เข้าสู่ระบบ“น้องธิชาคะ เวลาทานข้าวใครเขามาคุยเรื่องงานกันล่ะคะ” มะปรางเอ่ยเบรกธิชาดังเอี๊ยด ทำตัวประหนึ่งคนในครอบครัวเอ่ยเตือนธิชาเหมือนสนิทสนมกันมานานทั้งที่เจอหน้ากันแค่ไม่กี่ครั้ง
“แล้วเวลาที่อาหารอยู่ในปากใครเขาพูดไม่หยุดแบบนี้กันบ้างล่ะคะคุณมะปราง” ธิชาสวนกลับทันควันด้วยความขุ่นเคืองใจ มีสิทธิ์อะไรมาต่อว่าเธอ เป็นคนในครอบครัวเธอก็ไม่ใช่
“ธิชาลูก ไม่เอาค่ะ” คุณหญิงสุพรรษาเอ่ยปรามลูกสาวด้วยสีหน้าลำบากใจ เพราะธิชาพูดถูกทุกอย่างแต่ในฐานะแม่ก็ต้องตักเตือนไม่ให้ลูกพูดจารุนแรงไปมากกว่านี้ อย่างน้อยเธอก็ยังเกรงใจคุณหญิงผกามาศแม่ของมะปรางอยู่
“คุณหญิงป้าคะ น้องธิชาไม่น่ารักเลยนะคะ มะปรางคิดว่าเราต้องอบรมมารยาทน้องธิชาอย่างจริงจังกันแล้วนะคะ”
คุณหญิงสุพรรษาหน้าซีดเผือดกับคำพูดของลูกสาวเพื่อนรักที่พูดออกมาอย่างไม่เกรงใจผู้หลักผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ตรงนี้กันบ้างเลย รู้สึกเหมือนโดนด่าว่าไม่อบรมสั่งสอนลูกอย่างไรอย่างนั้น
“ลุงขอตัวก่อนนะ” ท่านมานพลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารไปด้วยความไม่พอใจปนเปกับความเบื่อหน่ายทันทีที่สถานการณ์บนโต๊ะเริ่มอึมครึม
“ผมมีเรื่องงานจะปรึกษาคุณพ่อพอดี ขอตัวนะครับ” ธามนิธีได้โอกาสจึงลุกตามผู้เป็นพ่อไปทิ้งให้มะปรางมองตามหลังตาละห้อย
“คุณแม่คะ วันหลังถ้ามีคนอื่นมาร่วมโต๊ะหนูขอไม่ทานข้าวที่บ้านนะคะ” ธิชาพูดเสร็จก็สะบัดหน้าใส่มะปรางแล้วเดินจากไปทันที
“คุณหญิงป้าคะ แล้วทุกคนเป็นอะไรกันลุกจากโต๊ะทั้งที่ทานไปไม่กี่คำเอง” มะปรางเอ่ยถามคุณหญิงสุพรรษาด้วยความสงสัยเพราะเธอไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าทุกคนกำลังรำคาญเธอ
“หนูมะปรางจ๊ะถ้าทานอิ่มแล้ว มาจ้ะเดี๋ยวป้าไปส่งที่รถ เป็นสาวเป็นแส้กลับบ้านดึกดื่นมันไม่ดี เดี๋ยวคุณหญิงแม่จะเป็นห่วงเอานะ” คุณหญิงสุพรรษาเดินอ้อมมาฝั่งที่มะปรางนั่งแล้วประคองมะปรางที่มีสีหน้างุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เดินไปยังลานจอดรถ
“แต่คุณป้าคะ มะปรางยังไม่...”
“เดินทางปลอดภัยนะลูก ป้าส่งแค่นี้นะพอดีป้าปวดขาอะลูก” พูดจบคุณหญิงสุพรรษาก็ปิดประตูบ้านทันทีทิ้งให้มะปรางยืนนิ่งอึ้งกับเหตุการณ์ตรงหน้าที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว
“บ้า...บ้าที่สุด คนบ้านนี้มันบ้า” หญิงสาวกระทืบเท้าด้วยความไม่พอใจแล้วก้าวเดินฉับ ๆ ไปยังรถยนต์ของตัวเอง จากนั้นก็ขับออกไปอย่างรวดเร็วเสียจนคนงานวิ่งไปเปิดประตูรั้วแทบไม่ทัน
ภายในห้องทำงาน ณ คฤหาสน์ภานุวัฒน์สกุล
“งานที่บริษัทเป็นไงบ้างล่ะธีร์ เห็นว่าวันนี้ประชุมทีมขายเหรอ” ท่านมานพเอ่ยถามลูกชายที่นั่งบริหารงานแทนมาได้หลายเดือนแล้วด้วยความเป็นห่วง
“ยอดปีนี้แย่ลงครับ แต่ก็ไม่ได้มากนักอาจจะเป็นที่เศรษฐกิจด้วย ตอนนี้ผมวางแผนจะโพรโมตโครงการใหม่ของเราเพิ่มครับ อาจจะใช้พรีเซนเตอร์ที่มีชื่อเสียงสักหน่อยเพื่อกระตุ้นยอดขาย” ธามนิธีเอ่ยเสนอความคิดของตัวเองไปให้กับผู้เป็นพ่อ ซึ่งท่านมานพก็พยักหน้ารับฟังและไม่ได้ขัดอะไร
“แล้วกับน้ำหอมเป็นไงบ้าง” เมื่อผู้เป็นพ่อเจาะจงถึงหญิงสาว ธามนิธีก็เข้าใจทันทีว่าท่านต้องทราบถึงเหตุการณ์ในห้องประชุมวันนี้ จึงอดไม่ได้ที่เอ่ยแซวคุณพ่อของเขาที่เป็นห่วงหลานสาวสุดที่รักเสียเหลือเกิน
“คุณพ่อทราบข่าวไวจังนะครับ ก็ไม่ยังไงครับเพียงแต่ผมต้องการกระตุ้นทั้งตัวเธอและทุกคนในทีมก็เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นคนของใครก็ต้องทำงานให้อยู่ในมาตรฐานของบริษัททั้งนั้น” ธามนิธีไหวไหล่เล็กน้อยด้วยท่าทีสบาย ๆ
“ธีร์ก็อย่าไปอคติกับน้ำหอมเขา พ่อไม่อยากให้เขารู้สึกอึดอัด ธีร์ต้องเข้าใจนะว่าเกริกพ่อของน้ำหอมเขาดีกับพ่อมาก และพ่อก็สัญญากับเกริกไว้แล้วว่าจะไม่มีทางทิ้งครอบครัวของเขาแน่นอน อีกอย่างหนูน้ำหอมก็ทำงานเก่งมากนะ” คุณพ่อของเขาเอ่ยชมหญิงสาวไม่ขาดปากจนชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะสงสัยในความเก่งของหญิงสาวว่าเธอเก่งจริง ๆ หรือเพราะมีคุณพ่อของเขาคอยหนุนหลังช่วยเหลือกันแน่
“คุณพ่อครับผมเริ่มสงสัยแล้วนะว่าใครเป็นลูกคุณพ่อกันแน่” ธามนิธีเอ่ยแซวผู้เป็นพ่อพร้อมกับรอยยิ้มล้อเลียน
“อ้าว! ไอ้นี่ทำตัวเป็นเด็กขี้อิจฉาไปได้”
สองพ่อลูกมักหยอกล้อกันเป็นประจำเมื่อได้เจอหน้ากัน มันทำให้ครอบครัวของเขาค่อนข้างที่จะผูกพันกัน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูห้องทำงานแล้วเปิดเข้ามาทันทีโดยไม่รอเสียงตอบรับจากเจ้าของห้องคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคุณหญิงสุพรรษา ที่มาพร้อมกับแตงไทยแม่บ้านประจำคฤหาสน์ยกถาดคุกกี้ที่ทำจากธัญพืช และชาร้อนเข้ามาเสิร์ฟสองพ่อลูกถึงในห้องทำงาน
เมื่อแตงไทยเสิร์ฟของว่างเสร็จแล้วก็เดินออกไปทันที ในห้องจึงเหลือเพียงสามคนพ่อแม่ลูก
“ธีร์ เรื่องหนูมะปราง คือ...” คุณหญิงสุพรรษาไม่อยากอ้อมค้อมรีบเข้าเรื่องถึงธุระที่ต้องการมาคุยกับลูกชายทันทีแต่ก็ถูกขัดเสียก่อน
“ผมบอกคุณแม่ไปหลายครั้งแล้วนะครับว่าเรื่องชีวิตคู่ผมขอเป็นคนเลือกเอง”
ธามนิธีเริ่มขยับตัวเล็กน้อยเตรียมจะลุกขึ้นไปยืนใกล้ ๆ หญิงสาว เพราะกลัวว่าเธอจะเสียใจจนคิดสั้นไป อย่างน้อยถ้ามีอะไรฉุกเฉินเขาจะได้ช่วยดึงสติเธอได้ทันเวลา แต่ร่างสูงก็ต้องชะงักไปกับคำพูดของหญิงสาวที่ตะโกนผ่านสายลมที่พัดโชยมา “แต่ไม่เป็นไรนะคะพ่อ ถึงเวลาที่พ่อต้องพักบ้างแล้ว ต่อจากนี้ไปน้ำหอมจะดูแลแม่กับน้องเอง พ่อไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ขอแค่พ่อเป็นกำลังใจให้ลูกคนนี้ด้วยนะคะ” หญิงสาวเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าขาวสะอาดจนเกลี้ยงเกลา แล้วหมุนตัวเดินก้มหน้าก้มตาผ่านชายหนุ่มไปโดยไม่คิดจะมองว่าคนที่อยู่บริเวณนั้นเป็นคนที่เธออาจจะรู้จัก ธามนิธีมองตามร่างเล็กไปด้วยแววตาแห่งความเห็นใจแต่ก็มีความประทับใจแทรกซึมเข้ามาด้วยเพราะแม้เธอจะเสียใจมากแค่ไหนแต่เธอกลับห่วงแม่และน้องสาวมากกว่าตัวเองเสียอีกเขาไม่กล้าเข้าไปในงานศพเพียงลำพังเพราะรู้สึกทำตัวไม่ถูกที่ต้องอยู่ต่อหน้าคนที่เขาแอบรู้สึกดีด้วย ชายหนุ่มมาจอดรถคอยดูลลิตาที่ข้างศาลาตั้งแต่ 5 โมงเย็นของทุกวัน และขับรถตามไปส่งหญิงสาวจนถึงบ้านตลอดงานสวดพระอภิธรรมของอาเกริกทุกวัน ซึ่งงานสวดก็มีทั้งหมด 5 คืนจนวันสุดท้ายวันเผาครอบครัวของเขามาร
หัวสมองของลลิตาเหมือนหยุดทำงานไปชั่วขณะ หูทั้งสองข้างอื้ออึงไปหมด หญิงสาวปล่อยโฮด้วยความปลื้มปริ่มใจจนลืมรักษาภาพลักษณ์ไปเลย ธามนิธีลุกขึ้นมาคว้าร่างเล็กเข้าไปโอบกอดด้วยความทะนุถนอม “น้ำหอมรักคุณธีร์นะคะ” “ผมก็รักคุณครับน้ำหอม” ผู้คนที่ยืนรายล้อมอยู่ตรงนั้นต่างส่งเสียงเฮลั่นด้วยความดีใจไปกับคนทั้งคู่ บางคนก็ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปความโรแมนติกนี้เอาไว้ ใครจะไปคิดว่าจากแก้บนอยู่ดี ๆ กลับเป็นตัวเองถูกเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานไปเสียได้ เมื่อหญิงสาวตั้งสติได้แล้วก็หันไปกอดเพื่อนรักทั้งสองคนที่อยู่กับเธอแทบจะทุกช่วงเวลา ในยามเศร้าโศกที่เธอต้องเสียพ่อไปเหล่าเพื่อน ๆ ก็เป็นกำลังใจให้กับเธอเสมอ เมื่อเรียนจบพวกเขาก็ร่วมฉลองความสำเร็จไปด้วยกัน มาวันนี้ที่เธอกำลังจะมีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝาก็มีการ์ตูนกับไม้ตรีมาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย เมื่อเห็นลลิตากอดกับไม้ตรีนานจนเกินไป ธามนิธีก็อดไม่ได้ที่จะรีบดึงว่าที่เจ้าสาวของเขากลับมาด้วยอารมณ์หึงหวง “น้ำหอมอย่าเข้าใกล้ผู้ชายอื่นแบบนี้สิ ผมไม่ชอบ” ลลิตาและเพื่อน ๆ ขำกันลั่นที
“น้ำหอมมีเรื่องจะขอร้องคุณธีร์อีกเรื่องหนึ่งค่ะ” น้ำเสียงออดอ้อนมาพร้อมกับการหายโกรธเขาเร็วจนผิดปกติ ทำเอาธามนิธีรู้สึกหวั่นใจว่าแฟนสาวของเขากำลังคิดอะไรแผลง ๆ อีกหรือเปล่า“อะไรเหรอครับ” ธามนิธีพยายามทำใจดีสู้เสือเอ่ยถามไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทั้งที่ในใจของเขานั้นลุ้นยิ่งกว่าราคาหุ้นในแต่ละวันเสียอีก“เอ่อ คือก่อนน้ำหอมจะไปพบแม่คุณธีร์ น้ำหอมได้บนกับศาลตายายไว้ว่าถ้าทุกอย่างผ่านไปด้วยดีจะให้คุณธีร์ไปร้องเพลงแก้บนที่ศาลค่ะ” ลลิตาผละร่างกายออกแล้วหันมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม พร้อมกับบอกในสิ่งที่เขาต้องช่วยเธอ“ไม่มีทางนะ ไม่เอานะน้ำหอม ทำไมต้องเป็นผมอะ” ธามนิธีที่เป็นถึงนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง มาดเจ้านายแสนเนี้ยบในสายตาเหล่าลูกน้อง กำลังจะไปนั่งร้องเพลงแก้บนแค่คิดเขาก็หดหู่ใจเสียแล้ว“แต่คุณธีร์ต้องทำค่ะ เพื่อความรักของเรา และอีกอย่างคุณธีร์จะไม่โดดเดี่ยวนะคะเพราะน้ำหอมก็จะไปแก้บนเป็นเพื่อนด้วย” หญิงสาวกอดอกเชิดหน้าขึ้นอย่างมั่นอกมั่นใจ ตอนแรกก็เหมือนจะมาขอร้องแต่ตอนนี้เธอกำลังบังคับเขาชัด ๆ“จะ...จริงนะครับน้ำหอม” ชายหนุ่มพ่นลมหายใจอย่างหนักใจ เอาวะอย่างน้อย ๆ ก็ไม่ได้โดดเดี่ยวเพราะมีแฟนสาวไ
“ขอบคุณมากนะครับคุณแม่” ธามนิธีรู้สึกซึ้งใจกับคำพูดของผู้เป็นแม่เป็นอย่างมาก เพราะแม่อยากให้เขาเป็นฝั่งเป็นฝาจึงพยายามมองหาคนที่คิดว่าเหมาะสมมาให้เขาได้ดูตัวตลอด แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่คุณหญิงสุพรรษาจะบังคับฝืนใจลูกชายตัวเอง “อาทิตย์หน้าหลังจากคุณพ่อกลับจากต่างประเทศ เราจะเข้าไปสู่ขอหนูน้ำหอมกับคุณนวลจันทร์นะคะ” “เอ่อ...มันไม่เร็วไปเหรอคะ คือน้ำหอมกับคุณธีร์เพิ่งคบกันนะคะ อยากศึกษากันไปอีกสักพักค่ะ” ลลิตาเอ่ยไปตามความจริง แต่แทนที่ธามนิธีจะเคืองเธอเหมือนอย่างทุกครั้งที่เธอชอบปฏิเสธเขา กลับได้รับเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์กลับมาแทน “ไม่เร็วหรอกจ้ะ แม่อยากเลี้ยงหลานใจจะขาดอยู่แล้วใช่ไหมคะคุณนวลจันทร์” สองแม่รวมทีมกันขนาดนี้แล้วลลิตาจะเอาอะไรไปสู้ได้ล่ะ “คุณธีร์พูดอะไรหน่อยสิคะ” ลลิตารีบขอความช่วยเหลือจากคนข้างกายที่คำตอบที่ได้กลับมา ยิ่งทำให้หญิงสาวอยากจะข่วนหน้าผู้ชายคนนี้จริง ๆ “คุณแน่ใจนะน้ำหอมว่าคุณยังไม่ท้อง” ธามนิธีกระซิบเบา ๆ ซึ่งก็ทำเอาหญิงสาวงงหนักเข้าไปอีกไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด เธอจะไปท้องได้อย่างไรกัน “ก็คุณธ
“สวัสดีค่ะคุณป้า” ลลิตาประนมมือไหว้อย่างนอบน้อม พยายามผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด “จ้ะ นั่งก่อนสิ” คุณหญิงสุพรรษาหันมาเชื้อเชิญให้แฟนสาวของลูกชายนั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเธอ ซึ่งห้องอาหารแห่งนี้ไม่ได้กว้างขวางมากนักมีเพียงแค่โต๊ะใหญ่ทรงกลมตั้งอยู่กลางห้อง และมีเก้าอี้ที่สามารถรองรับแขกที่มาใช้บริการได้ถึงสิบคน แต่ทั้งห้องกลับดูใหญ่เกินไป สำหรับคนสองคน ลลิตาเลื่อนเก้าอี้นั่งลงยังฝั่งตรงกันข้ามกับคุณหญิงสุพรรษา มือเล็กเย็นเฉียบด้วยความตื่นเต้น สถานการณ์ตอนนี้มันทั้งกดดันและอึดอัดจนหญิงสาวแทบหายใจไม่ออก “สั่งอาหารกันก่อนดีไหม” คุณหญิงสุพรรษาเอ่ยถามลลิตาทั้งที่ตัวของเธอนั้นก็เปิดสมุดเมนูดูไปพลาง ๆ ด้วยท่าทีสบาย ๆ “เอ่อ คุณป้าสั่งเลยค่ะ น้ำหอมกินได้ทุกอย่าง” คำตอบของลลิตาทำเอาคุณหญิงสุพรรษาแอบอมยิ้มบาง ๆ แล้วจัดการสั่งอาหารไปสองสามอย่าง “คบกับตาธีร์มานานหรือยัง” คำถามแรกคุณหญิงสุพรรษาก็พุ่งประเด็นเข้าเรื่องทันทีโดยไม่มีการอ้อมค้อมใด ๆ “เพิ่งคบกันได้สักพักค่ะ” ลลิตาเอ่ยตอบไปตามความจริง ดวงตา
ช่วงบ่ายของวันลลิตาได้ยินเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของเธอดังขึ้นมา หญิงสาวรีบกดเบาเสียงเพราะไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของแฟนหนุ่มที่กำลังนอนหลับพริ้มอย่างน่าเอ็นดู คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยเพราะเบอร์ที่โทรเข้ามานั้นเป็นเบอร์แปลกที่หญิงสาวไม่คุ้นตา เมื่อทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหวปลายนิ้วเรียวจึงกดรับสายนั้นทันที “สวัสดีค่ะคุณลลิตา คุณมีพัสดุตกค้างซึ่งเราคาดว่าน่าจะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย.......” ลลิตาถอนหายใจเฮือกยาวเบื่อพวกคอลเซนเตอร์พวกนี้จริง ๆ หญิงสาวขี้เกียจตอบโต้จึงกดวางสายไปทันที “เสียเวลานอนชะมัด” หญิงสาวบ่นพึมพำกับตัวเองแล้วหันกลับไปวางโทรศัพท์ไว้ที่โต๊ะหัวเตียงตามเดิม เมื่อจะทิ้งตัวลงนอนอีกครั้งโทรศัพท์มือถือของเธอก็ส่งเสียงร้องขึ้นมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้ไม่ใช่เบอร์เดิม เพราะเบอร์นั้นเธอจัดการบล็อกไปเรียบร้อยแล้ว “หน็อย เปลี่ยนเบอร์โทรมาอีกเหรอคนยิ่งง่วง ๆ อยู่ เดี๋ยวจะด่าให้ลืมทางกลับบ้านเลยดีไหม” ลลิตากดรับสายด้วยอารมณ์ขุ่นมัวจัด เพราะเธอกำลังถูกรบกวนเวลาพักผ่อน หญิงสาวจึงเดินออกไปคุยกับปลายสายที่คาดเดาว่าต้องเป็นมิจฉ
“อ้าว ไหนว่าประชุมด่วน แล้วเขาประชุมที่ไหนกัน” ดวงตากลมโตมองไปรอบ ๆ อย่างงุนงง มือบางล้วงในกระเป๋าเพื่อโทรหาหัวหน้าของเธอ “5 สายไม่ได้รับ นี่พี่โยจะฆ่าฉันทิ้งไหมเนี่ย” มือเล็กรีบกดโทรหาหัวหน้าทันที รอเพียงไม่นานปลายสายก็กดรับพร้อมกับเสียงดังลั่นมาจากปลายสาย (โอ๊ย กว่าจะได้คุ
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! ร่างเล็กสะดุ้งโหยงสุดตัวจนโทรศัพท์หล่นไปที่พื้น หันไปตามเสียงเคาะกระจกรถยนต์ก็พบกับใบหน้าหล่อเหลาที่พยายามมองเข้ามาผ่านฟิล์มมืดแม้จะเห็นได้ไม่ชัดก็ตาม ใจดวงน้อยที่ตื่นตระหนกก็รู้สึกอุ่นวาบขึ้นทันทีเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ข้างรถเป็นใคร อย่างน้อยโชคชะตาก็ไม่ไ
“แม่ก็ไม่ได้จะบังคับ แค่อยากให้ศึกษาดูใจกันไปไม่ชอบก็ไม่เป็นไร จริง ๆ หนูมะปรางเป็นเด็กน่ารัก ชาติตระกูลดี แค่เป็นคนพูดก่อนคิดทีหลังแค่นั้นเอง” ประโยคหลังคุณหญิงสุพรรษาพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนลูกชายและสามีพากันส่ายศีรษะให้กับความดื้อของผู้หญิงที่ใหญ่ที่สุดในบ้าน “พูดก่อนคิดหรือพูดไม่คิด
“อะ ๆ ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว ไป ๆ ลูกเข้าบ้าน แม่ทำกับข้าวจะเสร็จแล้ว น้ำหอมไปอาบน้ำก่อนนะลูก น้ำใสมาช่วยแม่จัดโต๊ะมา”ทั้งสามคนเดินควงแขนกันเข้าบ้าน 2 ชั้นหลังไม่เล็กไม่ใหญ่ซึ่งลลิตาเป็นคนซื้อไว้ให้ครอบครัวของเธอได้อยู่อาศัยแทนบ้านหลังเก่าที่มันทรุดโทรมมากแล้วตั้งแต่พ่อซึ่งเป็นเสาหลักของบ้านจากไป ลลิต







