เข้าสู่ระบบฮูหยินเอก—หลินจิ้งอี๋ ไม่มีวันกล้าล่วงเกินเด็กน้อยในอ้อมแขนของนาง ต่อให้มีความคิดเพียงใด ก็ต้องเก็บซ่อนไว้ใต้หน้ากากคุณธรรม
แต่กับ “อนุต่ำต้อย” ผู้หนึ่ง—
หากพลาดพลั้งถึงแก่ชีวิต เหล่าผู้อาวุโสก็ทำได้เพียงถอนหายใจ
กล่าวคำเวทนาแล้วปล่อยให้เรื่องนั้นกลายเป็นชะตากรรม
สตรีคนหนึ่งตาย เด็กชายหนึ่งถูกอุ้มไปเลี้ยง
เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายดายเหลือเกินในเรือนหลัง
บุรุษตระกูลเสิ่น เมื่อเติบใหญ่ล้วนเข้าสู่สนามรบ ความสุขกับครอบครัวมีน้อยยิ่ง เหล่าผู้อาวุโสในตระกูล
ต่างตระหนักถึงชะตานั้นดี
จึงเห็นใจบุตรหลานและให้คุณค่ากับช่วงวัยเยาว์อย่างยิ่ง
พวกเขาจะถูกให้อยู่ในเรือน อยู่กับมารดาให้อิ่มเอมกับความสงบเพียงไม่กี่ปี ก่อนชะตาจะเรียกตัวไป
หากนางไม่ตาย นางจะเป็นคนเลี้ยงบุตรด้วยตนเอง
นั่นคือ กับฮูหยินเอกที่ยังไม่มีบุตรชาย
นางจึงจำเป็นต้องตายในวันที่คลอดบุตร
การตกเลือดไม่ใช่อุบัติเหตุ
แต่ข้ายังไม่ตาย!! ลูกของข้า จะไม่กลายเป็นหมากของผู้ใด
ในเรือนหลังแห่งนี้ ข้าอาจเป็นเพียงอนุสี่
ไร้ตระกูลหนุนหลัง ไร้อำนาจในมือ
ทว่า ถึงอย่างไร—หวั่นถงก็หาใช่สตรีไร้ราก
ชาติที่แล้ว ข้าคือเมียเอกของขุนแผน
ย่อมพอมีฝีมือไสยเวทอยู่บ้าง และนับว่าเป็นรองแค่ขุนแผนเท่านั้น
ส่วนขุนช้าง ข้าพ่ายแพ้ในอำนาจของอีกฝ่าย
ริมฝีปากคลี่รอยยิ้มบางเย็น
ครั้งนั้น ข้าพลาดพลาดเพราะเชื่อใจพลาดเพราะหวังในความรัก
แต่ชาตินี้—นางจะไม่ยอมพลาดอีก
หวั่นถงขยับกายเล็กน้อย จัดท่านั่งให้มั่นคง ลมหายใจค่อย ๆ สม่ำเสมอ ในความมืดนางเริ่มร่ายคาถารักษาตัวเองอย่างแผ่วเบา
ถ้อยคำไหลผ่านปลายลิ้นอย่างแผ่ว แทบไม่ต่างจากการภาวนา
ความอุ่นค่อย ๆ แผ่ซึม ความเจ็บถูกกดลงอย่างสงบ
หวั่นถงหยุดเพียงเท่านั้น ฟื้นให้อยู่ตัวดี แต่ไม่มากไปจนผิดสังเกต
จากนั้นก็ลืมตาขึ้นในความมืด
ชาตินี้นางจะพึ่งตนเอง และจะไม่ฝากชีวิต
ไว้กับหัวใจของบุรุษหรือความเมตตาของผู้ใดอีกต่อไป
เรือนจิ้งซู่
หลิ่วซูหยากำลังปรนนิบัติฮูหยินผู้เฒ่าทานมื้อเช้า กลิ่นโจ๊กลอยอวลแผ่วเบาในเรือนจิ้งซู่ ทุกการเคลื่อนไหวของนางเป็นไปอย่างสำรวม
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าวางตะเกียบลง เสียงในเรือนก็เงียบลงตามไปด้วย
“เรือนจันทร์ฉาย เป็นอย่างไรบ้าง” น้ำเสียงนั้นเรียบ แต่แฝงความหมายให้ต้องตอบอย่างระมัดระวัง
หลิ่วซูหยาโค้งกายต่ำ กล่าวด้วยความเคารพ
“เรียนท่านแม่…อนุสี่ผู้นั้นอาการดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะข้าได้ส่งสารไปให้เยี่ยนเหิงเรียบร้อย ให้เขาเป็นผู้ตั้งชื่อบุตรชายของตนเอง”
ฮูหยินผู้เฒ่านิ่งไปครู่หนึ่งดวงตาที่ผ่านชีวิตมานานทอดมองไปยังสวนด้านนอกเรือน “บุตรหลานตระกูลเสิ่น ต้องเติบโตอย่างแข็งแรง”
นางเอ่ยช้า ๆ ถ้อยคำเรียบง่าย “ในเมื่อนางมีวาสนาคลอดบุตรชาย ก็ดูแลนางให้ดี...อย่าให้มีสิ่งใดผิดพลาด”
หลิ่วซูหยาไม่กล้าชักช้า รับคำทันที
“ลูกสะใภ้ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้าเพียงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงราบเรียบ
“เจ้าไปจัดการธุระเถิด”
“ลูกสะใภ้ขอตัว”
หลิ่วซูหยาถอยออกจากเรือนอย่างสำรวม
ช่วงสายหลิ่วซูหยาก็มาเยือนเรือนจันทร์ฉาย ในอ้อมแขนของนางคือทารกน้อยที่หลับสนิท
นางก้มมองใบหน้าเด็กน้อยด้วยแววตาเอ็นดู
ริมฝีปากคลี่ยิ้ม “น่ารักจริง ๆ …เหมือนเยี่ยนเหิงตอนเด็กไม่มีผิด”
น้ำเสียงนั้นอ่อนโยน ความรักของผู้เป็นย่ามิใช่สิ่งที่เสแสร้งขึ้นมาได้
หวั่นถงมองภาพนั้น หัวใจที่เคยแข็งกระด้างพลันอ่อนลงโดยไม่รู้ตัวความอบอุ่นซึมลึกอย่างเงียบงัน
“ข้าได้ส่งสารไปหาเยี่ยนเหิงแล้ว” หลิ่วซูหยาเอ่ยต่ออย่างราบเรียบ“ให้เขาเป็นคนตั้งชื่อบุตรชายคนแรกด้วยตนเอง อีกไม่นาน…คงเขียนสารกลับมา”
หวั่นถงโค้งกายเล็กน้อยกล่าวด้วยความเคารพ
“ขอบคุณฮูหยินที่เมตตาเจ้าค่ะ”
เห็นท่าทางรู้ความของหวั่นถง หลิ่วซูหยาก็เกิดความเมตตา จากนั้นนางจึงหันไปทางหลินจิ้งอี๋ สายตานิ่งสงบแต่แฝงความหมายชัดเจน
“แม่รู้ว่าเจ้ามีเรื่องให้จัดการมากทว่าเมื่อเช้าฮูหยินผู้เฒ่าได้กำชับลงมาแล้วว่าต้องดูแลอนุสี่ให้ดี”
คำว่า กำชับถูกเน้นช้า ๆ
หลินจิ้งอี๋ก้มศีรษะรับคำทันที “ลูกสะใภ้ทราบแล้วเจ้าค่ะ ทำให้ท่านแม่ต้องเป็นกังวลลูกสะใภ้รู้สึกผิดยิ่ง”
หลิ่วซูหยาพยักหน้าเล็กน้อย “ถ้าเจ้ารับปากข้าก็วางใจ”
หลินจิ้งอี๋ยิ้มรอยยิ้มนั้นอ่อนโยนและสมบูรณ์แบบ ไร้รอยแตกร้าวให้ผู้ใดจับได้ ทว่าในแขนเสื้อมือของนางกลับกำแน่นจนปลายนิ้วเย็นเฉียบ
นางเข้าใจดี—นี่มิใช่คำขอ แต่มันคือคำเตือน
ตอนที่ 28 เพิ่มพลัง เหอซางแทบจะล้มพับลงกับอาสนะทันทีที่ลับตาคน ท่าทางที่เคยดูสง่างามประดุจเทพเซียนหายวับไปในพริบตา เขารีบคลำคอและบ่าของตัวเองด้วยความหวาดเสียว“ลูกพ่อ! เจ้าเห็นไหม ดาบฟันข้าไม่เข้าจริงๆ!” เขาหันไปบอกเหอฉีด้วยเสียงกระซิบที่สั่นพร่า “นายท่านผู้นั้นเป็นใครกันแน่ ยาที่นาง... เอ๊ย ยาที่ท่านให้ข้าดื่ม มันช่างวิเศษนัก!”“พะ...พวกนั่นกลับไปหมดแล้วไม่ใช่หรือ?” เหอซางกระซิบถามพลางกวาดสายตาเลิ่กลั่ก“พวกเขาอาจจะกลับมาอีกครั้ง” ชิงยวนเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงที่ทำให้นักพรตเฒ่าขนหัวลุก “และคราวนี้อาจไม่ใช่แค่องครักษ์ แต่จะเป็นพยัคฆ์ร้ายอย่างเสิ่นเยี่ยนเหิงที่ควบม้ามาปลิดชีพเจ้าด้วยมือของเขาเอง”เหอซางหน้าซีดเผือดจนกลายเป็นสีเทาขี้เถ้า มือไม้สั่นเทาจนแทบประคองใจไม่อยู่ “เสิ่นเยี่ยนเหิง... แม่ทัพผู้นั้นน่ะหรือ? แล้วข้าต้องทำอย่างไรต่อ? หากเขาใช้ดาบอาคมหรือมีวิธีทำลายตบะข้า ข้ามิหัวขาดรึ!”เงาวูบหนึ่งเคลื่อนที่ผ่านหน้าเขา ก่อนที่แผ่นยันต์สีเลือดนกที่ดูเก่าขลังและมีรังสีอำนาจเข้มข้นจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนโต๊ะเบื้องหน้า ชิงยวนมอบยันต์แผ่นนั้นให้เหอซางพลางสำทับด้วยถ้อยคำเด็ดขาด“ยันต์
ตอนที่ 27 แสดงงิ้วภายในห้องโถงเก่าของสำนักพรตที่อบอวลไปด้วยกลิ่นธูปและแสงเทียนสลัว เหอซาง นั่งขัดสมาธิอยู่บนอาสนะ ดวงตาหลับพริ้มทันใดนั้น กระแสลมที่นิ่งสนิทกลับวูบไหวผ่านใบหู ความเย็นยะเยือกแล่นวูบขึ้นมาจนขนลุกซู่ ทว่ากลับไม่มีเสียงฝีเท้าหรือเงาใดๆ ปรากฏให้เห็น“นั่งนิ่งไว้... อย่าขยับดวงตา”เสียงกระซิบที่คุ้นเคยของ ชิงยวน ดังขึ้นข้างหูเหอซาง แต่นางไม่ได้ปรากฏตัวให้เห็น กายของนางหลอมรวมไปกับความมืดประดุจพรายเงา แม้แต่ยอดฝีมือที่แอบซุ่มอยู่บนหลังคาก็ไม่อาจจับสัมผัสของนางได้“แม่นางส่งเจ้ามามีธุระอันใดหรือ?”เหอซางกระซิบตอบพึมพำคล้ายคนกำลังสวดมนต์“ยามนี้ชื่อเสียงของท่านขจรขจายไปไกล เหล่าทหารเริ่มเลื่อมใสจนถึงขั้นแย่งชิงยันต์กันด้วยเงินตรา”เสียงของชิงยวนยังคงราบเรียบดุจสายลม “คนของผู้มีอำนาจจะเข้ามาหาท่าน พวกเขาไม่ได้จะทำร้ายท่านในทันที ทว่าต้องการตรวจสอบว่าท่านเป็น ‘ของจริง’ หรือไม่”เหอซางใจสั่น “แล้วข้าควรทำอย่างไร? ข้าหาได้มีอาคมติดตัวไม่ หากพวกเขาจับได้ข้ามิหัวขาดหรือ!”“สักพักข้าจะจ้างองครักษ์เงามาคุ้มกันเจ้า”ชิงยวนเอ่ยต่อ “เรื่องนี้เจ้ารู้ดีว่าพวกเขาเพียงแค่อยากจะตรวจสอบ หากพ
ตอนที่ 26 ยันต์คุ้มภัย ท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ายทหารชั่วคราวบริเวณเชิงเขา แสงไฟจากกองฟืนวูบไหวสะท้อนเงาของเหล่าทหารที่เพิ่งเสร็จสิ้นจากการลาดตระเวนรอบค่ำ แทนที่จะพักผ่อนหลับนอน ทหารกลุ่มหนึ่งกลับล้อมวงกระซิบกระซาบกันด้วยท่าทางลับลมคมใน“พวกเจ้าดูนี่...” ทหารร่างผอมคนหนึ่งล้วงมือเข้าไปในเกราะอก หยิบแผ่นผ้าไหมสีหม่นขนาดเท่าฝ่ามือออกมาวางกลางวง แสงไฟสลัวเผยให้เห็นรอยหมึกสีแดงคล้ำที่จารึกอักขระแปลกตา “วันนี้ตอนที่พวกโจรป่าซุ่มยิงธนูลงมาจากหน้าผา ข้าสาบานได้ว่าลูกธนูดอกนั้นพุ่งตรงมาที่คอข้าอยู่แล้ว แต่มันกลับหักเหทิศทางไปเฉยๆ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาปัดออก!”“ข้าก็เห็น!” ทหารอีกคนเสริมพลางลูบแขนตัวเองที่ยังสั่นน้อยๆ “ยันต์จาก ท่านนักพรต ผู้นี้ศักดิ์สิทธิ์นัก ข้าพกไว้แล้วรู้สึกอุ่นไปทั้งอก แรงปะทะจากดาบของพวกโจรแทบไม่ระคายผิวข้าเลย”นายทหารอีกคนหนึ่งซึ่งไม่มีโอกาสได้ไปพบเหอซางในวันนั้น นั่งฟังด้วยตาเป็นประกายจดจ้องแผ่นผ้าไหมนั้นราวกับจะกลืนกิน เขาขยับเข้าไปใกล้พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า“ข้าขอซื้อต่อจากเจ้าได้หรือไม่... ข้าให้เจ้าสิบตำลึง!”คำว่า ‘สิบตำลึง’ ทำให้วงสนทนาเงีย
ตอนที่ 25 จับได้แล้ว หลังจากการกลับมาถึงเมืองหลวงได้เพียงไม่กี่วัน และผ่านพ้นค่ำคืนที่แสนสับสนในเรือนหยางซู เสิ่นเยี่ยนเหิง พยายามสลัดภาพเรือนร่างและรสสัมผัสที่ตราตรึงนั้นออกจากห้วงความคิด เขาบอกกับตัวเองอย่างเย็นชาว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความพลั้งเผลอชั่ววูบจากการที่เขาห่างหายจากสัมผัสของสตรีมานาน ประกอบกับฤทธิ์สุราที่เผาผลาญสติสัมปชัญญะจนทำให้เขาหลงใหลไปกับจริตยั่วยวนที่เปลี่ยนไปของกู้หวั่นถงเพียงเท่านั้นทว่าในใจลึกๆ เขากลับรู้ดีว่า... ไม่เคยมีสตรีนางใด แม้แต่อิสตรีที่เจนจัดในหอคณิกา หรืออนุคนอื่นๆ ในจวน จะสามารถสั่นคลอนจิตใจของเขาได้รุนแรงถึงเพียงนี้ทว่าพวกนางก็คืออนุในเรือนของเขาลุ่มหลงบ้างจะเป็นไรไปเสิ่นเยี่ยนเหิงเค่นยิ้มเย็นที่มุมปาก พยายามปัดความว้าวุ่นทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใย“ทว่าพวกนางก็คืออนุในเรือนของข้า ลุ่มหลงบ้างจะเป็นไรไป”เขาปลอบใจตัวเองด้วยเหตุผลของบุรุษผู้ถือครองอำนาจเหนือกว่า สำหรับเขาสตรีในเรือนหลังก็เปรียบเสมือนดอกไม้ที่ปลูกไว้เพื่อความรื่นรมย์ หากวันหนึ่งเขาจะเกิดถูกใจบุปผาดอกที่เคยถูกละเลยขึ้นมาเป็นพิเศษ ก็หาใช่เรื่องคอขาดบาดตายหรืออ่อนแอแต่อย่า
ตอนที่ 24 พรายเงา ภายในเรือนจันทร์ฉายที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงน้ำชาที่ถูกรินลงถ้วยสลับกับเสียงกระซิบรายงานของ ชิงยวน ที่บัดนี้กลายเป็นมือขวาผู้ภักดีที่สุดของหวั่นถงไปเสียแล้ว“เหอซางและลูกชายกำลังตื่นตระหนกเจ้าค่ะ พวกเขาเห็นอานุภาพยันต์ของท่านด้วยตาตนเองจนเริ่มกลัวว่าท่านจะไม่กลับไปหา ส่วนเงินที่ได้มาจากพวกทหารนั้นนับว่าจำนวนไม่น้อย...”ชิงยวนรายงานพลางขยับเข้าไปใกล้อีกนิด “ส่วนที่หอฝูหรง ฝู่ผิงนางแทบจะกราบกรานเครื่องหอมของท่าน ลูกค้าชายมากหน้าหลายตาต่างลุ่มหลงจนนางทำเงินได้มหาศาลกว่าที่เคยเป็นเจ้าค่ะ”หวั่นถงที่เอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้แกะสลักคลี่ยิ้มจางๆ ดวงตาหงส์ทอประกายพึงพอใจ“เงินที่พวกเรามีตอนนี้ พอจะเพิ่มคนได้หรือไม่” นางถามพลางเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆชิงยวนมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ “ยังไม่มากพอเจ้าค่ะ หากจะซื้อตัวคนในจวนหรือจ้างคนมีฝีมือจากภายนอกมาเป็นหูเป็นตาให้รัดกุมกว่านี้ เรายังต้องการเงินหมุนเวียนที่นิ่งกว่าเดิม อีกทั้งของที่เราปล่อยไปยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเจ้าค่ะ”หวั่นถงพยักหน้าเข้าใจอย่างไม่เร่งร้อน “เอาเถอะ... เงินทองเป็นเรื่องรอง แต่ความสามารถของเจ้า
ตอนที่ 23 ประวิงเวลา ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงัดของสำนักพรตหลังเก่า เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มบุรุษดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของทหารกลุ่มเดิมที่เคยได้รับยันต์ไป สีหน้าของพวกเขาบัดนี้หาได้มีความเคร่งเครียดเช่นวันวาน ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นและศรัทธาจนปิดไม่มิด“ท่านนักพรต! ท่านนักพรตอยู่หรือไม่!” เสียงเรียกนั้นเต็มไปด้วยความนอบน้อมและมีความหวังเหอซาง ค่อยๆ ก้าวออกมาจากหลังม่านควันธูปด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง วางมาดผู้ทรงศีลที่ตัดขาดจากทางโลก แววตาคมปลาบแอบประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว“พวกท่านเองหรือ... มีธุระอันใด?”“ยันต์ของท่าน... มันคือของจริงขอรับ!” นายทหารหัวหน้ากลุ่มละล่ำละลักบอกพลางก้มคำนับ“ท่านนักพรตขอรับ วันก่อนพวกข้าออกไปปราบโจรป่า ลูกธนูพุ่งตรงมาที่อกข้าในระยะประชิด แต่น่าอัศจรรย์นักที่มันกลับแฉลบออกไปราวกับมีกำแพงล่องหนกั้นไว้! พี่น้องทหารคนอื่นๆ ที่ได้รับยันต์ไปต่างก็รอดตายมาได้เพราะอาคมของท่าน พวกข้าจึงอยากมาขอยันต์เพิ่มอีกสักหลายชิ้น จะเอาไปให้พี่น้องทหารในกองพันเดียวกันขอรับ!”ทหารผู้นั้นไม่ได้พูดถึงคนที่ไม่มียันต์คุ้มกายต่างบาดเจ็ดล้มตายหลายคน เหอซางนิ่งอั้







