LOGIN“อ้าว ไหนว่าประชุมด่วน แล้วเขาประชุมที่ไหนกัน” ดวงตากลมโตมองไปรอบ ๆ อย่างงุนงง มือบางล้วงในกระเป๋าเพื่อโทรหาหัวหน้าของเธอ
“5 สายไม่ได้รับ นี่พี่โยจะฆ่าฉันทิ้งไหมเนี่ย” มือเล็กรีบกดโทรหาหัวหน้าทันที รอเพียงไม่นานปลายสายก็กดรับพร้อมกับเสียงดังลั่นมาจากปลายสาย
(โอ๊ย กว่าจะได้คุยกันนะยัยหอม พี่จะเร่งให้รีบมาขึ้นรถตู้บริษัท ไปดูโครงการที่นครปฐม แต่โทรเท่าไหร่ก็ไม่รับ ท่านประธานเลยสั่งให้พวกพี่ไปก่อน ส่วนหอมไปพบท่านที่ห้องทำงานด่วนเลย)
“ท่านมีธุระอะไรกับหอมเหรอคะ พี่โยพอจะทราบไหม” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาตอนนี้ความกังวลมีมากมายล้านแปด
(ไม่แน่ใจนะ หอมไปพบท่านก่อนเถอะ อย่าปล่อยให้รอนานเดี๋ยวจะโดนตำหนิเอาอีก)
“ค่ะ ๆ ขอบคุณค่ะพี่โย”
ลลิตานำของของตนเองไปเก็บที่โต๊ะทำงานก่อนแล้วจึงขึ้นลิฟต์ไปยังชั้น 10 ซึ่งเป็นชั้นของผู้บริหาร
มือบางเย็นเฉียบใบหน้าขาวซีดไร้เลือดฝาดค่อย ๆ ย่างก้าวไปยังทางเดินที่ไร้ผู้คน บรรยากาศบนชั้นนี้ช่างน่ากลัวและวังเวงยิ่งนัก
ซึ่งในตอนนี้ลลิตาคิดว่าบรรยากาศมันน่ากลัวยิ่งกว่าเดินในป่าช้าตอนเที่ยงคืนเสียอีก
“สาธุท่านเจ้าที่เจ้าทางเจ้าขาขออย่าให้ลูกโดนไล่ออกเลยนะเจ้าคะ” และก็เหมือนเดิมเธอก็พึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกเช่นเคย
ขาเรียวภายใต้กระโปรงทรงเอเหนือเข่าเล็กน้อยก้าวเดินไปบนรองเท้าส้นสูงอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก เพราะวันนี้เธอกำลังวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด จนเลขาหน้าห้องท่านประธานต้องเอ่ยทักถึงความผิดปกติของเธอ
“คุณน้ำหอมเป็นอะไรไปครับ หน้าซีดเชียว ไม่สบายหรือเปล่าครับ” ณวัฒน์ เลขาคนสนิทของประธานหนุ่มเอ่ยทักพนักงานสาวสวยประจำบริษัทด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“มะ...ไม่เป็นอะไรค่ะ น้ำหอมนอนน้อยไปหน่อยค่ะ” ลลิตาเอ่ยตอบพร้อมส่งยิ้มแห้ง ๆ ไปให้กับเลขาหนุ่ม
“มาพบท่านประธานใช่ไหมครับ” ณวัฒน์ถามกลับอย่างรู้งานเพราะประธานหนุ่มได้สั่งเขาเอาไว้ว่าถ้าลลิตามาถึง ให้เข้าไปพบเขาได้เลย
“ชะ...ใช่ค่ะ” หญิงสาวอึกอักตอบอย่างไม่เต็มเสียงนัก
“เชิญครับ ท่านกำลังรออยู่” ณวัฒน์ผายมือเชื้อเชิญลลิตาให้เข้าไปยังห้องของประธานบริษัท
ถึงแม้ลลิตาจะเป็นคนกลัวผีมาก ๆ แต่ตอนนี้ถ้าให้เลือกระหว่างเดินเข้าห้องดับจิตกับเดินเข้าห้องท่านประธานตรงหน้านี้ เธอขอเลือกอย่างแรกดีกว่า
ห้องประธานบริษัท ภานุวัฒน์สกุล
ร่างเล็กยืนก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสักนิดเพื่อจะมองคนตรงหน้า ตอนนี้เธอกำลังรู้สึกว่าตนเองเป็นนักโทษรอคำพิพากษาประหารชีวิตอย่างไรอย่างนั้น
มือเล็กที่เย็นเฉียบไม่รู้ว่าเกิดจากความเย็นของเครื่องปรับอากาศภายในห้องหรือความวิตกกังวลของเธอกันแน่ ใจดวงน้อยบีบรัดอยากให้ช่วงเวลาตอนนี้ผ่านไปเร็ว ๆ แต่ทุกวินาทีก็เหมือนจะช้าลงราวกับกลั่นแกล้งเธอ
ร่างสูงยืนหันหลังทอดมองการจราจรที่ติดแน่นขนัดผ่านกระจกของห้องทำงาน รอฟังว่าคนตัวเล็กจะเอื้อนเอ่ยอะไรออกมา
“เอ่อ...คือ...ท่านประธานเรียกฉันมามีอะไรหรือคะ” น้ำเสียงตะกุกตะกักเอ่ยถามออกมาเพราะทนอึดอัดกับความเงียบภายในห้องนี้ไม่ไหวแล้ว
“วันนี้คุณกลับบ้านไปได้แล้ว...” ยังไม่ทันที่ธามนิธีจะพูดจบ ลลิตาก็เข่าอ่อนทิ้งตัวลงไปคุกเข่ากับพื้นพร้อมกับพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ไม่นะคะท่านประธานอย่าไล่ฉันออกไปเลยนะคะ ฉันขอโทษนะคะเรื่องเมื่อวานที่เสียมารยาทกับท่าน และก็เรื่องเมื่อเช้าที่มาสายเพราะรถของฉันเสียระหว่างทาง จะหักเงินเดือนก็ได้นะคะ แต่อย่าไล่ฉันออกเลยไม่งั้นครอบครัวฉันต้องลำบากแน่ ๆ ค่ะ หรือจะเป็นเพราะยอดของฉันไม่ดี งั้นเดี๋ยว...”
“นี่เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว ฟังผมให้จบก่อนจะโวยวายได้ไหม” ธามนิธีทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยห้ามปรามหญิงสาวที่เธอพร่ำพรรณนายาวเหยียดเสียจนเขางุนงงไปหมด
“ก็ท่านประธานให้ฉันกลับบ้านก็ต้องไล่ฉันออกสิ ฉันเข้าใจผิดตรงไหนคะ” ลลิตายังไม่หยุดตั้งคำถามจนชายหนุ่มต้องถอนหายใจออกมาพรืดใหญ่
“ไปนั่งที่เก้าอี้แล้วตั้งสติฟังผมให้ดี” ธามนิธีออกคำสั่งแล้วก้าวเดินกลับไปนั่งยังเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานประธานบริษัท
ลลิตาที่ยังงุนงงอยู่ก็รีบดึงสติตัวเองกลับมา ลุกขึ้นจากพื้นแล้วเดินไปนั่งยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับชายหนุ่มตามคำสั่งของเขา
“พร้อมที่จะฟังคำสั่งผมหรือยังคุณลลิตา” น้ำเสียงเข้มเอ่ยถามร่างเล็กตรงหน้าที่กำลังตั้งใจฟังเขา แต่ธามนิธีก็แอบสังเกตเห็นว่าแววตาของเธอแสดงความดื้อรั้นออกมาเล็กน้อย
“ค่ะ เชิญท่านประธานสั่งมาได้เลยค่ะ”
“พรุ่งนี้คุณต้องเดินทางไปเขาใหญ่กับผม 2 วันเพื่อไปดูโครงการใหม่ที่กำลังจะเปิดขายในอีก 2 สัปดาห์”
“ห้ะ ไปกับท่าน 2 คนเหรอคะ แล้วทำไมต้องเป็นฉันด้วยคะ”
“ใช่คุณต้องไปกับผม และที่เป็นคุณเพราะผมต้องการให้คุณไปดูสถานที่จริงเพื่อนำมาพัฒนาการขายของตัวเอง แล้วไม่ต้องถามถึงคนอื่นเพราะผมส่งทีมขายไปดูงานกับทีมการตลาดเพื่อแชร์ไอเดียแลกเปลี่ยนความคิดของแต่ละทีมแล้ว” ธามนิธีอธิบายยาวเหยียดเพราะรู้ดีว่าคนขี้สงสัยต้องถามถึงคนอื่น ๆ ในทีมแน่ ๆ
“แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมฉันต้องไปกับท่านประธานเพียงลำพังด้วย ทำไมไม่ส่งฉันไปกับทีม” หญิงสาวเอ่ยถามถึงข้อสงสัยที่ยังค้างคาใจทันทีที่มีโอกาส
ธามนิธีทิ้งแผ่นหลังพิงกับเก้าอี้ตัวใหญ่ด้วยท่าทีสบาย ๆ ยกยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อย ทำเอาใจดวงเล็กรู้สึกหวิวแปลก ๆ แต่แล้วประโยคถัดมาของเขาก็ทำเอาสติของเธอแทบขาดผึงไป
ธามนิธีเริ่มขยับตัวเล็กน้อยเตรียมจะลุกขึ้นไปยืนใกล้ ๆ หญิงสาว เพราะกลัวว่าเธอจะเสียใจจนคิดสั้นไป อย่างน้อยถ้ามีอะไรฉุกเฉินเขาจะได้ช่วยดึงสติเธอได้ทันเวลา แต่ร่างสูงก็ต้องชะงักไปกับคำพูดของหญิงสาวที่ตะโกนผ่านสายลมที่พัดโชยมา “แต่ไม่เป็นไรนะคะพ่อ ถึงเวลาที่พ่อต้องพักบ้างแล้ว ต่อจากนี้ไปน้ำหอมจะดูแลแม่กับน้องเอง พ่อไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ขอแค่พ่อเป็นกำลังใจให้ลูกคนนี้ด้วยนะคะ” หญิงสาวเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าขาวสะอาดจนเกลี้ยงเกลา แล้วหมุนตัวเดินก้มหน้าก้มตาผ่านชายหนุ่มไปโดยไม่คิดจะมองว่าคนที่อยู่บริเวณนั้นเป็นคนที่เธออาจจะรู้จัก ธามนิธีมองตามร่างเล็กไปด้วยแววตาแห่งความเห็นใจแต่ก็มีความประทับใจแทรกซึมเข้ามาด้วยเพราะแม้เธอจะเสียใจมากแค่ไหนแต่เธอกลับห่วงแม่และน้องสาวมากกว่าตัวเองเสียอีกเขาไม่กล้าเข้าไปในงานศพเพียงลำพังเพราะรู้สึกทำตัวไม่ถูกที่ต้องอยู่ต่อหน้าคนที่เขาแอบรู้สึกดีด้วย ชายหนุ่มมาจอดรถคอยดูลลิตาที่ข้างศาลาตั้งแต่ 5 โมงเย็นของทุกวัน และขับรถตามไปส่งหญิงสาวจนถึงบ้านตลอดงานสวดพระอภิธรรมของอาเกริกทุกวัน ซึ่งงานสวดก็มีทั้งหมด 5 คืนจนวันสุดท้ายวันเผาครอบครัวของเขามาร
หัวสมองของลลิตาเหมือนหยุดทำงานไปชั่วขณะ หูทั้งสองข้างอื้ออึงไปหมด หญิงสาวปล่อยโฮด้วยความปลื้มปริ่มใจจนลืมรักษาภาพลักษณ์ไปเลย ธามนิธีลุกขึ้นมาคว้าร่างเล็กเข้าไปโอบกอดด้วยความทะนุถนอม “น้ำหอมรักคุณธีร์นะคะ” “ผมก็รักคุณครับน้ำหอม” ผู้คนที่ยืนรายล้อมอยู่ตรงนั้นต่างส่งเสียงเฮลั่นด้วยความดีใจไปกับคนทั้งคู่ บางคนก็ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปความโรแมนติกนี้เอาไว้ ใครจะไปคิดว่าจากแก้บนอยู่ดี ๆ กลับเป็นตัวเองถูกเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานไปเสียได้ เมื่อหญิงสาวตั้งสติได้แล้วก็หันไปกอดเพื่อนรักทั้งสองคนที่อยู่กับเธอแทบจะทุกช่วงเวลา ในยามเศร้าโศกที่เธอต้องเสียพ่อไปเหล่าเพื่อน ๆ ก็เป็นกำลังใจให้กับเธอเสมอ เมื่อเรียนจบพวกเขาก็ร่วมฉลองความสำเร็จไปด้วยกัน มาวันนี้ที่เธอกำลังจะมีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝาก็มีการ์ตูนกับไม้ตรีมาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย เมื่อเห็นลลิตากอดกับไม้ตรีนานจนเกินไป ธามนิธีก็อดไม่ได้ที่จะรีบดึงว่าที่เจ้าสาวของเขากลับมาด้วยอารมณ์หึงหวง “น้ำหอมอย่าเข้าใกล้ผู้ชายอื่นแบบนี้สิ ผมไม่ชอบ” ลลิตาและเพื่อน ๆ ขำกันลั่นที
“น้ำหอมมีเรื่องจะขอร้องคุณธีร์อีกเรื่องหนึ่งค่ะ” น้ำเสียงออดอ้อนมาพร้อมกับการหายโกรธเขาเร็วจนผิดปกติ ทำเอาธามนิธีรู้สึกหวั่นใจว่าแฟนสาวของเขากำลังคิดอะไรแผลง ๆ อีกหรือเปล่า“อะไรเหรอครับ” ธามนิธีพยายามทำใจดีสู้เสือเอ่ยถามไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทั้งที่ในใจของเขานั้นลุ้นยิ่งกว่าราคาหุ้นในแต่ละวันเสียอีก“เอ่อ คือก่อนน้ำหอมจะไปพบแม่คุณธีร์ น้ำหอมได้บนกับศาลตายายไว้ว่าถ้าทุกอย่างผ่านไปด้วยดีจะให้คุณธีร์ไปร้องเพลงแก้บนที่ศาลค่ะ” ลลิตาผละร่างกายออกแล้วหันมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม พร้อมกับบอกในสิ่งที่เขาต้องช่วยเธอ“ไม่มีทางนะ ไม่เอานะน้ำหอม ทำไมต้องเป็นผมอะ” ธามนิธีที่เป็นถึงนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง มาดเจ้านายแสนเนี้ยบในสายตาเหล่าลูกน้อง กำลังจะไปนั่งร้องเพลงแก้บนแค่คิดเขาก็หดหู่ใจเสียแล้ว“แต่คุณธีร์ต้องทำค่ะ เพื่อความรักของเรา และอีกอย่างคุณธีร์จะไม่โดดเดี่ยวนะคะเพราะน้ำหอมก็จะไปแก้บนเป็นเพื่อนด้วย” หญิงสาวกอดอกเชิดหน้าขึ้นอย่างมั่นอกมั่นใจ ตอนแรกก็เหมือนจะมาขอร้องแต่ตอนนี้เธอกำลังบังคับเขาชัด ๆ“จะ...จริงนะครับน้ำหอม” ชายหนุ่มพ่นลมหายใจอย่างหนักใจ เอาวะอย่างน้อย ๆ ก็ไม่ได้โดดเดี่ยวเพราะมีแฟนสาวไ
“ขอบคุณมากนะครับคุณแม่” ธามนิธีรู้สึกซึ้งใจกับคำพูดของผู้เป็นแม่เป็นอย่างมาก เพราะแม่อยากให้เขาเป็นฝั่งเป็นฝาจึงพยายามมองหาคนที่คิดว่าเหมาะสมมาให้เขาได้ดูตัวตลอด แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่คุณหญิงสุพรรษาจะบังคับฝืนใจลูกชายตัวเอง “อาทิตย์หน้าหลังจากคุณพ่อกลับจากต่างประเทศ เราจะเข้าไปสู่ขอหนูน้ำหอมกับคุณนวลจันทร์นะคะ” “เอ่อ...มันไม่เร็วไปเหรอคะ คือน้ำหอมกับคุณธีร์เพิ่งคบกันนะคะ อยากศึกษากันไปอีกสักพักค่ะ” ลลิตาเอ่ยไปตามความจริง แต่แทนที่ธามนิธีจะเคืองเธอเหมือนอย่างทุกครั้งที่เธอชอบปฏิเสธเขา กลับได้รับเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์กลับมาแทน “ไม่เร็วหรอกจ้ะ แม่อยากเลี้ยงหลานใจจะขาดอยู่แล้วใช่ไหมคะคุณนวลจันทร์” สองแม่รวมทีมกันขนาดนี้แล้วลลิตาจะเอาอะไรไปสู้ได้ล่ะ “คุณธีร์พูดอะไรหน่อยสิคะ” ลลิตารีบขอความช่วยเหลือจากคนข้างกายที่คำตอบที่ได้กลับมา ยิ่งทำให้หญิงสาวอยากจะข่วนหน้าผู้ชายคนนี้จริง ๆ “คุณแน่ใจนะน้ำหอมว่าคุณยังไม่ท้อง” ธามนิธีกระซิบเบา ๆ ซึ่งก็ทำเอาหญิงสาวงงหนักเข้าไปอีกไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด เธอจะไปท้องได้อย่างไรกัน “ก็คุณธ
“สวัสดีค่ะคุณป้า” ลลิตาประนมมือไหว้อย่างนอบน้อม พยายามผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด “จ้ะ นั่งก่อนสิ” คุณหญิงสุพรรษาหันมาเชื้อเชิญให้แฟนสาวของลูกชายนั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเธอ ซึ่งห้องอาหารแห่งนี้ไม่ได้กว้างขวางมากนักมีเพียงแค่โต๊ะใหญ่ทรงกลมตั้งอยู่กลางห้อง และมีเก้าอี้ที่สามารถรองรับแขกที่มาใช้บริการได้ถึงสิบคน แต่ทั้งห้องกลับดูใหญ่เกินไป สำหรับคนสองคน ลลิตาเลื่อนเก้าอี้นั่งลงยังฝั่งตรงกันข้ามกับคุณหญิงสุพรรษา มือเล็กเย็นเฉียบด้วยความตื่นเต้น สถานการณ์ตอนนี้มันทั้งกดดันและอึดอัดจนหญิงสาวแทบหายใจไม่ออก “สั่งอาหารกันก่อนดีไหม” คุณหญิงสุพรรษาเอ่ยถามลลิตาทั้งที่ตัวของเธอนั้นก็เปิดสมุดเมนูดูไปพลาง ๆ ด้วยท่าทีสบาย ๆ “เอ่อ คุณป้าสั่งเลยค่ะ น้ำหอมกินได้ทุกอย่าง” คำตอบของลลิตาทำเอาคุณหญิงสุพรรษาแอบอมยิ้มบาง ๆ แล้วจัดการสั่งอาหารไปสองสามอย่าง “คบกับตาธีร์มานานหรือยัง” คำถามแรกคุณหญิงสุพรรษาก็พุ่งประเด็นเข้าเรื่องทันทีโดยไม่มีการอ้อมค้อมใด ๆ “เพิ่งคบกันได้สักพักค่ะ” ลลิตาเอ่ยตอบไปตามความจริง ดวงตา
ช่วงบ่ายของวันลลิตาได้ยินเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของเธอดังขึ้นมา หญิงสาวรีบกดเบาเสียงเพราะไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของแฟนหนุ่มที่กำลังนอนหลับพริ้มอย่างน่าเอ็นดู คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยเพราะเบอร์ที่โทรเข้ามานั้นเป็นเบอร์แปลกที่หญิงสาวไม่คุ้นตา เมื่อทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหวปลายนิ้วเรียวจึงกดรับสายนั้นทันที “สวัสดีค่ะคุณลลิตา คุณมีพัสดุตกค้างซึ่งเราคาดว่าน่าจะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย.......” ลลิตาถอนหายใจเฮือกยาวเบื่อพวกคอลเซนเตอร์พวกนี้จริง ๆ หญิงสาวขี้เกียจตอบโต้จึงกดวางสายไปทันที “เสียเวลานอนชะมัด” หญิงสาวบ่นพึมพำกับตัวเองแล้วหันกลับไปวางโทรศัพท์ไว้ที่โต๊ะหัวเตียงตามเดิม เมื่อจะทิ้งตัวลงนอนอีกครั้งโทรศัพท์มือถือของเธอก็ส่งเสียงร้องขึ้นมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้ไม่ใช่เบอร์เดิม เพราะเบอร์นั้นเธอจัดการบล็อกไปเรียบร้อยแล้ว “หน็อย เปลี่ยนเบอร์โทรมาอีกเหรอคนยิ่งง่วง ๆ อยู่ เดี๋ยวจะด่าให้ลืมทางกลับบ้านเลยดีไหม” ลลิตากดรับสายด้วยอารมณ์ขุ่นมัวจัด เพราะเธอกำลังถูกรบกวนเวลาพักผ่อน หญิงสาวจึงเดินออกไปคุยกับปลายสายที่คาดเดาว่าต้องเป็นมิจฉ
“น้องธิชาคะ เวลาทานข้าวใครเขามาคุยเรื่องงานกันล่ะคะ” มะปรางเอ่ยเบรกธิชาดังเอี๊ยด ทำตัวประหนึ่งคนในครอบครัวเอ่ยเตือนธิชาเหมือนสนิทสนมกันมานานทั้งที่เจอหน้ากันแค่ไม่กี่ครั้ง “แล้วเวลาที่อาหารอยู่ในปากใครเขาพูดไม่หยุดแบบนี้กันบ้างล่ะคะคุณมะปราง” ธิชาสวนกลับทันควันด้วยความขุ่นเคืองใจ มีสิทธ
“อะ ๆ ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว ไป ๆ ลูกเข้าบ้าน แม่ทำกับข้าวจะเสร็จแล้ว น้ำหอมไปอาบน้ำก่อนนะลูก น้ำใสมาช่วยแม่จัดโต๊ะมา”ทั้งสามคนเดินควงแขนกันเข้าบ้าน 2 ชั้นหลังไม่เล็กไม่ใหญ่ซึ่งลลิตาเป็นคนซื้อไว้ให้ครอบครัวของเธอได้อยู่อาศัยแทนบ้านหลังเก่าที่มันทรุดโทรมมากแล้วตั้งแต่พ่อซึ่งเป็นเสาหลักของบ้านจากไป ลลิต
“ทะ...ท่านประธาน” ใบหน้าสวยเฉี่ยวซีดเผือดไปเล็กน้อยด้วยความตกใจแต่เพียงแค่แว็บเดียวก็แปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง เมื่อนึกถึงคำพูดร้าย ๆ ที่เขาพ่นใส่เธอในห้องประชุมวันนี้‘คุณเป็นพนักงานขาย ถ้าขายไม่ได้เลยลองคิดดูนะว่าผมจะเสียเงินจ้างคุณไว้ทำไม ไหนว่าเป็นพนักงานยอดเยี่ยมของแผนกไง ตั้งแต่ผมรับตำแหน่งประธาน
“ชีวิตที่ผ่านมาของหนูมันราบรื่นมาก ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็ประสบผลสำเร็จดั่งใจหวัง แต่ช่วงนี้ดวงของหนูไม่ค่อยดีนะเข้าข่ายดวงตกเลยแหละ แต่หนูจะมีผู้ชายเข้ามาหนุนนำคอยช่วยเหลือให้อุปสรรคมันผ่านไป และผู้ชายคนนี้คอยช่วยเหลือหนูอยู่ตลอด อย่าปล่อยให้หลุดมือเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นชีวิตหนูจะพบเจอแต่เรื่องแย่







