LOGINรังสีสังหาระเบิดออกจากร่างสูงใหญ่ของบุรุษเหนือคน กดทับชั้นบรรยากาศจนมวลอากาศบิดเบี้ยว แม้แต่มือสังหารชุดดำนับร้อยที่ซุ่มอยู่บนขื่อหลังคายังต้องลอบหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ
“โอหังนัก! ยิงเกาทัณฑ์! สับร่างของมันให้กลายเป็นหมื่นชิ้นเดี๋ยวนี้!”
เหยาไทเฮาผุดลุกขึ้นประทับยืน พระพักตร์บิดเบี้ยวด้วยความคั่งแค้น สิ้นพระราชเสาวนีย์อันเหี้ยมเกรียม เสียงฟันเฟืองของหน้าไม้กลไกก็ลั่นไกพร้อมกันจากทุกทิศทาง
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ลูกดอกอาบยาพิษนับพันดอกพุ่งทะยานแหวกอากาศ พุ่งเป้าตรงมายังจุดศูนย์กลางของลานพระที่นั่งอันเป็นตำแหน่งที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินยืนตระหง่านอยู่ ทว่าเยี่ยนสิงโจวกลับกระตุกยิ้ม ชายหนุ่มรวบร่างบอบบางของสตรีที่โดนพิษเข้าสู่อ้อมอกแกร่ง มืออีกข้างตวัดชายเสื้อคลุมสีดำขลับที่ปักลวดลายพยัคฆ์ขึ้นเบื้องหน้า
“ปราณเกราะน้ำแข็งทลายโลกันตร์!”
พริบตาเดียว พลังลมปราณสีเหมันต์อันหนาวเหน็บก็แผ่พุ่งออกมาเป็นกำแพงที่มองไม่เห็น เมื่อลูกดอกนับพันปะทะเข้ากับม่านพลังวิถีโค้ง พวกมันพลันถูกแช่แข็งกลางอากาศและแตกสลายกลายเป็นเศษน้ำแข็งร่วงหล่นลงสู่พื้นกระเบื้องดังเกรียวกราว ไร้ซึ่งรอยขีดข่วนใด ๆ บนวรกายของทรราชหนุ่มและสตรีในอ้อมแขน
“เป็นไปไม่ได้!” สตรีผู้สูงศักดิ์บนบัลลังก์หงส์เบิกพระเนตรกว้าง “วิชามารคัมภีร์เก้าอิม เจ้าฝึกมันสำเร็จถึงขั้นสูงสุดเชียวหรือ!”
“ความรู้ตื้นเขินของพระองค์ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก” อุปราชหนุ่มแค่นเสียงเย็นชา เขาสะบัดฝ่ามือออกไปด้านข้าง เศษเกาทัณฑ์น้ำแข็งบนพื้นพลันลอยละลิ่วพุ่งสวนกลับทิศทางเดิมด้วยความเร็ว
อ๊าก! อั้ก!
เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วตำหนักโซ่วคัง มือสังหารชุดดำร่วงหล่นจากเพดาน โลหิตสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนฉากกั้นแดงและเสาทองคำ
เยี่ยนสิงโจวก้มมองโฉมงามที่ซุกตัวสั่นเทาอยู่กับอกกว้าง เซียวรั่วเวยกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด พิษอสรพิษเกล็ดนิลเริ่มลุกลาม แขนซ้ายของนางชาหนึบ ทว่าหญิงสาวลอบปรับการเดินลมปราณในร่างตนเองอย่างเงียบเชียบ สกัดกั้นเส้นเลือดใหญ่ไม่ให้พิษไหลเวียนเข้าสู่หัวใจ ทว่าภายนอกยังคงแสร้งทำเป็นสตรีอ่อนแอที่ใกล้สิ้นใจ
“ทนไว้กระต่ายน้อย ข้าจะพาเจ้าออกไปเดี๋ยวนี้” เสียงกระซิบของเขาเจือความร้อนรนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“หม่อมฉันเจ็บ... ท่านอุปราช ทิ้งหม่อมฉันไว้เถิดเพคะ” สาวงามเค้นเสียงสะอื้น น้ำตาเม็ดโตกลิ้งหล่นกระทบหลังมือหยาบกร้าน
“หุบปาก! เปิ่นหวางบอกแล้วว่าหากเปิ่นหวางไม่อนุญาต เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ตาย!”
ร่างสูงตวาดลั่น ก่อนจะช้อนร่างอรชรขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาวก้าวเดินอาด ๆ ฝ่าดงศพและกองเลือดตรงไปยังบานประตูทองเหลืองที่ปิดสนิท ท่ามกลางสายตาหวาดผวาของเหล่านางกำนัลและขันทีที่หมอบกราบอยู่กับพื้น ไร้ซึ่งผู้ใดกล้าขวางทางพยัคฆ์ร้ายที่กำลังบ้าคลั่ง
ก่อนจะก้าวพ้นธรณีประตู ชายหนุ่มปรายตาตวัดกลับไปมองเหยาไทเฮาที่ประทับตัวสั่นอยู่บนพระที่นั่ง รัศมีอำมหิตพุ่งเป้าไปยังสตรีเฒ่าอย่างชัดเจน
“ชีวิตของฮ่องเต้น้อยยังอยู่ในกำมือเปิ่นหวาง ฝากบอกบุตรชายของท่านด้วย ว่ากงเกวียนในวันนี้เปิ่นหวางจะกลับมาทวงคืนอย่างสาสม!”
เปรี้ยง!
ฝ่าเท้าแกร่งถีบบานประตูทองเหลืองหนาหนักจนหลุดกระเด็นออกจากบานพับ
ภายนอกตำหนัก จื่อเยวียนและเหล่าองครักษ์เงากำลังฟาดฟันกับทหารองครักษ์หลวงอย่างดุเดือด เมื่อเห็นผู้เป็นนายพุ่งตัวออกมาพร้อมกับสตรีในอ้อมแขน องครักษ์หนุ่มก็รีบสั่งการเปิดทาง ตีฝ่าวงล้อมมุ่งหน้ากลับสู่รถม้าประจำตำแหน่งทันที
ภายในรถม้าที่ควบทะยานออกจากวังหลวงด้วยความเร็ว บรรยากาศอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ล้อไม้กระแทกกระทั้นกับแผ่นหินบนถนน ทว่าบุรุษเหนือคนกลับตระกองกอดร่างบางไว้แน่น
เซียวรั่วเวยหอบหายใจถี่ ใบหน้าหวานล้ำซีดเผือด เหงื่อกาฬแตกพลั่กทั่วกรอบหน้า หญิงสาวเริ่มรู้สึกว่าพลังปราณของตนเองกำลังตีรวนกับบางสิ่ง
ฝ่ามือร้อนผ่าวของเยี่ยนสิงโจวแนบสนิทอยู่กลางแผ่นหลังของนาง เขากำลังถ่ายทอดลมปราณบริสุทธิ์เพื่อปกป้องหัวใจของนางจากพิษร้าย ทว่าปราณน้ำแข็งอันดุดันของเขากลับเข้าไปปะทะกับปราณหยินอันอ่อนโยนที่นางแอบซ่อนไว้เพื่อสกัดกั้นพิษแต่เดิม ทำให้ร่างกายของดรุณีน้อยรับภาระหนักเป็นสองเท่า
‘เจ้าทรราชบ้า หากท่านยังอัดลมปราณเข้ามาไม่หยุด ข้าได้ธาตุไฟแตกซ่านตายก่อนพิษงูแน่!’
นางสบถในใจอย่างหัวเสีย ทว่าไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกไปได้ ร่างอรชรจำต้องกระอักเลือดสีดำคล้ำออกมาคำโต เลอะเปรอะเปื้อนเสื้อคลุมสีดำของชายหนุ่มจนเป็นรอยด่าง
“อนุเซียว! ลืมตาขึ้นมามองเปิ่นหวาง! ห้ามหลับเด็ดขาด!” ร่างสูงเขย่าตัวนางเบา ๆ นัยน์ตาคมเต็มไปด้วยความรุ่มร้อนและกังวลใจ “อดทนไว้อีกนิด จวนอุปราชอยู่ข้างหน้านี้แล้ว”
“หม่อมฉัน... หนาวเหลือเกินเพคะ” หญิงสาวแสร้งหลับตาพริ้ม ซุกใบหน้าเข้ากับแผงอกอย่างออดอ้อน “หากหม่อมฉันต้องตาย ขอกอดท่านอุปราชไว้เช่นนี้... ได้หรือไม่เพคะ?”
“พูดจาเหลวไหล” เขากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น คางสากเกยอยู่บนกระหม่อมบาง “มีเปิ่นหวางอยู่ทั้งคน พญายมราชก็ไม่มีสิทธิ์มารับวิญญาณของเจ้า!”
ไม่นานนัก รถม้าก็จอดสนิทหน้าจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เยี่ยนสิงโจวอุ้มร่างโฉมงามกระโดดลงจากรถม้าพุ่งทะยานเข้าไปในเรือนซวี่เยี่ยอย่างรวดเร็ว บ่าวไพร่ต่างแตกตื่นเมื่อเห็นสภาพโชกเลือดของผู้เป็นนายและอนุภรรยาคนใหม่
“ตามหมอเทวดาโม่มาเดี๋ยวนี้! หากชักช้าแม้แต่เค่อเดียว เปิ่นหวางจะบั่นหัวพวกเจ้าให้หมด!” สุรเสียงเข้มตวาดลั่นจนพ่อบ้านสะดุ้ง รีบวิ่งกระหืดกระหอบออกไปรับตัวแพทย์ประจำจวนมาอย่างเร่งด่วน
ภายในห้องนอนกว้าง ร่างบอบบางถูกวางลงบนเตียงไม้อย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่บุรุษหยาบกระด้างผู้นี้จะทำได้ หมอเทวดาโม่ชายชราผมขาวโพลนรีบวิ่งเข้ามาตรวจดูบาดแผลตรงแขนซ้ายของนางด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เรียนท่านอุปราช พิษอสรพิษเกล็ดนิลร้ายแรงยิ่งนัก” หมอชราจับชีพจรของหญิงสาวพลางขมวดคิ้ว “ทว่าน่าแปลก แม้พิษจะลุกลาม แต่ชีพจรของแม่นางเซียวกลับยังคงมีแรงต้านทานสายหนึ่งปกป้องหัวใจไว้อย่างเหนียวแน่น ราวกับ–”
“เป็นลมปราณที่ข้าถ่ายทอดให้นางเอง” ชายหนุ่มแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน “อย่ามัวแต่สงสัย รีบบอกวิธีรักษามา!”
“เอ่อ... พ่ะย่ะค่ะ” หมอเทวดาโม่ลอบปาดเหงื่อ “การรักษาจำต้องใช้ผู้มีวรยุทธ์ล้ำเลิศเดินลมปราณทะลวงจุดชีพจรที่แขน พร้อมกับดูดพิษออกมาจากบาดแผลโดยตรง ทว่าผู้ที่ดูดพิษจะต้องเสี่ยงต่อการรับพิษเข้าสู่ร่างกายตนเอง หากมิใช่ผู้ที่มีปราณคุ้มกันแกร่งกล้าอาจถึงแก่ชีวิตได้ขอรับ”
บรรยากาศในห้องตกอยู่ในความเงียบ จื่อเยวียนที่ยืนอยู่หน้าประตูก้าวเข้ามาประสานมือ “ท่านอุปราช ให้กระหม่อมเป็นผู้กระทำเถิดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีสละชีวิตเพื่อท่าน”
“ถอยไป”
น้ำเสียงเด็ดขาดเอ่ยขึ้น ร่างสูงใหญ่สะบัดชายแขนเสื้อ นั่งลงบนขอบเตียงเคียงข้างดรุณีน้อยที่นอนไม่ได้สติ
“พวกเจ้าออกไปให้หมด เปิ่นหวางจะรักษาคนของเปิ่นหวางด้วยตนเอง”
“แต่ท่านอุปราช! พระวรกายของท่านสำคัญต่อแว่นแคว้น–!” องครักษ์หนุ่มพยายามคัดค้าน
“เปิ่นหวางสั่งให้ออกไป!” นัยน์ตาสีหมึกตวัดมองด้วยความเกรี้ยวกราด “หากผู้ใดกล้าก้าวเข้ามาขัดจังหวะ เปิ่นหวางจะประหารเจ็ดชั่วโคตร!”
เมื่อสิ้นคำบัญชา ทุกชีวิตในห้องจึงรีบล่าถอยออกไปอย่างรวดเร็ว ประตูถูกปิดสนิท เหลือเพียงบุรุษหนุ่มและสตรีจอมมารยาที่แสร้งสลบไสลอยู่บนเตียง
เซียวรั่วเวยที่หลับตาอยู่ลอบตื่นตระหนกในใจ
‘บ้าไปแล้ว เขาบ้าไปแล้วจริง ๆ คนอย่างเยี่ยนสิงโจวเนี่ยนะจะยอมเอาตัวรอดมาเสี่ยงดูดพิษให้สตรีไร้ค่าอย่างข้า?’
ชายหนุ่มไม่ได้ล่วงรู้ถึงความคิดของนาง เขาค่อย ๆ ประคองแขนซ้ายที่บวมเป่งและเป็นสีคล้ำของหญิงสาวขึ้นมาอย่างเบามือ นิ้วเรียวยาวออกแรงฉีกทึ้งแขนอาภรณ์ไหมที่ชุ่มไปด้วยเลือดออกจนขาดวิ่น เผยให้เห็นผิวเนื้อขาวเนียนที่ตัดกับรอยเขี้ยวพิษอย่างน่ากลัว
ทรราชหนุ่มหลับตาลง รวบรวมลมปราณเกราะน้ำแข็งไว้ที่ริมฝีปาก ก่อนจะก้มหน้าลงประทับริมฝีปากเข้ากับบาดแผลเหวอะหวะอย่างไม่นึกรังเกียจ
แรงดูดดึงและสัมผัสเปียกชื้นที่ต้นแขนทำเอาร่างอรชรสะดุ้งเฮือก ความเจ็บปวดแปรเปลี่ยนเป็นความวาบหวามปะปนกับความสับสน เยี่ยนสิงโจวบ้วนเลือดสีดำคล้ำลงในกระโถนข้างเตียงครั้งแล้วครั้งเล่า เหงื่อเม็ดโตผุดซึมตามหน้าผากของเขา ทว่าเขาก็ยังคงกระทำซ้ำอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งโลหิตที่ไหลออกมาเปลี่ยนเป็นสีแดง
“แฮ่ก” บุรุษเหนือคนหอบหายใจหนักหน่วง ยกหลังมือขึ้นเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก นัยน์ตาคมทอดมองดวงหน้าซีดเซียวของนงคราญด้วยแววตาที่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
ขั้นตอนต่อไปคือการทะลวงจุดชีพจร ชายหนุ่มทาบฝ่ามือลงบนท่อนแขนเรียวเล็ก หมายจะถ่ายทอดพลังปราณเพื่อขับไล่เศษพิษที่ตกค้าง ทว่าในจังหวะที่ปลายนิ้วของเขากดลงบนจุดชีพจรเสินเหมิน[1]
ฝ่ามือหนาชะงัก เยี่ยนสิงโจวเบิกตากว้าง สัมผัสจากปลายนิ้วที่เชี่ยวชาญด้านวรยุทธ์รับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงปราณหยินขุมหนึ่งที่ซุกซ่อนและไหลเวียนอยู่อย่างเงียบเชียบภายใต้เส้นเลือดของสตรีผู้นี้ ซ้ำยังมีร่องรอยของการสกัดจุดเพื่อปิดกั้นการไหลเวียนของพลังลมปราณอย่างแนบเนียน
ผู้ที่ไร้วรยุทธ์ย่อมไม่มีทางมีปราณหยินซ่อนอยู่ และผู้ที่ตาบอดกลางคืนย่อมไม่มีทางมีปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็วจนหลบเขี้ยวอสรพิษได้พ้นจุดตายเช่นนี้
ความห่วงใยเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยรังสีอำมหิตอันเยือกเย็นที่แผ่ซ่านครอบคลุมทั้งห้องนอน
ร่างสูงหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง นัยน์ตาสีหมึกจ้องมองดรุณีน้อยที่ยังคงหลับตาพริ้มด้วยแววตาวาวโรจน์ มุมปากเหยียดยิ้มอันตรายที่ดูน่าสะพรึงกลัว
“เจ้าหลอกข้ามาตลอดสินะ อนุเซียว” เสียงแหบพร่าเค้นลอดไรฟัน “ที่แท้กระต่ายน้อยตาบอดที่ข้าทะนุถนอมก็คือมือสังหารที่ซ่อนคมเขี้ยวไว้อย่างแนบเนียนนี่เอง”
[1] จุดชีพจรบริเวณข้อมือที่ใช้ตรวจสอบวรยุทธ์
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเงียบเชียบ เหมันตฤดูในปีที่สามนับตั้งแต่การปราบกบฏครั้งใหญ่ได้หวนกลับมาเยือนแผ่นดินต้าฉีอีกครา เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าสีหม่นร่วงหล่นปกคลุมยอดหลังคากระเบื้องเคลือบของจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินจนขาวโพลน อากาศภายนอกเหน็บหนาวจนบาดลึกถึงกระดูก ทว่าความหนาวเย็นเหล่านั้นกลับมิอาจกล้ำกรายล่วงล้ำเข้าไปทำลายความอบอุ่นภายในศาลาริมสระเหลียนฮวาได้เลยแม้แต่น้อยเตาผิงทองเหลืองสลักลายวิจิตรถูกจุดถ่านไม้หอมจนแดงฉาน แผ่ซ่านไออุ่นกำจายไปทั่วบริเวณศาลาแปดเหลี่ยมที่ถูกกางกั้นด้วยม่านผ้าแพรหนาหนักเพื่อกันลมหนาว ภายในนั้น โฉมสะคราญกำลังเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้อย่างเกียจคร้าน เรือนร่างอรชรถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีเงินยวง นัยน์ตากลมโตสุกใสทอดมองกิ่งเหมยฮวาที่ชูช่อเบ่งบานท้าทายเกล็ดหิมะอยู่นอกศาลาอย่างเพลิดเพลิน ริมฝีปากอวบอิ่มแต้มชาดสีอ่อนคลี่ยิ้มบางเบา“นายหญิง อากาศเริ่มเย็นลงมากแล้ว กลับเข้าเรือนหลานซินดีหรือไม่เพคะ ประเดี๋ยวท่านอุปราชกลับมาจากราชสำนักแล้วไม่พบท่าน จะพาลตำหนิพวกบ่าวได้นะเพคะ” สาวใช้คนสนิทเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเจือความกังวล พลางขยั
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเชื่องช้า เหมันตฤดูอันหนาวเหน็บพ้นผ่านไปครบหนึ่งรอบปี วสันต์ฤดูหวนคืนสู่แผ่นดินต้าฉีอีกครั้ง พร้อมกับความสงบร่มเย็นที่แผ่ไพศาลไปทั่วทุกหัวระแหงภายใต้การปกครองอันเด็ดขาดทว่าเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เมืองหลวงที่เคยเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำบัดนี้เจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่ง ราษฎรต่างอยู่เย็นเป็นสุข ไร้ซึ่งศึกสงครามหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวงค่ำคืนนี้คือเทศกาลหยวนเซียว เป็นเทศกาลโคมไฟอันยิ่งใหญ่ ทั่วทั้งเมืองหลวงสว่างไสวไปด้วยโคมประทีปหลากสีสันนับหมื่นแสนดวงที่แขวนประดับประดาตามบ้านเรือนและร้านรวง เสียงดนตรีพื้นบ้านและเสียงหัวเราะแห่งความปีติยินดีลอยล่องมาตามสายลม บรรยากาศคึกคักมีชีวิตชีวาภายในห้องหอของเรือนหลานซินอันวิจิตรตระการตา เซียวรั่วเวยกำลังยืนหมุนตัวอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ โฉมสะคราญอยู่ในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงอมชมพูอ่อนปักลวดลายดอกเหมยฮวา ขับเน้นผิวพรรณขาวผ่องให้ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล เรือนผมสีหมึกถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะ ปักด้วยปิ่นหยกมันแกวลายพยัคฆ์เคียงจิ้งจอกซึ่งเป็นของแทนใจที่หวงแหนที่สุด“ท่านพี่ เร่งมือเข้าเถิดเจ้าค
ม่านรัตติกาลแผ่คลุมไปทั่วทุกทิศา ความเงียบปกคลุมสรรพสิ่ง ทิ้งไว้เพียงเสียงหยาดน้ำค้างที่เกาะตัวบนปลายใบไผ่ ครั้นวสันต์ฤดูที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานอำพัน ภายในห้องหอกลับเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจและจังหวะหัวใจที่เต้นสอดประสานกันร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้กุมอำนาจล้นฟ้าทรงกายอยู่เบื้องบนตั่งเตียงกว้างที่ปูลาดด้วยผ้าแพรไหมสีชาด นัยน์ตาสีหมึกทอดมองสตรีใต้ร่างด้วยประกายความปรารถนา เยี่ยนสิงโจวใช้ท่อนแขนล่ำสันยันกายเอาไว้มิให้ทิ้งน้ำหนักลงไปกดทับภรรยาตัวน้อย ปลายนิ้วหยาบกร้านเกลี่ยไล้ปอยผมสีหมึกที่ปรกลงบนดวงหน้าจิ้มลิ้มอย่างทะนุถนอม“เหนื่อยแล้วหรือ ฮูหยิน” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดโฉมสะคราญหอบหายใจ สองแขนเรียวที่โอบรอบลำคอแกร่งอ่อนระทวยจนต้องทิ้งน้ำหนักพิงท่อนแขนของสามี เซียวรั่วเวยช้อนดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใสขึ้นสบตาเขา ใบหน้างดงามซับสีเลือด แววตาขวยเขินเจือตัดพ้อนั้นทำเอาหัวใจของพยัคฆ์ร้ายกระตุก“ท่านพี่ ข้านมิใช่เหล็กกล้าเช่นท่านนะเจ้าคะ ที่จะทนทานพายุโหมกระหน่ำได้ยาวนานปานนี้” ดรุณีน้อยเอ็ดตะโรเสียงแผ่ว กำปั้นเล็กยกขึ้นทุบลงบนแผงอกกำยำเบา ๆ “คืนนี้ท
รังสีอรุณรุ่งสาดส่องผ่านม่านเมฆา เผยให้เห็นหยาดน้ำค้างที่เกาะพราวอยู่บนกลีบบุปผา แสงสว่างอันอบอุ่นขับไล่ความมืดมิดและลมหนาวของค่ำคืนที่ผ่านมาจนหมด กลิ่นกำยานดอกอวิ๋นเซียงที่เคยหอมกรุ่น บัดนี้ผสานเข้ากับกลิ่นอายการเสพสมและไออุ่นของสองเรือนร่างที่ตระกองกอดกันอยู่ภายใต้ม่านมุ้งสีชาดเทียนมงคลคู่บนโต๊ะมอดดับลงไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงหยาดน้ำตาเทียนที่ละลายเป็นหนึ่งเดียวเซียวรั่วเวยค่อย ๆ ขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกแรกที่รับรู้คือความเมื่อยขบซึ่งแล่นไปทั่วทุกสัดส่วนของร่างกาย ทว่าในความเจ็บร้าวเหล่านั้นกลับมีความอบอุ่นอันคุ้นเคยโอบล้อมอยู่ สองแขนล่ำสันของบุรุษผู้เป็นสวามียังคงตวัดรัดเอวคอดกิ่วของนางเอาไว้แน่นหนา แผ่นหลังบอบบางแนบชิดอยู่กับแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้าม“ตื่นแล้วหรือ ฮูหยินของข้า”น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนบริเวณต้นคอระหงลุกซู่ ดรุณีน้อยสะดุ้งสุดตัว เอี้ยวใบหน้าหันกลับไปมองก็พบกับนัยน์ตาสีหมึกที่กำลังทอดมองมาด้วยประกายพราวระยับ เยี่ยนสิงโจวตื่นอยู่นานแล้ว ชายหนุ่มใช้ท่อนแขนข้างหนึ่งหนุนศีรษะตนเอง ขณะที่มืออีกข้างกำลังเกล
ห้วงราตรีอันแสนหวานได้จางหายไปกับแสงแรกแห่งวัน รุ่งอรุณของวสันต์ฤดูเยื้องกรายมาถึง พร้อมกับเสียงประทัดที่ดังกึกก้องไปทั่วผืนนภาของเมืองหลวง แสงตะวันสีทองสาดส่องลงมาสะท้อนกับผืนผ้าแพรสีชาดที่ถูกปูลาดทอดยาวตั้งแต่หน้าประตูจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปจนสุดปลายถนนสายหลัก โคมมงคลนับหมื่นดวงสว่างไสวพลิ้วไหวตามสายลม บรรยากาศทั่วทั้งแว่นแคว้นต้าฉีอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความปีติยินดี งานมงคลสมรสอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วภายในเรือนหลานซิน เซียวรั่วเวยนั่งสงบเสงี่ยมอยู่เบื้องหน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่มาตั้งแต่ยามอิ๋น สาวใช้และช่างประทินโฉมหลวงนับสิบชีวิตต่างล้อมหน้าล้อมหลังช่วยกันแต่งแต้มความงามให้แก่นายหญิงของจวนอย่างสุดฝีมือ ชุดมงคลผ้าไหมไหมฟ้าเก้าชั้นที่ทอด้วยด้ายทองคำถูกสวมทับบนเรือนร่างอรชร ขับเน้นทรวดทรงองค์เอวให้ดูงดงามจับตา บนศีรษะเล็กถูกประดับด้วยมงกุฎหงส์ทองคำฝังทับทิมหยดน้ำที่หนักอึ้ง ทว่ากลับส่องประกายระยิบระยับส่งให้ใบหน้าจิ้มลิ้มดูสูงศักดิ์ประดุจเทพธิดาจำแลง“มงกุฎนี่หนักเสียจนคอข้าแทบจะหักแล้ว” โฉมสะคราญบ่นอุบอิบ พลางยกมือเรียวขึ้นแตะปิ่นหยกมันแกวลายจิ้งจ
จุมพิตอันลึกล้ำและยาวนานที่เริ่มต้นจากความหยอกเย้าได้แปรเปลี่ยนจนยากจะหยุดยั้ง ภายในห้องหนังสือที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นหมึกกลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายแห่งความพิศวาส ริมฝีปากของชายหนุ่มบดเบียดแนบชิด ตักตวงความหอมหวานจากโพรงปากเล็กอย่างเอาแต่ใจ ทว่าทุกจังหวะการรุกล้ำกลับเปี่ยมล้นไปด้วยความทะนุถนอม“อื้อ! ทะ... ท่านพี่”เสียงครางประท้วงระคนหอบเหนื่อยดังลอดจากกลีบปากที่บวมเจ่อ ร่างอรชรอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรงจนต้องทิ้งน้ำหนักทั้งหมดพิงแผงอกกว้าง สองมือเล็กกำสาบเสื้อคลุมสีเข้มของบุรุษตรงหน้าไว้แน่นเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว เมื่อรับรู้ว่าสตรีในอ้อมกอดแทบจะขาดใจเพราะขาดอากาศหายใจ เยี่ยนสิงโจวจึงยอมถอนริมฝีปากออกอย่างแสนเสียดาย ทว่าเรียวลิ้นยังคงหยอกเย้าซับหยาดน้ำใสบริเวณมุมปากของนางอย่างอ้อยอิ่ง“เพียงแค่นี้ก็หมดลมแล้วหรือ ฮูหยินของข้า” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนบริเวณต้นคอระหงลุกซู่ นัยน์ตาทอประกายฉ่ำปรือระยับ “ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าให้เตรียมเรี่ยวแรงไว้รับมือสามีผู้นี้ให้ดี หากถึงค่ำคืนเข้าหอจริง ๆ เจ้ามิสลบไสลคาอกข้าตั้งแต่ชั่วยามแรกหรอกหรือ”“ท่านมันหน้าหนานัก! รังแกข







