تسجيل الدخولฤดูใบไม้ร่วง แคว้นเหลียน
สภาพอากาศช่วงนี้ฝนตกหนักต่อเนื่องไม่ขาดระยะ หากไม่ฝนตกก็เมฆหนาครึ้ม ถนนหนทางกลายเป็นมังกรโคลนพาดเลื้อยเลี้ยวหายไปในม่านฝน เมื่อท้องฟ้าครึ้มก็ทำให้เมืองหานซานดูหม่นหมอง เนื่องจากเกิดสงครามแทบจะปีเว้นปี แผ่นดินขาดเอกภาพ เมืองหลวงจึงเริ่มขาดแคลนอาหาร ราชสำนักมีคำสั่งห้ามขายเหล้า ร้านรวงจึงปิดเงียบ แม้แต่ร้านขายเต้าฮวยก็ไม่เปิดขาย มีแค่โรงเตี๊ยมไม่กี่แห่งที่แขวนตะเกียง ส่งแสงริบหรี่ชวนวังเวง
อำเภอหม่าเจียงเป็นอำเภอเล็กๆ ไกลจากเมืองหลวง ที่นี่เป็นชุมทางลำเลียงเสบียงอาหารและเกลือ เรือขนสินค้ามักจะแวะพักที่นี่ นานวันเข้าก็กลายเป็นชุมชน บริเวณโดยรอบทำนาปลูกข้าวไม่ก็ทำไร่ ตอนนี้การค้าซบเซาเพราะผู้คนถูกเกณฑ์ไปรบกันหมด ชาวบ้านที่เหลืออยู่มีแต่จะยากจนลงต้องใส่เสื้อผ้าเก่าขาด ลำบากไปทุกหย่อมหญ้า
และแล้วอำเภอเล็กๆ แห่งนี้ก็มีคดีความเกิดขึ้น เมื่อนาข้าวที่ชาวบ้านช่วยกันลงแรงปลูกไว้ก็ถูกมือดีทำลายคันนาจนเสียหาย หาตัวคนทำไม่ได้ ยิ่งซ้ำเติมความอดอยากมากขึ้นไปอีก เรื่องนี้กลายเป็นคดีที่น่าปวดหัวและมีชาวนามาร้องทุกข์ทุกวันไม่รู้จบ จนกระทั่งบัณฑิตระดับซิ่วไฉ[1] กล่าวหาตาแก่ซูที่สร้างเฟิงอาศัยอยู่ท้ายนาว่าเป็นผู้ลงมือ
คดีนี้น่าสังเวชใจ ตาแก่ซูพิการแขนขาดข้างหนึ่งจากภัยสงคราม ไร้ญาติขาดมิตรพเนจรมาอาศัยอำเภอหม่าเจียงเป็นที่ตาย ตาเฒ่าปลูกเฟิงเล็กๆ ตามมีตามเกิดซึ่งยามฝนตกก็ต้องนั่งเปียกฝนตัวสั่น หรือไม่ก็ต้องหลบไปพักในศาลเจ้า อู๋ซื่อหวงเป็นนายอำเภอของที่นี่ยังรู้ว่าตาแก่เป็นคนมีศักดิ์ศรี ไม่เคยขอใครกินและไม่คิดจะเป็นภาระของใคร ใช้มือที่เหลือข้างเดียวทำงานแบกหามตักส้วมแล้วแต่ใครจะจ้าง เขาเป็นคนซื่อๆ ไม่ค่อยพูด จึงไม่รู้เลยว่าไปมีเรื่องขัดหูขัดตาบัณฑิตซิ่วไฉผู้แต่งกายหรูหราได้อย่างไร
“เปิดศาล” อู๋ซื่อหวงนั่งอยู่หลังโต๊ะพิจารณาคดีภายในที่ว่าการอำเภอ ร้องสั่งเจ้าหน้าที่ “เบิกตัวผู้เกี่ยวข้องในคดีทำลายคันนาข้าว”
บรรดาเจ้าหน้าที่ขานรับเป็นทอดๆ ดังสนั่น บรรยากาศภายในศาลเคร่งขรึมทันที บัณฑิตซิ่วไฉนามว่าจิวจิ่นฟางก้าวนำเข้ามาอย่างสง่างาม ในมือโบกพัดวาดลวดลายสูงค่า ส่วนอีกคนคือตาแก่ซูแขนด้วน เดินขากะเผลกหลังงองุ้ม ใส่ชุดนักโทษเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าศาล ทั้งหมดแจ้งชื่อต่ออู๋ซื่อหวงโดยจิวจิ่นฟางยืนกอดอกอย่างถือตัว
“คุกเข่า!!” อู๋ซื่อหวงตบไม้ประจำศาลดังสนั่น จิวจิ่นฟางถือตัวเป็นลูกเศรษฐีในอำเภอแค่ไหนก็ต้องยอมคุกเข่าลง
คดีความนี้ง่ายมาก เพราะจิวจิ่นฟางเป็นผู้ชี้ตัวว่าตาเฒ่าซูคือคนร้าย หลักฐานคือมือที่เหลือข้างเดียวเปรอะเปื้อนดินโคลน ตอนที่จับกุมมีชาวบ้านหลายคนเห็นจึงมีพยานชี้ตัวแน่นหนา นายอำเภออู๋ซื่อหวงรู้นิสัยของตาเฒ่าซูดีว่าไม่ใช่คนเหลวไหล ดังนั้นจึงอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร
“คดีนี้ไม่ซับซ้อนเลยสักนิด ชาวบ้านหลายคนรวมทั้งซิ่วไฉจิ่นฟางเป็นพยานเห็นว่าเจ้ากำลังทำอะไรลับๆ ล่อๆ ที่คันนา เจ้าเป็นคนทำลายคันนาใช่หรือไม่”
ตาแก่ซูตัวสั่นงกๆ เงิ่นๆ พยายามใช้มือไม้ซึ่งหยาบกร้านราวกับเปลือกไม้กราบคำนับ “ใต้เท้า ผู้น้อยมิได้มีเจตนาเช่นนั้นแม้แต่น้อย”
“แล้วเจ้าไปทำอะไรที่นั่นตอนฝนตกหนัก ซิ่วไฉจิ่นฟางร้องทุกข์ว่าเจ้าจงใจทำลายคันนาเพื่อให้เจ้าของนาทั้งหลายจ้างงานเจ้าซ่อมคันนา เป็นความจริงหรือไม่”
“มะ...ไม่จริงขอรับ ผู้น้อยยากจนก็จริง แต่ไม่เคยทำเรื่องผิดต่อฟ้า ผู้น้อยแก่ชรามากแล้ว ยามหิวจึงลงไปจับปลาในนามากิน ถึงจะยากลำบากไร้ญาติมิตร แต่ขอเพียงแค่มีคนจ้างหาบน้ำตักส้วม ผู้น้อยก็พอประทังชีวิตแล้ว ผู้น้อยทำนามาตลอดชีวิตย่อมรู้ว่าเป็นงานหนัก แล้วจะทำลายคันนาที่ชาวบ้านลงแรงเหนื่อยยากไปเพื่ออะไร”
บัณฑิตหนุ่มนิ่งฟังมานานจึงหัวเราะเยาะใส่
“จับปลา? ในนาข้าวมีปลาอะไรให้เจ้ากิน? ข้ากับชาวบ้านเห็นอยู่ชัดๆ ว่าเฒ่าแขนด้วนอย่างเจ้าเอามือล้วงเข้าไปในคันนา เจ้าทำอะไรไว้ย่อมรู้อยู่แก่ใจ อย่าอ้างโน่นอ้างนี่เลยตาเฒ่า ตอนนี้บ้านเมืองอยู่ในภาวะคับขัน ข้าวแต่ละเม็ดมีค่าดั่งทอง ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้แต่ละอำเภอส่งภาษีข้าวเพื่อเตรียมสู้รบ อำเภอหม่าเจียงเป็นแหล่งปลูกข้าวที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด ชาวนาทุกคนในอำเภอหม่าเจียงร่วมแรงร่วมใจกันทำนาหล่อเลี้ยงคนทั้งกองทัพ แต่เจ้าจงใจทำลายนาข้าว ครั้งนี้บัณฑิตผู้อุทิศตนรับใช้แผ่นดินอย่างข้านี่แหละจะเป็นคนออกหน้า เอาผิดเจ้าให้ได้!”
จิวจิ่นฟางพูดจาใหญ่โต มีแต่น้ำไม่มีเนื้อ เวลาพูดไปก็บิดมุมปากเหยียดไปซ้ายทีขวาที ทำสีหน้าแสนหยิ่งผยองสะใจ เขาเป็นซิ่วไฉคำพูดย่อมมีน้ำหนักมากกว่าตาแก่ตักส้วมหลายร้อยเท่า ตาเฒ่าตาแดงก่ำ หันไปคำนับบัณฑิตซิ่วไฉและอู๋ซื่อหวงปะหลกๆ พร่ำร้องทุกข์ว่าตนบริสุทธิ์ อู๋ซื่อหวงสงสารแต่ก็ต้องตัดสินไปตามพยานหลักฐาน
“ข้าเองก็จนใจ เจ้ายินดีจะถูกปรับหรือถูกโบย”
ทุกคนในศาลเงียบกริบเมื่อตาเฒ่าแขนด้วนก้มหน้าร้องไห้ ส่วนจิวจิ่นฟางลอบยิ้มอย่างลำพองใจที่สามารถจับคนร้ายสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง หนำซ้ำเขานึกอยากจะกำจัดตาเฒ่าซูมานานแล้ว คราวนี้สบโอกาสจึงกัดไม่ปล่อย ตาเฒ่ารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจแค่ไหนแต่ก็ไม่มีทางสู้
“ผู้น้อย...ผู้น้อยไม่มีเงิน ยินดีถูกโบยขอรับ”
“ได้ ข้าจะตัดสินลงโบยยี่สิบไม้... เจ้าหน้าที่”
อู๋ซื่อหวงถอนหายใจพลางหยิบป้ายคำสั่ง แต่ยังไม่ทันโยนออกไป จิวจิ่นฟางก็สวมบทคนใจบุญ รีบร้องทักท้วงทันที “ใต้เท้า ตาเฒ่าซูอายุมากแล้วคงจะทนถูกโบยไม่ไหวหรอก ข้าขอเสนอให้โขกคำนับแทนจะดีกว่า ข้า... จิวจิ่นฟาง บัณฑิตซิ่วไฉแห่งหม่าเจียงจะเป็นตัวแทนของชาวอำเภอ รับการคำนับขออภัยจากเฒ่าซูเอง จากนั้นก็เลิกแล้วต่อกัน”
อู๋ซื่อหวงส่ายหน้า “เจ้าจะลบหลู่ตาเฒ่าเช่นนั้นได้อย่างไรกัน”
“ก็ให้เขาเลือกเอง ข้าไม่ได้บังคับ ชาวบ้านที่ยื่นฟ้องมีร่วมๆ ร้อยคน งั้นก็คำนับโขกศีรษะหนึ่งร้อยครั้งก็แล้วกัน” จิวจิ่นฟางกางพัดจีบดังพรึ่บ โบกไปมาช้าๆ “ว่าไงตาเฒ่า”
“ผะ...ผู้น้อยแก่แล้ว ทนถูกโบยไม่ไหว และไม่มีผู้ใดดูแล ผู้น้อย...ผู้น้อยยอมขอรับ”
“ใต้เท้า นักโทษยอมรับแล้ว”
“เฮ้อ! เจ้าหน้าที่ ยกเก้าอี้มาให้ซิ่วไฉรับการคารวะ” อู๋ซื่อหวงขัดใจยิ่งนัก ตามกฎหมายแล้วสามารถใช้การโขกศีรษะแทนค่าปรับได้ แต่ตาเฒ่าซูอายุเกือบเจ็ดสิบแล้ว และเป็นอดีตทหารออกรบจนพิการ อย่างน้อยๆ ชีวิตบั้นปลายก็ไม่ควรถูกเด็กรุ่นหลังกลั่นแกล้งรังแกเช่นนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่ยกเก้าอี้มาให้บัณฑิตหนุ่ม เขาก็นั่งลงอย่างคนใหญ่คนโต กระดิกปลายเท้าไปมาสบายอารมณ์
เฒ่าซูคุกเข่าอยู่ที่ปลายเท้าของซิ่วไฉ ตัวสั่นงกเงิ่น ในขณะที่ชายชรากำลังจะโขกศีรษะลงนั่นเอง เด็กสาวชุดสีชมพูอ่อนเปรอะคราบดินโคลนทั้งตัวก็วิ่งถลาเข้ามา แม้ว่าตามไรผมจะมีเหงื่อเท่าเม็ดถั่วเขียวและอ้าปากหอบหายใจเหนื่อย แต่แววตาและรอยยิ้มของนางเจิดจ้าราวกับดวงตะวันน้อยๆ ดูแวบเดียวก็รู้ว่านางช่างแก่นแก้วและฉลาดเฉลียว นางยิ้มให้ตาเฒ่าซู ก่อนจะคุกเข่าลงคำนับศาล
“เรียนใต้เท้า ผู้น้อยชื่ออู๋ซานเหนียง นำตัวคนร้ายตัวจริงมาส่งให้แล้วเจ้าค่ะ ตามจับตั้งแต่เช้า เหนื่อยมากๆ”
อู๋ซานเหนียงร้องบอกเสียงใส นางตัวเล็กนิดเดียว มีรอยยิ้มซุกซน มองผ่านๆ ครั้งแรกก็ดูธรรมดา แต่อู๋ซานเหนียงมีเสน่ห์บางอย่างดึงดูดให้ผู้พบเจอต้องหันมามองซ้ำและพินิจความงามของนาง ดวงตากับเรือนผมสีดำขลับและรูปร่างแตกเนื้อสาวชวนให้ลมหายใจของผู้ชายทั้งหลายขาดห้วง เวลาที่แสงอาทิตย์ไล้ผ่านผิวขาวละมุนทำให้คนที่ได้พบนึกถึงดอกบัวผลิบานฤดูวสันต์
[1] ผู้เข้าสอบเป็นขุนนาง หากสอบระดับอำเภอผ่านจะเรียกว่าซิ่วไฉ มีสิทธิ์เข้าสอบระดับมณฑลต่อไป
“ข้า... ข้าคิดว่าเราควรจะทบทวนกันใหม่ เราควรจะ...”“จูบ”“เอ้อ จูบ” ข้าโคลงศีรษะไปมา ก่อนจะตัดสินใจเงยหน้า ยืดตัวขึ้นแต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่กล้าประทับริมฝีปากลงไป เอาแต่พ่นลมหายใจอุ่นๆ ใส่กันอย่างเอาเป็นเอาตายเท่านั้นเอง“ถ้าเจ้าไม่จูบ ข้าจะจูบแทนนะ”“ก็ข้า...”“ถ้าให้ข้าจูบ รับรองว่าจะไม่จบแค่จูบนะ”“ไม่เอานะ”“งั้นจูบ อย่าอิดออด”ข้าตัดสินใจรวบรวมความกล้า หลับหูหลับตากดริมฝีปากลงไป แต่สิ่งที่ข้าจูบกลับไม่ใช่ริมฝีปากของเสี่ยวเจิน แต่เป็นตำราเล่มหนึ่ง“เป็นสาวเป็นแส้ ริอ่านทำตัวยั่วยวน”พี่หยางสือโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เอาตำรากุลสตรีมาขวางกลางได้พอเหมาะพอเจาะ จากนั้นก็เอาตำรานั่นโบกศีรษะข้ากับเสี่ยวเจินคนละที เส้นเลือดบนขมับเสี่ยวเจินปูด แต่เขาไม่พูดอะไร“พี่หยางสือ ตามมาถึงนี่ มีธุระอะไร”“ขนลุก ขนลุก เจ้าเรียกข้าเป็นพี่แบบนี้ ข้าขนลุก” พี่หยางสือเกาแขนเกาขา
ข้าชื่อลี่หลิน... องค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นเอี้ยน แล้วก็... ข้ากำลังถูกลักพาตัว ขณะที่ม้าศึกของโจรบ้ากำลังวิ่งควบท่ามกลางแสงตะวัน สีหน้าของข้ายังคงแตกตื่น สองมือพยายามคว้าบังเหียนม้าเพื่อหยุด แต่มือสากกระด้างของคนที่นั่งอยู่ข้างหลังข้าตะปบมือข้าไว้ กลายเป็นว่าเราจับมือกันควบม้า คนที่ลักพาตัวข้ามาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นลูกพี่ลูกน้องของข้า...เซวียนเจิน ไอ้บ้า “หลินเอ๋อร์ เจ้าไม่ควรใจร้อนนะ” &
เขาเติบโตเป็นชายฉกรรจ์องอาจผ่าเผย ร่างกายสูงใหญ่ล่ำสัน พูดจาสุภาพนุ่มนวล ความสามารถเก่งรอบด้านและเชี่ยวชาญการใช้กลศึก เขาเป็นพี่ชายที่ข้าชื่นชอบมาก แต่เขาไม่ยอมคุยกับข้าอีกเลย ข้าได้แต่ยืนหลบๆ อยู่หลังเสาทุกครั้งที่เจอเขาในวัง มองอยู่ไกลๆ ไม่กล้าเข้าไปคุยหรือจูงมือเดินเล่นกันเหมือนอย่างวันวานอีก เขาสังเกตเห็นข้าเช่นกัน แต่เขาหันไปทางอื่นแทน ข้าเหงามากเลย ในที่สุดข้าก็รวบรวมความกล้า หอบขนมไส้งาไปให้เขา &ldq
“นี่ข้าทำให้เจ้านะเสี่ยวเจิน เสด็จแม่บอกว่านกนางแอ่น[1]จะหวนกลับมาทำรังที่เดิมทุกปี เจ้าจะได้กลับมาหาข้าอีกไง”ข้าปักลายผ้าเป็นรูปนกกำลังบิน ท่านอาสะใภ้สามสอนให้ข้าปักลายแปลกๆ ใหม่ๆ หลายแบบ ข้าจึงตั้งอกตั้งใจปักแล้วนำไปเย็บติดกับแถบเข็มขัดด้านในของเสี่ยวเจิน“...”เขาดูอึ้งๆ เพราะลายนกปักมันบูดๆ เบี้ยวๆ ดูไม่ค่อยออกด้วยซ้ำว่าเป็นนกอะไร แต่ข้าก็อยากทำให้เขา “สัญญานะว่าจะกลับมาหาข้าอีก... นะพี่ชาย”“หลินเอ๋อร์...”“หื้ม?”“...”เสี่ยวเจินทำหน้าอึกอัก ข้าไม่ทันฟังให้จบเพราะน้องเสี่ยวซื่อดึงแขนเสื้อข้าพลางร้องปวดฉี่ ข้าจึงต้องอุ้มน้องรีบไปจัดการโดยด่วนข้าชอบฟังท่านอาสามเล่าเรื่องเสือตัวใหญ่ซึ่งถูกท่านอาสามปราบด้วยมือเปล่า ใครมาเยี่ยมแล้วถามถึงหนังเสือผืนใหญ่ที่แขวนอวด ท่านอาก็ฟุ้งเรื่องนี้ได้เป็นวันๆ ไม่มีเบื่อเลย ข้าชอบฟังมาก ไปหาท่านอาสามเมื่อไหร่ก็ขอให้เล่าให้ฟังทุกที 
ข้าคือท่านหญิงลี่หลินแห่งจวนเซินอ๋อง ลูกสาวคนโตของท่านแม่อู๋ซานเหนียงกับท่านพ่อเอี้ยนเซินเจ้าค่ะ ปีนี้ข้าแปดขวบแล้ว มีพี่ชายหนึ่งคนชื่อพี่หยางสือ เขาชอบโม้ว่าตัวเองอายุสิบขวบ โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เฮอะ! โตที่ไหนกัน ช่างเถอะ ข้าไม่สนพี่บ้าๆ คนนี้หรอก“หลินเอ๋อร์ ตื่นได้แล้วลูก”ข้าพลิกตัวหนี ยังไม่อยากตื่น หัวไปทาง ขาไปทาง ยกขาถีบผนังเตียงไปหนึ่งที“เสี่ยวหยาง แม่บอกแล้วใช่หรือไม่ว่าให้นอนแยกเตียงใครเตียงมันได้แล้ว”“หลินเอ๋อร์กระโดดมานอนเตียงนี้แล้วไม่ยอมกลับเองนี่พ่ะย่ะค่ะ” หูข้าได้ยินพี่ชายฟ้องแม่ฉอดๆ ข้าอยากจะลุกขึ้นเถียงนะ แต่ตอนนี้ข้ายังงัวเงีย“หลินเอ๋อร์ ตื่นได้แล้ว ดูสิ เจ้านอนถีบเสี่ยวเจินอีกแล้ว”เสี่ยวเจิน? ใครหว่า... อ๋อ ลูกพี่ลูกน้องของข้าเอง เขาเป็นลูกชายของท่านอาหย่งอาน ท่านอาแต่งกับองค์ชายแคว้นหลี่ ผ่านไปหลายปีถึงได้กลับมาเยี่ยมแคว้นเอี้ยนบ้านเกิด ระหว่างนี้เสี่ยวเจินก็เลยมาพักอยู่กับเราเผียะ!!เจี๊ยก... พอโดนไม้เรียวกระทบก้น ข้าถึงได้ตื่นเต็มตา กระเด้งตัวขึ้นมานั่งเร
เขากำลังชันเข่าเก็บศรเกาทัณฑ์ที่หล่นเกลื่อนกลาด ร่างแข็งแรงเปลือยท่อนบน กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ กระตุกไหวตามท่วงท่า อู๋ซานเหนียงจึงพอใจที่จะมองเขาเงียบๆ แววตาเป็นประกายชื่นชม เมื่อคืนทั้งสองเพิ่งจะร่วมรักกันหนักหน่วงอย่างหมดหัวใจ แสนจะดุดันและดิบเถื่อน ตะกายเข้าหากันครั้งแล้วครั้งเล่าจนหมดเรี่ยวแรงแต่ถึงจะอย่างนั้น ทั้งคู่ก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ“เซินเซิน...” อู๋ซานเหนียงก้าวเข้าไปแต่หยุดยืนห่างจากเขา นางยิ้มอย่างมีความหมายขณะมองเรือนกายกำยำแสนเร้าใจของเขา นึกถึงตอนที่เขากลับจวนหลังจากสิ้นสุดสงครามครั้งใหญ่นั่น นางกับเขาทำสถิติข้ามวันข้ามคืนกันเลยทีเดียว นึกขึ้นมาคราวใดก็อดขำไม่ได้ที่นางกับเขาทำตัวเหมือนพวกตายอดตายอยากขนาดนั้น“หากเรียกข้าด้วยชื่อนั้นต้องมีค่าธรรมเนียมนะเมียข้า” เขาเงยหน้าขึ้นพลางขยิบตา อันเป็นกระบวนท่าร้ายกาจที่สุดกระบวนหนึ่ง แต่อู๋ซานเหนียงมั่นใจว่านางเด็ดกว่านั้น“ข้าไม่มีเงินทองติดกาย แต่ยินดีจ่ายด้วยเนื้อตัว... ท่านจอมทัพพยัคฆ์พอจะผ่อนผันรับไว้ได้หรือไม่” อู๋ซานเหนียงก้มลงหยิบศรเกาทัณฑ์ขึ้นมา จงใจให้ทรวงอก
บัณฑิตจิวจิ่นฟางรู้ข่าวจากน้องสาว เขาก็นั่งเกี้ยวพุ่งมาที่บ้านเฉินจินเหยาทันที“ข้าตั้งใจจะเสนอชื่อน้องสาวเจ้าเข้าวังตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทางหลี่ชุ่ยผินก็เห็นด้วย สั่งให้เหมยเซียงเตรียมตัวเข้าวังตามหลังนางไปได้เลย ข้าให้คนส่งข่าวไปที่บ้านเจ้าแล้ว ป่านนี้คงจะกำลังฉลองอยู่แน่”
“อ้อ... แสดงว่าไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกสินะ” “ใช่ มีกันแค่สองคนพ่อลูกเท่านั้น” เฉินจินเหยาตอบโดยไม่คิดอะไร “นายอำเภออู๋มีตำแหน่งขุนนาง แต่ไม่รู้จักผูกมิตรพ่อค้าคหบดี ฐา
อู๋ซานเหนียงอยู่ท้ายแถวคู่กับผิงผิง ทั้งสองไม่อยากเข้าวังจึงมองดูอยู่เฉยๆ “ทำไมเจ้าไม่อยากเข้าวังละ?” ผิงผิงม้วนผมตัวเองเล่น ใช้ปลายเท้าเขี่ยพื้นไปมาเวลาที่ไม่สบายใจ “ฝ่าบาททรงมีอาย
เอาล่ะ เมื่อถึงเวลาช่วงบ่ายก็เป็นเวลาบันเทิงของนาง อู๋ซานเหนียงถลกแขนเสื้อขึ้นพลางผิวปากเรียกลิ่วล้อซึ่งเป็นเด็กๆ ไปช่วยกันจับปลามาทำกับข้าวกันอีก แต่ผิงผิงเห็นเข้าเสียก่อนจึงลากตัวอู๋ซานเหนียงไปยังบ







