Se connecter
ตอนที่1 ที่แท้เป็นสตรีผู้นั้น
เสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่นสายลมพัดแรงจนผ้าม่านพลิ้วไหว สายฝนที่เพิ่งจะโปรยปรายลงมานั้นราวกับหยดน้ำตาของสตรีที่กำลังร่ำให้
เรือนฮูหยินเอกตระกูลซู
ภายในห้องที่ควรจะเงียบสงบกลับมีเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดเล็ดลอดออกมา
“ช่วยด้วย… อี้หาน…”
เสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของลู่เยียนหรันที่กำลังใกล้จะคลอดบุตร มือเรียวเล็กยกขึ้นกุมหน้าท้องที่นูนใหญ่นั้นอย่างเจ็บปวดทรมาน นางรู้สึกถึงน้ำอุ่นที่กำลังไหลรินออกมาจากหว่างขาของตน
ใบหน้างดงามนั้นเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นจนเปียกชุ่ม ดวงตาสั่นไหวมองตรงไปยังประตูที่ถูกปิดไว้จนสนิท มือเรียวเล็กสั่นเทาพยายามหาที่เกาะกุมอย่างทรมาน
น้ำตาแห่งความเจ็บปวดไหลรินออกมา หัวใจนางพลันตกวูบ เหตุใด… เหตุใดกันวันนี้ถึงได้เงียบสงัดไร้เสียงฝีเท้าของเหล่าบ่าวไพร่ มีเพียงเสียงฟ้าและฝนที่ตอบกลับนางเท่านั้น
ลู่เยียนหรันก้มลงมองหน้าท้องของตนที่กำลังเคลื่อนไหวเล็กน้อยอยู่ราวกับชีวิตน้อยๆ นั้นก็พยายามที่จะหาทางรอด ในหัวใจนางเจ็บปวดขึ้นมาทันที ดวงตาแดงก่ำด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง
ความเจ็บปวดจากท้องที่ใหญ่โตนั้นทำให้นางดิ้นพล่านไปมาอย่างทุกข์ทรมาน เสียงสะอื้นและเสียงกรีดร้องดังขึ้นปะปนจนน่าเวทนา ความเจ็บปวดกัดกินจนนางแทบทนอีกไม่ไหว
“แอ๊ด…”
เสียงประตูไม้ถูกเปิดออกแผ่วเบาทว่ากลับดังชัดเจนในหูของลู่เยียนหรัน นางหันขวับไปทางประตูนั้นทันทีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง
เงาร่างสูงโปร่งสง่างามที่คุ้นเคยเดินเข้ามาช้า ๆ ด้วยท่าทางสงบนิ่ง
“อี้หาน… ช่วยด้วย… ข้าเจ็บ…”
ลู่เยียนหรันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่น ดวงตายังคงเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา มือเรียวเล็กกำแน่นพยายามอดกลั้นกับความเจ็บปวดที่แสนทรมานนั้น ดวงตาคู่สวยของนางทอดมองผู้เป็นสามีที่กำลังก้าวเข้ามาและฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่เขา
ทว่าร่างสูงโปร่งนั้นกลับก้าวมายืนนิ่งอยู่เคียงข้านางทว่ายังห่างออกไปอีกสามก้าวจนมือเรียวเล็กที่สั่นเทาของนางไม่สามารถเอื้อมไปถึงได้
ซูอี้หานเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมคริบนั้นไม่แม้แต่จะมองนางเลยสักนิด ความเย็นชาในตัวเขาแผ่ซ่านออกมาในวินาทีนั้นจนคนที่นอนดิ้นทรมานอยู่บนเตียงรับรู้ได้ทันที
ลู่เยียนหรันชะงักเล็กน้อย น้ำตาพรั่งพรูออกมาจากดวงตาคู่สวย นางรวบรวมแรงที่เหลืออยู่ทั้งหมดแล้วกันฟันเอ่ยถามขึ้นอย่างเจ็บปวด
“ทำไม…”
ดวงตาคู่สวยที่พร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตามองเขาอย่างไม่ละสายตา
ซูอี้หานกระตุกยิ้มชั่วร้ายที่มุมปาก แล้วสายตาเย็นยะเยือกของเขาก็จ้องลงมายังนางอย่างเหยียดหยามก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเย็นชาจนหัวใจคนฟังพังทลาย
“เจ็บแค่นี้ไม่ตาย… สู้ความเจ็บปวดของอาเยว่ไม่ได้แม้แต่น้อย… นางต้องตายไปพร้อมกับลูกในท้องใต้สายน้ำที่เย็นเฉียบ… สตรีใจอำมหิตเช่นเจ้าเจ็บแค่นี้ก็ร้องจนคนในเรือนวุ่นวายไปกันหมด”
ลู่เยียนหรันชะงักไปราวกับสายฟ้าฟาดเข้ากลางหัวใจของนางรู้สึกชาไปทั้งดวง เจ็บจนแทบหายใจไม่ออก มือเรียวเล็กที่กำลังยกขึ้นไปหาเขานั้นอ่อนแรงลงทันที
อาเยว่…
ที่แท้เขาก็คงรอวันนี้สินะ เขาไม่เคยรักนางเลย ทุกอย่างคือการแสดงทั้งสิ้น เรื่องราวของพวกเขาที่ผ่านมาเป็นเพียงเรื่องหลอกลวง สตรีที่เขารักจนสุดหัวใจคือนางผู้นั้น
ไป๋อิงเยว่…
ลู่เยียนหรันเติบโตมาในจวนของตระกูลซูพร้อมกับซูอี้หาน ใคร ๆ ก็กล่าวว่าทั้งสองนั้นเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก ฮ่องเต้เห็นแก่ตระกูลลู่ที่สละชีพเพื่อแผ่นดิน
จึงส่งลู่เยียนหรัน เด็กน้อยผู้น่าสงสารเข้าไปอยู่ในตระกูลซูและมอบสมรสพระราชทานให้ตั้งแต่เด็ก ให้เด็กน้อยที่สูญเสียครอบครัวได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่แสนจะสุขสบายในตระกูลของว่าที่สามี
ลู่เยียนหรันโตมากับคำว่า ว่าที่ภรรยาของซูหานอี้ ทว่านางนั้นเต็มไปด้วยความภูมิใจ และทุ่มเททุกอย่างให้เขา คอยอยู่เคียงข้างเขาเสมอ
ต่อมา ซูอี้หานที่ไปเข้ากองทัพแล้วกลับมาพร้อมชัยชนะและตำแหน่งที่สูงขึ้น เขากลับพาสตรีนางหนึ่งกลับมาด้วย นางคือไป๋อิงเยว่ผู้เป็นดังแสงจันทร์สีขาวในใจเขา
แต่เขาก็ไม่อาจขัดราชโองการได้ เขาแต่งงานกับข้าเป็นฮูหยินเอกตามราชโองการ ทว่าในวันแต่งงานไป๋อิงเยว่กลับปรากฏตัวขึ้นและบอกว่าตั้งครรภ์กับซูอี้หาน
ซูอี้หานขอให้ข้ารับนางเป็นภรรยารเท่าเทียมโดยใช้ป้ายทองที่เป็นสิ่งที่ฮ่องเต้ประทานให้เพราะสิ้นตระกูล นำสิ่งนั้นมาขอราชโองการให้ไป๋อิงเยว่ได้มีสถานะใจจวนตระกูลซู นางที่เป็นเพียงสตรีไร้ชาติกำเนิดนั้นจะได้ไม่มีใครกล้ารังแกนางอีก
น่าขันสิ้นดี ข้าไม่ยินยอมทำตามคำขอนั้น ข้าไม่อยากใช้สามีร่วมกับผู้ใด สุดท้ายไป๋อิงเยว่ทนความอับอายไม่ไหวจึงเลือกกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย
หลังจากไป๋อิงเยว่ตาย ซูอี้หานกลับหันมารักและเอาใส่ใจข้าดังเดิมราวกับไป๋อิงเยว่ผู้นั้นไม่เคยมีตัวตนมาก่อน
ดังนั้นข้าจึงทุ่มเทแรงกายและใจทั้งหมดเพื่อเขาและจวนตระกูลซูได้เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
ดวงตาคู่สวยเบิกขึ้นเล็กน้อยอย่างเข้าใจ ในหัวใจเจ็บปวดราวกับถูกก้อนหินมากดทับไว้จนแทบหายใจไม่ออกทว่าหยาดน้ำตากลับเฮือกแห้งจนหมดแล้ว
“ที่แท้… ที่แท้… ฮ่า ๆ …”
เสียงหัวเราะแหบแห้งทว่ากลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดสุดหัวใจ นางรู้สึกสมเพชตัวเองยิ่งนัก เขาหันกลับมารักนาง! ไม่ใช่เขาเพียงรอเวลานี้เพื่อแก้แค้นนางเท่านั้น สตรีคนเดียวที่เขารักคือ ไป๋อิงเยว่
ลู่เยียนหรันเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาแดงก่ำยกขึ้นสบกับดวงตาคมคริบของเขาอย่างสิ้นหวัง ทว่าในแววตาของเขานั้นก็ยังมีเพียงความเย็นชาเท่านั้น
นางเจ็บ เจ็บจนไม่มีแรงจะเสียใจอะไรอีกแล้ว มือเรียวเล็กกำแน่นจนเลือดซึมออกมาจากเนื้อที่ถูกเล็บยาวจิกเข้าไปทว่าเมื่อเทียบกับความเจ็บในใจแล้วมันกลับไม่มีความรู้สึกใดเลย
“เขาเป็นลูกของท่าน…”
นางกัดฟันพูดออกมาอย่างเจ็บปวด หวังว่าเขาจะเห็นแก่เลือดเนื้อของตนเองบ้างและช่วยเด็กน้อยให้ได้ลืมตาดูโลก มือเรียวเล็กยกขึ้นอกครั้งพยายามเอื้อมออกไปหาร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่เบื้องหน้าตนทว่ามันกลับดูห่างไกลเกินไปจนไม่อาจเอื้อมถึง
ซูอี้หานจดจ้องใบหน้างดงามที่เคยหยิ่งผยองนั้นยามนี้ความเจ็บปวดนั้นกลับทำให้นางละความหยิ่งผยองเล่านั้นทิ้งไปจนหมดสิ้นมีเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความอ้อนวอนเขา
นี่แหละคือสิ่งที่เขาต้องการ ร่างสูงโปร่งหันหลังให้นางอย่างเย็นชาแล้วก้าวเดินออกไปด้วยท่าทางสงบนิ่งและเยือกเย็นราวกับเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือของนางนั้นเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านหูของเขาไปเท่านั้น
ลู่เยียนหรันจ้องมองแผ่นหลังเย็นชานั้นค่อย ๆ ก้าวเดินออกไปอย่างไร้เยื่อใย ความเย็นชาของเขาเย็นยะเยือกจนถึงขั้วหัวใจของนาง
ความเจ็บปวดทรมานบีบรัดไปทั้งกาย หัวใจของนางไม่อาจรับมันไหวอีกแล้ว มือเรียวเล็กกุมหน้าท้องของนางไว้แน่น นางรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของร่างน้อย ๆ ที่ค่อย ๆ หยุดและแน่นิ่งไปในท้องของตนเอง
ดวงตานางฉายแววเจ็บปวดจนเกินจะรับไหวทว่าน้ำตากลับเฮือกแห้งไปเสียแล้ว
ความเจ็บปวดร้าวนั้นแล่นพล่านจนนางไม่อาจทนไหวอีกแล้ว ได้แต่รู้สึกผิดกับก้อนเนื้อที่ไม่ได้ลืมตาดูโลก มือเรียวกำแน่นจนเส้นเลือดปูดนูน
“ซูอี้หาน ท่านช่างใจดำนัก…”
น้ำเสียงปวดร้าวดังกึกก้องในใจพร้อมกับลมหายใจที่ค่อย ๆ ดับลงไปสู่ความมืดมิด
….
ตอนที่8 งานเลี้ยงจวนตระกูลซูยามค่ำสายลมเย็นพัดโชยแผ่วเบาในลานบ้านนั้นกำลังคึกคักไปด้วยเสียงดนตรีและเสียงพูดคุยหัวเราะบรรยากาศในวันเลี้ยงฉลองการเลื่อนตำแหน่งของซูอี้หานขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่โดยราชโองการของฮ่องเต้เต็มไปด้วยความคึกครื้น ต่างจากเรือนเล็กทางทิศตะวันตกที่เงียบสงบลู่เยียนหรันนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ใบหน้างดงามทอดมองเงาสะท้อนของตนเองนิ่ง ๆ“คุณหนู ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนมาตามท่านเจ้าคะ”รั่วเจียงเอ่ยขึ้นเสียงแผ่วเบาเมื่อนางก้าวมาหยุดอยู่เบื้องหน้าลู่เยียนหรันผู้เป็นนายลู่เยียนหรันถอนหายใจแผ่วเบา แล้วลุกขึ้นยืน มือเรียวยกขึ้นจัดอาภรณ์เล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น“ไปเถิด”กล่าวจบ ทั้งสองคนก็ก้าวออกจากห้องไปไม่นานทั้งสองก็เห็นแสงโคมไฟสว่างไสวอยู่เบื้องหน้า เสียงพูดคุย และเสียงดนตรี ช่างครื้นเครงยิ่งนักลู่เลียนหรันในอาภรณ์เรียบง่ายก็ก้าวขึ้นไปยังเรือนด้านใน ห้องโถงกว้างเต็มไปด้วยเหล่าฮูหยินและคุณหนูสูงศักดิ์มากมายนั่งประจำที่กันอย่างคึกครื้น โดยมีฮูหยินผู้เฒ่าซูนั่งประจำตำแหน่งสูงสุดขณะเดียวกันนั้น ซูอี้หานก็ก้าวเข้ามาด้วยเคียงข้างเขาคือไป๋อิงเยว่ในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าง
ตอนที่7 ข้าจะทวงคืนจวนตระกูลซูเรือนเล็กทิศใต้ภายในเรือนที่เงียบสงบ ไป๋อิงเยว่นั่งอยู่บนเตียง มือเรียวเล็กยกขึ้นลูบหน้าท้องที่นูนขึ้นเล็กน้อยของตนเองแผ่วเบา ดวงตาคู่สวยเป็นประกาย ริมฝีปากอวบอิ่มเผยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเก่งกาจดวงตาคู่สวยของนางทอดมองออกไปยังประตูห้องที่กำลังเปิดแง้มอยู่ราวกับกำลังรอคนผู้หนึ่งอยู่“ลู่เยียนหรันชาตินี้ข้าจะทวงทุกสิ่งที่เป็นของข้าคืนมา เจ้าอย่าได้หวังว่าจะมีชีวิตที่ดีเลย ชาติที่แล้วเพราะเจ้าข้าถึงได้จมน้ำตายไปพร้อมกับลูก ชาตินี้ตำแหน่งฮูหยินเอกต้องเป็นของข้าเพียงผู้เดียว”น้ำเสียงแม้แผ่วเบาทว่าเต็มไปด้วยความเยียบเย็น ดวงตาคู่สวยพลันฉายแววสังหารขึ้นมาวูบหนึ่งทว่าเมื่อเสียงฝีเท้าหนักแน่นและเร่งรีบก้าวเข้ามาใกล้ ๆ สีหน้าของนางก็พลันเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนน้ำตาแดงระเรื่อจนน่าสงสารนางยกมือขึ้นเช็ดชาดบนริมฝีปากออกเล็กน้อยเผยใบหน้าที่ซีดเซียวลงพร้อมกับถอดอาภรณ์ชั้นนอกออกอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงอาภรณ์บางเบาที่แนบไปตามลำตัวร่างบอบบางของไป๋อิงเยว่ก็พลันนอนลงบนเตียงกว้างทันที ก่อนจะหลับตาลงช้า ๆ เมื่อเสียงฝีเท้านั้นก้าวมาหยุดอยู่หน้าห้องเงาร่างสูงโปร่งของซูอี้หา
ซูอี้หานยืนจ้องสตรีตรงหน้า คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าใบหน้าของนางนั้นซีดเผือด เขาถอนหายใจแล้วยกมือใหญ่ขึ้นหมายจะสัมผัสหน้าผากของนางว่าร้อนหรือไม่ทว่าลู่เยียนหรันกลับหลบฝ่ามือของเขาทันทีซูอี้หานขมวดคิ้วแน่น พลันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาในใจเมื่อก่อนนางไม่ใช่หรือที่อยากจะออดอ้อนเขา ไม่สบายเมื่อไหร่ก็พลันหาโอกาสเข้าใกล้เขา ให้เขาป้อนยาให้ มุกเดิม ๆ เช่นนี้เขาก็เริ่มชักเบื่อแล้ว เขาลดมือลงแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา“อีกสองวันท่านย่าให้เจ้าไปวัดสือหมิงกับข้า ไปเตรียมตัวเสียให้พร้อม”กล่าวจบ ดวงตาคมก็พลันกวาดมองอาภรณ์สีสันสดใสที่นางสวมในใจพลันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา เป็นถึงคุณหนูสูงศักดิ์แต่กลับแต่งกายยั่วยวนเช่นนี้ราวกับสตรีในหอนางโลม“ชุดนี้สีฉูดฉาดเกินไป แถมยังรัดรูปขนาดนี้เจ้าไปเปลี่ยนเถิดไม่เหมาะกับเจ้า”เขากล่าวขึ้นแล้วจ้องมองลู่เยียนหรันที่ยังคงนั่งนิ่งเงียบอยู่ที่เดิม ใบหน้านางเรียบนิ่งเกินไป เขารู้ว่านางกำลังงอนเขาอยู่จึงได้ทำท่าทีเย็นชาเช่นนี้ใส่เขาเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขาซูอี้หานถอนหายใจอย่างจนใจก่อนจะพูดต่ออย่างใส่ใจ“เยียนหรันเจ้ายังโกรธที่ข้าพาอาเยว่มาหรือ อย่างไรนางก็
ตอนที่5 ใจดำนักเรือนพักลู่เยียนหรันสายลมยามเช้าพัดต้องเข้ามาในห้องที่เงียบสงบ ร่างบอบบางของลู่เยียนหรันนอนอยู่บนเตียงกว้าง สีหน้านางเต็มไปด้วยความทุกทรมาน เหงื่อเย็นไหลเต็มใบหน้าภาพในวันที่นางต้องตายไปพร้อมลูกในท้องนั้นพลันตามหลอกหลอนในฝัน หยดน้ำตาแห่งความสิ้นหวังและเสียใจไหลรินออกมาจากหางตา“คุณหนู! คุณหนู!”เสียงเรียกของรั่วเจียงปลุกให้ลู่เยียนหรันสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝันที่น่ากลัวนั้น ดวงตาที่ชุ่มไปด้วยน้ำตาเบิกกว้างราวกับรอดพ้นจากนรกอีกครั้ง“คุณหนูท่านฝันร้ายหรือเจ้าคะ”รั่วเจียงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นนางทรุดกายนั่งอยู่ข้างเตียง สองมือกุมมือของลู่เยียนหรันไว้แน่นลู่เยียนหรันพยักหน้าเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงช้า ๆ นางยกมือขึ้นเช็ดหยาดน้ำตาบนใบหน้าของตนเองออก ก่อนจะเลื่อนมากุมที่หัวใจ ความเจ็บปวดใจที่นางได้รับนั้นยังคงอยู่มันช่างเจ็บปวดยิ่งนัก เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เจ็บจนนางไม่อาจขยับตัวได้ นิ้วเรียวเล็กกุมหน้าอกเอาไว้แน่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับรั่วเจียง“ฝันร้ายมันผ่านไปแล้ว”รั่วเจียงที่ขอบตาแดงระเรื่อและมีหยาดน้ำตาคลออยู่พลันพยักห
ลู่เยียนหรันหันไปทางฮูหยินผู้เฒ่าซูด้วยใบหน้าสงบนิ่ง แล้วยกมือขึ้นประสานพร้อมกับย่อกายคารวะอย่างนอบน้อมก่อนจะพูดขึ้น“ท่านย่า ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ขอส่งเสริมให้คุณชายใหญ่กับแม่นางไป๋เจ้าค่ะ พวกเขาทั้งสองรักมั่นกันถึงเพียงนี้ ข้าก็ไม่อยากเข้าไปแทรกกลางระหว่างความรักของทั้งสอง”ฮูหยินผู้เฒ่าซูชะงักไปเล็กน้อย นางหันไปมองหลานชายของตนเองกับสตรีอ่อนแอที่ยังคงคุกเข่าร้องให้อยู่อย่างน่าสงสารแล้วก็หันกลับมาหาลู่เยียนหรันที่ยืนนิ่งอยู่“อาหรัน การหมั้นหมายของพวกเจ้าทั้งสองเป็นราชโองการจากฝ่าบาท อย่างไรเสีย เจ้าก็ต้องเป็นฮูหยินเอกของจวนส่วนนางก็ให้เป็นอนุดีหรือไม่ถึงอย่างไร นางก็เป็นผู้มีพระคุณของอี้หาน”“ท่านย่า! ให้อาเยว่เป็นอนุไม่ได้ขอรับ นางมีนิสัยอ่อนหวานและไร้เดียงสานัก หากเป็นอนุภรรยาเกรงว่านางจะถูกรังแก นางเป็นเพียงเด็กกำพร้าไร้ที่พึ่งหากถูกรังแกคงจะทนรับไม่ไหวขอรับ”น้ำเสียงไม่พอใจของซูอี้หานดังขึ้น เขาเองในยามนี้ก็คุกเข่าลงไปอยู่เคียงข้างกับไป๋อิงเยว่เพื่อขอร้องท่านย่าของตนเอง กล่าวจบเขาก็หันไปสบตากับไป๋อิงเยว่เพื่อปลอบโยนนางที่กำลังร่ำให้อย่างน้อยเนื้อต่ำใจเขาเพียงรู้สึกว่านางช่าง
“คุณชายกลับมาแล้วขอรับ!”สิ้นเสียงนั้นก็พลันมีเสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้องเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตูจวนร่างสูงโปร่งในชุดเกาะเหล็กของซูอี้หานกระโดดลงจากม้าอย่างคล่องแคล่ว เขาก้าวเข้ามาในจวนด้วยท่วงท่าสง่างามใบหน้าคมคายทันทีที่ลู่เยียนหรันมองเห็นใบหน้าของซูอี้หาน ดวงตาคู่สวยก็พลันเบิกตากว้างเล็กน้อย ดวงตาสั่นไหว มือเรียวเล็กกำแน่นใต้แขนเสื้อ นางพยายามข่มความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาในใจ ทั้งความเจ็บปวด ความคับแค้น ความหวาดกลัวเมื่อร่างสูงสง่างามนั้นก้าวผ่านนางไป ลู่เยียนหรันทำได้เพียงหลบสายตาลง มือเรียวเล็กกำแน่นจนสั่นอยู่ใต้แขนเสื้อบัดนี้รอบข้างนางเต็มไปด้วยเสียงถามไถ่พูดคุย หัวเราะ ยินดีทว่าในหัวใจนางกลับอยากออกไปให้ไกลจากที่นี่ให้เร็วที่สุด“เยียนหรัน”น้ำเสียงของซูอี้หานดังขึ้นเบื้องหน้าลู่เยียนหรันชะงักเล็กน้อย แล้วเงยหน้าขึ้นด้วยใบหน้าที่เรียบสงบที่สุด ดวงตาคู่สวยของนางทอดมองใบหน้าของเขานิ่ง ๆ ทว่ามือเรียวใต้แขนเสื้อนั้นกลับสั่นเล็กน้อยซูอี้หานกระตุกยิ้ม ดวงตาคมของเขาเบิกกว้างเล็กน้อยพลันกวาดสายตามองลู่เยียนหรันในอาภรณ์ที่งดงามนั้นในใจรู้สึกหงุดหงิดยิ่งนักกับการแต่งตัวของนาง เขาจากไปไม







