Masukแววตาอ่อนโยนที่เขาเผลอมอบให้นางในวันเก่าก่อนหายวับไปเสียแล้ว เขากำลังมองนางในฐานะศัตรู มันเจ็บร้า
“กระหม่อมแค่ทำตามรับสั่งของท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ เอ่อ... ที่จริงแล้วยังมีอีกคนที่ช่วยพ่ะย่ะค่ะ”“ใครหรือ”“ใครก็ได้ไปพานางมาที” หลิวอวี้ปรบมือ สักพักเสี่ยวเม่ยก็ประคองหลี่ชุ่ยผินเข้ามา นางต้องใช้ไม้เท้าเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า มือไม้ไขว่คว้าไปข้างหน้า พอได้ยินเสียงอู๋ซานเหนียง หลี่ชุ่ยผินจึงหันมายิ้มให้นางตาบอดอู๋ซานเหนียงสับสนเพราะเข้าใจมาตลอดว่าเอี้ยนเซินประหารหลี่ชุ่ยผินไปแล้ว นางจึงจ้องหน้าหลี่ชุ่ยผินเหมือนไม่เชื่อดวงตาตัวเอง “ไหนพวกเขาบอกว่าท่านถูกฆ่าตายไปแล้ว”“ตอนแรกข้าก็คิดว่าไม่รอดแล้ว ไหนๆ ก็จะต้องตาย ข้าจึงเสี่ยงตัดสินใจสารภาพเรื่องทุกอย่าง” เพื่อพิสูจน์คำพูด หลี่ชุ่ยผินจึงทำร้ายดวงตาของตัวเองจนบอด อู๋ซานเหนียงก็ยิ่งร้องไห้เสียใจแต่หลี่ชุ่ยผินเข้มแข็งกว่าที่คิด “ท่านเซินอ๋องสั่งให้องครักษ์หน่วยพยัคฆ์ออกเดินทางไปหานซานทันที แต่ลูกชายข้า...”หลี่ชุ่ยผินน้ำตาซึม น้ำเสียงสั่นเทาแต่ก็ยังคงไม่ยอมแพ้ “เขาร่วมมือช่วยพาท่านอู๋ออกจากคุก... แต่เขาหนีไม่ทัน”
อู๋ซานเหนียงสบตานิ่ง “เหตุผลของเจ้ามีเท่านี้เองหรือ” “ฮึ! สุดท้ายเจ้าก็ไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย ไม่เคยเห็นหัวข้าในสายตา” ผิงผิงร้องไห้ออกมาอย่างแค้นใจ “เจ้าบอกข้าว่าจะปกป้องข้า ดูแลข้า แล้วตอนที่ไอ้จิวจิ่นฟางมันย่ำยีข้า เจ้ามุดหัวหายไปอยู่ที่ไหน! ข้ากำลังจะได้แต่งงานมีความสุขอยู่ที่หม่าเจียง แต่เป็นเพราะเจ้า! เจ้าทำลายทุกอย่าง แต่วาสนาของเจ้าได้เป็นพระชายาเซินอ๋อง ส่วนข้าได้เป็นแค่นางกำนัลรับใช้ เจ้ามองข้า เหยียดหยามข้าเพราะคิดว่าข้ามันน่าสมเพช! ไม่ว่าข้าจะชอบอะไรหรือชอบใคร เจ้าก็ต้องโผล่มาแทรกกลาง แย่งทุกสิ่งไปจากข้าเสมอ รู้อะไรไหม ข้าไม่ได้ชอบคุณชายหยงเลยสักนิด แต่เป็นเพราะเขาสนใจเจ้า ข้าก็เลยแย่งชิงเขามาบ้าง ฮ่าๆ เป็นไง เจ็บปวดใจมั้ยละ” อู๋ซานเหนียงรับฟังเงียบๆ รอจนผิงผิงระเบิดโทสะจนจบ&n
บทที่ 27 ผิงผิง อู๋ซานเหนียงไม่ได้อยากเอาความหงุดหงิดไปลงที่เขาเลย บางทีเห็นเขายืนหงอยอยู่นอกห้อง นางก็อดสงสารไม่ได้ แต่พอเขาเข้าใกล้มันก็สุดจะทานทน ดังนั้นจึงนางคิดวิธีเขียนจดหมายส่งให้แทน ระหว่างที่นางกำลังร่ายคำขอร้องเรื่องที่คุยค้างกันไว้ เสี่ยวเม่ย นางกำนัลประจำตัวคนใหม่ของอู๋ซานเหนียงก็ตรงเข้ามาคำนับอย่างนอบน้อม“พระชายา... นางกำนัลผิงผิงทูลขอเข้าเฝ้าหลายครั้งแล้ว ท่านต้องการพบนางหรือไม่” ผิงผิง? นางมัวแต่จดจ่อเรื่องบิดาจนลืมเพื่อนคนนี้ไปเสียสนิท อู๋ซานเหนียงจึงหันหน้าขวับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย “อย่าเรียกข้าเช่นนั้นอีก ตอนนี้ผิงผิงอยู่ที่ไหน? นางสบายดีหรือไม่ รบกวนพวกเจ้าพานางมาพบข้าได้ไหม” “เพคะ”&
สวรรค์... นางตั้งครรภ์... เอี้ยนเซินแทบจะเต้นระบำไปรอบๆ จวน ความฉ่ำชุ่มหวนกลับคืนสู่หัวใจอันแห้งแล้ง ท่วมท้น ล้นปรี่และแสนจะยินดี มันเป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะมีได้อีก นางเพิ่งตั้งครรภ์ได้เดือนกว่าๆ และต้องบำรุงอย่างเคร่งครัด เอี้ยนเซินตั้งอกตั้งใจฟังหมอทุกรายละเอียด ถามย้ำๆ ซ้ำไปซ้ำมาและโผกอดนางทันทีที่หมอหลวงชี้แจงจบ แต่อนิจจา... นางผลักตัวเขาออกอย่างรังเกียจ แม้แต่หน้าก็ยังไม่มอง ผ้าไหมแพรพรรณ เครื่องประดับหรือแม้แต่กับข้าวที่เขาลงทุนเข้าครัวทำให้ด้วยตัวเอง... นางเททิ้งเสียสิ้นบอกตามตรง... ตอนนี้เขาไม่ได้เจอหน้านางมาเกือบสามวันแล้ว เอี้ยนเซินจึงตัดสินใจมาเดินหมากกับน้องรองที่จวนฉีอ๋อง ตัวหมากเอื่อยเฉื่อยสับสน เขาเอาแต่ถอนหายใจยาว นั่งก็เฮ้อ ยืนก็เฮ้อ อาการผิดปกติเช่นนี้
“ไม่มีผู้ใดเอาชนะความตายได้”“ใช่ แต่ข้าก็จะสู้” นางยิ้มอย่างที่ทำให้โลกของเขาเจิดจ้า ดุจดวงตะวัน ดุจดวงจันทรา ดุจดวงดารา นางมักจะเผลอยิ้มเช่นนั้นโดยไม่รู้ตัวเสมอ “เพราะเป็นเช่นนั้นการหาวิธีมีชีวิตอยู่รอดถึงได้น่าสนุกอย่างไรเล่าเพคะ”“แต่เจ้าเพิ่งจะยอมแพ้ให้ความตาย”เขาได้ยินเสียงตัวเองคำรามอย่างฉุนเฉียว เขาเกลียดตัวเองเสียจริง เกลียดที่หัวใจส่วนลึกกำลังกลัวว่าจะสูญเสียนางไป อู๋ซานเหนียงนั่งกอดเข่า เชยคางค้างไว้ที่หลังมือบนหัวเข่า เรือนผมหนานุ่มตกรุ่ยร่ายลงมาคลอเคลีย ดูอ่อนหวานละมุนละไมดุจกลีบดอกไม้แสนเปราะบาง ทำให้เขาหายใจเข้าอย่างแรง“ข้าจะไม่ยอมแพ้เช่นนั้นอีก มาสิ ข้าพร้อมแล้ว อยากจะกล่าวหาอะไรข้าอีกก็เชิญได้เลย ข้าไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว”อู๋ซานเหนียงกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว ต่อให้คมดาบประหารลงมาในตอนนี้ นางก็ไม่หวั่นกลัวเลย แม้ว่าจะร้องไห้เสียใจที่ไม่อาจช่วยชีวิตบิดาไว้ได้ แต่ดวงตาของนางเป็นประกายเลือดนักสู้อีกครั้ง เป็นแววตาที่ทำให้เขาหลงรักรัก?ไม่มีทาง เขารีบต่อต้านตนเองโ
เมื่ออยู่กันตามลำพัง นางเงียบ เขาก็เงียบ... จนรู้สึกว่าห้องหดแคบลง โลกทั้งใบหยุดนิ่ง ร่างกายมันปวดร้าวราวกับจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ และความรู้สึกมวนท้องจนหายใจไม่ออกนี้มันคืออะไรกัน อู๋ซานเหนียงอดไม่ได้ที่จะสบตาเขา เอี้ยนเซินเองก็จ้องอย่างโหยหา เมื่อเขาสบตานางอีกครั้ง อยู่ๆ หัวใจมันก็รู้สึกว่าการพิชิตศึกในสนามรบ ยังไม่น่ายินดีเท่าได้อยู่กับนาง“ตอนนั้นทำไมไม่ฆ่าข้าทิ้งไปซะ จะมาทำดีกับข้าเพื่ออะไรอีก”อู๋ซานเหนียงพยายามทำตัวแกร่งกล้าเช่นดังเดิม แต่เสียใจด้วยที่แววตาของนางฉายแววเจ็บปวด มันบอกเขาไปหมดแล้ว “บอกมาตามตรงเถอะ บอกมาก่อนที่ข้าจะถูกน้ำใจของท่านฆ่าตาย ตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านรู้สึกอย่างไรต่อข้ากันแน่”นางสูดจมูก พยายามเรียกคืนน้ำตา“ข้าจะตาย แต่ท่านไม่ให้ตาย ข้าจะอยู่ ท่านก็ทำให้ข้าทรมานเจียนตาย ข้าตายก็ไม่ได้ อยู่ก็อยู่เหมือนตาย... เอาเถอะ ข้าจะยอมรับโทษทัณฑ์นี้” อู๋ซานเหนียงกำผ้าห่มไว้แน่น ยังมีอีกหลายวิธีที่นางจะตายไปให้พ้นๆ“ข้าไม่อยากตายไปอย่างไร้ค่าโดยที่ยังสงสัย บอกมา... ข้าทำให้ท่านนึกเสียดายคุณหนูเซี่ยงใช่หรือไม่”“ไม่ใช่!” ร่างกายข
“เจ้า!! พูดจาเหลวไหล!”จิวจิ่นฟางโกรธจัดเกือบจะบันดาลโทสะ แต่เป็นเพราะเป็นคนมีชนักปักหลัง แอบลักลอบเล่นชู้กับแม่เลี้ยงสาวของตนเอง จิวจิ่นฟางจึงยืนนิ่ง หน้าแดงก่ำเหมือนตับหมู เรื่องนี้ชาวบ้านก็พอรู้แต่ไม่มีใครกล้าพูด เมื่อมีเหตุการณ์ชี้ตัวจับผู้เฒ่าเข้าคุก แถมยังจงใจลบหลู่ฐานะของตาเฒ่าเพื่อทำลายความ
ปีนี้นางอายุสิบหกแต่ยังไม่มีคุณชายบ้านไหนสนใจส่งแม่สื่อมาทาบทาม อาจจะเป็นเพราะชื่อเสียงกิตติศัพท์ด้านไม่ดีไม่งามทั้งหลายดังกระฉ่อน หรืออาจจะเป็นเพราะเมื่อปีที่แล้วนางถีบคุณชายบ้านไหนสักบ้านตกน้ำ บรรดาแม่สื่อจึงพากันขีดฆ่าชื่อของนางทิ้งไป“ใต้เท้าโปรดพิจารณาด้วย คนร้ายอยู่ที่นี่แล้ว” อู๋ซานเหนียงเช็
บทที่ 2 อู๋ซานเหนียง ฤดูใบไม้ร่วง แคว้นเหลียนสภาพอากาศช่วงนี้ฝนตกหนักต่อเนื่องไม่ขาดระยะ หากไม่ฝนตกก็เมฆหนาครึ้ม ถนนหนทางกลายเป็นมังกรโคลนพาดเลื้อยเลี้ยวหายไปในม่านฝน เมื่อท้องฟ้าครึ้มก็ทำให้เมืองหานซานดูหม่นหมอง เนื่องจากเกิดสงครามแทบจะปีเว้นปี แผ่นดินขาดเอกภาพ เมืองหลวงจึงเริ่มขา
“พูด!!”“กระ...กระหม่อม...” ผู้ใดไม่มีขวัญกล้าหาญล้วนสะดุ้งไหว บรรดาทหารกร้านศึกต่างยืนนิ่งราวกับศิลา จะมีก็แต่ขุนนางอ้วนทั้งสามที่กระถดตัวถอยหนี“องค์ชายอย่าเพิ่งกริ้ว เหลียนอ๋องทรงชี้แจงว่านี่เป็นการกระทำโดยพลการของแม่ทัพชายแดน ดังนั้นเพื่อแสดงความจริงใจ เหลียนอ๋องจึงยินยอมลงนามเจรจาเป็นพันธมิตร







