LOGIN"ถอนหมั้นหรือ?"
ลู่โหวที่ได้ยินถึงกับหันไปสบตากับโหวฮูหยินภรรยาของตนด้วยความตกใจ เช้าวันนี้หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว จินซินก็บอกว่ามีเรื่องอยากจะพูดคุยกับพวกเขาให้ชัดเจน เดิมทีพวกเขาคิดว่านางจะมาเร่งเร้างานแต่งงาน ทว่ากลับผิดคาด นางไม่ได้มาขอเร่งวันแต่งแต่มาขอถอนหมั้นต่างหาก
ลู่จื่อเซวียนแทบจะสำลักน้ำชาออกมา เขาเกือบยกมือขึ้นแคะหูตนเองเพราะคิดว่าขี้หูคงอุดตันหูจนเขาได้ยินผิดเพี้ยนไป แต่เมื่อได้ฟังที่จินซินเอ่ยย้ำอีกรอบเขาก็เข้าใจได้ทันทีว่าตนเองไม่ได้ฟังผิดไป นางมาขอถอนหมั้นจริงๆ อีกทั้งยังไม่ได้ทำไปเพราะความประชดประชันหรือโทสะเลยแม้แต่น้อย
จินซินตัดสินใจดีแล้ว นางนอนคิดทั้งคืนก็คิดตกเสียที การหมั้นหมายนี้เป็นเพียงการหมั้นหมายปากเปล่า และยังไม่ได้กำหนดวันเวลาไม่มีการมอบสินสอด มีแต่นางที่ลอยหน้าลอยตาเอาไปโพนทะนาให้คนที่นอกจวนฟังเอง เช่นนี้ย่อมยกเลิกได้ไม่เป็นปัญหา นางไม่สนใจขี้ปากคนอื่นอยู่แล้ว ในเมื่อคนเขาไม่รักและนางก็ไม่อยากจะลดทอนคุณค่าของตนเองไปไล่ตามบุรุษที่ไม่ได้ชมชอบในตัวนาง เช่นนั้นการแก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้นับว่าดีที่สุด
โหวฮูหยินยังคงไม่เชื่อหูตนเอง นางจำได้ว่าจินซินชอบลู่จื่อเซวียออกปานนั้น นางจะยอมถอยง่ายๆ เช่นนี้จริงหรือ
"ซินเอ๋อร์ เจ้าพูดจริงหรือ”
“เจ้าค่ะท่านป้า ข้ามาคิดๆ ดูแล้ว การหมั้นหมายนี้เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ตกลงกันเองแต่มิได้มีสัญญาหมั้นหมาย ข้าและซื่อจื่อเองก็ไม่ได้รับรู้ด้วย อีกอย่างเขาก็ไม่ชอบข้า ข้าเองก็ไม่อยากแต่งงานกับบุรุษที่ไม่ได้รัก ข้าเหนื่อยแล้วเจ้าค่ะท่านป้า หลายวันก่อนข้าฝันเห็นท่านพ่อท่านแม่ ทั้งสองท่านอยากให้ข้ามีความสุขใช้ชีวิตของตนเองให้ดี หลังจากข้าตื่นขึ้นมาก็ตระหนักได้ว่าควรจะต้องทำเพื่อตนเองให้มาก และไม่ต้องไปวุ่นวายกับใคร จึงตัดสินใจว่าจะไม่แต่งงานกับซื่อจื่อเจ้าค่ะ ท่านลุงท่านป้า โปรดสนับสนุนข้าเถอะนะเจ้าคะ"
ลู่โหวงุนงงไม่น้อยเลย หลานสาวผู้นี้ของเขาเมื่อหลายวันก่อนยังไปตบตีกับหญิงสาวคนอื่นๆ อยู่เลย แต่วันนี้กลับบอกว่าไม่อยากแต่งเสียแล้ว
“ซินเอ๋อร์ ช่วงนี้เจ้าได้เอาหัวไปกระแทกหน้าต่าง หรือว่าทิ่มลงพุ่มไม้พุ่มหญ้าบ้างหรือไม่”
จินซิน”……”
จินซินหัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก ให้ตายเถอะ นางทำเรื่องไม่ดีมามาก พอมาทำดีคนจึงไม่เชื่อ
ด้านโหวฮูหยินก็คิดเช่นเดียวกับสามี จึงพูดกับจินซินอย่างใจเย็น
"ซินเอ๋อร์ หากว่าเจ้าน้อยใจที่พี่เขาไม่รักเจ้า แล้วคิดจะถอนหมั้นป้าว่าเจ้าคิดใหม่เถอะ จื่อเซวียนน่ะไม่ค่อยแสดงออกแต่แท้จริงเขาก็เอ็นดูเจ้านะ อีกอย่างเจ้าก็ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน อีกทั้งยังมาจากตระกูลคหบดี ป้าไม่ได้ดูถูกชาติกำเนิดของเจ้า แต่เจ้าก็รู้ดีว่าสตรีที่เกิดจากตระกูลคหบดีนั้นการจะหาสามีดีดีสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย"
"เช่นนั้นก็ช่างมันสิเจ้าคะ ข้าไม่มีสามีก็ได้ ข้าวางแผนชีวิตไว้แล้ว ข้าจะทำการค้าขาย ข้ามีความรู้ไม่น้อยย่อมหาเลี้ยงตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาบุรุษ หากว่าข้าตั้งตัวได้ ข้าจะย้ายออกเจ้าค่ะ ข้าเองก็เกรงใจพวกท่าน"
"เหลวไหล เจ้าจะอยู่ที่นี่นานเท่าใดก็ย่อมได้ พวกเราไม่เคยคิดจะไล่เจ้า ต่อให้เจ้าแต่งงานกับคนอื่นไปแล้ว เจ้าก็ยังเป็นลูกหลานของพวกเรา เข้าใจหรือไม่"
จินซินเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะพยักหน้ารับคำ ในใจรู้สึกอบอุ่นเป็นอันมาก อีกทั้งยังรู้สึกผิดที่ชาติก่อนนางอำมหิตทำร้ายพวกเขาได้อย่างเลือดเย็น
"ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ เช่นนั้นเรื่องหมั้นหมายก็ยกเลิกไปเถอะเจ้าค่ะ ข้าตัดสินใจดีแล้ว"
เมื่อเห็นว่าไม่อาจทัดทานนางได้ ลู่โหวและโหวฮูหยินจึงยอมรับปากนางไปก่อน ส่วนเรื่องราวจะเป็นเช่นไรต่อไปนั้นรอให้ผ่านพิธีปักปิ่นไปก่อนค่อยว่ากันเถิด
อยู่สนทนากันต่ออีกครู่หนึ่ง จินซินก็ขอตัวลากลับเรือนพัก นางเพิ่งจะเดินไปได้ครึ่งทาง อยู่ๆ ลู่จื่อเซวียนก็เดินมาขวางเบื้องหน้านางเอาไว้ อีกทั้งยังจ้องนางอย่างไม่คลาดสายตา เขาจับจ้องเสียจนนางเริ่มประหม่า
"ท่านมองข้าทำไม"
ลู่จื่อเซวียนยกยิ้มเย็นชา ก่อนจะเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงเจือความสงสัย
"คราวนี้เจ้าวางแผนอันใดอีกเล่า หรือเพราะทำชั่วแล้วข้าไม่สน เจ้าจึงเปลี่ยนมาแกล้งทำดีเพื่อหลอกให้ทุกคนตายใจ จินซิน เจ้ามันเกินเยียวยาแล้วรู้ตัวหรือไม่"
จินซินยกมือขึ้นลูบจมูกตน นิสัยอันธพาลก่อนหน้านี้ของนางมันทำให้ลู่จื่อเซวียนไม่เชื่อว่านางจะกลับตัวเป็นคนดีได้ ช่างน่าเวทนาตนเองยิ่งนัก
"ซื่อจื่อ ข้าพูดจากใจจริง ข้าไม่อยากแต่งงานกับท่านแล้ว ต่อไปนี้ท่านไปหาคนที่ท่านชอบเถอะ ข้าเหนื่อย ไม่อยากวิ่งไล่ตามท่านแล้ว”
"เจ้าพูดจริงหรือเสแสร้งกันแน่”
"แล้วแต่่ท่านจะคิดเถอะ ข้าขอตัวก่อน"
จินซินคิดจะเดินจากไปแต่กลับชะงักฝีเท้า นางรู้สึกว่าตนเองมือไม้สั่น เหงื่อออกตามมือตามเท้าลำคอแห้งผาก อาการนี้ไม่เกิดขึ้นกับนางนานแล้ว ไม่คิดเลยว่ามันจะกลับมาอีกครั้ง
นางยกมือขึ้นตีหน้าผากตนเองพลางอุทานว่ามารดามันเถอะ ทำเอาลู่จื่อเซวียนสะดุ้งคิดว่านางด่าแม่เขา แต่จินซินกลับไม่ได้สนใจลู่จื่อเซวียนเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้นางกำลังต่อสู้กับอาการทางร่างกายของตนเอง
บัดซบ! นางลงแดงอีกแล้ว!
ชาติก่อนนั้นเพราะถูกลู่จื่อเสวียนปฏิเสธ นางจึงประชดชีวิต เข้าโรงพนัน เข้าหอสุรา ติดสุราติดการพนัน จนหยางซานต้องแบกนางกลับจวน ไม่เพียงเท่านั้น ยามครองสติไม่อยู่นางยังไปท้าต่อยตีกับพวกอันธพาลที่เฝ้าหน้าโรงพนันอีกด้วย
จนวันที่เข้าวังหลวงไปเป็นพระสนมนางก็ยังติดสุรา ยิ่งเจอฉิงหงเยี่ยนฮ่องเต้ทรราชนิสัยสุดโต่งยิ่งพากันเมามายไม่สร่าง
เดิมทีคิดว่ามาเกิดใหม่แล้ว อาการติดสุราเรื้อรังจะหายไปแล้ว แต่ที่ไหนได้นอกจากจะไม่หายยังกำเริบรุนแรงอีกด้วย
ไม่ได้การแล้วต้องหาตัวช่วย
หญิงสาวรีบล้วงหยิบถุงหอมสงบจิตที่ทำขึ้นเองเมื่อไม่กี่วันก่อนยกขึ้นสูดดมนางสูดจนสุดปอด ก่อนจะมีสีหน้าดีขึ้น
เยี่ยมจริงๆ ช่วยได้มาก
ลู่จื่อเซวียนหรี่ตามองจินซินราวกับมองคนบ้า พลางครุ่นคิดในใจ
ไอหยา นอกจากนิสัยจะชั่วร้ายแล้ว ยังทำตัวประหลาดหนักเข้าไปอีก
หรือว่าที่นางทำหน้าเคลิบเคลิ้มปานนั้นเพราะด้านในถุงหอมผสมบางสิ่งที่ไม่ดีเอาไว้
ไวกว่าความคิด ชายหนุ่มรีบยื่นมือมาคว้าถุงหอมจากมือของนางมาลองสูดดมดู แต่เมื่อลองดมอยู่หลายครั้งและเปิดถุงหอมออกมาดูเขากลับพบว่ามันเป็นเพียงสมุนไพรธรรมดาทั่วๆ ไปเท่านั้น จินซินที่เห็นอย่างนั้นจึงยื่นมือไปดึงถุงหอมสงบจิตกลับคืนมาทันที
"แย่งของข้าไปทำไม หรือท่านอยากได้ ข้าจะทำให้อีกถุงหนึ่งดีไหม"
"ใครอยากได้ของๆ เจ้ากัน ผสมสิ่งใดลงไปบ้างก็ไม่รู้"
จินซินเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็เบ้ปากมองบน ยามนี้อาการของนางยังไม่คงที่ ต้องเร่งกลับไปพักที่เรือนก่อน แต่อยู่ๆ สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นบ่าวไพร่กำลังขนของบางอย่างเข้าจวนมา
ไหสุรา?
จินซิินตาลุกวาว ลู่จื่อเซวียนที่เห็นเช่นนั้นจึงถามด้วยความสงสัย
"เหตุใดเจ้าเห็นไหสุราแล้วจึงตาลุกวาวเช่นนั้น"
จินซินยิ้มตาหยี ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าท่านลุงลู่โหวของนางชอบดื่มสุรามาก สุราที่นำเข้ามาล้วนเป็นสุราชั้นดีทั้งสิ้น มีครั้งหนึ่งนางลงแดงไม่มีเงินซื้อ จึงมาขอสุรากับท่านลุงโหว พอเขาไม่ให้นางก็ถือขวานวิ่งไปที่ห้องเก็บสุราและใช้ขวานจามประตูจนพัง จากนั้นก็นั่งๆ นอนๆ ดื่มสุราอยู่ในนั้นไม่ยอมลุกไปไหน
แต่ชาตินี้จะทำเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด
“ซื่อจื่อ ข้าขอซื้อต่อสักสองไหสิเจ้าคะ”
ลู่จื่อเซวียนหันขวับมามองจินซินทันที
“เจ้าจะขอซื้อทำไม ของในจวนนี้เจ้าล้วนใช้สอยได้ทุกอย่าง อ้อ หรือคิดจะหัดดื่มสุรา เป็นสตรีอย่าได้ทำเรื่องไม่ดี”
“โอ๊ย เรื่องไม่ดีข้าไม่ทำอยู่แล้ว ซื่อจื่อข้าทนไม่ไหวแล้ว ท่านก็หลับหูหลับตาทำเป็นไม่เห็นสักครั้งเถอะเจ้าค่ะ”
เอ่ยจบนางก็พุ่งเข้าไปคว้าหยิบไหสุราขึ้นมายกดื่มรวดเดียวหมด ความอุ่นร้อนของฤทธิ์สุราทำเอานางรู้สึกเลือดลมพุ่งพล่าน ลู่จื่อเซวียนมองตาค้างปั้นหน้าไม่ถูก
"จินซิน สตรีบัดซบนี่เจ้าทำอะไร!”
"ท่านไม่เห็นหรือ ข้ากำลังดื่มสุรา อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้ ขอดื่มอีกไหก่อน!"
พูดจบนางก็คว้าหยิบไหสุราอีกไหขึ้นมาดื่ม ก่อนจะหันมามองชายหนุ่ม ใบหน้านางแดงเรื่อ ในมือก็ถือไหสุรายืนไม่นิ่งเซไปเซมา
“ท่านช่วยข้าไม่ให้ลงแดง นับว่าเป็นผู้มีพระคุณ ต่อไปข้าจะเรียกท่านว่าลูกพี่ลู่ ข้าขอตัวไปนอนก่อนนะลูกพี่ลู่ ข้าตาลายมากเลยตอนนี้!”
ลู่จื่อเซวียน"........"
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน นางไปหัดดื่มสุราตอนไหนเหตุใดเขาจึงไม่รู้มาก่อนเลยเล่า
มารดามันเถอะ ดูแล้วเหมือนจะเป็นเจ้าแม่ผีสุราเลยนะนั่น!
หยางซานเมื่อได้ยินว่าจินซินเกิดเรื่องเขาก็รีบวิ่งเข้าไปด้านในทันทีโดยไม่รอลู่จื่อเซวียน ชาติก่อนเขาไม่เคยมาที่นี่ จึงไม่รู้ว่าเรือนปัญญาหยกอยู่ที่ใด ทำได้เพียงถามคนในนั้น จนกระทั่งได้ทราบว่าจินซินถูกพาไปรักษาตัวยังเรือนรับรองของสำนักศึกษาเรียบร้อยแล้วแม้เขาจะร้อนใจมากเพียงใด แต่ก็ยังไม่ลืมว่าอย่างไรยามนี้ตนเองยังคงมีสถานะเป็นเพียงบ่าวย่อมไม่อาจเข้าไปหานางได้โดยพละการ อีกทั้งยามนี้องค์หญิงฉินอันหนิงก็อยู่ด้วย หากเขาทำเกินหน้าที่อาจจะยิ่งทำให้สถาณการณ์ยุ่งยากมากกว่าเดิมกับฉินอันหนิงนั้นเขาเคยเจอนางในชาติก่อนอยู่บ่อยครั้ง เรียกได้ว่านางคือศัตรูตัวฉกาจของจินซินเลยก็ว่าได้ชาตินี้มีเรื่องราวมากมายที่ต่างจากชาติก่อน จินซินได้เข้าเรียนและได้พบกับฉินอันหนิงที่นี่ซ้ำยังช่วยชีวิตฉินอันหนิงเอาไว้ ซึ่งเหตุการณ์นี้อยู่เหนือความคาดหมายของเขาไปมากลู่จื่อเซวียนเดินตามมาถึงเรือนรับรองพร้อมกับเจียงหว่านหรง ตลอดทางเจี่ยงหว่านหรงลอบสังเกตท่าทางของลู่จื่อเซวียนมาตลอดว่าห่วงใยจินซินมากเพียงใด และนางก็ต้องรู้สึกผิดหวังอยู่ในใจเพราะลู่จื่อเซวียนดูห่วงใยจินซินมากจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่คิดจะกล่าวโทษจิ
จินซินยังไม่ทันเอ่ยจบประโยค อยู่ๆ ฉินอันหนิงก็ฟาดฝ่ามือตบเข้ามาที่ใบหน้าของนางอย่างแรง จนคนถูกตบเจ็บร้าวไปทั้งแก้มซีกขวา"มาเดินชมดอกไม้กับข้า แต่ทำหน้าตาเหมือนไม่เต็มใจ เป็นแค่บุตรสาวคหบดีแต่ทำตัวไม่รู้จักกฎระเบียบ เจ้าไปเอาความกล้ามาจากที่ใดกัน อยากถูกลงโทษหรือ!"เจิ้งหลานที่เห็นเช่นนั้นก็อยากจะหัวเราะออกมาดังๆ แต่ต้องเก็บอาการเอาไว้ เจี่ยงหว่านหรงปรายตามองเจิ้งหลานแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาพูดกับฉินอันหนิง"ทูลองค์หญิง วันนี้พวกเรามาชมดอกไม้เพื่อความสุนกสนาน ขอองค์หญิงโปรดละเว้นนางสักครั้ง อย่าทรงกริ้วเลยเพคะ"ฉินอันหนิงหันมามองเจี่ยงหว่านหรง จำได้ว่านางคือบุตรตรีของราชครูเจี่ยง ฐานะสูงส่งไม่ธรรมดา"คุณหนูเจี่ยงช่างมีเมตตายิ่งนัก ถึงขนาดออกรับแทนนางเช่นนี้ แต่นางไม่รู้มรรยาท ข้าควรจะต้องสั่งสอนนางสักหน่อย"ฉินอันหนิงตอบเจี่ยงหว่านหรงอย่างไม่ใส่ใจ เจี่ยงหว่านหรงคิดจะออกหน้าอีกครั้ง แต่จินซินกลับส่ายหน้าให้นางเป็นเชิงห้ามปรามเพราะไม่อยากให้เจี่ยงหว่านหรงต้องพลอยฟ้าพลอยฝนเดือดร้อนไปด้วย เจี่ยงหว่านหรงกำมือแน่นพลางตวัดสายตาคมมองเจิ้งหลาน นางคิดในใจว่าเจิ้งหลานน่าจะพูดเป่าหูอะไรองค์หญิงเพราะเ
ด้านจินซินนั้นเมื่อออกจากจวนตระกูลลู่มาแล้วก็รีบมุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษาไป๋กวนฮวาทันที ก่อนไปนางยังกำชับอาซีและอาหลิงว่าให้ดูแลหยางซานให้ดีๆเมื่อมาถึงสำนักศึกษาไป๋กวนฮวาแล้ว จินซินก็นั่งเรียนด้วยจิตใจที่ไม่ปกติเท่าใดนัก เพราะนางเป็นห่วงหยางซาน ด้านเจิ้งหลานก็ลอบชำเลืองมองจินซินเป็นระยะก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ด้านเจี่ยงหว่านหรงก็มองจินซินอยู่ห่างๆ ระยะนี้นางเริ่มจะรู้สึกดีกับจินซินอยู่บ้างวันนี้ที่สำนักศึกษาไป๋กวนฮวาคึกคักกว่าทุกวัน เพราะองค์หญิงฉินอันหนิงเสด็จมาร่วมเรียนด้วยทุกคนต่างรีบลุกขึ้นถวายพระพรองค์หญิง จินซินลอบมองฉินอันหนิงเล็กน้อย เพราะชาติที่แล้วนางไม่ได้เข้าเรียนที่สำนักศึกษาจึงไม่ได้พบเจอฉินอันหนิงที่นี่ แต่ได้พบกันหลังจากที่นางเข้าวังหลวงไปเป็นพระสนมแล้วเมื่อมีองค์หญิงมาร่วมเรียนด้วย แน่นอนว่าการเรียนวันนี้จึงค่อนข้างพิเศษมาก เหล่าคุณหนูคนอื่นๆ ต่างพากันกระตือรือร้น บางคนถึงขนาดพยายามประจบประแจงทำดีกับฉินอันหนิงเพราะอยากจะได้รับเลือกให้เข้าไปร่วมเรียนในวังเป็นพระสหาย แต่จินซินกลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อยในสมองของนางตอนนี้มีแต่เรื่องของหยางซานไม่นานก็หมดเวลาเรียน
เมื่อกินมื้อเย็นอิ่มแล้ว จินซินก็แวะมาดูหยางซานต่อทันที เมื่อเห็นว่าเขากำลังนอนหลับอยู่นางจึงไม่อยากจะรบกวน เพียงกำชับให้คนดูแลเขาให้ดี จากนั้นหญิงสาวก็กลับมายังเรือนพักของตน หลังจากจัดการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์เรียบร้อยแล้ว นางก็สั่งให้อาซีและอาหลิงไปช่วยกันยกหีบสมบัติออกมาที่กลางห้องอาซีและอาหลิงแม้จะสงสัยแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถามอะไรให้มากความ เพียงขมีขมันทำตามที่เจ้านายสั่ง เมื่อสาวใช้ทั้งสองนำหีบสมบัติมาวางเอาไว้แล้ว หญิงสาวจึงเปิดหีบสำรวจดูสมบัติแต่ละชิ้นอย่างพิจารณาสมบัติที่เก็บไว้มีอยู่มาก ต่อให้นางไม่ทำงานทำการก็ยังมีกินมีใช้ตลอดชาติ น่าเสียดายที่ชาติก่อนนางไม่รู้จักคุณค่าของทรัพย์สินเงินทองเหล่านี้นางจัดการรื้อค้นข้าวของทุกอย่างออกมาดูทีละชิ้น นอกจากตั๋วเงินและก้อนเงินแล้วยังมีเครื่องประดับราคาแพงอีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับจำพวกปิ่นเงินรวมอยู่ด้วย นางคิดว่าจะมอบปิ่นเงินเหล่านี้ให้สาวใช้เพราะตนเองก็ไม่ได้ใช้จึงไม่อยากเก็บเอาไว้ให้ฝุ่นจับจินซินจัดการข้าวของอยู่เป็นนาน ในที่สุดนางก็เจอของที่ต้องการเสียที หญิงสาวยื่นมือไปหยิบกล่องใบหนึ่งขึ้นมาเปิดออก ในนั้นมีพู่หยกชิ้น
เมื่อคิดได้เช่นนั้นชายหนุ่มก็อดที่จะยิ้มออกมามิได้ ความจริงหยางซานก็ไม่เลว ถึงจะเป็นบ่าวแต่ก็มีความสามารถอยู่ไม่น้อยเลย มิสู้รอให้หยางซานหายดีแล้วเขาค่อยเอ่ยปากขอตัวคนผู้นี้มาจากจินซินให้เข้ามาฝึกในค่ายทหารดีหรือไม่ หากเขาทำความดีความชอบจนได้เลื่อนขั้น เช่นนี้ยามที่ตกลงปลงใจกับจินซินจะได้เหมาะสมกันมากขึ้นเยี่ยมไปเลย เช่นนี้นับว่าดี!ด้านจินซินเมื่อพาหยางซานมานอนที่เรือนแล้ว นางก็อยู่เฝ้าเขา คอยดูชายหนุ่มกินอาหารและยาอย่างเคร่งครัด หยางซานดีใจมาก เพียงแค่นางใส่ใจเขาเช่นนี้ก็ทำให้เขามีแรงจะต่อสู้กับอาการบาดเจ็บแล้วแม้เบื้องหน้าจะยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน แต่ภายในใจของเขากลับครุ่นคิดถึงเรื่องต่างๆ มากมาย นักฆ่าที่ปรากฏตัววันนี้ไม่ธรรมดา เป็นไปได้ถึงสิบส่วนว่าจะเป็นฝีมือของฉินหงเย่ ทว่าท่วงท่าการต่อสู้กลับเหมือนพวกทหารในวังหลวง ชาติก่อนตอนที่เขาเป็นขันทีก็ได้เห็นมาบ้างว่ายามทหารพวกนั้นฝึกฝนเป็นเช่นไร เขายังแอบลอบจดจำท่าทางมาฝึกฝนในยามว่างด้วยซ้ำไม่คิดว่าฉินหงเย่จะชิงลงมือรวดเร็วเช่นนี้ ชาติก่อนนั้นเขาไม่ได้กระทำการอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้มิใช่หรือยิ่งคิดเขาก็ยิ่งเกิดความสงสัย เรื่องนักฆ่าก็อ
เมื่อรถม้ามาจอดที่ด้านหน้าจวนตระกูลลู่ จินซินก็กระโดดลงมาจากรถม้าโดยไม่ต้องรอให้ผู้ใดมาช่วยประคอง หญิงสาววิ่งเข้ามาในจวนอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงก็พบกับอาซีและอาหลิงที่กำลังยืนรอนางอยู่ยามนี้สาวใช้ทั้งสองดวงตาแดงก่ำคล้ายกับเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก"คุณหนู!"“เกิดเรื่องอะไรขึ้น"นางส่งห่อเครื่องเขียนและห่อขนมให้กับสาวใช้พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน อาซียกมือขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วจึงตอบด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น"พี่อาซานเจ้าค่ะ พี่อาซานตายแล้ว""เจ้าว่าอะไรนะ!"จินซินที่ได้ยินก็รู้สึกราวกับว่าเลือดในกายวูบวาบจนยืนไม่อยู่ อาซีกับอาหลิงที่เห็นจึงรีบเข้ามาประคองนางเอาไว้"พาข้าไปหาอาซานเดี๋ยวนี้ พาข้าไปสิ!"นางบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ในลำคอแห้งผากไปหมด อาซีและอาหลิงรีบพาเจ้านายไปที่ห้องของหยางซานทันที เมื่อมาถึงก็พบลู่จื่อเซวียนที่กำลังเดินวนไปวนมาอยู่ที่หน้าห้องของหยางซาน บนศีรษะของเขามีผ้าสีขาวพันเอาไว้อีกทั้งยังมีโลหิตไหลซึมออกมาอีกด้วย"ลูกพี่ลู่!"ลู่จื่อเซวียนหันขวับมาทันที เมื่อเห็นว่าเป็นจินซินแววตาของเขาก็ฉายแววรู้สึกผิดขึ้นมา ชายหนุ่มยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใด หญิงสาวก็พุ่งเข้ามาจับแข







