Mag-log inรุ่งเช้า ณ เรือนฟู่หย่า
แสงอาทิตย์อ่อนส่องลอดผ่านม่านโปร่งเข้ามาภายในห้อง กลิ่นชาชั้นดีลอยกรุ่นอยู่เหนือถ้วยกระเบื้องเคลือบเนื้อบาง
หลินจิงเจียวนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ปล่อยให้สาวใช้ช่วยจัดแต่งเรือนผม ท่าทางของนางยังคงสงบนิ่งและสง่างามดังเช่นทุกวัน
กระทั่งสาวใช้ผู้หนึ่งรีบก้าวเข้ามาคุกเข่าลงกลางห้อง
“เรียนฮูหยินน้อยเจ้าค่ะ”
หลินจิงเจียวเหลือบตามองเงาของอีกฝ่ายผ่านกระจกทองเหลือง
“มีเรื่องใด”
สาวใช้กลืนน้ำลาย ก่อนจะรายงานด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
“อนุสี่…ยังไม่ตายเจ้าค่ะ”
มือของหลินจิงเจียวที่กำลังยกปิ่นหยกขึ้นชะงักอยู่กลางอากาศ
หลินจิงเจียวค่อย ๆ หันกลับมา
“ไม่ตายอย่างนั้นหรือ”
ผู้รายงานรีบก้มหน้าต่ำลงกว่าเดิม “หมอหลี่กลับไปตรวจอาการอีกครั้ง พบว่าเลือดหยุดแล้วเจ้าค่ะ แม้ชีพจรยังอ่อน แต่เมื่อคืนนี้นางผ่านด่านอันตรายมาได้”
หลินจิงเจียวนิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนหน้านี้หมอหลี่เป็นผู้กล่าวด้วยตนเองว่าให้เตรียมจัดการสิ่งที่สมควรจัดการ
คนซึ่งชีพจรเกือบขาด เลือดไหลออกจากร่างจนแทบไม่เหลือ กลับสามารถรอดมาได้
รอด…ทั้งที่ควรตายไปแล้ว
หลินจิงเจียวค่อย ๆ วางปิ่นหยกลงบนโต๊ะ
เสียงหยกกระทบไม้ดังแผ่วเบา แต่กลับชัดเจนอย่างยิ่งในความเงียบ
“เลือดหยุดเองหรือ”
“หมอหลี่เองก็มิอาจอธิบายได้เจ้าค่ะ บอกเพียงว่าอาจเป็นเพราะร่างกายของอนุสี่ยังมีแรงยื้อชีวิตอยู่”
หลินจิงเจียวหลุบตาลง แรงยื้อชีวิตอย่างนั้นหรือ
คนที่อ่อนแอและหวาดกลัวทุกสิ่งเช่นกู้หวั่นถง กลับมีใจแข็งพอจะยื้อชีวิตตนเองจากประตูนรกได้จริงหรือ
สาวใช้ที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“ฮูหยินน้อย จะให้บ่าวจัดการอย่างไรต่อดีเจ้าคะ”
หลินจิงเจียวเงยหน้าขึ้นมองนาง
สาวใช้รีบก้มหน้าหลบสายตา แต่ยังคงกล่าวต่อ “ถึงอย่างไรอนุสี่ก็เพิ่งคลอดบุตร ร่างกายอ่อนแอยิ่ง ยาบำรุงหรืออาหารบางอย่าง หากจัดเตรียมไม่เหมาะสมก็อาจ…”
“พอแล้ว”
หลินจิงเจียวเอ่ยตัดบท ทำให้ผู้พูดหุบปากลงทันที
“ในเมื่อลงมือไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่สวรรค์ไม่ยอมรับนาง ก็ไม่ควรลงมือซ้ำในเวลานี้”
สาวใช้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“ตอนนี้นางเพิ่งให้กำเนิดบุตรชายแก่ท่านพี่ สายตาของคนทั้งจวนย่อมจับจ้องอยู่ หากเกิดสิ่งใดขึ้นอีก ผู้ที่ถูกสงสัยเป็นคนแรกย่อมเป็นข้า”
“จัดของบำรุงให้นางตามสมควร”
หลินจิงเจียวเอ่ยต่อ น้ำเสียงกลับมาอ่อนโยนและราบเรียบดังเดิม
“อย่าให้ผู้ใดกล่าวได้ว่าเรือนฟู่หย่าปฏิบัติต่อนางอย่างไร้เมตตา”
สาวใช้รับคำ “เจ้าค่ะ”
หลินจิงเจียวมองเงาตนเองในกระจกทองเหลือง
ใบหน้าของนางยังงดงาม สงบ และไม่มีร่องรอยความไม่พอใจให้ผู้ใดจับได้ มีเพียงปลายนิ้วซึ่งวางอยู่บนโต๊ะเท่านั้นที่ค่อย ๆ กำแน่น
เรือนจันทร์ฉาย
หวั่นถงลืมตาขึ้นท่ามกลางกลิ่นยาสมุนไพรซึ่งคลุ้งอยู่เต็มห้อง
ความเจ็บปวดยังคงอยู่ แต่ไม่รุนแรงเท่าเมื่อคืน
อย่างน้อยวันนี้นางก็สามารถหายใจได้โดยไม่รู้สึกเหมือนมีใครเอามีดมาเลื่อยร่างจากข้างใน
นับว่าเป็นพัฒนาการที่น่ายินดีไม่น้อย
นางขยับมือเล็กน้อย ก่อนจะพบว่าเรี่ยวแรงยังกลับมาไม่ถึงครึ่ง
‘ร่างนี้อ่อนแอเสียจริง’
‘เพียงยกนิ้วยังเหนื่อย หากมีคนคิดร้ายเวลานี้ ข้าคงทำได้เพียงด่าเขาในใจจนหูชา’
หวั่นถงกวาดตามองไปรอบห้อง
สาวใช้สองคนนั่งเฝ้าอยู่ไม่ไกล
ชิงยวนกำลังพับผ้าอยู่ข้างโต๊ะ ส่วนเสี่ยวจู่กำลังเฝ้าหม้อยาที่ตั้งอยู่เหนือเตาเล็ก
เมื่อเห็นผู้เป็นนายลืมตา ชิงยวนรีบวางผ้าลงแล้วก้าวเข้ามาใกล้
“อี้เหนียงสี่ ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ”
หวั่นถงพยักหน้าเพียงเล็กน้อย
ลำคอแห้งผากราวกับไม่ได้ดื่มน้ำมาหลายปี นางพยายามเปล่งเสียง แต่เสียงที่ออกมากลับแหบพร่าเสียจนตนเองยังเกือบจำไม่ได้
“น้ำ…”
ชิงยวนรีบรินน้ำอุ่นใส่ถ้วย ก่อนจะช่วยประคองศีรษะนางขึ้น
หวั่นถงจิบเพียงเล็กน้อย ความแห้งในลำคอจึงค่อยคลายลง
นางหลับตาพักครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม “ลูกข้าเล่า”
ชิงยวนถูกกำชับไม่ให้อี้เหนียงสี่ได้ใกล้ชิดบุตรชาย จึงเอ่ย
“คุณชายสามอยู่กับแม่นมหลิวเจ้าค่ะ เมื่อเช้าเพิ่งกินนมแล้วหลับไป อี้เหนียงไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ้าคะ”
หวั่นถงลืมตาขึ้น “พาเขามาหาข้า”
ชิงยวนมีสีหน้าลำบากใจ “อี้เหนียงสี่ ท่านยังอ่อนแรงนักเจ้าค่ะ หมอหลี่กำชับว่าต้องพักผ่อนให้มาก หากอุ้มคุณชายตอนนี้ เกรงว่า…”
“ข้าไม่ได้จะอุ้มเขาวิ่งรอบเรือน”
เสียงแหบพร่าที่ไม่มีแรง แต่ทำให้ชิงยวนชะงัก
ตอนที่ 89 จัดการเอง “ฮูหยิน ข้าฝากคุณชายสักครู่ได้หรือไม่เจ้าคะ” หลิ่วซูหยารับหลานมาอย่างระมัดระวัง หวั่นถงจึงเดินไปหากองของสด คนทั้งลานขยับหลีกทางให้ทันที หวั่นถงก้มมองมีดในมือแล้วเลิกคิ้วนิดหนึ่ง อยู่จวนมาหลายเดือนยังไม่เคยทำให้ผู้ใดหลีกทางได้พร้อมเพรียงถึงเพียงนี้ ที่แท้ขาดมีดอยู่เล่มเดียว นางนั่งลงบนม้าเตี้ย ทดสอบความคมของมีดก่อนให้เสี่ยวจู่ยกน้ำร้อนมา จัดการลวกไก่แล้วถอนขนอย่างคล่องแคล่ว เสี่ยวจู่ยืนมองตาไม่กะพริบ “มองข้าเช่นนั้นทำไม ข้าถอนขนไก่มิได้จะถอนผมเจ้า” สาวใช้หลุดหัวเราะก่อนรีบเม้มปาก “บ่าวเพียงไม่เคยเห็นท่านทำเจ้าค่ะ” “เช่นนั้นเข้ามาช่วย คราวหน้าจะได้ทำเป็น” เสี่ยวจู่รีบนั่งลงข้างกัน ชิงยวนหุงข้าวเสร็จก็มารับปลาที่นางขอดเกล็ดแล้วไปล้าง หวั่นถงสับไก่เป็นชิ้นพอดีคำ แบ่งปลาสำหรับต้มน้ำแกง ยามเงยหน้าขึ้นยังเห็นคนหลายคนยืนมองอยู่ที่เดิม ที่แท้ถอนขนไก่ไม่ต้องร่ายคาถาก็ทำให้คนตะลึงได้ นางอดยกมุมปากไม่ได้ “ช่วยยกชามออกมาเถิดเจ้าค่ะ น้ำแกงใกล้ได้ที่แล้ว” คราวนี้ทุกคนขยับทันที กลิ่นไก่ผัดขิงลอยคลุ้งจากกระทะ น้ำแกงปลาเดือดอ
ตอนที่ 88 ปล่อยไป หลังรับร่างแม่ทัพเสิ่นคืนมา คนในตระกูลก็จัดพิธีศพให้อย่างเรียบง่าย โลงไม้ธรรมดาตั้งอยู่หลังเรือน โต๊ะเก่าตัวหนึ่งใช้วางกระถางธูปกับเครื่องเซ่นเพียงเล็กน้อย ญาติที่เหลือสวมผ้าป่านไว้ทุกข์ผลัดกันเข้าคำนับ หลิ่วซูหยาร้องไห้จนแทบไม่มีแรง ฮูหยินผู้เฒ่านั่งอยู่ข้างโลง ลูบฝาไม้ช้า ๆ ราวกับยังมีถ้อยคำที่มิทันได้กล่าวกับบุตรชาย เสิ่นเยี่ยนเหิงคุกเข่าอยู่ตรงนั้นจนธูปหมดดอก หวั่นถงอุ้มรุ่ยเอ๋อร์เข้าคำนับ ชิงยวนช่วยประคองแขนนางไว้ เสี่ยวจู่พาเด็กหญิงทั้งสองเข้ามากราบท่านปู่เป็นครั้งสุดท้าย เมื่อโลงถูกนำไปฝังที่เชิงเขา มีเพียงคนในครอบครัวกับบ่าวที่เหลือเดินตามไปส่ง เสิ่นเยี่ยนเหิงมองดินที่กลบลงบนโลงจนหลุมเต็มก่อนก้มศีรษะคำนับอีกครั้ง ภายในโถงตำหนักบูรพา แสงแดดลอดม่านแพรปักดิ้นทองทอดลงบนพื้นหินขัด กระถางสำริดพ่นควันกำยานบางเบา รัชทายาทประทับอยู่บนตั่งไม้จันทน์แกะลายโดยมีองครักษ์คุกเข่ารออยู่เบื้องล่าง “จะทรงปล่อยเสิ่นเยี่ยนเหิงไปเช่นนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ” รัชทายาททรงวางจอกหยกลง “เสด็จพ่อเพิ่งแสดงพระเมตตา เจ้าจะให้ข้าขัดพระประสงค์หรือ” องครัก
ตอนที่ 87 รับผิดเพียงผู้เดียว หลายวันต่อมา ข่าวจากคุกหลวงก็มาถึงจวนตระกูลเสิ่น แม่ทัพเสิ่นจบชีวิตตนเองแล้ว เขาทิ้งหนังสือที่เขียนด้วยโลหิตไว้ฉบับหนึ่ง ยอมรับว่าเคยได้รับการติดต่อจากฝ่ายกบฏทว่ามิได้ตอบรับหรือร่วมสมคบ ความผิดของเขาคือปกปิดเรื่องนี้ไว้โดยมิได้กราบทูล คนในครอบครัวล้วนไม่มีส่วนรู้เห็น เมื่อฟังจนจบ หลิ่วซูหยาก็ทรุดลงกับพื้น ฮูหยินผู้เฒ่านั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ มือที่กำไม้เท้าสั่นไม่หยุด ราชโองการฉบับสุดท้ายตามมาหลังจากนั้น ฝ่าบาททรงเห็นแก่ความชอบของบรรพบุรุษตระกูลเสิ่น ละเว้นโทษตายแก่คนที่เหลือทว่าให้คืนตราแม่ทัพ ถอดถอนบรรดาศักดิ์และยึดทรัพย์สินทั้งหมดเข้าคลังหลวง พวกนางต้องออกจากจวน บ่าวส่วนใหญ่ถูกนำไปขายทอดตลาด เหลือไว้เพียงไม่กี่คนสำหรับดูแลผู้อาวุโสกับเด็ก อนุจากเรือนต่าง ๆ ถูกเรียกออกมาพบผู้ที่มาติดต่อรับตัวเพื่อแลกเงินประทังชีวิตคนที่เหลือ คหบดีเหล่านั้นเดินเลือกดูอย่างไม่ต้องเกรงใจอีกต่อไป หลิ่วซูหยามองใบหน้าซีดเผือดของพวกนางอยู่นาน “เลือกเถอะว่าอยากไปกับผู้ใด ข้าไม่บังคับให้พวกเจ้าอยู่ลำบากด้วยกัน” สตรีผู้หนึ่งคุกเข่
ตอนที่ 86 เลือกข้าง ผู้บัญชาการฟังรายงานจนจบก่อนหันกลับมาทางสตรีในลาน “ฝ่าบาททรงเห็นแก่ความดีของบรรพบุรุษตระกูลเสิ่น อนุญาตให้สตรีกับเด็กพักอยู่ในจวนชั่วคราว บุรุษที่เหลือให้นำตัวเข้าคุกหลวงส่วนทรัพย์สินให้ยึดเก็บไว้รอพระวินิจฉัย” เสียงร่ำไห้ดังขึ้นทันที พ่อบ้านกับบ่าวชายถูกแยกออกไป ทหารอีกกลุ่มกระจายเข้าตรวจเรือนต่าง ๆ เสียงประตูถูกผลักกับข้าวของตกแตกดังต่อเนื่อง จิงเจียวถลาไปขวางยามเห็นกล่องเครื่องประดับถูกยกผ่านหน้า “นั่นของมารดาข้า!” ทหารมิได้หยุด หลิ่วซูหยาจึงรั้งแขนสะใภ้ไว้ก่อนจะถูกผลักล้ม หวั่นถงก้มกล่อมบุตร มองหีบผ้าของตนถูกเปิดออกข้างทางเดิน อาภรณ์ถูกเทลงบนพื้นแม้แต่ก้นหีบก็ถูกงัดตรวจ ยามนี้ข้างในว่างเปล่า ชิงยวนขยับเข้ามาใกล้ กระซิบพอให้ได้ยินกันเพียงสองคน “เงินของท่านไม่ถูกพบเจ้าค่ะ บ่าวนำออกไปไว้ข้างนอกหมดแล้ว” หวั่นถงหลับตาลงชั่วครู่ โชคดีที่นางแยกซ่อนเงินไว้ก่อน มิฉะนั้นสิ่งที่เก็บสะสมมาคงถูกขนออกไปพร้อมทรัพย์สินของจวน อย่างน้อยยังมีเงินซื้อข้าวกับยาให้ลูก นางเก็บความโล่งอกไว้โดยมิให้ปรากฏบนสีหน้า ขณะมองหีบอีกห
ตอนที่ 85 ผู้ร้ายตัวจริงคือผู้ใด “หลักฐานถูกถวายต่อพระพักตร์แล้ว องค์รัชทายาททรงรวบรวมด้วยพระองค์เอง...ฮูหยินผู้เฒ่าอย่าได้ทำให้ข้าลำบากใจเลย” ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ฮูหยินผู้เฒ่าชะงัก มือที่วางบนแขนสะใภ้กำแน่นขึ้น ความเงียบปกคลุมลานอยู่ครู่หนึ่งก่อนสายตาของผู้คนจะค่อย ๆ หันมาทางเดียวกัน หวั่นถงรู้ตัวโดยไม่ต้องเงยหน้า นางคือสตรีที่รัชทายาทพระราชทานเข้าจวน “เจ้า…”จิงเจียวมองนางราวกับเพิ่งนึกเรื่องสำคัญขึ้นได้“เป็นเจ้าใช่หรือไม่ที่วางแผนใส่ร้ายตระกูลเสิ่น!”ชิงยวนขยับตัวทันทีทว่าหวั่นถงกดมือที่วางใกล้กันไว้เบา ๆ“ข้ามิได้ทำเรื่องเช่นนั้นเจ้าค่ะ”“ยังจะปฏิเสธอีกหรือ! เจ้าถูกส่งมาจากที่ใด ทุกคนในจวนต่างรู้ดี” เสียงนั้นดังจนรุ่ยเอ๋อร์สะดุ้ง หวั่นถงกระชับผ้าคลุมบุตรแล้วค่อยเงยหน้าขึ้น “การที่ข้าถูกส่งมา มิได้แปลว่าข้าเป็นผู้ทำเรื่องนี้” “เจ้ากินอยู่ในจวนนี้ นายน้อยให้เจ้ามีลูกด้วย ถึงอย่างนั้นก็ยังคิดทำลายเขาหรือ” ถ้อยคำกล่าวหาทำให้หวั่นถงรู้สึกเย็นไปทั้งอก ยังไม่มีผู้ใดถามสักคำว่านางรู้อันใดบ้าง ผู้บัญชาการยังยืนน
ตอนที่ 84 พังพินาศ ฟ้ายังสว่างไม่เต็มที่เมื่อเสิ่นเยี่ยนเหิงออกจากจวน อาภรณ์ทางการเรียบร้อยดังที่จิงเจียวจัดเตรียมไว้ คนสนิทถือห่อเอกสารตามขึ้นรถม้าไปด้วย ในเรือนจันทร์ฉาย หวั่นถงกำลังเปลี่ยนเสื้อให้บุตร รุ่ยเอ๋อร์ขยับแขนหนีจนเสี่ยวจู่ต้องช่วยจับชายแขนเสื้อตัวเล็กไว้ เสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังขึ้นนอกเรือน ตามด้วยเสียงคนเรียกกันอย่างผิดปกติ ชิงยวนหันไปมองประตู “บ่าวออกไปดูเองเจ้าค่ะ” ยังไม่ทันก้าวพ้นธรณี เสียงตะโกนก็ดังมาจากทางประตูใหญ่ “ปิดประตูทุกด้าน! ห้ามผู้ใดเข้าออก!” หวั่นถงเงยหน้าขึ้น มือที่กำลังผูกสายเสื้อหยุดค้าง เสียงโลหะกระทบกันดังตามมา มิใช่เสียงเวรยามผลัดเปลี่ยนอย่างที่คุ้นเคย ชั่วครู่เดียวเสียงฝีเท้าก็แยกย้ายไปทั่วจวน ชิงยวนรีบย้อนกลับเข้ามา ใบหน้าซีดลง “ทหารหลวงเจ้าค่ะ” แม่นมหลิวเดินออกจากห้องข้าง ๆ ด้วยความตกใจ หวั่นถงส่งสายเสื้อให้เสี่ยวจู่ช่วยผูกต่อแล้วถามเสียงต่ำ “มาด้วยเรื่องใด” “ยังฟังไม่ถนัดเจ้าค่ะ พวกเขากำลังให้ทุกคนออกไปรวมที่ลาน” นางรับบุตรมาแนบอก เสียงตวาดดังใกล้เข้ามาอีก “คนในเรือนนี้ออกมาให้หมด!”
ตอนที่ 45 สูญวิญญาณ เหอซางชะงักงัน หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองรบ เขามองสลับระหว่างความว่างเปล่าที่เหอฉีบอก กับร่างเด็กชายที่เขายังคงเห็นนั่งอยู่อย่างชัดเจน ทันใดนั้น เด็กคนนั้นก็ค่อยๆ หันหน้ามามองเหอซาง...ดวงตาของเด็กน้อยมืดมิดไร้ตาขาวก่อนจะอ้าปากคล้ายจะสื่อสารบางอย่างแต่กลับมีเพียงควันสี
ตอนที่ 43 หรือจะไม่ได้ผลหวั่นถงนิ่งงันไปครู่ใหญ่หลังจากฟังคำรายงานของชิงยวน นางมองดูใบหน้าหลับปุ๋ยของบุตรชายวัยสี่เดือนที่นอนอยู่ในอ้อมแขน พลางใช้ความคิดอย่างหนัก“เขามองเห็นได้เองงั้นหรือ...”หวั่นถงพึมพำ น้ำเสียงแฝงความหนักใจอย่างปิดไม่มิด “วิชาที่ข้าเรียนมา การมองเห็นคือจุดเริ่มต้นของหายนะ หากด
ตอนที่ 42 ไม่คาดฝัน หลังจากเหตุการณ์ในคืนนั้นผ่านพ้นไปหลายวันหวั่นถงอาศัยช่วงเวลาที่เรือนจันทร์ฉายสงบเงียบเรียก ชิงยวน และ เสี่ยวจู๋ ข้ามาในห้องลับเพื่อถ่ายทอดวิชา‘อาคมส่งวิญญาณ’ อย่างจริงจังนางสอนด้วยวาจาและเน้นย้ำถึงการใช้สมาธิเพื่อเป็นทางผ่านให้ผลบุญไปถึงผู้ล่วงลับ โดยมุ่งหวังให้ชิ
ตอนที่ 41 ส่งเสริมท่ามกลางแสงแดดอ่อนยามบ่ายที่สาดส่องลงมายังทางเดินหินอ่อนที่เชื่อมระหว่างเรือน อนุห้าและอนุหก กำลังเดินนวยนาดพลางสนทนาเรื่องวาสนาบารมีกันอย่างออกรสทว่าจังหวะนั้นเอง ร่างบางของหวั่นถง ในชุดสีฟ้าซีดดูสะอาดตาก็เดินผ่านมาพร้อมกับ ชิงยวนและเสี่ยวจู่ นางก้าวเดินอย่างช้าๆ ท่าทางดูอ่อนแร







