Masukในยามค่ำคืนหลังจากทุกคนหลับใหล เรือนจันทร์ฉายตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมบาง ๆ ที่ลอดผ่านกรอบหน้าต่างไม้เข้ามา หวั่นถงยังคงลืมตาอยู่ในความมืด ครุ่นคิดวางแผนอย่างเยือกเย็น
นางรู้ดีว่าจวนแม่ทัพเสิ่นหวงแหนบุตรหลานยิ่งกว่าสิ่งใด บุตรชายของตระกูลคือรากฐานของอำนาจ คือสายเลือดที่ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้อง ฮูหยินน้อยหลินจิงเจียวไม่มีวันกล้าล่วงเกินเด็กน้อยในอ้อมแขนของนาง
ต่อให้มีความริษยาเพียงใด ก็ต้องเก็บซ่อนไว้ใต้หน้ากากคุณธรรม
แต่กับ "อนุต่ำต้อย" ผู้หนึ่ง หากพลาดพลั้งถึงแก่ชีวิต เหล่าผู้อาวุโสก็ทำได้เพียงถอนหายใจ กล่าวคำเวทนาแล้วปล่อยให้เรื่องนั้นกลายเป็นชะตากรรม
สตรีคนหนึ่งตาย เด็กชายหนึ่งถูกอุ้มไปเลี้ยง
เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายดายเหลือเกินในเรือนหลัง
บุรุษตระกูลเสิ่น เมื่อเติบใหญ่ล้วนเข้าสู่สนามรบ ความสุขกับครอบครัวมีน้อยยิ่ง
เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลต่างตระหนักถึงชะตานั้นดี จึงเห็นใจบุตรหลานและให้คุณค่ากับช่วงวัยเยาว์อย่างยิ่ง พวกเขาจะถูกให้อยู่ในเรือน อยู่กับมารดาให้อิ่มเอมกับความสงบเพียงไม่กี่ปี ก่อนชะตาจะเรียกตัวไป
หากนางไม่ตาย นางจะเป็นคนเลี้ยงบุตรด้วยตนเอง นั่นคือเหตุผลที่ฮูหยินเอกผู้ยังไม่มีบุตรชาย จำเป็นต้องให้นางตายในวันที่คลอดบุตร การตกเลือดไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุ แต่มันคือแผนการสังหาร!
"ทว่า... ข้ายังไม่ตาย!" นางรำพึงในใจอย่างแน่วแน่ "ลูกของข้า จะไม่กลายเป็นหมากของผู้ใด"
ในเรือนหลังแห่งนี้ ข้าอาจเป็นเพียงอนุสี่ ไร้ตระกูลหนุนหลัง ไร้อำนาจในมือ
ทว่าถึงอย่างไรหวั่นถงก็หาใช่สตรีไร้ราก ชาติที่แล้วข้าคือเมียเอกของขุนแผน ย่อมพอมีฝีมือไสยเวทอยู่บ้าง และนับว่าเป็นรองแค่สามีของข้าเท่านั้น ส่วนขุนช้าง... ข้าพ่ายแพ้ในอำนาจของอีกฝ่ายเพราะความซื่อตรงเกินไป
ริมฝีปากบางคลี่รอยยิ้มเย็น ครั้งนั้นข้าพลาดเพราะเชื่อใจ
พลาดเพราะหวังในความรัก
แต่ชาตินี้... นางจะไม่ยอมพลาดอีก
หวั่นถงขยับกายเล็กน้อย จัดท่านั่งให้มั่นคง ลมหายใจค่อย ๆ สม่ำเสมอ ในความมืดนางเริ่มร่ายคาถารักษาตัวเองอย่างแผ่วเบา ถ้อยคำไหลผ่านปลายลิ้นอย่างแผ่ว แทบไม่ต่างจากการภาวนา ความอุ่นค่อย ๆ แผ่ซึม ความเจ็บถูกกดลงอย่างสงบ หวั่นถงหยุดเพียงเท่านั้น ฟื้นให้อยู่ตัวดี แต่ไม่มากไปจนผิดสังเกต
จากนั้นก็ลืมตาขึ้นในความมืด ชาตินี้นางจะพึ่งตนเอง
และจะไม่ฝากชีวิตไว้กับหัวใจของบุรุษหรือความเมตตาของผู้ใดอีกต่อไป
ที่เรือนจิ้งซู่ หลิ่วซูหยากำลังปรนนิบัติฮูหยินผู้เฒ่าทานมื้อเช้า กลิ่นโจ๊กลอยอวลแผ่วเบา ทุกการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างสำรวม เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าวางตะเกียบลง เสียงในเรือนก็เงียบลงตามไปด้วย
"เรือนจันทร์ฉาย เป็นอย่างไรบ้าง" น้ำเสียงนั้นเรียบ แต่แฝงความหมายให้ต้องตอบอย่างระมัดระวัง
หลิ่วซูหยาโค้งกายต่ำ กล่าวด้วยความเคารพ "เรียนท่านแม่… อนุสี่ผู้นั้นอาการดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ ข้าได้ส่งสารไปให้เยี่ยนเหิงเรียบร้อย ให้เขาเป็นผู้ตั้งชื่อบุตรชายของตนเอง"
ฮูหยินผู้เฒ่านิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาที่ผ่านชีวิตมานานทอดมองไปยังสวนด้านนอกเรือน "บุตรหลานตระกูลเสิ่น ต้องเติบโตอย่างแข็งแรง" นางเอ่ยช้า ๆ "ในเมื่อนางมีวาสนาคลอดบุตรชาย ก็ดูแลนางให้ดี... อย่าให้มีสิ่งใดผิดพลาด"
หลิ่วซูหยาไม่กล้าชักช้า รับคำทันที "ลูกสะใภ้ทราบแล้วเจ้าค่ะ"
หลังจากนั้น
ช่วงสายหลิ่วซูหยาก็มาเยือนเรือนจันทร์ฉาย ในอ้อมแขนของนางคือทารกน้อยที่หลับสนิท นางก้มมองใบหน้าเด็กน้อยด้วยแววตาเอ็นดู ริมฝีปากคลี่ยิ้ม "น่ารักจริง ๆ… เหมือนเยี่ยนเหิงตอนเด็กไม่มีผิด"
น้ำเสียงนั้นอ่อนโยน ความรักของผู้เป็นย่ามิใช่สิ่งที่เสแสร้งขึ้นมาได้ หวั่นถงมองภาพนั้น หัวใจที่เคยแข็งกระด้างพลันอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ความอบอุ่นซึมลึกอย่างเงียบงัน
"ข้าได้ส่งสารไปหาเยี่ยนเหิงแล้ว" หลิ่วซูหยาเอ่ยต่ออย่างราบเรียบ "ให้เขาเป็นคนตั้งชื่อบุตรชายคนแรกด้วยตนเอง อีกไม่นาน… คงเขียนสารกลับมา"
หวั่นถงโค้งกายเล็กน้อยกล่าวด้วยความเคารพ "ขอบคุณฮูหยินที่เมตตาเจ้าค่ะ"
เห็นท่าทางรู้ความของหวั่นถง หลิ่วซูหยาก็เกิดความเมตตา จากนั้นนางจึงหันไปทางหลินจิงเจียว สายตานิ่งสงบแต่แฝงความหมายชัดเจน "แม่รู้ว่าเจ้ามีเรื่องให้จัดการมาก ทว่าเมื่อเช้าฮูหยินผู้เฒ่าได้กำชับลงมาแล้วว่าต้องดูแลอนุสี่ให้ดี"
คำว่า "กำชับ" ถูกเน้นช้า ๆ
หลินจิงเจียวก้มศีรษะรับคำทันที "ลูกสะใภ้ทราบแล้วเจ้าค่ะ ทำให้ท่านแม่ต้องเป็นกังวล ลูกสะใภ้รู้สึกผิดยิ่ง"
หลินจิงเจียวยิ้ม รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนและสมบูรณ์แบบ ไร้รอยแตกร้าวให้ผู้ใดจับได้ ทว่าในแขนเสื้อ มือของนางกลับกำแน่นจนปลายนิ้วเย็นเฉียบ นางเข้าใจดี... นี่มิใช่คำขอ แต่มันคือคำเตือน
เมื่อสารจากชายแดนมาถึง
ชื่อที่ถูกจดจารด้วยน้ำหมึกหนักแน่นคือ "เสิ่นรุ่ยเหิน" อันหมายถึงสิริมงคลที่แผ่ขยายสืบไปไม่สิ้นสุด
วั่นถงมองชื่อของบุตรชายด้วยแววตาพอใจ
นี่คือจุดเริ่มต้นของการทวงคืนทุกสิ่งในฐานะมารดาของทายาทตระกูลเสิ่น
ตอนที่ 73 ไม่รั้งเสิ่นฮูหยินกำลังประคองชามยาอุ่น ๆ ให้มารดาสามี ทว่าคิ้วของนางกลับขมวดมุ่นเมื่อได้รับฟังรายงานจากบ่าวรับใช้เรื่องการมาเยือนของคนจากตระกูลหลินฮูหยินผู้เฒ่าที่แม้จะชราภาพและร่างกายทรุดโทรมลงไปบ้าง ทว่าดวงตายังคงแฝงไว้ด้วยความเฉลียวฉลาด นางวางจอกชาลงช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า“คนเราหากใจเขาไม่อยู่แล้ว... รั้งไปก็ไร้ประโยชน์”ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ย พลางปรายตาไปเหลนสาวตัวน้อยที่อยู่กับสาวใช้ไม่ไกล “ทว่าหรูเล่อเล่า เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร? นางคือเลือดเนื้อเชื้อไขตระกูลเสิ่น จะให้ตามมารดาไป หรือจะให้เติบโตที่นี่อย่างยากลำบาก”เสิ่นฮูหยินถอนหายใจยาว ความหนักใจฉายชัดบนใบหน้า “ตระกูลหลินเลือกมาในช่วงเวลาที่เยี่ยนเหิงไม่อยู่เช่นนี้ นับว่าจงใจให้พวกเราตัดสินใจลำบากนักเจ้าค่ะ หากเยี่ยนเหิงอยู่ที่นี่ เขาคงไม่ยอมให้ใครมาพรากบุตรสาวไปแน่ ทว่าข้าเกรงว่านางจะพาเล่อเอ๋อร์ไปด้วย”เสิ่นฮูหยินทอดสายตามองตามแผ่นหลังเล็กๆ ของหลานสาวที่เดินตามสาวใช้ไปหาผู้เป็นมารดา“เล่อเอ๋อร์อายุไม่น้อยแล้ว... ยามนี้นางเริ่มรู้ความ หากให้นางเป็นผู้ตัดสินใจเลือกทางเดินของตนเองย่อมเป็นเรื่องที่เหมาะสมท
ตอนที่ 72 หากเลือกได้ข่าวคราวเรื่องการตั้งสำนักคุ้มภัยของเสิ่นเยี่ยนเหิงเป็นหัวข้อหลักในเมืองหลวงเหล่าขุนนางต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความประหลาดใจ บ้างก็ชื่นชมในความแกร่งกร้าว บ้างก็เย้ยหยันว่าเป็นแม่ทัพตกอับจนต้องมาขายแรงงานยิ่งได้ยินว่าสตรีในตระกูลเสิ่นแม้แต่สะใภ้และอนุต่างก็ต้องมานั่งเคี่ยวชาด ปักผ้า และทำเครื่องประทินโฉมเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง เสียงค่อนแคะก็ยิ่งดังหนาหูเสียงนินทาเหล่านั้นบาดลึกเข้าไปในศักดิ์ศรีของตระกูลหลิน ผู้เป็นตระกูลเดิมของหลินจิงเจียว สำหรับพวกเขาแล้ว แม้บุตรสาวที่แต่งออกไปจะเปรียบดั่งน้ำที่สาดออกไปแล้ว ทว่าน้ำถังนี้กลับไม่แห้งส่งกลิ่นไปทั่วในที่สุด ผู้นำตระกูลหลินก็ไม่อาจทนฟังคำถากถางได้อีกต่อไป จึงได้ส่งพ่อบ้านมาตระกูลหลิน พร้อมกับจดหมายและคำสั่งที่เย็นชาที่สุด“คุณหนูใหญ่ นายท่านให้ข้ามาแจ้งแก่ท่าน...”พ่อบ้านตระกูลหลินเอ่ยพลางปรายตาขยะแขยงมองสภาพเรือนไม้และกองผ้าปัก “สถานการณ์ของตระกูลเสิ่นยามนี้ไม่ต่างจากโคลนตม การที่ท่านมานั่งทำงานเยี่ยงบ่าวไพร่เช่นนี้ช่างเสื่อมเสียเกียรติยศนัก นายท่านจึงสั่งให้ท่าน ‘หย่าขาด’ จากเสิ่นเยี่ยนเหิงเสีย แล้วกลับไปกับข้า
ตอนที่ 71 งานเล็กน้อยเมื่อขบวนเกวียนเคลื่อนเข้าสู่ "หุบเขาอสรพิษ" จุดที่อันตรายที่สุดของเส้นทาง พ่อค้าเกวียนถึงกับสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง สายตาหวาดระแวงไปทุกพุ่มไม้ ทว่าเสิ่นเยี่ยนเหิงที่ควบม้าอยู่เคียงข้างกลับยังคงนั่งตัวตรงนิ่งสนิท แววตาคมกริบทอดมองไปเบื้องหน้าด้วยความสงบที่น่าเกรงขามทันใดนั้น เสียงหวีดหวิวของลูกธนูก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มโจรนับสามสิบคนที่ปิดล้อมทุกทิศทาง หัวหน้าโจรควบม้าออกมาพลางกวัดแกว่งดาบเล่มโต “ทิ้งของไว้ แล้วข้าจะเหลือหัวไว้ให้พวกเจ้าไปแจ้งข่าว!” โจรโฉดตะโกนก้องโจรสามคนพุ่งเข้าใส่เสิ่นเยี่ยนเหิงพร้อมกัน ชายหนุ่มเพียงเบี่ยงตัวหลบด้วยท่วงท่าที่ไหลลื่น เขาใช้เพียง "ฝักกระบี่" ในมือแทนอาวุธร้าย สะบัดกระแทกเข้าที่ข้อมือและจุดตายของศัตรูอย่างแม่นยำ ทุกจังหวะที่เขาเคลื่อนไหวดูสง่างามราวกับการร่ายรำ ทว่ารุนแรงจนโจรเหล่านั้นกระเด็นออกไปคนละทิศละทางโดยที่เขาไม่ได้ขยับขาออกจากโกลนม้าด้วยซ้ำโจรอีกคนเงื้อดาบฟันลงมาสุดแรง เสิ่นเยี่ยนเหิงเพียงยกฝักกระบี่ขึ้นรับ เสียงโลหะปะทะไม้ดังสนั่น ทว่าฝักกระบี่ไม้เลิศล้ำกลับไม่เป็นรอยแม้แต่น้อย เขาใช้แรงส่งนั้นพลิกข้อมือเพี
ตอนที่ 70 เปิดสำนักทันทีที่หวั่นถงได้ยินสิ่งที่เสิ่นเยี่ยนเหิงบอก นางถึงกับชะงักงันจนแทบสำลักน้ำชาที่เพิ่งจิบเข้าไป ใบหน้าเนียนละเอียดปรากฏแววตระหนกที่หาได้ยากยิ่ง“ท่านกำลังบอกข้าว่าอย่างไรนะเจ้าคะ? ขออภัย...ข้าคงฟังไม่ชัด” นางถามย้ำ พลางรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าซับมุมปากอย่างรวดเร็ว“เจ้าฟังไม่ผิดหรอก... ข้าตั้งใจจะเปิดสำนักคุ้มภัยและสอนวรยุทธ์จริงๆ”ชายหนุ่มอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “และด้วยเหตุนี้ ข้าจึงต้องการเงินเพื่อกวาดซื้อที่ดินรอบนอกเพิ่มเติม”หวั่นถงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง สมองอันปราดเปรื่องของนางเริ่มประมวลผลตามแผนการของเขาอย่างรวดเร็ว “ท่านพี่... นี่ท่านกำลังคิดจะใช้สำนักคุ้มภัยเป็นฉากบังหน้า เพื่อซุ่มสร้าง ‘กองกำลังส่วนตัว’ ขึ้นมาใหม่ใช่ไหมเจ้าคะ?”เสิ่นเยี่ยนเหิงส่ายหน้าช้าๆ แววตาของเขาดูจริงจังเกินกว่าจะล้อเล่น “มิใช่เช่นนั้น ข้าตั้งใจจะเปิดสำนักคุ้มภัยและรับงานจ้างจริงๆ”หวั่นถงเห็นท่าทีเด็ดเดี่ยวของเขาเช่นนั้น จึงเลี่ยงที่จะโต้แย้งต่อ พลางเอ่ย “หากเป็นเรื่องเงินก้อนใหญ่ถึงขั้นซื้อที่ดิน ท่านพี่ควรไปปรึกษาท่านแม่จะเหมาะสมกว่าเจ้าค่ะ”“อ่า... เช่นนั้นหรือ”ชายหนุ่มรับคำเพียงส
ตอนที่ 69 งานปักผ้าภายในโถงเรือนไม้หลังใหม่ที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง จิงเจียวคลี่ผืนผ้าไหมเนื้อละเอียดออกเบื้องหน้าสมาชิกสตรีตระกูลเสิ่นทุกคน“นี่คือลายยันต์คุ้มภัยจากสำนักเมฆาเจ้าค่ะ” จิงเจียวเอ่ยขณะส่งผืนผ้าให้เสิ่นฮูหยินและเหล่าสตรีสายรองได้พิจารณาดูใกล้ ๆทุกคนต่างหยิบผ้าขึ้นมาส่งต่อกันและเพ่งมองก่อนจะพยักหน้าให้แก่กัน “ลายปักนี้แม้จะดูขลังและซับซ้อนด้วยตัวอักขระ แต่ใช้เพียงด้ายสีเดียวปักเน้นเส้นสายให้คมชัด หากเทียบกับลายปักหงส์มังกรที่พวกเราเคยทำในจวนเก่า งานนี้ก็นับว่าไม่เกินกำลังนักเจ้าค่ะ” สตรีสายรองคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจเมื่อเห็นว่าทุกคนมีกำลังใจ จิงเจียวจึงอาสาจัดการขั้นต่อไปทันที “เพื่อให้งานเดินไวและไม่มีผู้ใดปักผิดเพี้ยน ข้าจะวาดภาพยันต์ต้นแบบลงบนกระดาษร่างให้พวกท่านนำไปวางทาบบนผ้าได้ง่ายขึ้นเองเจ้าค่ะ”นางเริ่มลงมือจับพู่กัน วาดสัดส่วนของตัวอักขระและสัญลักษณ์เมฆาลงบนกระดาษอย่างรวดเร็วและแม่นยำ แจกจ่ายให้แต่ละคนนำไปใช้ลอกลายลงบนผืนผ้าได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน จากนั้นจิงเจียวจึงเริ่มแจกจ่ายพับผ้าไหมและเส้นด้ายที่ซื้อมาวันนี้“นี่คือผ้าและด้ายสำหรับชุดแรกเจ้าค่ะ ขอให้ทุกคนลง
ตอนที่ 68 งามกว่า “ท่านอาจารย์มีประสงค์จะสร้างเครื่องรางคุ้มภัยชุดใหม่ขึ้นมา ทว่ายันต์กระดาษนั้นชำรุดง่ายนัก ท่านจึงให้ข้ามาลองหารือว่า... พวกท่านพอจะช่วยปักลายยันต์เหล่านี้ลงบนถุงผ้าไหมได้หรือไม่?”จิงเจียวรับภาพวาดนั้นมาพินิจดูอย่างละเอียด นางคลี่กระดาษออกพลางพิจารณาเส้นสายของตัวอักขระและสัญลักษณ์มงคลที่ปรากฏแม้ลายเส้นจะดูขลังทว่าตัวลวดลายใช้ด้ายเพียงสีเดียว และมีจังหวะการลงเข็มที่ซ้ำไปมา“ลายนี้มิได้ยากเย็นอันใดเจ้าค่ะ” จิงเจียวเอ่ยพร้อมรอยยิ้มมั่นใจ “การปักลายสีเดียวบนพื้นผ้าสีเดียวกันเช่นนี้ นับว่าเป็นงานง่ายสำหรับพวกเรานัก หากใช้ไหมเงาพิเศษปักให้ดูนูนเด่นขึ้นมา ยามต้องแสงจะดูคล้ายกับยันต์นั้นมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ เจ้าค่ะ”หวั่นถงลอบยิ้มในใจ แผนการของนางก้าวหน้าไปอีกขั้น หากเครื่องประทินโฉมคือการดึงดูดสตรีสูงศักดิ์ เครื่องรางคุ้มภัยที่ปักด้วยฝีมือตระกูลเสิ่นนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ดึงดูดเหล่าขุนนางและผู้มีอำนาจที่กำลังหวั่นเกรงในภัยการเมือง“หากพี่หญิงกล่าวว่าทำได้ ข้าก็เบาใจเจ้าค่ะ” หวั่นถงหันไปหาศิษย์ของเหอซาง “ฝากเรียนท่านอาจารย์ด้วยว่า งานปักนี้จะถูกทำขึ้นด้วยความประณีตที่
ตอนที่ 38 เมฆาเร้นลับหวั่นถงขยับกายพิงพนักเตียงด้วยท่าทีที่ดูผ่อนคลายลงมากนางปรายตามองตลับชาดที่เหลืออยู่บนโต๊ะก่อนจะสั่งการชิงยวนต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย“เจ้าไปซื้อชาดจากร้านเดิมมาเพิ่ม จากนั้นก็หาตลับใหม่บรรจุลงไป... แล้วนำไปให้เหอซาง”ชิงยวนน้อมรับคำสั่งด้วยความเข้าใจแจ้ง นางรู้ดีว่าชาดเหล่า
ตอนที่ 36 ประทินโฉมหวั่นถงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะซื้อของไปด้วยอีกหลายชิ้นจากนั้นนางก็เดินทอดน่องไปตามย่านการค้าที่คลาคล่ำไปด้วยสตรีสูงศักดิ์และหญิงสาวแรกรุ่น นางหยุดแวะที่ร้านประทินโฉมร้านแรกซึ่งเป็นร้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่หัวมุมถนน หลังจากพิจารณาเนื้อชาดในตลับไม้เรียบง่ายอยู่นาน นางก็หันไปสั่งเสี่ยว
ตอนที่ 35 อนุห้า อนุหก หวั่นถงปรายตามองหญิงสาวทั้งสองที่ยกถาดน้ำชาเข้ามาคารวะหัวใจนางสะดุดเหตุใด…พวกนางจึงดูคล้ายตนเองถึงเพียงนี้อนุห้าชื่อ เชี่ยซูสวมอาภรณ์สีอ่อนเรียบตา ใบหน้าอ่อนหวาน ดวงตาเรียวสงบท่าทางสำรวม นิ่งเงียบให้ความรู้สึกคล้ายสตรีที่ไม่แย่งชิงส่วนอนุหกชื่อ เฉินอวี้หลันร
ตอนที่ 28 เพิ่มพลัง เหอซางแทบจะล้มพับลงกับอาสนะทันทีที่ลับตาคน ท่าทางที่เคยดูสง่างามประดุจเทพเซียนหายวับไปในพริบตา เขารีบคลำคอและบ่าของตัวเองด้วยความหวาดเสียว“ลูกพ่อ! เจ้าเห็นไหม ดาบฟันข้าไม่เข้าจริงๆ!” เขาหันไปบอกเหอฉีด้วยเสียงกระซิบที่สั่นพร่า “นายท่านผู้นั้นเป็นใครกันแน่ ยาที่นาง...







