วหรือ"

เขาพึมพำเบา ๆ

ฝ่ายตรงข้ามคงเริ่มระแคะระคาย ว่าไป๋เยว่มิใช่หุ่นเชิดเช่นเคย เมื่อไม่ยินยอมรับเชิญเข้าตำหนักตามคำสั่งรัชทายาทในงานเลี้ยงที่ผ่านมา ย่อมมีผู้ไม่พอใจ

หลังจากกลับถึงจวนคืนนี้จึงมีเสียงฝีเท้าปรากฏที่ข้างหน้าต่างของจวนตระกูลไป๋ที่เสียงเบาเกินกว่าจะเป็นข้ารับใช้ทั่วไป

แต่น่าเสียดายที่พวกมันยังไม่รู้ว่า ไป๋เยว่ไม่ยืนอยู่คนเดียวอีกต่อไป

คืนเดียวกันนั้น ที่หน้าต่างห้องนอนของไป๋เยว่ แม่นมหวังปิดบานไม้สนแน่นหนา บ่นพึมพำเรื่องลมแรงก่อนจะถอยไปพัก ส่วนไป๋เยว่นั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนพู่กัน กำลังจรดหมึกอย่างระวัง

ตึง!

เสียงบางอย่างข้างหน้าต่างดังแผ่วราวเงากระทบ นางวางพู่กันหยิบเข็มเงินจากชายแขนเสื้ออย่างเงียบงัน ก่อนจะก้าวเข้าใกล้บานไม้ทีละน้อย นางเอื้อมมือแตะคันกลอน แต่ก่อนจะได้เปิดออกเงาหนึ่งก็พุ่งเข้ามาอย่างว่องไว ไป๋เยว่ชักเข็มขึ้นป้องกัน แต่ก่อนที่เข็มจะปะทะเงานั้นร่างนั้นก็หยุดนิ่ง

เสียงต่ำแผ่วเบาดังขึ้น

"คุณหนูไป๋โปรดอย่าตกใจ ข้าน้อยมาจากตำหนักองค์ชายรอง"

ไป๋เยว่ชะงัก ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อาจซ่อนได้

องค์ชายรอง?

ชายผู้นั้นก้มศีรษะต่ำ ยื่นกล่องไม้ขนาดเล็กมาหนึ่งกล่อง

"ในนี้คือแผนทางลับของตำหนักองค์รัชทายาท หากต้องเข้าไปโดยหลีกเลี่ยงสายตาผู้คนจงใช้เส้นทางนี้ นอกจากนี้ยังมีรายชื่อคนสนิทของรัชทายาทที่มักถูกใช้ในการสะกดรอย ตรวจสอบหรือลอบถามข่าวสาร ขอให้คุณหนูพิจารณาด้วย"

ไป๋เยว่รับกล่องมามือของนางสั่นเล็กน้อย ในความมืดเสียงเขายังเย็นเฉียบ แต่กลับเจือความห่วงใยแฝงเร้นอย่างไม่อาจปฏิเสธ

"เหตุใดเขาจึงช่วยข้า"

นางก้มหน้าลงความทรงจำในอดีตไม่เคยมีเขาอยู่ในสายตา ไม่แม้แต่จะเอ่ยนาม เขามักจากไปเงียบเชียบเช่นเดียวกับยามมาไร้ความเกี่ยวพันกันมาแต่ไหนแต่ไร

ไป๋เยว่ยืนอยู่ลำพัง ท่ามกลางความเงียบของค่ำคืน ดวงจันทร์คล้ายทอแสงชัดกว่าเดิม เมื่อเงาในมุมมืดมิได้เป็นเพียงภัย แต่กลับกลายเป็นโล่เงียบที่เริ่มปกป้อง

หลังจากเงาร่างในชุดดำจากไป ความเงียบกลับเข้าครอบคลุมอีกครั้งในเรือนเล็กของไป๋เยว่

นางก้มลงพิจารณากล่องไม้ในมือตน ลายแกะสลักบนฝากล่องเป็นรูปเมฆสลับคลื่นคล้ายลายประจำตระกูลหลวง ทว่าจงใจแกะไว้จางราวกับต้องการให้คนพบเห็นเข้าใจผิด

"องค์ชายรอง หลี่จิ่นเหวิน"

ไป๋เยว่พึมพำเบา ๆ ชื่อนี้ไม่ใช่ชื่อแปลกหน้าสำหรับนาง หากแต่ในอดีตที่ผ่านมาเขาแทบจะไม่เคยปรากฏตัวอยู่ในชีวิตของนางเลย

ในความทรงจำอันแสนเลือนรางของชาติที่แล้ว เขาเป็นเพียงคนที่ไม่ค่อยมีคนกล่าวถึง มีบทบาทไม่มากในมุมของราชสำนัก เป็นคนที่รัชทายาทเคยกล่าวถึงด้วยน้ำเสียงระแวดระวังและเย้ยหยันว่า

"เยือกน้ำแข็งไร้ความรู้สึก"

ใครจะคาดคิดว่าเงานั้น กำลังเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องนางในวันนี้

นางเปิดฝากล่องออกอย่างระมัดระวัง

แผ่นแผนที่ขนาดเล็กแต่รอยพับเรียบร้อยถูกคลี่ออกด้วยมือที่ชำนาญ รายชื่อที่เขียนด้วยลายมือรัดกุม วางแผนราวกับเตรียมมานาน

ทุกสิ่งล้วนละเอียด และแฝงความเอาใจใส่เกินกว่าคำว่าบังเอิญ

"เหตุใดต้องช่วยข้า เหตุใดต้องเป็นข้า"

หัวใจของนางแผ่วสั่น นางมิใช่คนโง่ ถึงแม้เขาจะไม่แสดงตนตรง ๆ แต่การเคลื่อนไหวเช่นนี้มีความเสี่ยง ในวังหลวงที่ดาบทุกเล่มซ่อนไว้ใต้รอยยิ้ม

นางเดินไปยังหน้าต่างอีกครั้ง จ้องมองลงไปยังลานเรือนที่เงียบสนิท มีเพียงแสงตะเกียงในศาลากลางที่ยังส่องแสงวูบไหว

ลมค่ำคืนพัดสายเส้นผมยาวปลิวสยายระใบหน้างามแผ่วเบา แต่กลับอบอุ่นจนใจของนางสั่นไหวแม้ข้างในลึก ๆ ยังไม่รู้สึกวางใจก็ตาม เขาช่วยเหลือนางเป็นครั้งที่สองแล้ว

รุ่งเช้าในจวนตระกูลไป๋

แสงแดดอ่อนยามเช้าทาบลงบนสนามไผ่ที่อยู่หลังเรือนใหญ่ แม่นมหวังกำลังจัดการจัดของให้เรียบร้อยในศาลาเล็กเมื่อเห็นไป๋เยว่เดินเข้ามา

"คุณหนู ตื่นแต่เช้าอีกแล้วหรือเจ้าคะ"

ไป๋เยว่พยักหน้า ดวงหน้าเรียบเฉยแฝงความครุ่นคิด

"แม่นมหวัง ข้าขอให้ช่วยดูผู้คนที่เข้าออกเรือนหลังใหม่ให้ข้าหน่อย ได้ยินว่ามีคนงานใหม่จากเมืองใต้เข้ามา"

แม่นมหวังขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนพยักหน้า

"เจ้าค่ะ แต่เหตุใดถึง...คุณหนูสงสัยใครหรือ"

ไป๋เยว่ยิ้มเจือจาง

"ไม่ได้สงสัย เพียงแต่บางครั้งก็ไม่ควรเงียบจนเกินไป"

แม่นมหวังพยักหน้าเงียบ ๆ พลางเหลือบมองสีหน้าของคุณหนูที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน ไม่ใช่เพียงแค่สุขุมหรือใจเย็นขึ้น แต่ดวงตานั้นฉายแววของผู้ที่ผ่านโลกมามากกว่าอายุจริงหลายเท่า

"เจ้าค่ะ"

แม่นมหวังรับคำก่อนเดินออกไปช้า ๆ พร้อมกับปิดประตูเสียงเบา

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   ชะตาร้ายไม่หวนคืน(ตอนจบ)

    ไป๋เหวินพร้อมไป๋เซิ่งเหยียนกลับมาจากวังหลวงและรถม้าของไป๋หลานเยี่ยนก็ตามมาติด ๆ เขาเห็นไป๋เยว่และจิ่นเหวินเข้ามาคารวะและทำพิธียกน้ำชาหลังแต่งงาน พลันก็ทำให้ใต้เท้าไป๋มองทั้งคู่ด้วยสายตาที่อ่อนโยนลง "เจ้าจากบ้านไปนาน คงลำบากไม่น้อย วันนี้ทั้งสองคนก็ได้ครองคู่กันแล้ว พ่อขอให้เจ้ามีความสุขกับชีวิตที่เลือกประคองสติอยู่เสมอ" ไป๋เยว่เงยหน้ามองบิดาที่ยามนี้ไร้ความเย็นชาเช่นวันวาน "ลูกขอโทษที่ดื้อรั้นเจ้าค่ะ" "พ่อต่างหากที่ควรขอโทษเจ้า ถ้ามีเวลาก็กลับบ้านบ่อย ๆ นะ" ไป๋เหวินเอ่ยถ้อยคำอ่อนโยนมากกว่าเมื่อก่อน ไป๋เยว่ยิ้มให้เขากล่าวเสียงสั่นเครือ "เจ้าค่ะ หากท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่กับเยี่ยนเอ๋อร์อยากไปเที่ยวก็ไปหาข้าได้ที่หมู่บ้านท่านป้า พวกเราอยู่ที่นั่นเจ้าค่ะ แต่บ้านท่านป้าทำไว้รับรองแขก" "พี่หญิง วันหนึ่งข้าจะไปเยี่ยมท่านเจ้าค่ะ" เสียงสดใสของไป๋หลานเยี่ยนทำให้นางยิ้มกว้างขึ้น "พี่หญิงจะรอต้อนรับเจ้า" ไป๋เหวินและไป๋ฮูหยินยิ้มให้แก่กันที่บุตรสาวทั้งสองมีกิริยาน่ารัก นางยอมให้อภัยผู้อาวุโสทั้งสองแล้ว ทั้งครอบครัวได้รับประทานอาหารร่วมกัน ไป๋เยว่และจิ่นเหวินเล่าถึงชีวิตเรียบง่ายและสงบให้

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   มารดาที่เปลี่ยนไป

    ท้องฟ้าโปร่งใสในยามเช้า มวลเมฆขาวบางเบาแหวกออกเป็นช่องให้แสงแดดอุ่นๆ ส่องลงมาเหนือสวนหลังบ้าน ไป๋เยว่ยืนอยู่ริมหน้าต่างมองดูต้นเหมยที่บานสะพรั่ง ดอกสีขาวสะอาดสะท้อนแสงแดดจนชวนให้ใจหวิว ในห้วงเวลาที่ทุกสิ่งกำลังสงบลง ความสงบนี้กลับทำให้ไป๋เยว่รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งขาดหายไป เรื่องราวที่ผ่านมาเริ่มคลี่คลาย แต่อดีตยังคงไม่หายไปไหน นางและจิ่นเหวินกลับมาเยี่ยมบิดามารดาที่ตระกูลไป๋หลังการแต่งงานผ่านไป ความจริงนางไม่อยากกลับมาที่นี่แต่จิ่นเหวินให้ข้อคิดกับนางว่าหากยังมีสิ่งติดค้างอยู่ในใจก็ควรมาสะสางให้เรียบร้อย การใช้ชีวิตจึงจะสุขสงบอย่างแท้จริง ไป๋เหวินยังไม่กลับจากราชสำนักเพราะนางไม่ได้บอกล่วงหน้า มีเพียงไป๋ฮูหยินที่ยู่ในจวน พี่ชายไปกับบิดา ส่วนน้องสาวของนางไปเรียนที่สำนักศึกษาสตรีในวังหลวง "เยว่เอ๋อร์ ข้ามีเรื่องอยากพูดกับเจ้า" เสียงของมารดาดังขึ้นจากด้านหลังระหว่างที่นางรอคนรับใช้ไปแจ้งให้เข้าพบ ไป๋เยว่หันไปมองเห็นมารดาก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทางอ่อนโยน ไม่ใช่แม่ผู้หงุดหงิดที่เคยบังคับให้นางเดินตามทางที่ท่านวางไว้ แต่เป็นมารดาคนหนึ่งที่มีความอ่อนโยนในแววตา "ท่านแม่" ไป๋เยว่เอ่ยเส

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   งานแต่งงานใต้ซากอดีต

    หลังจากนั้นอีกหลายวันจิ่นเหวินกับไป๋เยว่และคนในบ้านได้ร่วมกันหารือจัดงานแต่งงานเล็ก ๆ ภายในครอบครัวโดยมีแขกในงานเป็นสักขีพยานเพียงห้าคน แต่ไป๋เยว่ให้เชิญคนยากจนมาร่วงานเพื่อรับแจกอาหารเป็นการบำเพ็ญบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งจิ่นเหวินก็ยินยอม "เราต้องตัดชุดใหม่เจ้าค่ะคุณหนู งานมงคลสำคัญ" ซูหลานอาสาเพราะนางมีฝีมือในการเย็บผ้า ไป๋เยว่จึงอนุญาตโดยให้หนี่เอ๋อร์คอยช่วย ช่วงเวลานี้จิ่นเหวินและไป๋เยว่จึงเก็บตัวไม่ได้พบกันจนกว่าจะถึงวันมงคล ทั้งคู่จึงยุ่งวุ่นวายกับการเตรียมตัวในส่วนของตนเองถึงจะเป็นงานเล็ก ๆ ทว่าต้องครบถ้วนตามธรรมเนียม ภายในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เงียบสงบกำลังจะมีงานแต่งงานเกิดขึ้น ผู้ปกครองชุมชนจึงเตรียมตัวนำของขวัญไปร่วมแสดงความยินดี เป็นน้ำใจและการผูกมิตรกับเพื่อนบ้านคนใหม่ งานที่ตั้งใจจัดเล็ก ๆ จึงเต็มไปด้วยมิตรภาพของชาวบ้าน "เกรงใจผู้อาวุโสแล้ว" จิ่นเหวินต้อนรับผู้ใหญ่บ้านที่เดินมาถามข่าวคราว "ไม่เป็นไร คิดเสียว่าเป็นญาติกัน หมู่บ้านของเราเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ข้าจะไม่ใส่ใจได้อย่างไร" ผู้ใหญ่บ้านมีอัธยาศัยดีจึงทำให้จิ่นเหวินไม่คิดมาก เขาได้เชิญมาร่วมงานแต่งงานรวมถึงมีโ

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   หัวใจที่มีเพียงเจ้า

    สายลมยามเช้าเย็นสบายตรงกันข้ามกับร่างสตรีทั้งสามคนกำลังสาละวนกับการทำขนมให้ทันออกไปขายที่ตลาด "ข้ารับรองว่าต้องขายได้แน่นอนเจ้าค่ะ กลิ่นหอมขนาดนี้" ซูหลานที่กลายมาเป็นคนของไป๋เยว่เต็มตัวเปิดฝาหม้อนึ่งขนมหม้อสุดท้ายออกพลางสูดดมกลิ่นหอมในหม้อเบา ๆ "รีบจัดขนมเถิดเดี๋ยวจะสายเสียก่อน" ไป๋เยว่และหนี่เอ๋อร์ที่กำลังเก็บของไปล้างเอ่ยเตือน จากนั้นนางทั้งสองก็มาช่วยซูหลานจัดขนมใส่ห่อไปขายที่ตลาด ซูหลานและหนี่เอ๋อร์ออกไปขายขนมที่ตลาดเป็นครั้งแรกจึงต้องไปสองคน ไป๋เยว่จึงยู่บ้านคนเดียว นางเก็บกวาดห้องครัวและออกไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำท้ายหมู่บ้านรอทั้งสองคนกลับมา จิ่นเหวินออกมาตักน้ำที่บ่อน้ำท้ายหมู่บ้านบริเวณใกล้กับไป๋เยว่ที่ซักผ้าอยู่ มันมิใช่ความบังเอิญแต่เป็นความตั้งใจของเขา ก่อนหน้านี้สืบรู้มาแล้วว่าไป๋เยว่อยู่คนเดียวและกำลังออกมาซักผ้าเขาจึงกะเวลาพอดีแล้วถือถังน้ำออกจากบ้านมา จิ่นเหวินวางถังน้ำไว้ข้างบ่อแล้วเดินเข้าไปใกล้ไป๋เยว่ เขาหยุดยืนข้าง ๆ นางก่อนนั่งลง ไป๋เยว่หันมองตามสัญชาตญาณเมื่อนางรู้สึกว่ามีคนอยู่ใกล้ตัว "องค์ชาย เอ่อ..." นางลุกขึ้นกำลังจะย่อกายคารวะดั่งที่เคยทำ "อย่าทำเช่น

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   โอกาสใหม่

    เรื่องของไป๋เยว่รบกวนจิตใจจิ่นเหวินอยู่หลายวัน นางทำเช่นนี้เขามิได้ถือโทษโกรธนางเพียงแต่เขากำลังตัดสินใจในบางเรื่องก่อน จิ่นเหวินติดราชกิจในราชสำนักนานหลายวันเขาจึงไม่ได้ไปเยี่ยมไป๋เยว่ เพียงส่งชาไปฝากนางและเขียนจดหมายถึงนางเล็กน้อย ในอดีตนางไม่เคยได้ทำความรู้จักกับองค์ชายรองผู้นี้ ชาตินี้นางได้รู้จักได้ใกล้ชิดกันบ่อยครั้งทำให้นางรับรู้ว่าคนที่หวังดีกับนางจากใจจริงยังคงมีอยู่ จิ่นเหวินคอยช่วยเหลือและปกป้องนางมาหลายครั้ง ในใจของนางก็มีความอบอุ่นเมื่อได้พบกับเขา แต่หากโชคชะตาทำให้นางและเขาไม่เป็นอย่างที่ใจคิดนางก็ยอมรับได้ เพราะมันคือหนทางที่นางเลือกแล้ว ในวันข้างหน้าเขาคงมีตำแหน่งสูงขึ้น มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ต่อจากฮ่องเต้ แตกต่างกับนางที่เป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง "คุณหนูเจ้าคะ ข้าไปเก็บลูกพลับหลังบ้านมีเยอะแยะเลยเจ้าค่ะ" หนี่เอ๋อร์วิ่งเข้ามาหานางด้วยความตื่นเต้น ไป๋เยว่หยุดความคิดแล้วหันไปดูตะกร้าลูกพลับในมือหนี่เอ๋อร์ "ดีเลย เอาไปเก็บในครัวเถิด" "เจ้าค่ะ" สตรีทั้งสามใช้ชีวิตดั่งชาวบ้านทั่วไป เสื้อผ้าอาภรณ์สวยงามของนางเก็บเอาไว้มิดชิด มีเพียงชุดทำงานธรรมดาและเรียบง่ายแทน

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   คนที่อยู่เคียงข้างเสมอ

    รถม้ารับจ้างสองคันเคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่เขตชานเมือง การตัดสินใจของไป๋เยว่ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย นางรู้ดีว่าทำผิดธรรมเนียมของสตรีที่ดี ผู้อื่นอาจมองว่านางเห็นแก่ตัวที่ทอดทิ้งครอบครัว แต่นางมั่นใจว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับชีวิต "เมื่อเลือกเส้นทางใหม่ก็ต้องยอมรับสิ่งที่เสียไปเพื่อแลกกับชีวิตใหม่" นางพูดกับซูหลานและหนี่เอ๋อร์ที่ขอติดตามไปอยู่ด้วย "ว่าแต่เจ้าสองคนออกมาอยู่กับข้าเช่นนี้ จะยอมรับได้หรือค่าจ้างก็ไม่มี ทรัพย์สินเงินทองที่มีติดตัวมาก็มีไม่มาก" นางไม่อยากเห็นเด็กสาวทั้งสองคนต้องตกระกำลำบาก สำหรับไป๋เยว่ผู้เคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ต่อให้ต้องอยู่อย่างคนยากจนนางก็ไม่กลัว "พวกเราไม่กลัวเจ้าค่ะ เราต่างมีฝีมือ ข้ากับหนี่เอ๋อร์มีเงินก้อนหนึ่ง เอามารวมกันลงทุนก็น่าจะตั้งตัวได้เร็วขึ้น" "ใช่เจ้าค่ะคุณหนู ข้าอยากติดตามคุณหนูเรื่องลำบากข้าไม่เคยกลัว" คำพูดของสตรีทั้งคู่หนักแน่นมั่นคง ไป๋เยว่เผยรอยยิ้มออกมา นางซาบซึ้งใจที่นางเพิ่งสูญเสียคำว่าครอบครัวไปแต่กลับได้มิตรแท้กลับคืนมา "ขอบใจเจ้าทั้งสองคนมาก" รถม้าจอดที่บ้านหลังเล็ก ๆ สตรีทั้งสามจึงช่วยกันขนของ

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   คลื่นใต้น้ำในวังหลวง

    ภายในวังหลวง อากาศยามเช้าระหว่างฤดูหนาวยังคงมีความเย็นเยือก แต่กลับอบอุ่นขึ้นด้วยการเคลื่อนไหวของบุคคลในตำแหน่งสูง เริ่มมีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วถึงความสัมพันธ์ที่เริ่มใกล้ชิดระหว่างองค์ชายรองจิ่นเหวินและบุตรสาวตระกูลไป๋ เสียงกระซิบจากข้ารับใช้ในตำหนัก ถึงแม้จะเป็นเพียงคำพูดเบา ๆ แต่กลับทำให้เกิดกร

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   บิดาเริ่มสงสัย

    หลายวันต่อมา แสงอาทิตย์ยามสายทอดผ่านม่านโปร่งสีจางของเรือนใหญ่ ภายในเรือนสกุลไป๋กลับเงียบงันจนน่าอึดอัด บรรยากาศเหมือนมีบางอย่างกำลังคลี่คลายช้า ๆ ทว่าไม่อาจเดาได้ว่าจะเป็นไปในทางใด ไป๋เหวิน อัครเสนาบดีของราชาสำนักและบิดาผู้เฉียบขาดของไป๋เยว่ ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าบานหน้าต่าง ท่ามกลางแสงแดดที่ส่องลอด

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   งานบุญที่เปลี่ยนไป

    สิบห้าวันต่อมาที่จวนตระกูลไป๋ หลังจากตระกูลไป๋เตรียมงานอย่างขะมักเขม้นสำหรับงานเลี้ยงของปีนี้มานานถึงสิบวัน ไป๋เยว่และคนอื่นก็มัวแต่วุ่นวายกับการเตรียมงานจึงไม่มีข่าวคราวใดจากข้างนอก อีกอย่างนางรับหน้าที่หลายอย่าง ทั้งเชิญแขกไปยังวังหลวงและตระกูลขุนนางต่าง ๆ ทั้งเตรียมงานช่วยมารดาอยู่ในจวนจึงมิได้

  • ชะตาร้ายไม่หวนคืน   ท่านอ๋องเงียบงัน

    เมื่อกลับมาถึงจวนไป๋เยว่จึงแจ้งแก่พ่อแม่ของหนี่เอ๋อร์ "ข้าจะรับหนี่เอ๋อร์ทำงานกับข้าแทนฮูหยิน ท่านลุงท่านป้าสบายใจได้รับรองว่าข้าจะดูแลนางอย่างดี ขอเพียงอย่าทำเรื่องแบบนี้ขึ้นมาอีก" พ่อกับแม่ของหนี่เอ๋อร์กล่าวขอบคุณและยินยอม นางจึงให้เงินก้อนหนึ่งเอาไว้ใช้จ่าย ตอนสิ้นเดือนนางยังอนุญาตให้หนี่เอ๋อร

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status