LOGINปีนี้นางอายุสิบหกแต่ยังไม่มีคุณชายบ้านไหนสนใจส่งแม่สื่อมาทาบทาม อาจจะเป็นเพราะชื่อเสียงกิตติศัพท์ด้านไม่ดีไม่งามทั้งหลายดังกระฉ่อน หรืออาจจะเป็นเพราะเมื่อปีที่แล้วนางถีบคุณชายบ้านไหนสักบ้านตกน้ำ บรรดาแม่สื่อจึงพากันขีดฆ่าชื่อของนางทิ้งไป
“ใต้เท้าโปรดพิจารณาด้วย คนร้ายอยู่ที่นี่แล้ว” อู๋ซานเหนียงเช็ดแก้มเลอะๆ ของตนกับหัวไหล่ เผ้าผมยุ่งเหยิง ชายเสื้อทั้งสองข้างพับทบขึ้นถึงต้นแขนเรียวเล็ก สองมือของนางหอบตะกร้าใบใหญ่เปื้อนดินเข้ามาด้วย ส่วนพวกเด็กๆ ที่ลุยโคลนด้วยกันต่างอออยู่ที่หน้าประตูศาล ไม่กล้าเข้ามา
“ไหน? คนร้ายที่ว่านั่นเป็นใคร”
เมื่อจู่ๆ มีเด็กสาวบอกว่าจับตัวคนร้ายคดีทำลายคันนาได้ บรรดาเจ้าหน้าที่ศาล อู๋ซื่อหวงและจิ่นฟางต่างชะโงกหน้ามองหา อู๋ซานเหนียงจึงเช็ดมือกับกระโปรงแล้วจับปลาไหลขึ้นมาจากตะกร้า ส่วนพวกเด็กๆ ที่ช่วยจับปลาไหลพากันเต้นไปมาหน้าศาล
“คนร้ายอยู่ที่นี่แล้วเจ้าค่ะ”
“เจ้าเล่นอะไรของเจ้า ที่นี่ใช่ที่ที่เจ้าจะมาปั่นป่วนได้รึ” อู๋ซื่อหวงขมวดคิ้ว มือกำไม้ประจำศาลไว้แน่น “เจ้าหน้าที่! โยนนางออกไป”
“เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะท่านพ่อ เอ้อ ใต้เท้า ผู้น้อยมิได้โกหกหรือเข้ามาป่วนศาล แต่ปลาไหลพวกนี้เป็นตัวการทำให้คันนาพังจริงๆ ผู้น้อยไปที่เฟิงท้ายนาของผู้เฒ่าซู เห็นคันเบ็ดวางอยู่ พอสังเกตดีๆ ก็เห็นปลาไหลในนาโผล่ออกมาจากรู” อู๋ซานเหนียงกระโดดถอยหลัง ออกท่าออกทางปานสู้รบกับมังกร
“ผู้น้อยกระโจนลงไปในนา พอดูให้ดีๆ เจ้าปลาพวกนี้มันมุดไปมุดมาไปตามคันนา ที่แท้พวกมันขุดรูทำให้คันนาพังเสียหายนี่เอง!! ผู้น้อยลงมือจับกุมเจ้าปลาไหล มันทั้งลื่นทั้งยาว จับอย่างไรก็จับไม่ได้ สุดท้ายมันไปติดเบ็ดที่ผู้เฒ่าดักไว้ทางปากรู สวรรค์! ผู้เฒ่าซูช่างเก่งจริงๆ ที่ช่วยกำจัดปลาไหล เรื่องนี้ถือว่าต้องมอบรางวัลให้ผู้เฒ่าซูถึงจะถูกนะเจ้าคะ”
“กำจัดปลาไหล? กำจัดอย่างไร”
“เรียนใต้เท้า... ก็กำจัดลงท้องอย่างไรเล่า” อู๋ซานเหนียงปรบมือสามครั้ง เจ้าหน้าที่ก็ยกจานอาหารร้อนๆ หอมกรุ่นเข้ามาวางแล้วถอยออกไป “ผู้น้อยลงมือทำอาหารจานนี้เอง ผู้เฒ่าแล่ปลาทำเป็นเนื้อปลาตากแห้งไว้ที่หลังเฟิง ผู้น้อยจึงลองนำปลาไหลมาลองทำอาหารดูบ้าง เนื้อปลานุ่มรสหวานโอชา ใครชิมล้วนติดใจ ใต้เท้าเชิญลองรับประทานได้เลยเจ้าค่ะ”
“ปลาไหลที่ว่ายไปว่ายมาในนากินได้งั้นหรือ”
“ได้สิเจ้าคะ ผู้เฒ่าซูอายุปูนนี้แล้วยังแข็งแรงเพราะกินแต่ปลาไหลนี่แหละ”
อู๋ซานเหนียงโม้ไปเรื่อย ในสมัยนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าปลาไหลกินได้ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าชิม แต่กลิ่นเนื้อปลาไหลผัดพริกขิงใส่เหล้าจีนหอมเย้ายวนจนเจ้าหน้าที่ในศาลพากันกลืนน้ำลายดังเอื้อก ตาเฒ่าซูยากจน ไม่มีอะไรจะกิน พอเห็นปลาไหลว่ายไปมาจึงจับมาทำอาหาร แล่เนื้อย่างบ้าง ชุบแป้งทอดแล้วนำมาผัดกับขิงและต้นหอมบ้าง แม้แต่จิวจิ่นฟางยังมองเนื้อปลาไหลสีเหลืองทองเป็นมันเงา กรอบนอกนุ่มใน เขาถึงกับเม้มริมฝีปากด้วยความอยากกิน จนเมื่อทุกคนในศาลได้ชิมปลาไหลก็ล้วนเห็นด้วยว่าอร่อยล้ำ ตั้งใจว่าเดี๋ยวจะชวนกันไปจับปลาไหลมาปรุงอาหาร
อู๋ซื่อหวงคีบตะเกียบชิมปลาไหลผัดขิงไปคำหนึ่ง เคี้ยวๆ แล้วพยักหน้าไม่หยุด “นึกไม่ถึงว่าจะมีรสชาติดีเช่นนี้ เนื้อหวานไม่มีกลิ่นคาวเลย เฒ่าซู... เรื่องดีๆ เช่นนี้ทำไมไม่แบ่งปัน”
“ผู้น้อย...ผู้น้อยบอกแล้ว แต่ไม่มีใครเชื่อว่าปลาไหลกินได้ขอรับ”
“ช่วงนี้ขาดแคลนอาหาร เพราะฉะนั้นปลาไหลในนาพวกนี้นี่แหละที่จะทำให้ทุกคนอิ่มท้องเจ้าค่ะ ปลาไหลกินอร่อย ถ้าทุกคนหันมากินปลาไหลกันจะช่วยชาวนาได้ด้วยนะ จริงมั้ยเจ้าคะใต้เท้า” อู๋ซานเหนียงขยิบตาให้บิดา กิริยามารยาทยังต้องปรับปรุงหนักๆ ผู้เป็นพ่อจึงนึกถึงฮูหยินผู้ล่วงลับ นึกขอโทษครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาเลี้ยงลูกโตมาเป็นลิง
“เฒ่าซู เจ้าไม่มีความผิด ลุกขึ้นเถอะ”
“ขอบพระคุณ ขอบพระคุณมากขอรับ”
จิวจิ่นฟางทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ ประสานมือคารวะก่อนจะสะบัดตัวลุกขึ้นเพื่อขอลากลับ อู๋ซานเหนียงจึงยิ้มพลางร้องถาม เสียงดังออกไปไกลถึงหน้าประตูศาล “ท่านซิ่วไฉจะลาไปไหน ท่านยังไปไหนไม่ได้”
“คุณหนูอู๋มีอะไรจะชี้แนะไม่ทราบ”
“ท่านกล่าวหาให้ร้ายคนดี ทำให้ผู้เฒ่าต้องติดคุกทรมานถึงสามวัน ซิ่วไฉแห่งอำเภอหม่าเจียงจะชดใช้หนี้ครั้งนี้อย่างไร”
เจ้าหน้าที่ศาลกับชาวบ้านที่มามุงดูการพิจารณาคดีต่างมองหน้ากันไปมาและเริ่มหัวเราะคิกๆ จิวจิ่นฟางมองไปรอบๆ ตัวด้วยความแปลกใจ พอฉุกคิดขึ้นได้ ใบหน้าของเขาก็แดงก่ำจนม่วงคล้ำด้วยความโกรธ นางเด็กบ้าคิดจะให้เขาโขกศีรษะขอขมาคนตักส้วม!!
“จู่ๆ ซิ่วไฉผู้น่านับถือเช่นท่านบีบคั้นคนแก่ไร้ทางสู้เช่นนี้... เพราะอะไรกันหนอ...” อู๋ซานเหนียงแกล้งเคาะนิ้วบนขมับของตนเองอย่างครุ่นคิด ก่อนจะทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือตนเอง ดูก็รู้ว่าแกล้งเล่นงิ้วฉากใหญ่ “อ๋อ... เมื่อต้นเดือน ผู้เฒ่าซูไปหาบน้ำตักส้วมในบ้านของท่าน หรือว่าผู้เฒ่าไปรู้เห็นอะไรไม่ดีไม่งามในบ้านท่านซิ่วไฉหรือเปล่านะ...”
“เจ้า!! พูดจาเหลวไหล!”
“สกุลหยงต้องหนีตายออกมาจากหม่าเจียง ตอนแรกก็ว่าจะไปหาญาติที่เมืองหลวง แต่ระหว่างทางถูกดักปล้นเงินทองไปเกือบหมด ญาติพี่น้องที่หานซานก็ไม่ยอมรับ พวกเราจึงอพยพหนีมาที่แคว้นเอี้ยน ตั้งใจว่าจะไปตายเอาดาบหน้า ท่านพ่อของข้าก็โชคร้ายถูกคนชั่วฆ่าตาย โชคดีที่เจอท่านเซินอ๋องรับครอบครัวของข้ามาอยู่ที่จวน ข้าจึงขายตัวเป็นบ่าวเอาเงินมาฝังศพท่านพ่อ” “เป็นบ่าว?” “ใช่ เจ้าคงไม่รังเกียจข้าใช่หรือไม่” “ข้ารังเกียจ” ผิงผิงตอบอย่างไร้น้ำใจ “ขึ้นชื่อว่าบ่าว เมื่อเป็นแล้ว ถึงจะหาเงินไถ่ตัวออกไปได้แต่ก็ต้องถูกตราหน้าไปจนวันตาย ข้าไม่ต้องการเป็นเมียบ่าว ไม่คิดจะเป็นขี้ข้ารองมือรองเท้าใครไปตลอดชาติ ตามหลักแล้วตั้งแต่ข้าออกจากหม่าเจียง สัญญาหมั้นของเราก็ถือว่าจบ&rdquo
“กระหม่อมแค่ทำตามรับสั่งของท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ เอ่อ... ที่จริงแล้วยังมีอีกคนที่ช่วยพ่ะย่ะค่ะ”“ใครหรือ”“ใครก็ได้ไปพานางมาที” หลิวอวี้ปรบมือ สักพักเสี่ยวเม่ยก็ประคองหลี่ชุ่ยผินเข้ามา นางต้องใช้ไม้เท้าเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า มือไม้ไขว่คว้าไปข้างหน้า พอได้ยินเสียงอู๋ซานเหนียง หลี่ชุ่ยผินจึงหันมายิ้มให้นางตาบอดอู๋ซานเหนียงสับสนเพราะเข้าใจมาตลอดว่าเอี้ยนเซินประหารหลี่ชุ่ยผินไปแล้ว นางจึงจ้องหน้าหลี่ชุ่ยผินเหมือนไม่เชื่อดวงตาตัวเอง “ไหนพวกเขาบอกว่าท่านถูกฆ่าตายไปแล้ว”“ตอนแรกข้าก็คิดว่าไม่รอดแล้ว ไหนๆ ก็จะต้องตาย ข้าจึงเสี่ยงตัดสินใจสารภาพเรื่องทุกอย่าง” เพื่อพิสูจน์คำพูด หลี่ชุ่ยผินจึงทำร้ายดวงตาของตัวเองจนบอด อู๋ซานเหนียงก็ยิ่งร้องไห้เสียใจแต่หลี่ชุ่ยผินเข้มแข็งกว่าที่คิด “ท่านเซินอ๋องสั่งให้องครักษ์หน่วยพยัคฆ์ออกเดินทางไปหานซานทันที แต่ลูกชายข้า...”หลี่ชุ่ยผินน้ำตาซึม น้ำเสียงสั่นเทาแต่ก็ยังคงไม่ยอมแพ้ “เขาร่วมมือช่วยพาท่านอู๋ออกจากคุก... แต่เขาหนีไม่ทัน”
อู๋ซานเหนียงสบตานิ่ง “เหตุผลของเจ้ามีเท่านี้เองหรือ” “ฮึ! สุดท้ายเจ้าก็ไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย ไม่เคยเห็นหัวข้าในสายตา” ผิงผิงร้องไห้ออกมาอย่างแค้นใจ “เจ้าบอกข้าว่าจะปกป้องข้า ดูแลข้า แล้วตอนที่ไอ้จิวจิ่นฟางมันย่ำยีข้า เจ้ามุดหัวหายไปอยู่ที่ไหน! ข้ากำลังจะได้แต่งงานมีความสุขอยู่ที่หม่าเจียง แต่เป็นเพราะเจ้า! เจ้าทำลายทุกอย่าง แต่วาสนาของเจ้าได้เป็นพระชายาเซินอ๋อง ส่วนข้าได้เป็นแค่นางกำนัลรับใช้ เจ้ามองข้า เหยียดหยามข้าเพราะคิดว่าข้ามันน่าสมเพช! ไม่ว่าข้าจะชอบอะไรหรือชอบใคร เจ้าก็ต้องโผล่มาแทรกกลาง แย่งทุกสิ่งไปจากข้าเสมอ รู้อะไรไหม ข้าไม่ได้ชอบคุณชายหยงเลยสักนิด แต่เป็นเพราะเขาสนใจเจ้า ข้าก็เลยแย่งชิงเขามาบ้าง ฮ่าๆ เป็นไง เจ็บปวดใจมั้ยละ” อู๋ซานเหนียงรับฟังเงียบๆ รอจนผิงผิงระเบิดโทสะจนจบ&n
บทที่ 27 ผิงผิง อู๋ซานเหนียงไม่ได้อยากเอาความหงุดหงิดไปลงที่เขาเลย บางทีเห็นเขายืนหงอยอยู่นอกห้อง นางก็อดสงสารไม่ได้ แต่พอเขาเข้าใกล้มันก็สุดจะทานทน ดังนั้นจึงนางคิดวิธีเขียนจดหมายส่งให้แทน ระหว่างที่นางกำลังร่ายคำขอร้องเรื่องที่คุยค้างกันไว้ เสี่ยวเม่ย นางกำนัลประจำตัวคนใหม่ของอู๋ซานเหนียงก็ตรงเข้ามาคำนับอย่างนอบน้อม“พระชายา... นางกำนัลผิงผิงทูลขอเข้าเฝ้าหลายครั้งแล้ว ท่านต้องการพบนางหรือไม่” ผิงผิง? นางมัวแต่จดจ่อเรื่องบิดาจนลืมเพื่อนคนนี้ไปเสียสนิท อู๋ซานเหนียงจึงหันหน้าขวับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย “อย่าเรียกข้าเช่นนั้นอีก ตอนนี้ผิงผิงอยู่ที่ไหน? นางสบายดีหรือไม่ รบกวนพวกเจ้าพานางมาพบข้าได้ไหม” “เพคะ”&
สวรรค์... นางตั้งครรภ์... เอี้ยนเซินแทบจะเต้นระบำไปรอบๆ จวน ความฉ่ำชุ่มหวนกลับคืนสู่หัวใจอันแห้งแล้ง ท่วมท้น ล้นปรี่และแสนจะยินดี มันเป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะมีได้อีก นางเพิ่งตั้งครรภ์ได้เดือนกว่าๆ และต้องบำรุงอย่างเคร่งครัด เอี้ยนเซินตั้งอกตั้งใจฟังหมอทุกรายละเอียด ถามย้ำๆ ซ้ำไปซ้ำมาและโผกอดนางทันทีที่หมอหลวงชี้แจงจบ แต่อนิจจา... นางผลักตัวเขาออกอย่างรังเกียจ แม้แต่หน้าก็ยังไม่มอง ผ้าไหมแพรพรรณ เครื่องประดับหรือแม้แต่กับข้าวที่เขาลงทุนเข้าครัวทำให้ด้วยตัวเอง... นางเททิ้งเสียสิ้นบอกตามตรง... ตอนนี้เขาไม่ได้เจอหน้านางมาเกือบสามวันแล้ว เอี้ยนเซินจึงตัดสินใจมาเดินหมากกับน้องรองที่จวนฉีอ๋อง ตัวหมากเอื่อยเฉื่อยสับสน เขาเอาแต่ถอนหายใจยาว นั่งก็เฮ้อ ยืนก็เฮ้อ อาการผิดปกติเช่นนี้
“ไม่มีผู้ใดเอาชนะความตายได้”“ใช่ แต่ข้าก็จะสู้” นางยิ้มอย่างที่ทำให้โลกของเขาเจิดจ้า ดุจดวงตะวัน ดุจดวงจันทรา ดุจดวงดารา นางมักจะเผลอยิ้มเช่นนั้นโดยไม่รู้ตัวเสมอ “เพราะเป็นเช่นนั้นการหาวิธีมีชีวิตอยู่รอดถึงได้น่าสนุกอย่างไรเล่าเพคะ”“แต่เจ้าเพิ่งจะยอมแพ้ให้ความตาย”เขาได้ยินเสียงตัวเองคำรามอย่างฉุนเฉียว เขาเกลียดตัวเองเสียจริง เกลียดที่หัวใจส่วนลึกกำลังกลัวว่าจะสูญเสียนางไป อู๋ซานเหนียงนั่งกอดเข่า เชยคางค้างไว้ที่หลังมือบนหัวเข่า เรือนผมหนานุ่มตกรุ่ยร่ายลงมาคลอเคลีย ดูอ่อนหวานละมุนละไมดุจกลีบดอกไม้แสนเปราะบาง ทำให้เขาหายใจเข้าอย่างแรง“ข้าจะไม่ยอมแพ้เช่นนั้นอีก มาสิ ข้าพร้อมแล้ว อยากจะกล่าวหาอะไรข้าอีกก็เชิญได้เลย ข้าไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว”อู๋ซานเหนียงกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว ต่อให้คมดาบประหารลงมาในตอนนี้ นางก็ไม่หวั่นกลัวเลย แม้ว่าจะร้องไห้เสียใจที่ไม่อาจช่วยชีวิตบิดาไว้ได้ แต่ดวงตาของนางเป็นประกายเลือดนักสู้อีกครั้ง เป็นแววตาที่ทำให้เขาหลงรักรัก?ไม่มีทาง เขารีบต่อต้านตนเองโ
บทที่ 2 อู๋ซานเหนียง ฤดูใบไม้ร่วง แคว้นเหลียนสภาพอากาศช่วงนี้ฝนตกหนักต่อเนื่องไม่ขาดระยะ หากไม่ฝนตกก็เมฆหนาครึ้ม ถนนหนทางกลายเป็นมังกรโคลนพาดเลื้อยเลี้ยวหายไปในม่านฝน เมื่อท้องฟ้าครึ้มก็ทำให้เมืองหานซานดูหม่นหมอง เนื่องจากเกิดสงครามแทบจะปีเว้นปี แผ่นดินขาดเอกภาพ เมืองหลวงจึงเริ่มขา
“พูด!!”“กระ...กระหม่อม...” ผู้ใดไม่มีขวัญกล้าหาญล้วนสะดุ้งไหว บรรดาทหารกร้านศึกต่างยืนนิ่งราวกับศิลา จะมีก็แต่ขุนนางอ้วนทั้งสามที่กระถดตัวถอยหนี“องค์ชายอย่าเพิ่งกริ้ว เหลียนอ๋องทรงชี้แจงว่านี่เป็นการกระทำโดยพลการของแม่ทัพชายแดน ดังนั้นเพื่อแสดงความจริงใจ เหลียนอ๋องจึงยินยอมลงนามเจรจาเป็นพันธมิตร
จากใจนักเขียน เดิมทีปุ๋มตั้งใจว่าจะตั้งชื่อเรื่องชายาพยัคฆ์เป็นชื่ออื่นที่แสนหวานพาฝันกว่านี้ แต่ความแกร่ง สู้คนของนางเอกเหมาะกับชื่อชายาพยัคฆ์นี้แล้ว อู๋ซานเหนียง นางเอกของนิยายเรื่องนี้เป็นเพียงลูกสาวขุนนางตำแหน่งเล็กๆ ในอำเภอห่างไกล เป็นแค่ผู้หญิงหน้าตาธรรมดาๆ มีสติปัญญาแต่ชาติกำเ
บัณฑิตจิวจิ่นฟางรู้ข่าวจากน้องสาว เขาก็นั่งเกี้ยวพุ่งมาที่บ้านเฉินจินเหยาทันที“ข้าตั้งใจจะเสนอชื่อน้องสาวเจ้าเข้าวังตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทางหลี่ชุ่ยผินก็เห็นด้วย สั่งให้เหมยเซียงเตรียมตัวเข้าวังตามหลังนางไปได้เลย ข้าให้คนส่งข่าวไปที่บ้านเจ้าแล้ว ป่านนี้คงจะกำลังฉลองอยู่แน่”







![ขย่มรัก ขย่มบัลลังก์ [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)