LOGINก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ร่างเล็กสะดุ้งโหยงสุดตัวจนโทรศัพท์หล่นไปที่พื้น หันไปตามเสียงเคาะกระจกรถยนต์ก็พบกับใบหน้าหล่อเหลาที่พยายามมองเข้ามาผ่านฟิล์มมืดแม้จะเห็นได้ไม่ชัดก็ตาม
ใจดวงน้อยที่ตื่นตระหนกก็รู้สึกอุ่นวาบขึ้นทันทีเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ข้างรถเป็นใคร อย่างน้อยโชคชะตาก็ไม่ได้ใจร้ายกับเธอเกินไป มือเล็กจึงกดลดกระจกลง
“สวัสดีค่ะคุณกวินท์” ลลิตาเอ่ยทักอย่างสนิทสนม
“ผมคิดไว้แล้วว่าต้องเป็นคุณน้ำหอมแน่ ๆ ผมคุ้น ๆ รถแต่ไม่แน่ใจ” น้ำเสียงขี้เล่นตามแบบฉบับหนุ่มเพลย์บอยเอ่ยทักทายหญิงสาวทำให้ความตกใจก่อนหน้านี้ของลลิตาหายวับไปทันที “รถเสียเหรอครับ คุณน้ำหอมกดไฟฉุกเฉินก่อนนะครับ รถคันหลังจะได้ทราบ เขาจะได้เลิกบีบแตรด่าเราที่จอดขวางทาง”
หญิงสาวทำตามคำบอกกล่าวของชายหนุ่มอย่างว่าง่าย ตอนนี้เธอเริ่มมีสติขึ้นมาบ้างแล้ว “ค่ะ ๆ ได้ค่ะ”
“คุณน้ำหอมจะไปทำงานใช่ไหมครับ พอดีเลยผมมีประชุมแถวนั้นไปกับผมก็ได้ครับ ส่วนรถนี่เดี๋ยวให้คนของผมจัดการต่อ” กวินท์หันไปพยักหน้าให้คนขับรถของตัวเองที่คอยยืนโบกรถเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับรถราที่สัญจรผ่านทางนี้
คนขับรถของกวินท์เดินมารับกุญแจรถของลลิตาไปจากกวินท์อย่างรู้งาน ณ เวลานี้ไม่ใช่เวลามานั่งเกรงใจอะไรแล้ว ไม่มีเวลาให้คิดนาน ลลิตาจึงรีบเก็บข้าวของที่จำเป็นต้องใช้จากในรถของตนเอง แล้วหอบหิ้วพะรุงพะรังไปยังรถของกวินท์ที่จอดต่อท้ายรถของเธออยู่
“มาครับผมช่วย” กวินท์ที่ยืนมองการกระทำของหญิงสาวก็อดอมยิ้มให้กับความน่ารักของเธอไม่ได้
“ขอบคุณค่ะ คุณกวินท์ช่วยเปิดประตูรถให้หอมก็พอค่ะ” เสียงหวานหันมาตอบกวินท์ด้วยความเกรงใจ แต่เพื่อความรวดเร็วเธอจึงต้องไหว้วานเขา
เขาจึงเดินไปเปิดประตูรถด้านหลังให้หญิงสาวนำของไปวาง แล้วเดินไปยังตำแหน่งคนขับด้วยความรวดเร็ว เพราะเพียงเวลาแค่แป๊บเดียวก็ทำเอาการจราจรติดขัดยาวไปเป็นกิโลแล้ว
รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์คันหรูสีดำเงาขับเคลื่อนไปยังท้องถนนอย่างรวดเร็ว เพราะเจ้าของรถพอจะรับรู้ได้ว่าหญิงสาวที่นั่งข้าง ๆ น่าจะรีบพอสมควร สังเกตจากอาการลุกลี้ลุกลนคอยยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูทุกนาทีเลยก็ว่าได้
“ใกล้ถึงแล้วครับ” ชายหนุ่มเอ่ยบอกหวังให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง
“หอมต้องขอบคุณคุณกวินท์มากนะคะ ถ้าไม่ได้คุณวันนี้หอมตายแน่ค่ะ” หญิงสาวหันมาขอบคุณชายหนุ่มซึ่งเป็นลูกค้าคนสำคัญของเธอจากใจจริง
กวินท์คือลูกค้าคนสำคัญของลลิตาที่มักมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ไว้เกร็งกำไร โดยส่วนใหญ่เขามักจะมาซื้อ
คอนโดฯ ทีละหลาย ๆ ห้อง บางครั้งก็แนะนำเพื่อนให้มาซื้อบ้านหรือคอนโดฯ กับลลิตาอยู่บ่อยครั้งโดยทั้งคู่เจอกันด้วยความบังเอิญที่งานเปิดตัวคอนโดฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการของบริษัท ภานุวัฒน์สกุล เมื่อช่วงที่ลลิตาเข้ามาทำงานที่นี่ได้ไม่ถึงปี
ด้วยความที่กวินท์ถูกใจลลิตาตามประสาเพลย์บอยก็เลยผูกขาดซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่อยากได้กับหญิงสาวเป็นประจำ
แต่ด้วยหญิงสาวเป็นคนฉลาดเธอรู้ว่าชายหนุ่มคิดยังไงกับเธอ หญิงสาวจึงค่อนข้างรักษาระยะห่างพอสมควร คงไว้ซึ่งสถานะคู่ค้าที่ดีต่อกัน ซึ่งกวินท์ก็ยิ่งรู้สึกถูกใจลลิตามากยิ่งขึ้น
เพราะยิ่งเธอยากมากเท่าไรมันก็ยิ่งท้าทายสำหรับเพลย์บอยอย่างเขา
“คุณน้ำหอมครับช่วงนี้มีโครงการอะไรเปิดใหม่ไหมครับ เอาแบบต่างจังหวัดยิ่งดีเลยครับ พอดีเพื่อนผมเขาอยากซื้อบ้านพักเก็บไว้สักหลังหนึ่งครับ” ชายหนุ่มเอ่ยชวนคุยไปเรื่อย ๆ กับหญิงสาวหวังให้เธอผ่อนคลายความตึงเครียดลงบ้าง
“จริงเหรอคะ มีค่ะมีโครงการจะเปิดขายใหม่ต้นเดือนหน้าที่เขาใหญ่ ถ้าเพื่อนคุณกวินท์สนใจเดี๋ยวน้ำหอมส่งรายละเอียดไปให้นะคะ”
“ได้ครับ”
รถยนต์มาจอดตรงหน้าบริษัท ภานุวัฒน์สกุล จำกัด (มหาชน) พอดีซึ่งตอนนี้ก็เป็นเวลา 8.58 น. ลลิตากระวีกระวาดโกยข้าวของตัวเองออกจากรถยนต์ของกวินท์ และไม่ลืมที่จะเอ่ยขอบคุณชายหนุ่มอีกครั้ง
“ขอบคุณคุณกวินท์อีกครั้งนะคะ เดี๋ยวไว้หอมขอเลี้ยงข้าวขอบคุณคุณนะคะ”
เมื่อปิดประตูรถแล้วลลิตาก็รีบวิ่งเข้าไปในตึกอาคารสูงทันที โดยที่กวินท์มองตามร่างบางไปด้วยสายตามียากจะคาดเดาความคิดยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย จนคนตัวเล็กวิ่งหายเข้าไปในตึก รถยนต์ของกวินท์ก็ขับเคลื่อนออกไปทันที
ลลิตากระวีกระวาดวิ่งตรงไปยังลิฟต์หวังจะขึ้นไปยังชั้นที่ 9 ซึ่งเป็นชั้นที่มีห้องประชุมอย่างเร็วที่สุด โดยไม่สนใจเสียงโทรศัพท์ที่ดังอยู่ในกระเป๋าสะพาย เพราะเธอมั่นใจว่าต้องเป็นพี่โยหัวหน้าของเธอที่โทรมาตามแน่ ๆ
“โอ๊ยอีกแป๊บเดียวจะถึงแล้วพี่โย จะโทรอะไรนักหนา” ลลิตาได้แต่วิ่งไปบ่นไป ไม่มีเวลาแม้แต่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู
เมื่อวิ่งมาถึงยังห้องประชุมมือเล็กก็ผลักเข้าไปพร้อมเอ่ยขอโทษทุกคนในห้องประชุมเสียงดังลั่น
“ขอโทษนะคะที่มาช้า” หญิงสาวรีบก้มหัวเพื่อแสดงการขอโทษอย่างจริงใจกับทุกคน แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นเพียงความเงียบ
ทุกอย่างมันเงียบจนเธอสัมผัสได้ว่ามันผิดปกติ แถมแอร์ในห้องประชุมก็ไม่ได้ถูกเปิดใช้งานอย่างที่ควรจะเป็น หญิงสาวจึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นแล้วก็ต้องพบเพียงความว่างเปล่า
ธามนิธีเริ่มขยับตัวเล็กน้อยเตรียมจะลุกขึ้นไปยืนใกล้ ๆ หญิงสาว เพราะกลัวว่าเธอจะเสียใจจนคิดสั้นไป อย่างน้อยถ้ามีอะไรฉุกเฉินเขาจะได้ช่วยดึงสติเธอได้ทันเวลา แต่ร่างสูงก็ต้องชะงักไปกับคำพูดของหญิงสาวที่ตะโกนผ่านสายลมที่พัดโชยมา “แต่ไม่เป็นไรนะคะพ่อ ถึงเวลาที่พ่อต้องพักบ้างแล้ว ต่อจากนี้ไปน้ำหอมจะดูแลแม่กับน้องเอง พ่อไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ขอแค่พ่อเป็นกำลังใจให้ลูกคนนี้ด้วยนะคะ” หญิงสาวเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าขาวสะอาดจนเกลี้ยงเกลา แล้วหมุนตัวเดินก้มหน้าก้มตาผ่านชายหนุ่มไปโดยไม่คิดจะมองว่าคนที่อยู่บริเวณนั้นเป็นคนที่เธออาจจะรู้จัก ธามนิธีมองตามร่างเล็กไปด้วยแววตาแห่งความเห็นใจแต่ก็มีความประทับใจแทรกซึมเข้ามาด้วยเพราะแม้เธอจะเสียใจมากแค่ไหนแต่เธอกลับห่วงแม่และน้องสาวมากกว่าตัวเองเสียอีกเขาไม่กล้าเข้าไปในงานศพเพียงลำพังเพราะรู้สึกทำตัวไม่ถูกที่ต้องอยู่ต่อหน้าคนที่เขาแอบรู้สึกดีด้วย ชายหนุ่มมาจอดรถคอยดูลลิตาที่ข้างศาลาตั้งแต่ 5 โมงเย็นของทุกวัน และขับรถตามไปส่งหญิงสาวจนถึงบ้านตลอดงานสวดพระอภิธรรมของอาเกริกทุกวัน ซึ่งงานสวดก็มีทั้งหมด 5 คืนจนวันสุดท้ายวันเผาครอบครัวของเขามาร
หัวสมองของลลิตาเหมือนหยุดทำงานไปชั่วขณะ หูทั้งสองข้างอื้ออึงไปหมด หญิงสาวปล่อยโฮด้วยความปลื้มปริ่มใจจนลืมรักษาภาพลักษณ์ไปเลย ธามนิธีลุกขึ้นมาคว้าร่างเล็กเข้าไปโอบกอดด้วยความทะนุถนอม “น้ำหอมรักคุณธีร์นะคะ” “ผมก็รักคุณครับน้ำหอม” ผู้คนที่ยืนรายล้อมอยู่ตรงนั้นต่างส่งเสียงเฮลั่นด้วยความดีใจไปกับคนทั้งคู่ บางคนก็ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปความโรแมนติกนี้เอาไว้ ใครจะไปคิดว่าจากแก้บนอยู่ดี ๆ กลับเป็นตัวเองถูกเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานไปเสียได้ เมื่อหญิงสาวตั้งสติได้แล้วก็หันไปกอดเพื่อนรักทั้งสองคนที่อยู่กับเธอแทบจะทุกช่วงเวลา ในยามเศร้าโศกที่เธอต้องเสียพ่อไปเหล่าเพื่อน ๆ ก็เป็นกำลังใจให้กับเธอเสมอ เมื่อเรียนจบพวกเขาก็ร่วมฉลองความสำเร็จไปด้วยกัน มาวันนี้ที่เธอกำลังจะมีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝาก็มีการ์ตูนกับไม้ตรีมาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย เมื่อเห็นลลิตากอดกับไม้ตรีนานจนเกินไป ธามนิธีก็อดไม่ได้ที่จะรีบดึงว่าที่เจ้าสาวของเขากลับมาด้วยอารมณ์หึงหวง “น้ำหอมอย่าเข้าใกล้ผู้ชายอื่นแบบนี้สิ ผมไม่ชอบ” ลลิตาและเพื่อน ๆ ขำกันลั่นที
“น้ำหอมมีเรื่องจะขอร้องคุณธีร์อีกเรื่องหนึ่งค่ะ” น้ำเสียงออดอ้อนมาพร้อมกับการหายโกรธเขาเร็วจนผิดปกติ ทำเอาธามนิธีรู้สึกหวั่นใจว่าแฟนสาวของเขากำลังคิดอะไรแผลง ๆ อีกหรือเปล่า“อะไรเหรอครับ” ธามนิธีพยายามทำใจดีสู้เสือเอ่ยถามไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทั้งที่ในใจของเขานั้นลุ้นยิ่งกว่าราคาหุ้นในแต่ละวันเสียอีก“เอ่อ คือก่อนน้ำหอมจะไปพบแม่คุณธีร์ น้ำหอมได้บนกับศาลตายายไว้ว่าถ้าทุกอย่างผ่านไปด้วยดีจะให้คุณธีร์ไปร้องเพลงแก้บนที่ศาลค่ะ” ลลิตาผละร่างกายออกแล้วหันมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม พร้อมกับบอกในสิ่งที่เขาต้องช่วยเธอ“ไม่มีทางนะ ไม่เอานะน้ำหอม ทำไมต้องเป็นผมอะ” ธามนิธีที่เป็นถึงนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง มาดเจ้านายแสนเนี้ยบในสายตาเหล่าลูกน้อง กำลังจะไปนั่งร้องเพลงแก้บนแค่คิดเขาก็หดหู่ใจเสียแล้ว“แต่คุณธีร์ต้องทำค่ะ เพื่อความรักของเรา และอีกอย่างคุณธีร์จะไม่โดดเดี่ยวนะคะเพราะน้ำหอมก็จะไปแก้บนเป็นเพื่อนด้วย” หญิงสาวกอดอกเชิดหน้าขึ้นอย่างมั่นอกมั่นใจ ตอนแรกก็เหมือนจะมาขอร้องแต่ตอนนี้เธอกำลังบังคับเขาชัด ๆ“จะ...จริงนะครับน้ำหอม” ชายหนุ่มพ่นลมหายใจอย่างหนักใจ เอาวะอย่างน้อย ๆ ก็ไม่ได้โดดเดี่ยวเพราะมีแฟนสาวไ
“ขอบคุณมากนะครับคุณแม่” ธามนิธีรู้สึกซึ้งใจกับคำพูดของผู้เป็นแม่เป็นอย่างมาก เพราะแม่อยากให้เขาเป็นฝั่งเป็นฝาจึงพยายามมองหาคนที่คิดว่าเหมาะสมมาให้เขาได้ดูตัวตลอด แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่คุณหญิงสุพรรษาจะบังคับฝืนใจลูกชายตัวเอง “อาทิตย์หน้าหลังจากคุณพ่อกลับจากต่างประเทศ เราจะเข้าไปสู่ขอหนูน้ำหอมกับคุณนวลจันทร์นะคะ” “เอ่อ...มันไม่เร็วไปเหรอคะ คือน้ำหอมกับคุณธีร์เพิ่งคบกันนะคะ อยากศึกษากันไปอีกสักพักค่ะ” ลลิตาเอ่ยไปตามความจริง แต่แทนที่ธามนิธีจะเคืองเธอเหมือนอย่างทุกครั้งที่เธอชอบปฏิเสธเขา กลับได้รับเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์กลับมาแทน “ไม่เร็วหรอกจ้ะ แม่อยากเลี้ยงหลานใจจะขาดอยู่แล้วใช่ไหมคะคุณนวลจันทร์” สองแม่รวมทีมกันขนาดนี้แล้วลลิตาจะเอาอะไรไปสู้ได้ล่ะ “คุณธีร์พูดอะไรหน่อยสิคะ” ลลิตารีบขอความช่วยเหลือจากคนข้างกายที่คำตอบที่ได้กลับมา ยิ่งทำให้หญิงสาวอยากจะข่วนหน้าผู้ชายคนนี้จริง ๆ “คุณแน่ใจนะน้ำหอมว่าคุณยังไม่ท้อง” ธามนิธีกระซิบเบา ๆ ซึ่งก็ทำเอาหญิงสาวงงหนักเข้าไปอีกไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด เธอจะไปท้องได้อย่างไรกัน “ก็คุณธ
“สวัสดีค่ะคุณป้า” ลลิตาประนมมือไหว้อย่างนอบน้อม พยายามผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด “จ้ะ นั่งก่อนสิ” คุณหญิงสุพรรษาหันมาเชื้อเชิญให้แฟนสาวของลูกชายนั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเธอ ซึ่งห้องอาหารแห่งนี้ไม่ได้กว้างขวางมากนักมีเพียงแค่โต๊ะใหญ่ทรงกลมตั้งอยู่กลางห้อง และมีเก้าอี้ที่สามารถรองรับแขกที่มาใช้บริการได้ถึงสิบคน แต่ทั้งห้องกลับดูใหญ่เกินไป สำหรับคนสองคน ลลิตาเลื่อนเก้าอี้นั่งลงยังฝั่งตรงกันข้ามกับคุณหญิงสุพรรษา มือเล็กเย็นเฉียบด้วยความตื่นเต้น สถานการณ์ตอนนี้มันทั้งกดดันและอึดอัดจนหญิงสาวแทบหายใจไม่ออก “สั่งอาหารกันก่อนดีไหม” คุณหญิงสุพรรษาเอ่ยถามลลิตาทั้งที่ตัวของเธอนั้นก็เปิดสมุดเมนูดูไปพลาง ๆ ด้วยท่าทีสบาย ๆ “เอ่อ คุณป้าสั่งเลยค่ะ น้ำหอมกินได้ทุกอย่าง” คำตอบของลลิตาทำเอาคุณหญิงสุพรรษาแอบอมยิ้มบาง ๆ แล้วจัดการสั่งอาหารไปสองสามอย่าง “คบกับตาธีร์มานานหรือยัง” คำถามแรกคุณหญิงสุพรรษาก็พุ่งประเด็นเข้าเรื่องทันทีโดยไม่มีการอ้อมค้อมใด ๆ “เพิ่งคบกันได้สักพักค่ะ” ลลิตาเอ่ยตอบไปตามความจริง ดวงตา
ช่วงบ่ายของวันลลิตาได้ยินเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของเธอดังขึ้นมา หญิงสาวรีบกดเบาเสียงเพราะไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของแฟนหนุ่มที่กำลังนอนหลับพริ้มอย่างน่าเอ็นดู คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยเพราะเบอร์ที่โทรเข้ามานั้นเป็นเบอร์แปลกที่หญิงสาวไม่คุ้นตา เมื่อทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหวปลายนิ้วเรียวจึงกดรับสายนั้นทันที “สวัสดีค่ะคุณลลิตา คุณมีพัสดุตกค้างซึ่งเราคาดว่าน่าจะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย.......” ลลิตาถอนหายใจเฮือกยาวเบื่อพวกคอลเซนเตอร์พวกนี้จริง ๆ หญิงสาวขี้เกียจตอบโต้จึงกดวางสายไปทันที “เสียเวลานอนชะมัด” หญิงสาวบ่นพึมพำกับตัวเองแล้วหันกลับไปวางโทรศัพท์ไว้ที่โต๊ะหัวเตียงตามเดิม เมื่อจะทิ้งตัวลงนอนอีกครั้งโทรศัพท์มือถือของเธอก็ส่งเสียงร้องขึ้นมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้ไม่ใช่เบอร์เดิม เพราะเบอร์นั้นเธอจัดการบล็อกไปเรียบร้อยแล้ว “หน็อย เปลี่ยนเบอร์โทรมาอีกเหรอคนยิ่งง่วง ๆ อยู่ เดี๋ยวจะด่าให้ลืมทางกลับบ้านเลยดีไหม” ลลิตากดรับสายด้วยอารมณ์ขุ่นมัวจัด เพราะเธอกำลังถูกรบกวนเวลาพักผ่อน หญิงสาวจึงเดินออกไปคุยกับปลายสายที่คาดเดาว่าต้องเป็นมิจฉ
“อ้าว ไหนว่าประชุมด่วน แล้วเขาประชุมที่ไหนกัน” ดวงตากลมโตมองไปรอบ ๆ อย่างงุนงง มือบางล้วงในกระเป๋าเพื่อโทรหาหัวหน้าของเธอ “5 สายไม่ได้รับ นี่พี่โยจะฆ่าฉันทิ้งไหมเนี่ย” มือเล็กรีบกดโทรหาหัวหน้าทันที รอเพียงไม่นานปลายสายก็กดรับพร้อมกับเสียงดังลั่นมาจากปลายสาย (โอ๊ย กว่าจะได้คุ
“แม่ก็ไม่ได้จะบังคับ แค่อยากให้ศึกษาดูใจกันไปไม่ชอบก็ไม่เป็นไร จริง ๆ หนูมะปรางเป็นเด็กน่ารัก ชาติตระกูลดี แค่เป็นคนพูดก่อนคิดทีหลังแค่นั้นเอง” ประโยคหลังคุณหญิงสุพรรษาพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนลูกชายและสามีพากันส่ายศีรษะให้กับความดื้อของผู้หญิงที่ใหญ่ที่สุดในบ้าน “พูดก่อนคิดหรือพูดไม่คิด
“น้องธิชาคะ เวลาทานข้าวใครเขามาคุยเรื่องงานกันล่ะคะ” มะปรางเอ่ยเบรกธิชาดังเอี๊ยด ทำตัวประหนึ่งคนในครอบครัวเอ่ยเตือนธิชาเหมือนสนิทสนมกันมานานทั้งที่เจอหน้ากันแค่ไม่กี่ครั้ง “แล้วเวลาที่อาหารอยู่ในปากใครเขาพูดไม่หยุดแบบนี้กันบ้างล่ะคะคุณมะปราง” ธิชาสวนกลับทันควันด้วยความขุ่นเคืองใจ มีสิทธ
“อะ ๆ ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว ไป ๆ ลูกเข้าบ้าน แม่ทำกับข้าวจะเสร็จแล้ว น้ำหอมไปอาบน้ำก่อนนะลูก น้ำใสมาช่วยแม่จัดโต๊ะมา”ทั้งสามคนเดินควงแขนกันเข้าบ้าน 2 ชั้นหลังไม่เล็กไม่ใหญ่ซึ่งลลิตาเป็นคนซื้อไว้ให้ครอบครัวของเธอได้อยู่อาศัยแทนบ้านหลังเก่าที่มันทรุดโทรมมากแล้วตั้งแต่พ่อซึ่งเป็นเสาหลักของบ้านจากไป ลลิต







