เข้าสู่ระบบหลังคืนเงียบงันผ่านพ้น ลมเย็นยามเช้าพัดพาเสียงกระซิบของไม้ไผ่บริเวณเรือนด้านตะวันออกเข้ามาอย่างนุ่มนวล
ไป๋เยว่นั่งนิ่งอยู่ริมระเบียง ดวงตาเหม่อมองหยดน้ำค้างที่เกาะอยู่บนใบบัวในอ่างเคลือบข้างศาลา แม้ใบหน้าจะสงบนิ่ง หากแต่ภายในใจกลับหมุนคิดไม่หยุด เหตุการณ์เมื่อคืนยังแจ่มชัดยิ่งนัก แผ่นแผนที่ลับ การปรากฏตัวของเงาดำ และการเคลื่อนไหวที่ไม่เปิดเผย หากแต่แฝงด้วยเจตนาดีที่ปฏิเสธไม่ได้ และเมื่อเช้านี้ เสียงฝีเท้าเบา ๆ ปรากฏขึ้นหน้าประตูเรือน หญิงสาววัยประมาณยี่สิบต้น ๆ ก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อม ท่าทางมีกิริยาเรียบร้อยจนเกือบไม่สะดุดตา แต่สายตากลับเฉียบคมเกินกว่าบ่าวรับใช้ธรรมดา "ขออภัยเจ้าค่ะคุณหนู ข้าน้อยชื่อซูหลาน เพิ่งย้ายมาจากเรือนฝั่งตะวันตก แม่นมหวังให้มาช่วยดูแลส่วนอาหารและข้าวของ" ไป๋เยว่เหลือบมองด้วยแววตาว่างเปล่า แต่ภายในกลับระวังตัวเต็มที่ 'เป็นบ่าวรับใช้แต่ท่าทางมิใช่บ่าว นางอาจเป็นคนของเขา' แต่แทนที่จะไล่หรือแสดงความระแวง นางกลับพยักหน้าเล็กน้อย "ข้าชอบดื่มน้ำชาหอมอ่อนในยามเช้าหากเจ้าเลือกได้ดี ข้าจะยอมรับ" ซูหลานโค้งให้อย่างนอบน้อม ก่อนถอยไปจัดน้ำชาโดยไร้คำถามเพิ่มเติม ในแววตาไป๋เยว่ ปรากฏรอยยิ้มจางพลันนึกในใจ 'องค์ชายรองช่างรอบคอบยิ่งนัก' เสียงเหล็กขูดฟันดาบดังกังวานจากสนามฝึกหน้าจวน ขณะที่บ่าวไพร่ต่างหยุดชะงักเมื่อเสียงม้าเร็วควบมาถึงประตูหน้า ไม่นานนัก ขันทีจากในวังนำสารลับมาส่งให้ ไป๋เซิ่งเหยียนที่ยืนอยู่ตรงนั้นจึงรับเอาไว้ให้ บุรุษรูปร่างสูงสง่าผู้นี้เป็นบุตรชายคนโตของไป๋เหวิน เขามีตำแหน่งขุนนางฝ่ายขวาผู้เฉลียวฉลาดแต่มุ่งอำนาจเหนือสิ่งใดเช่นเดียวกับบิดา รับสารลับถือไว้ในมือขณะกำลังยืนมองการซ้อมฟันดาบที่เขาชื่นชอบเป็นการส่วนตัว เขาอ่านจบในพริบตา แววตาวาววับด้วยความทะเยอทะยาน ก่อนออกคำสั่งเสียงกร้าว "เรียกไป๋เยว่เข้ามา" เรือนหลังของไป๋เยว่ บรรยากาศสงบถูกทำลายด้วยเสียงฝีเท้าของบ่าวรับใช้เร่งรีบมาบอกข่าว แม่นมหวังหน้าเคร่งขึ้นมาทันที "คุณหนู คุณชายใหญ่ให้ไปพบนายท่านเจ้าค่ะ บอกว่าเป็นคำสั่งด่วนจากวังหลวง" ไป๋เยว่สบตานางครู่หนึ่งก่อนลุกขึ้น "ในที่สุดก็มาถึง หมากตาแรกที่ท่านพ่อเริ่มใช้เพื่อลากข้าเข้าวังสินะ" "เรื่องด่วน จะเป็นเรื่องดีหรือร้ายเจ้าคะ" แม่นมหวังเอ่ยขึ้นมีท่าทางกังวล ไป๋เยว่ที่ยังสงบนิ่งจับมือของนางแล้วตบเบา ๆ "ไม่มีเรื่องใดน่าห่วง วางใจได้" จากนั้นนางก็มุ่งหน้าไปยังเรือนใหญ่ที่ไป๋เหวินรออยู่แล้ว ภายในห้องโถงใหญ่ในเรือนของไป๋เหวิน กลิ่นธูปหอมอ่อนลอยตลบ "เยว่เอ๋อร์ เจ้าคงโตพอจะเข้าใจแล้วว่าท่านพ่อย่อมต้องคิดเพื่อเจ้าก่อน" น้ำเสียงของไป๋เซิ่งเหยียนเจือความเยือกเย็น "รัชทายาททรงประทานโอกาสให้เจ้าเข้าเฝ้าในวัง ท่านพ่อหวังเพียงว่าเจ้าจะทำให้พระองค์โปรดปราน" คำพูดเหมือนกล่าวด้วยความปรารถนาดี แต่ไป๋เยว่ได้ยินเพียงเสียงของการบีบบังคับและการแลกเปลี่ยนตำแหน่งด้วยชีวิตตน ไป๋เหวินให้ไป๋เซิ่งเหยียนเป็นคนพูดแทนเขา นางนิ่งไปเพียงครู่ สบสายตาของบิดาและพี่ชายใหญ่อย่างเยือกเย็น นางเบนสายตามองบิดาเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น "ท่านพ่อ ลูกเป็นหญิงเพิ่งผ่านพ้นการปักปิ่นมาไม่นาน จะถวายตัวเช่นไรจึงจะเป็นที่โปรดปราน หากมีผู้ใส่ร้ายว่าเข้าหาผู้สูงศักดิ์อย่างไม่เหมาะสม ลูกอาจทำให้ตระกูลเสื่อมเสียด้วยซ้ำ" ไป๋เหวินขมวดคิ้ว ก่อนกล่าวเสียงขุ่น "หากเจ้าปฏิเสธครั้งนี้ เจ้าจะไม่มีสิทธิ์ขัดคำสั่งอีก" ไป๋เยว่ยังคงสงบ เสียงของนางเอ่ยขึ้นราบเรียบแต่มั่นคง "ลูกไม่ปฏิเสธแต่ขอเลื่อนออกไปสามเดือน ให้ลูกได้เรียนรู้มารยาทให้เหมาะสมเสียก่อนย่อมไม่สายเกินไป หากรัชทายาทมีความเมตตาจริง ย่อมเข้าใจได้" ไป๋เหวินนิ่งไป วาจาของนางแม้เป็นข้ออ้าง แต่ก็มิอาจหาข้อโต้แย้งได้ตรง ๆ "ถึงเวลานั้นเจ้าอย่าผิดคำพูดก็แล้วกัน มิเช่นนั้นข้าคงต้องลงโทษเจ้า" เขาเอ่ยขึ้นในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความกดดันไม่ต่างจากไป๋เซิ่งเหยียนเมื่อครู่ "หากไม่มีเรื่องอื่นแล้วลูกขอตัวเจ้าค่ะ" นางย่อกายคำนับอย่างอ่อนน้อมและนิ่งสงบ กิริยาท่าทางดูแตกต่างออกไปจนสังเกตเห็นได้ จากนั้นก็หมุนกายเดินกลับเรือน ในสมองเริ่มมีอีกเรื่องให้ครุ่นคิด นางยังคงแน่วแน่ว่า ต้องยื้อลมหายใจเอาไว้ให้ได้ ยามใดที่แผนต่อไปสำเร็จ นางก็ไม่จำเป็นต้องตกเป็นหมากของใครอีก คืนนั้นในเรือนของนางเงียบงัน ซูหลานยื่นชาดอกเหมยกลิ่นอ่อนให้ ไป๋เยว่นั่งเงียบ ๆ นางรับไว้หยิบขึ้นดื่มพลางครุ่นคิด เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วทว่าในชาตินี้เลื่อนเข้ามาได้รวดเร็วขึ้น ท่านอัครเสนาบดีไป๋เหวินบีบบังคับบุตรสาวเข้าวังมิได้มีจุดประสงค์อื่น แน่นอนว่านางมิใช่พระสนมหรือชายารองแต่เป็นตำแหน่งพระชายาเอก เมื่อก่อนนางไม่อาจปฏิเสธข้อนี้ได้ เมื่อได้เข้าไปใช้ชีวิตในนั้นถึงได้รู้ตื้นลึกหนาบางว่าวังหลวงมิใช่สวรรค์อย่างที่ผู้อื่นเข้าใจ นางต้องต่อสู้กับหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อรักษาอำนาจ ผลักไสผู้คนลงสู่ก้นเหวลึกเพราะความหลงตนมานับไม่ถ้วน แต่สุดท้ายเมื่อกาลเวลาผันเปลี่ยนนางกลับกลายเป็นคนพ่ายแพ้เสียเอง ไป๋เยว่ยืนยู่ริมหน้าต่างในเรือน เงยหน้าทอดสายตาไปยังพระจันทร์สุกสว่างเบื้องบนราวกับกำลังตั้งคำถามว่าสิ่งที่นางกำลังตัดสินใจจะนำพานางออกจากหลุมลึกนี้ได้หรือไม่ บิดาของนางไม่อาจโต้แย้งเหตุผลได้ก็จริงแต่ภายในสามเดือนที่นางบอกเอาไว้นางต้องจัดการให้เรียบร้อย มิใช่การเลื่อนเวลาแต่นางต้องไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับรัชทายาทหลี่หยวนเซินเป็นอันขาด "ท่านพ่อกับพี่ใหญ่มีแผนการโดยใช้ข้าเดินหมากให้ ส่วนรัชทายาทก็ใช้ข้าเป็นเครื่องมืออีกที เมื่อเป็นเช่นนั้นข้าจะมัวลังเลไม่ได้" มือเรียวกำแน่นภายใต้แขนเสื้อ หากนางรั้งรอทุกอย่างจะบานปลาย นางต้องหาวิธีจัดการให้รัดกุมและรอบคอบที่สุด ไป๋เยว่เตรียมแผนการต่อไปภายในสามเดือนนี้เป็นเวลาไม่นาน นางจะไม่รับข้อเสนอของวังหลวงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แล้วเพราะไป๋เหวินคงไม่ยินยอม แต่นางจะทำให้รัชทายาทหมดความสนใจในตัวนาง นางรู้ว่าบุรุษผู้นี้เป็นคนเช่นไร เขาชอบความแปลกใหม่และตื่นเต้น ความนิ่งสงบเยือกเย็นของนางดูจืดชืดและน่าเบื่อ เขาไม่ชอบสตรีท่าทางเช่นนี้ และนางต้องไม่เอนเอียงตามคำพูดของเขาหรือนิ่งเงียบเช่นในอดีต สองอย่างนี้จะทำให้รัชทายาทควบคุมนางไม่ได้โดยเฉพาะข้อโต้แย้งและคำปฏิเสธที่แนบเนียน หากเขาไม่พอใจอย่างมากเขาก็เหยียดหยามและดูถูกนางแต่ท้ายที่สุดเขาย่อมเบนความสนใจไปที่สตรีตระกูลอื่นแทนไป๋เหวินพร้อมไป๋เซิ่งเหยียนกลับมาจากวังหลวงและรถม้าของไป๋หลานเยี่ยนก็ตามมาติด ๆ เขาเห็นไป๋เยว่และจิ่นเหวินเข้ามาคารวะและทำพิธียกน้ำชาหลังแต่งงาน พลันก็ทำให้ใต้เท้าไป๋มองทั้งคู่ด้วยสายตาที่อ่อนโยนลง "เจ้าจากบ้านไปนาน คงลำบากไม่น้อย วันนี้ทั้งสองคนก็ได้ครองคู่กันแล้ว พ่อขอให้เจ้ามีความสุขกับชีวิตที่เลือกประคองสติอยู่เสมอ" ไป๋เยว่เงยหน้ามองบิดาที่ยามนี้ไร้ความเย็นชาเช่นวันวาน "ลูกขอโทษที่ดื้อรั้นเจ้าค่ะ" "พ่อต่างหากที่ควรขอโทษเจ้า ถ้ามีเวลาก็กลับบ้านบ่อย ๆ นะ" ไป๋เหวินเอ่ยถ้อยคำอ่อนโยนมากกว่าเมื่อก่อน ไป๋เยว่ยิ้มให้เขากล่าวเสียงสั่นเครือ "เจ้าค่ะ หากท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่กับเยี่ยนเอ๋อร์อยากไปเที่ยวก็ไปหาข้าได้ที่หมู่บ้านท่านป้า พวกเราอยู่ที่นั่นเจ้าค่ะ แต่บ้านท่านป้าทำไว้รับรองแขก" "พี่หญิง วันหนึ่งข้าจะไปเยี่ยมท่านเจ้าค่ะ" เสียงสดใสของไป๋หลานเยี่ยนทำให้นางยิ้มกว้างขึ้น "พี่หญิงจะรอต้อนรับเจ้า" ไป๋เหวินและไป๋ฮูหยินยิ้มให้แก่กันที่บุตรสาวทั้งสองมีกิริยาน่ารัก นางยอมให้อภัยผู้อาวุโสทั้งสองแล้ว ทั้งครอบครัวได้รับประทานอาหารร่วมกัน ไป๋เยว่และจิ่นเหวินเล่าถึงชีวิตเรียบง่ายและสงบให้
ท้องฟ้าโปร่งใสในยามเช้า มวลเมฆขาวบางเบาแหวกออกเป็นช่องให้แสงแดดอุ่นๆ ส่องลงมาเหนือสวนหลังบ้าน ไป๋เยว่ยืนอยู่ริมหน้าต่างมองดูต้นเหมยที่บานสะพรั่ง ดอกสีขาวสะอาดสะท้อนแสงแดดจนชวนให้ใจหวิว ในห้วงเวลาที่ทุกสิ่งกำลังสงบลง ความสงบนี้กลับทำให้ไป๋เยว่รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งขาดหายไป เรื่องราวที่ผ่านมาเริ่มคลี่คลาย แต่อดีตยังคงไม่หายไปไหน นางและจิ่นเหวินกลับมาเยี่ยมบิดามารดาที่ตระกูลไป๋หลังการแต่งงานผ่านไป ความจริงนางไม่อยากกลับมาที่นี่แต่จิ่นเหวินให้ข้อคิดกับนางว่าหากยังมีสิ่งติดค้างอยู่ในใจก็ควรมาสะสางให้เรียบร้อย การใช้ชีวิตจึงจะสุขสงบอย่างแท้จริง ไป๋เหวินยังไม่กลับจากราชสำนักเพราะนางไม่ได้บอกล่วงหน้า มีเพียงไป๋ฮูหยินที่ยู่ในจวน พี่ชายไปกับบิดา ส่วนน้องสาวของนางไปเรียนที่สำนักศึกษาสตรีในวังหลวง "เยว่เอ๋อร์ ข้ามีเรื่องอยากพูดกับเจ้า" เสียงของมารดาดังขึ้นจากด้านหลังระหว่างที่นางรอคนรับใช้ไปแจ้งให้เข้าพบ ไป๋เยว่หันไปมองเห็นมารดาก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทางอ่อนโยน ไม่ใช่แม่ผู้หงุดหงิดที่เคยบังคับให้นางเดินตามทางที่ท่านวางไว้ แต่เป็นมารดาคนหนึ่งที่มีความอ่อนโยนในแววตา "ท่านแม่" ไป๋เยว่เอ่ยเส
หลังจากนั้นอีกหลายวันจิ่นเหวินกับไป๋เยว่และคนในบ้านได้ร่วมกันหารือจัดงานแต่งงานเล็ก ๆ ภายในครอบครัวโดยมีแขกในงานเป็นสักขีพยานเพียงห้าคน แต่ไป๋เยว่ให้เชิญคนยากจนมาร่วงานเพื่อรับแจกอาหารเป็นการบำเพ็ญบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งจิ่นเหวินก็ยินยอม "เราต้องตัดชุดใหม่เจ้าค่ะคุณหนู งานมงคลสำคัญ" ซูหลานอาสาเพราะนางมีฝีมือในการเย็บผ้า ไป๋เยว่จึงอนุญาตโดยให้หนี่เอ๋อร์คอยช่วย ช่วงเวลานี้จิ่นเหวินและไป๋เยว่จึงเก็บตัวไม่ได้พบกันจนกว่าจะถึงวันมงคล ทั้งคู่จึงยุ่งวุ่นวายกับการเตรียมตัวในส่วนของตนเองถึงจะเป็นงานเล็ก ๆ ทว่าต้องครบถ้วนตามธรรมเนียม ภายในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เงียบสงบกำลังจะมีงานแต่งงานเกิดขึ้น ผู้ปกครองชุมชนจึงเตรียมตัวนำของขวัญไปร่วมแสดงความยินดี เป็นน้ำใจและการผูกมิตรกับเพื่อนบ้านคนใหม่ งานที่ตั้งใจจัดเล็ก ๆ จึงเต็มไปด้วยมิตรภาพของชาวบ้าน "เกรงใจผู้อาวุโสแล้ว" จิ่นเหวินต้อนรับผู้ใหญ่บ้านที่เดินมาถามข่าวคราว "ไม่เป็นไร คิดเสียว่าเป็นญาติกัน หมู่บ้านของเราเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ข้าจะไม่ใส่ใจได้อย่างไร" ผู้ใหญ่บ้านมีอัธยาศัยดีจึงทำให้จิ่นเหวินไม่คิดมาก เขาได้เชิญมาร่วมงานแต่งงานรวมถึงมีโ
สายลมยามเช้าเย็นสบายตรงกันข้ามกับร่างสตรีทั้งสามคนกำลังสาละวนกับการทำขนมให้ทันออกไปขายที่ตลาด "ข้ารับรองว่าต้องขายได้แน่นอนเจ้าค่ะ กลิ่นหอมขนาดนี้" ซูหลานที่กลายมาเป็นคนของไป๋เยว่เต็มตัวเปิดฝาหม้อนึ่งขนมหม้อสุดท้ายออกพลางสูดดมกลิ่นหอมในหม้อเบา ๆ "รีบจัดขนมเถิดเดี๋ยวจะสายเสียก่อน" ไป๋เยว่และหนี่เอ๋อร์ที่กำลังเก็บของไปล้างเอ่ยเตือน จากนั้นนางทั้งสองก็มาช่วยซูหลานจัดขนมใส่ห่อไปขายที่ตลาด ซูหลานและหนี่เอ๋อร์ออกไปขายขนมที่ตลาดเป็นครั้งแรกจึงต้องไปสองคน ไป๋เยว่จึงยู่บ้านคนเดียว นางเก็บกวาดห้องครัวและออกไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำท้ายหมู่บ้านรอทั้งสองคนกลับมา จิ่นเหวินออกมาตักน้ำที่บ่อน้ำท้ายหมู่บ้านบริเวณใกล้กับไป๋เยว่ที่ซักผ้าอยู่ มันมิใช่ความบังเอิญแต่เป็นความตั้งใจของเขา ก่อนหน้านี้สืบรู้มาแล้วว่าไป๋เยว่อยู่คนเดียวและกำลังออกมาซักผ้าเขาจึงกะเวลาพอดีแล้วถือถังน้ำออกจากบ้านมา จิ่นเหวินวางถังน้ำไว้ข้างบ่อแล้วเดินเข้าไปใกล้ไป๋เยว่ เขาหยุดยืนข้าง ๆ นางก่อนนั่งลง ไป๋เยว่หันมองตามสัญชาตญาณเมื่อนางรู้สึกว่ามีคนอยู่ใกล้ตัว "องค์ชาย เอ่อ..." นางลุกขึ้นกำลังจะย่อกายคารวะดั่งที่เคยทำ "อย่าทำเช่น
เรื่องของไป๋เยว่รบกวนจิตใจจิ่นเหวินอยู่หลายวัน นางทำเช่นนี้เขามิได้ถือโทษโกรธนางเพียงแต่เขากำลังตัดสินใจในบางเรื่องก่อน จิ่นเหวินติดราชกิจในราชสำนักนานหลายวันเขาจึงไม่ได้ไปเยี่ยมไป๋เยว่ เพียงส่งชาไปฝากนางและเขียนจดหมายถึงนางเล็กน้อย ในอดีตนางไม่เคยได้ทำความรู้จักกับองค์ชายรองผู้นี้ ชาตินี้นางได้รู้จักได้ใกล้ชิดกันบ่อยครั้งทำให้นางรับรู้ว่าคนที่หวังดีกับนางจากใจจริงยังคงมีอยู่ จิ่นเหวินคอยช่วยเหลือและปกป้องนางมาหลายครั้ง ในใจของนางก็มีความอบอุ่นเมื่อได้พบกับเขา แต่หากโชคชะตาทำให้นางและเขาไม่เป็นอย่างที่ใจคิดนางก็ยอมรับได้ เพราะมันคือหนทางที่นางเลือกแล้ว ในวันข้างหน้าเขาคงมีตำแหน่งสูงขึ้น มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ต่อจากฮ่องเต้ แตกต่างกับนางที่เป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง "คุณหนูเจ้าคะ ข้าไปเก็บลูกพลับหลังบ้านมีเยอะแยะเลยเจ้าค่ะ" หนี่เอ๋อร์วิ่งเข้ามาหานางด้วยความตื่นเต้น ไป๋เยว่หยุดความคิดแล้วหันไปดูตะกร้าลูกพลับในมือหนี่เอ๋อร์ "ดีเลย เอาไปเก็บในครัวเถิด" "เจ้าค่ะ" สตรีทั้งสามใช้ชีวิตดั่งชาวบ้านทั่วไป เสื้อผ้าอาภรณ์สวยงามของนางเก็บเอาไว้มิดชิด มีเพียงชุดทำงานธรรมดาและเรียบง่ายแทน
รถม้ารับจ้างสองคันเคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่เขตชานเมือง การตัดสินใจของไป๋เยว่ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย นางรู้ดีว่าทำผิดธรรมเนียมของสตรีที่ดี ผู้อื่นอาจมองว่านางเห็นแก่ตัวที่ทอดทิ้งครอบครัว แต่นางมั่นใจว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับชีวิต "เมื่อเลือกเส้นทางใหม่ก็ต้องยอมรับสิ่งที่เสียไปเพื่อแลกกับชีวิตใหม่" นางพูดกับซูหลานและหนี่เอ๋อร์ที่ขอติดตามไปอยู่ด้วย "ว่าแต่เจ้าสองคนออกมาอยู่กับข้าเช่นนี้ จะยอมรับได้หรือค่าจ้างก็ไม่มี ทรัพย์สินเงินทองที่มีติดตัวมาก็มีไม่มาก" นางไม่อยากเห็นเด็กสาวทั้งสองคนต้องตกระกำลำบาก สำหรับไป๋เยว่ผู้เคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ต่อให้ต้องอยู่อย่างคนยากจนนางก็ไม่กลัว "พวกเราไม่กลัวเจ้าค่ะ เราต่างมีฝีมือ ข้ากับหนี่เอ๋อร์มีเงินก้อนหนึ่ง เอามารวมกันลงทุนก็น่าจะตั้งตัวได้เร็วขึ้น" "ใช่เจ้าค่ะคุณหนู ข้าอยากติดตามคุณหนูเรื่องลำบากข้าไม่เคยกลัว" คำพูดของสตรีทั้งคู่หนักแน่นมั่นคง ไป๋เยว่เผยรอยยิ้มออกมา นางซาบซึ้งใจที่นางเพิ่งสูญเสียคำว่าครอบครัวไปแต่กลับได้มิตรแท้กลับคืนมา "ขอบใจเจ้าทั้งสองคนมาก" รถม้าจอดที่บ้านหลังเล็ก ๆ สตรีทั้งสามจึงช่วยกันขนของ







