LOGINฮูหยินใหญ่แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาเต็มไปด้วยความสะใจที่ได้รีดเลือดเนื้อของบุตรสาวคนรองของสามี
“ดี... นังเด็กแพศยานั่นคิดว่าแต่งเข้าจวนอ๋องแล้วจะเสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทองงั้นหรือ สตรีต่ำต้อยที่เป็นแค่ลูกอนุริอ่านจะถือครองสินเดิมมหาศาล ข้าจะลิดรอนเงินทองของนาง ให้ไม่มีแม้แต่เบี้ยเดียวไปซื้อยาบำรุงหรือจ้างวานใครในจวนอ๋อง ดูซิว่ามันจะทนแบกรับความทรมานไปได้สักกี่น้ำ!”
กลับมาที่หน้าลานประตูทิศตะวันตก
ลมหนาวพัดกรูจนชายเสื้อของหยางอี้สะบัดไหว ร่างบางโงนเงนแทบจะล้มพับ ทว่านางยังคงฝืนยืนหยัดเพื่อต่อกรกับสวามีของตนเอง เมื่อเขาไม่ยินยอมปล่อยของเหล่านี้ออกไปเสียที จนนางกลัวเหลือเกินกลัวว่ามารดาจะยากลำบาก
“ได้โปรด... ปล่อยหีบพวกนี้ไปเถิดเพคะท่านอ๋อง” หยางอี้เอ่ยขอร้อง น้ำเสียงแหบพร่า สองมือกำแน่นเข้าหากันจนเล็บจิกเนื้อ
เฉินอี้เทียนมองสภาพอิดโรยเจียนตายของนางด้วยเพลิงโทสะที่ยิ่งทวีคูณ ในสายตาของบุรุษผู้ถือดาบตรวจการแผ่นดิน นางกำลังแสร้งทำตัวน่าสงสาร แกล้งขนของหนีเพื่อประชดที่เขาไม่ยอมรับครรภ์ของนาง ทำให้นางเสียชื่อเสียงหรือ แล้วที่นางทำลายชื่อเสียงของเขาเล่า นางไม่คิดรับผิดชอบสิ่งใดหน่อยหรือ
“แท้งลูกยังไม่ทันจะข้ามวัน ก็คิดแผนการร้ายกาจมาเรียกร้องความสนใจอีกแล้วงั้นหรือ หลิวหยางอี้?”
เขาแค่นยิ้มเยาะ ก้มลงมองนางด้วยแววตาสมเพชแต่ไม่มีความเวทนาสงสารแม้แต่น้อย
“เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าจะใจอ่อนเพราะลูกไม้ตื้นเขินพวกนี้หรือ? อยากให้คนข้างนอกมองว่าข้าตระหนี่ถี่เหนียว บีบคั้นจนเจ้าไม่มีที่ซุกหัวนอนใช่หรือไม่!”
หยางอี้เม้มริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด ความเจ็บปวดจากการแท้งบิดเกร็งจนแทบสิ้นสติ แต่นางไม่อาจเอ่ยความจริงได้เลย... หากสินเดิมไม่ถึงมือฮูหยินใหญ่ มารดาของนางจะต้องแหลกสลายคามือคนพวกนั้น
นางค่อย ๆ คุกเข่าลงบนพื้นหินเย็นเยียบ ก้มศีรษะลงต่ำอย่างจำนน
“หม่อมฉันผิดเองเพคะ... ทุกอย่างล้วนเป็นความผิดของหม่อมฉันเอง”
คำยอมรับที่ไร้การโต้เถียง วาจาที่ยอมจำนนโดยไม่คิดจะแก้ตัว กลับยิ่งเปรียบเสมือนน้ำมันถังใหญ่ที่สาดซัดลงบนกองเพลิงในอกของเฉินอี้เทียนจนปะทุ!
“เจ้าคิดว่ายอมรับผิดส่งเดชแล้วข้าจะเมตตาเจ้าหรือ!”
เฉินอี้เทียนตวาดลั่น ใบหน้าคมคายบิดเบี้ยว สายตาตวัดมองหีบไม้ลงรักสีแดงทั้งสามใบด้วยความชิงชัง ก่อนจะหันไปออกคำสั่งเฉียบขาดต่อหน้าบ่าวไพร่ทุกคนที่ยืนตัวสั่นอยู่โดยรอบ
“ยึดหีบสินเดิมทั้งหมดไว้ในคลังกลางของจวน! ลากตัวพระชายารองกลับไปขังไว้ที่เรือนท้ายจวน สั่งห้ามไม่ให้ผู้ใดส่งข้าวส่งน้ำเป็นเวลาสามวัน ยาบำรุงหรือหยดน้ำแม้แต่หยดเดียวก็ห้ามส่งเข้าไปเด็ดขาด หากผู้ใดริอาจแอบช่วยเหลือหรือขัดคำสั่ง ข้าจะสั่งตัดหัวเสียให้หมด!”
สิ้นเสียงตัดสินของผู้เป็นนาย ทหารองครักษ์รอบกายก็ตรงเข้ากักตัวสองนายบ่าวทันที
ปัง!
เสียงประตูด้านนอกเรือนท้ายจวนถูกปิดกระแทกลง พร้อมเสียงลั่นดาลและคล้องโซ่เหล็กอย่างแน่นหนา ตัดขาดเรือนหลังซอมซ่อออกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
บ่าวไพร่ที่ชังน้ำหน้านางยิ่งได้ใจ เมื่อรู้ว่าท่านอ๋องออกคำสั่งลงทัณฑ์เด็ดขาด ก็ไม่มีผู้ใดคิดจะเฉียดกรายเข้ามาใกล้ แม้แต่เศษฟืนสักท่อนก็ไม่มีใครส่งมาให้
“นะ...นายหญิงจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ” เสี่ยวชุ่ยไม่ทันได้เตรียมการใด หากถูกขังไร้น้ำไร้อาหาร พวกเราคงจะอดตายภายในสามวันเป็นแน่
“ไม่เป็นไร...แข็งใจไว้...พวกเรายังไม่ถึงเวลาตาย” นางลูบหัวบ่าวรับใช้ที่เป็นเหมือนญาติหนึ่งเดียวในจวนนี้ด้วยความสงสาร นางอยากส่งเสี่ยวชุ่ยออกไปเหลือเกิน แต่จนใจที่สาวใช้ช่างซื่อสัตย์ยิ่งกว่าสุนัขไม่ยอมจากไป
ร่างกายของหยางอี้ที่เพิ่งผ่านการตกเลือดจากยาขับทารกในครรภ์ ต้องการการพักฟื้นและยาบำรุงเลือด ทว่านางกลับต้องนอนขดตัวสั่นเทาอยู่บนฟูกเก่าบาง ๆ ท่ามกลางความมืดมิดและอากาศหนาวเหน็บที่พัดผ่านรอยแยกของผนังไม้ผุ
นรกสามราตรีเริ่มต้นขึ้นอย่างไร้ความปรานี
ราตรีแรก... ท้องน้อยของหยางอี้บิดเกร็งรุนแรงดั่งถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากเนื้อข้างใน เลือดเสียยังคงซึมเปรอะชายกระโปรงไม่หยุด นางกัดฟันจนแก้มปูดโปน นอนคุดคู้กอดเข่าตัวเอง ร่างกายสั่นสะท้านจนฟันกระทบกันดังกึก ๆ เสี่ยวชุ่ยทำได้เพียงใช้ร่างกายอันผอมบางของตนเองกอดทับร่างนายหญิงไว้เพื่อถ่ายทอดไออุ่นอันน้อยนิด
ราตรีที่สอง... ร่างกายของหยางอี้เริ่มทานทนไม่ไหว พิษไข้ลุกลามจนตัวร้อนดั่งท่อนฟืนไฟ ผิวพรรณแดงก่ำ ลมหายใจร้อนผ่าวพ่นออกจากจมูก นางเริ่มเพ้อพึมพำไม่ได้สติ ละเมอร้องหาแต่มารดา สลับกับกรีดร้องเรียกหาลูกน้อยที่หลุดลอยไป เสี่ยวชุ่ยคอยใช้เศษผ้าป่านชุบน้ำค้างที่เกาะตามใบไม้นอกหน้าต่างมาแตะริมฝีปากที่แห้งแตกเป็นสะเก็ดของนายหญิง แต่ก็เหมือนน้ำหยดลงบนผืนทรายอันร้อนระอุ
“ท่านอ๋อง...”น้ำเสียงหวานเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ทว่ากลับเยือกเย็นจนบรรยากาศในศาลาลดฮวบลงทันตา“วาง... ไม้... ขน... ไก่... ลง... เดี๋ยว... นี้... เพคะ”คำสั่งห้วน ชัด ทุกพยางค์!เฉินอี้เทียนชะงักกึกประหนึ่งถูกฟ้าผ่ากลางกบาล!เท้าที่กำลังจะก้าวไปข้างหน้าแข็งค้าง สันกรามกระตุกกึก พญามัจจุราชแห่งแคว้นหลงผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครในสนามรบ บัดนี้กลับยืนกะพริบตาปริบ ๆ สบตากับภรรยาตัวน้อยที่แผ่รังสีข่มขวัญออกมาอย่างน่าครั่นคร้าม“อี้เอ๋อร์... เจ้าฟังข้าก่อน” ลี่อ๋องพยายามกดเสียงให้อ่อนลง ชี้ไม้ไปที่หลังคาไกล ๆ “หมิงเอ๋อร์แอบเอาค้อนไปทุบกระเบื้องหลังคาห้องหนังสือแตกไปครึ่งแถบ! หากปล่อยไว้ วันหน้าไม่วางเพลิงจวนเลยรึ!”“หมิงเอ๋อร์เพิ่งจะสามขวบ” หยางอี้เอ่ยเสียงนิ่ง สองมือยังคงลูบหัวลูกน้อย “หากหลังคาพัง ท่านก็สั่งช่างมาซ่อมสิเพคะ เหตุใดต้องถือไม้วิ่งไล่ตีลูกจนหกล้มหกลุกเช่นนี้ หากลูกตกใจจนเสียขวัญขึ้นมาจะทำอย่างไร”“ข้า...”เฉินอี้เทียนอ้าปากค้าง พลันเห็นประกายตาเด็ดขาดของภรรยา มือหนาที่เคยฟาดฟันศัตรูตายเป็นเบือ... ก็ ค่อย ๆ ลดไม้ขนไก่ลงแนบข้างลำตัว ก่อนจะแอบไพล่มือซ่อนไว้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว!ลี่อ๋อง
เพล้ง!เสียงกระเบื้องหลังคาหนาหนักตกลงมากระแทกพื้นลานหินหน้าห้องหนังสือแตกกระจาย เศษกระเบื้องดินเผากระเด็นเฉียดปลายรองเท้าปักลายเมฆาของลี่อ๋องไปเพียงคืบเดียว!บรรดาองครักษ์และบ่าวไพร่ที่ยืนเฝ้าเวรยามต่างสะดุ้งตัวโยน ขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง พากันกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อกแล้วถอยร่นไปชิดกำแพงอย่างพร้อมเพรียงบนหลังคาเรือนไม้แกะสลักสูงสองชั้น...เด็กชายวัยสามขวบเศษในชุดผ้าไหมสีครามตัวเล็ก ใบหน้าจิ้มลิ้มขาวผ่องทว่าแก้มและจมูกเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าดำ กำลังยืนเท้าสะเอว ยิ้มแฉ่งโชว์ฟันน้ำนมอย่างไม่สะทกสะท้าน ในมือน้อยข้างหนึ่งกำค้อนเหล็กด้ามสั้นที่แอบไปขโมยมาจากโรงช่างไม้ไว้แน่นข้างล่างตรงลานหิน...เฉินอี้เทียนยืนกางขา สันกรามคมสันบดเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ ใบหน้าหล่อเหลาเข้มจัดยามนี้ดำคล้ำยิ่งกว่าก้นหม้อ ควันแทบจะพวยพุ่งออกจากรูหูทั้งสองข้างในมือขวาของพญามัจจุราชผู้เคยถือทวนทะลวงทัพศัตรูนับแสน บัดนี้กลับถือไม้ขนไก่ด้ามยาวเอาไว้แน่น!ร่างสูงเงยหน้าขึ้น ชี้ปลายไม้ขนไก่ตรงไปยังเจ้าก้อนแป้งบนหลังคา แผดเสียงคำรามลั่นจนกิ่งไผ่สะเทือนไปทั้งจวน!“เฉินหยางหมิง! เจ้าลูกตัวแสบ! สามวั
เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาจากผืนฟ้าสีเทาหม่น หนาวเหน็บจนบาดลึกถึงกระดูกม้าศึกสีดำควบตะบึงฝ่าลมหนาวนำหน้ากองทัพเกราะเหล็กที่เพิ่งกรำศึกชนะกลับมายังเมืองหลวง บนหลังม้าคือแม่ทัพใหญ่ผู้มีฉายาพญามัจจุราช ใบหน้าคมคายกร้านศึกเรียบเฉย นัยน์ตาสีรัตติกาลเย็นชา คาวเลือดศัตรูยังไม่ทันแห้งกรังบนคมทวนทว่าสายตาคมปลาบกลับสะดุดเข้ากับร่างเล็กจ้อยร่างหนึ่งข้างกำแพงเด็กสาวในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบบางเฉียบ กำลังขดตัวสั่นเทาอยู่บนกองหิมะหนา ริมฝีปากแห้งแตกซีดขาวจนแทบไร้สีเลือด แววตากลมโตที่จ้องมองมายังขบวนทัพเปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง...นางถูกแม่เลี้ยงสารเลวทอดทิ้งไว้กลางพายุหิมะ หวังยืมความหนาวเหน็บพรากชีวิตน้อย ๆ นี้ไปให้พ้นทาง เพราะนางดันเกิดมาขวางความสุขของฮูหยินใหญ่หลิว!ในใจของเฉินอี้เทียนยามนั้นกระตุกวูบ ความรู้สึกประหลาดสายหนึ่งแล่นพล่านบีบหัวใจอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนยามเมื่อมองไปยังร่างนั้นฟึ่บ!มือหนากระชากเสื้อคลุมขนสัตว์หนานุ่มของตนเองออก สะบัดโยนลงไปคลุมร่างบอบบางที่แทบจะแข็งตายนั้นไว้อย่างแม่นยำ“ใส่เสื้อตัวนี้ไว้...”สุรเสียงห้วนสั้นไร้ความอบอุ่นเอ่ยขึ้นก่อนจะกระตุกบังเหียนม้าศึก
“ปัง!”เฉินอี้เทียนสะดุ้งสุดตัว ผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอนกว้าง เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มแผ่นหลังหนา ลมหายใจหอบกระชั้นถี่ สองตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องบรรทมด้วยความระแวง สัญชาตญาณนักรบตื่นตัวเต็มที่ข้างกาย... หลิวหยางอี้ยังคงนอนหลับพริ้มอย่างเหนื่อยอ่อนจากศึกหนักเมื่อคืน โดยมีเจ้าแฝดชายหญิงวัยขวบเศษนอนกอดก่ายอยู่ซ้ายขวายามนี้สองแฝดเติบโตแล้วเขาสามารถอุ่นเตียงกับนางได้แต่ก็ต้องทำกันเบา ๆ ไม่ให้รบกวนการนอนของเจ้าสองแฝดในความฝันเมื่อครู่... ใบหน้าบึ้งตึงของเด็กชายตัวน้อยที่เอามือกอดอกจ้องเขม็งมาที่เขา พร้อมเสียงประกาศกร้าว“บิดาสารเลว... ท่านจะไม่ยอมให้ท่านแม่ตั้งครรภ์ข้าหรือ... คอยดูเถอะ ข้าจะเกิดมาเพื่อล้มท่าน!”ภาพนั้นทำเอาพญามัจจุราชผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดถึงกับขนลุกซู่!“ฝันบ้าอันใด...”เฉินอี้เทียนพึมพำเสียงแหบพร่า สันกรามขบเข้าหากันแน่นด้วยความเคืองแค้นลูกแฝดชายหญิงปัจจุบันนี้ก็ปั่นป่วนจวนอ๋องจนแทบพลิกคว่ำแล้ว หากมีเจ้าตัวแสบในฝันโผล่มาอีกคน มีหวังจวนลี่อ๋องคงได้ลุกเป็นไฟเป็นแน่!ทว่า... ด้วยความรักและห่วงใยที่มีต่อภรรยา เฉินอี้เทียนไม่มีวันยอมให้หยางอี้ต้องทนทุกข์ทรมานกับการตั้งครร
เฉินอี้เทียนโน้มตัวลงจุมพิตหน้าผากชื้นเหงื่อ จูบซับเปลือกตาที่สั่นระริกของนางซ้ำ ๆ ถ่ายทอดไออุ่นและพลังใจทั้งหมดที่มี“มองหน้าข้า... ห้ามหลับตาเด็ดขาดนะเด็กดี เจ้าบอกว่าจะอยู่กับข้าไปจนแก่เฒ่ามิใช่หรือ อดทนเพื่อข้า... อดทนเพื่อลูกของเรา!”หยางอี้ปรือตาขึ้น สัมผัสได้ถึงหยาดน้ำตาอุ่นร้อนและฝ่ามือแกร่งที่กุมนางไว้แน่น ความหวาดกลัวในจิตใจพลันมลายสิ้น ร่างบางรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายในชีวิต บีบมือเขาแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด“พระชายา! เห็นศีรษะทารกแล้วเพคะ ออกแรงเบ่งอีกครั้งเพคะ!” หมอตำแยร้องบอกเสียงหลง“กรี๊ดดด!”อุแว้! อุแว้!เสียงร้องไห้จ้าดังกึกก้องกังวานทะลุผ่านม่านน้ำตา!“ออกแล้วเพคะ! ท่านชายน้อยออกแล้ว!”ทว่ายังไม่ทันที่หยางอี้จะได้พักหายใจ ความเจ็บปวดระลอกสองก็โถมซัดเข้ามาดั่งระลอกคลื่นยักษ์ นางกัดฟันกรีดร้องอีกคราพร้อมกับออกแรงเบ่งจนเส้นเลือดที่ลำคอปูดโปนอุแว้! อุแว้!เสียงร้องใสกระจ่างระลอกที่สองดังรับกันอย่างพอดิบพอดี!“ท่านหญิงน้อยเพคะ! คลอดตามมาติด ๆ แล้ว! มังกรคู่หงส์! พระชายาให้กำเนิดทารกแฝดมังกรหงส์เพคะท่านอ๋อง!”หมอตำแยและสาวใช้ต่างร่ำไห้ด้วยความตื่นตัน รีบนำผ้าเนื้อนุ่มมารอง
เฉินอี้เทียนกดเสียงดุ ทว่าฝ่ามือหนากลับค่อย ๆ ช้อนประคองแผ่นหลังของนางให้นั่งพิงหมอนนุ่มอย่างทะนุถนอมประหนึ่งสัมผัสฟองสบู่ ร่างสูงทิ้งตัวลงคุกเข่าบนพื้นพรมข้างตั่ง แนบใบหน้าคมคายเข้ากับหน้าท้องกลมโตของนางเบา ๆ“เจ้าแฝดสองคนนี้ตัวหนักขึ้นทุกวัน เจ้าแบกรับไว้คนเดียวก็เหนื่อยพอแล้ว ยังจะริอ่านขยับตัวซุกซนอีกหรือ”เขายกยิ้มบางเบา ยื่นปลายนิ้วไปลูบไล้หน้าท้องผ่านเนื้อผ้าแพรอย่างอ่อนโยน นัยน์ตาสีรัตติกาลวาวระยับ“เจ้าก้อนแป้งทั้งสอง ฟังพ่อเจ้าให้ดี... ห้ามดิ้นแรง ห้ามถีบท้องแม่ของพวกเจ้า หากออกมาแล้วใครกล้าดื้อ ข้าจะจับตีก้นให้ลายทั้งคู่!”ตุบ!ราวกับรับรู้คำขู่ สัมผัสเบา ๆ ปูดนูนขึ้นมาตอบรับฝ่ามือหนาของเขาทันควัน“อุ๊ย...” หยางอี้สะดุ้งเบา ๆ แล้วหลุดขำคิก “ดูท่าลูกจะไม่กลัวคำขู่ของท่านพ่อเสียแล้วเพคะ”เฉินอี้เทียนมองรอยยิ้มสดใสของนาง หัวใจที่เคยแห้งแล้งดั่งทะเลทรายกลับชุ่มฉ่ำไปด้วยความสุขเป็นล้นพ้น เขายกมือน้อยของนางขึ้นมาจุมพิตที่หลังมืออย่างหลงใหลทว่า... ช่วงเวลาอันแสนหวานกลับคงอยู่ได้ไม่นานเพล้ง!จู่ ๆ จอกน้ำชาในมือของหยางอี้ก็ร่วงหล่นลงกระแทกพื้นแตกกระจาย!ใบหน้างดงามที่เคยมีเลือดฝาด







