Home / รักโบราณ / ชายาพยัคฆ์ / บทที่ 2 อู๋ซานเหนียง 1

Share

บทที่ 2 อู๋ซานเหนียง 1

บทที่ 2 อู๋ซานเหนียง

                ฤดูใบไม้ร่วง แคว้นเหลียน

สภาพอากาศช่วงนี้ฝนตกหนักต่อเนื่องไม่ขาดระยะ หากไม่ฝนตกก็เมฆหนาครึ้ม ถนนหนทางกลายเป็นมังกรโคลนพาดเลื้อยเลี้ยวหายไปในม่านฝน เมื่อท้องฟ้าครึ้มก็ทำให้เมืองหานซานดูหม่นหมอง เนื่องจากเกิดสงครามแทบจะปีเว้นปี แผ่นดินขาดเอกภาพ เมืองหลวงจึงเริ่มขาดแคลนอาหาร ราชสำนักมีคำสั่งห้ามขายเหล้า ร้านรวงจึงปิดเงียบ แม้แต่ร้านขายเต้าฮวยก็ไม่เปิดขาย มีแค่โรงเตี๊ยมไม่กี่แห่งที่แขวนตะเกียง ส่งแสงริบหรี่ชวนวังเวง

                อำเภอหม่าเจียงเป็นอำเภอเล็กๆ ไกลจากเมืองหลวง ที่นี่เป็นชุมทางลำเลียงเสบียงอาหารและเกลือ เรือขนสินค้ามักจะแวะพักที่นี่ นานวันเข้าก็กลายเป็นชุมชน บริเวณโดยรอบทำนาปลูกข้าวไม่ก็ทำไร่ ตอนนี้การค้าซบเซาเพราะผู้คนถูกเกณฑ์ไปรบกันหมด ชาวบ้านที่เหลืออยู่มีแต่จะยากจนลงต้องใส่เสื้อผ้าเก่าขาด ลำบากไปทุกหย่อมหญ้า

และแล้วอำเภอเล็กๆ แห่งนี้ก็มีคดีความเกิดขึ้น เมื่อนาข้าวที่ชาวบ้านช่วยกันลงแรงปลูกไว้ก็ถูกมือดีทำลายคันนาจนเสียหาย หาตัวคนทำไม่ได้ ยิ่งซ้ำเติมความอดอยากมากขึ้นไปอีก เรื่องนี้กลายเป็นคดีที่น่าปวดหัวและมีชาวนามาร้องทุกข์ทุกวันไม่รู้จบ จนกระทั่งบัณฑิตระดับซิ่วไฉ[1] กล่าวหาตาแก่ซูที่สร้างเฟิงอาศัยอยู่ท้ายนาว่าเป็นผู้ลงมือ

                คดีนี้น่าสังเวชใจ ตาแก่ซูพิการแขนขาดข้างหนึ่งจากภัยสงคราม ไร้ญาติขาดมิตรพเนจรมาอาศัยอำเภอหม่าเจียงเป็นที่ตาย ตาเฒ่าปลูกเฟิงเล็กๆ ตามมีตามเกิดซึ่งยามฝนตกก็ต้องนั่งเปียกฝนตัวสั่น หรือไม่ก็ต้องหลบไปพักในศาลเจ้า อู๋ซื่อหวงเป็นนายอำเภอของที่นี่ยังรู้ว่าตาแก่เป็นคนมีศักดิ์ศรี ไม่เคยขอใครกินและไม่คิดจะเป็นภาระของใคร ใช้มือที่เหลือข้างเดียวทำงานแบกหามตักส้วมแล้วแต่ใครจะจ้าง เขาเป็นคนซื่อๆ ไม่ค่อยพูด จึงไม่รู้เลยว่าไปมีเรื่องขัดหูขัดตาบัณฑิตซิ่วไฉผู้แต่งกายหรูหราได้อย่างไร

“เปิดศาล” อู๋ซื่อหวงนั่งอยู่หลังโต๊ะพิจารณาคดีภายในที่ว่าการอำเภอ ร้องสั่งเจ้าหน้าที่ “เบิกตัวผู้เกี่ยวข้องในคดีทำลายคันนาข้าว”

บรรดาเจ้าหน้าที่ขานรับเป็นทอดๆ ดังสนั่น บรรยากาศภายในศาลเคร่งขรึมทันที บัณฑิตซิ่วไฉนามว่าจิวจิ่นฟางก้าวนำเข้ามาอย่างสง่างาม ในมือโบกพัดวาดลวดลายสูงค่า ส่วนอีกคนคือตาแก่ซูแขนด้วน เดินขากะเผลกหลังงองุ้ม ใส่ชุดนักโทษเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าศาล ทั้งหมดแจ้งชื่อต่ออู๋ซื่อหวงโดยจิวจิ่นฟางยืนกอดอกอย่างถือตัว

“คุกเข่า!!” อู๋ซื่อหวงตบไม้ประจำศาลดังสนั่น จิวจิ่นฟางถือตัวเป็นลูกเศรษฐีในอำเภอแค่ไหนก็ต้องยอมคุกเข่าลง

คดีความนี้ง่ายมาก เพราะจิวจิ่นฟางเป็นผู้ชี้ตัวว่าตาเฒ่าซูคือคนร้าย หลักฐานคือมือที่เหลือข้างเดียวเปรอะเปื้อนดินโคลน ตอนที่จับกุมมีชาวบ้านหลายคนเห็นจึงมีพยานชี้ตัวแน่นหนา นายอำเภออู๋ซื่อหวงรู้นิสัยของตาเฒ่าซูดีว่าไม่ใช่คนเหลวไหล ดังนั้นจึงอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร

“คดีนี้ไม่ซับซ้อนเลยสักนิด ชาวบ้านหลายคนรวมทั้งซิ่วไฉจิ่นฟางเป็นพยานเห็นว่าเจ้ากำลังทำอะไรลับๆ ล่อๆ ที่คันนา เจ้าเป็นคนทำลายคันนาใช่หรือไม่”

ตาแก่ซูตัวสั่นงกๆ เงิ่นๆ พยายามใช้มือไม้ซึ่งหยาบกร้านราวกับเปลือกไม้กราบคำนับ “ใต้เท้า ผู้น้อยมิได้มีเจตนาเช่นนั้นแม้แต่น้อย”

“แล้วเจ้าไปทำอะไรที่นั่นตอนฝนตกหนัก ซิ่วไฉจิ่นฟางร้องทุกข์ว่าเจ้าจงใจทำลายคันนาเพื่อให้เจ้าของนาทั้งหลายจ้างงานเจ้าซ่อมคันนา เป็นความจริงหรือไม่”

“มะ...ไม่จริงขอรับ ผู้น้อยยากจนก็จริง แต่ไม่เคยทำเรื่องผิดต่อฟ้า ผู้น้อยแก่ชรามากแล้ว ยามหิวจึงลงไปจับปลาในนามากิน ถึงจะยากลำบากไร้ญาติมิตร แต่ขอเพียงแค่มีคนจ้างหาบน้ำตักส้วม ผู้น้อยก็พอประทังชีวิตแล้ว ผู้น้อยทำนามาตลอดชีวิตย่อมรู้ว่าเป็นงานหนัก แล้วจะทำลายคันนาที่ชาวบ้านลงแรงเหนื่อยยากไปเพื่ออะไร”

บัณฑิตหนุ่มนิ่งฟังมานานจึงหัวเราะเยาะใส่

“จับปลา? ในนาข้าวมีปลาอะไรให้เจ้ากิน? ข้ากับชาวบ้านเห็นอยู่ชัดๆ ว่าเฒ่าแขนด้วนอย่างเจ้าเอามือล้วงเข้าไปในคันนา เจ้าทำอะไรไว้ย่อมรู้อยู่แก่ใจ อย่าอ้างโน่นอ้างนี่เลยตาเฒ่า ตอนนี้บ้านเมืองอยู่ในภาวะคับขัน ข้าวแต่ละเม็ดมีค่าดั่งทอง ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้แต่ละอำเภอส่งภาษีข้าวเพื่อเตรียมสู้รบ อำเภอหม่าเจียงเป็นแหล่งปลูกข้าวที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด ชาวนาทุกคนในอำเภอหม่าเจียงร่วมแรงร่วมใจกันทำนาหล่อเลี้ยงคนทั้งกองทัพ แต่เจ้าจงใจทำลายนาข้าว ครั้งนี้บัณฑิตผู้อุทิศตนรับใช้แผ่นดินอย่างข้านี่แหละจะเป็นคนออกหน้า เอาผิดเจ้าให้ได้!”

จิวจิ่นฟางพูดจาใหญ่โต มีแต่น้ำไม่มีเนื้อ เวลาพูดไปก็บิดมุมปากเหยียดไปซ้ายทีขวาที ทำสีหน้าแสนหยิ่งผยองสะใจ เขาเป็นซิ่วไฉคำพูดย่อมมีน้ำหนักมากกว่าตาแก่ตักส้วมหลายร้อยเท่า ตาเฒ่าตาแดงก่ำ หันไปคำนับบัณฑิตซิ่วไฉและอู๋ซื่อหวงปะหลกๆ พร่ำร้องทุกข์ว่าตนบริสุทธิ์ อู๋ซื่อหวงสงสารแต่ก็ต้องตัดสินไปตามพยานหลักฐาน

“ข้าเองก็จนใจ เจ้ายินดีจะถูกปรับหรือถูกโบย”

ทุกคนในศาลเงียบกริบเมื่อตาเฒ่าแขนด้วนก้มหน้าร้องไห้ ส่วนจิวจิ่นฟางลอบยิ้มอย่างลำพองใจที่สามารถจับคนร้ายสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง หนำซ้ำเขานึกอยากจะกำจัดตาเฒ่าซูมานานแล้ว คราวนี้สบโอกาสจึงกัดไม่ปล่อย ตาเฒ่ารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจแค่ไหนแต่ก็ไม่มีทางสู้

“ผู้น้อย...ผู้น้อยไม่มีเงิน ยินดีถูกโบยขอรับ”

“ได้ ข้าจะตัดสินลงโบยยี่สิบไม้... เจ้าหน้าที่”

อู๋ซื่อหวงถอนหายใจพลางหยิบป้ายคำสั่ง แต่ยังไม่ทันโยนออกไป จิวจิ่นฟางก็สวมบทคนใจบุญ รีบร้องทักท้วงทันที “ใต้เท้า ตาเฒ่าซูอายุมากแล้วคงจะทนถูกโบยไม่ไหวหรอก ข้าขอเสนอให้โขกคำนับแทนจะดีกว่า ข้า... จิวจิ่นฟาง บัณฑิตซิ่วไฉแห่งหม่าเจียงจะเป็นตัวแทนของชาวอำเภอ รับการคำนับขออภัยจากเฒ่าซูเอง จากนั้นก็เลิกแล้วต่อกัน”

อู๋ซื่อหวงส่ายหน้า “เจ้าจะลบหลู่ตาเฒ่าเช่นนั้นได้อย่างไรกัน”

“ก็ให้เขาเลือกเอง ข้าไม่ได้บังคับ ชาวบ้านที่ยื่นฟ้องมีร่วมๆ ร้อยคน งั้นก็คำนับโขกศีรษะหนึ่งร้อยครั้งก็แล้วกัน” จิวจิ่นฟางกางพัดจีบดังพรึ่บ โบกไปมาช้าๆ “ว่าไงตาเฒ่า”

“ผะ...ผู้น้อยแก่แล้ว ทนถูกโบยไม่ไหว และไม่มีผู้ใดดูแล ผู้น้อย...ผู้น้อยยอมขอรับ”

“ใต้เท้า นักโทษยอมรับแล้ว”

“เฮ้อ! เจ้าหน้าที่ ยกเก้าอี้มาให้ซิ่วไฉรับการคารวะ” อู๋ซื่อหวงขัดใจยิ่งนัก ตามกฎหมายแล้วสามารถใช้การโขกศีรษะแทนค่าปรับได้ แต่ตาเฒ่าซูอายุเกือบเจ็ดสิบแล้ว และเป็นอดีตทหารออกรบจนพิการ อย่างน้อยๆ ชีวิตบั้นปลายก็ไม่ควรถูกเด็กรุ่นหลังกลั่นแกล้งรังแกเช่นนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่ยกเก้าอี้มาให้บัณฑิตหนุ่ม เขาก็นั่งลงอย่างคนใหญ่คนโต กระดิกปลายเท้าไปมาสบายอารมณ์

เฒ่าซูคุกเข่าอยู่ที่ปลายเท้าของซิ่วไฉ ตัวสั่นงกเงิ่น ในขณะที่ชายชรากำลังจะโขกศีรษะลงนั่นเอง เด็กสาวชุดสีชมพูอ่อนเปรอะคราบดินโคลนทั้งตัวก็วิ่งถลาเข้ามา แม้ว่าตามไรผมจะมีเหงื่อเท่าเม็ดถั่วเขียวและอ้าปากหอบหายใจเหนื่อย แต่แววตาและรอยยิ้มของนางเจิดจ้าราวกับดวงตะวันน้อยๆ ดูแวบเดียวก็รู้ว่านางช่างแก่นแก้วและฉลาดเฉลียว นางยิ้มให้ตาเฒ่าซู ก่อนจะคุกเข่าลงคำนับศาล

“เรียนใต้เท้า ผู้น้อยชื่ออู๋ซานเหนียง นำตัวคนร้ายตัวจริงมาส่งให้แล้วเจ้าค่ะ ตามจับตั้งแต่เช้า เหนื่อยมากๆ”

อู๋ซานเหนียงร้องบอกเสียงใส นางตัวเล็กนิดเดียว มีรอยยิ้มซุกซน มองผ่านๆ ครั้งแรกก็ดูธรรมดา แต่อู๋ซานเหนียงมีเสน่ห์บางอย่างดึงดูดให้ผู้พบเจอต้องหันมามองซ้ำและพินิจความงามของนาง ดวงตากับเรือนผมสีดำขลับและรูปร่างแตกเนื้อสาวชวนให้ลมหายใจของผู้ชายทั้งหลายขาดห้วง เวลาที่แสงอาทิตย์ไล้ผ่านผิวขาวละมุนทำให้คนที่ได้พบนึกถึงดอกบัวผลิบานฤดูวสันต์

[1] ผู้เข้าสอบเป็นขุนนาง หากสอบระดับอำเภอผ่านจะเรียกว่าซิ่วไฉ มีสิทธิ์เข้าสอบระดับมณฑลต่อไป

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ชายาพยัคฆ์   บทที่ 28 อ้อนเมีย 2

    อู๋ซานเหนียงกลับมาอีกครั้งด้วยสีหน้าเรียบเฉย เมื่อวางอาหารจานแรกที่ทำให้เขากินลงบนโต๊ะ มันคือข้าวก้นหม้อบิเป็นแผ่นเล็กๆ นำไปทอด เวลากินก็ทำน้ำแกงใส่กุ้งใส่ไก่หรืออะไรก็ได้ที่เหลือในครัว ปรุงรสแล้วใส่แป้งมันให้น้ำแกงข้น เทราดลงไปบนข้าวตังร้อนๆ ครบเครื่องทั้งสีสัน ความหอม ความอร่อยและเสียงข้าวตังดังกรุบกรอบที่ชวนรับประทาน อู๋ซื่อหวงตกใจที่อู๋ซานเหนียงเอาข้าวก้นหม้อให้ท่านเซินอ๋องกิน แต่เอี้ยนเซินรีบคว้าตะเกียบลิ้มรสอย่างว่องไว พอเคี้ยวเข้าไปคำแรก กับข้าวทุกจานที่อยู่บนโต๊ะก็พลอยถูกกวาดเรียบราวกับเกิดพายุหอบ “อาหารจานนี้คืออะไรหรือ อร่อยเหลือเกิน” “เอ่อ... เอ่อ... ก็เป็นอาหารบ้านๆ ทั่วไปพ่ะย่ะค่ะ”อู๋ซื่อหวงตอบไม่ถูก สมแล้วที่เป็นราชนิกุล แม้แต่ข้าวก้นหม้อยังดูไม่ออก อู๋ซานเหนียงกลั้นหัวเราะมานาน ตอนแรกตั้งใจว่าจะแกล้งดัดนิสัยพระสวามีอีกสักวันสองวัน พอเห็นเ

  • ชายาพยัคฆ์   บทที่ 28 อ้อนเมีย 1

    บทที่ 28 อ้อนเมียเอี้ยนเซินเพิ่งได้รับรายงานว่าหลิวอวี้ทำภารกิจลับสำเร็จ เขานึกถึงอู๋ซานเหนียงทันที อยากจะเห็นรอยยิ้มของนางใจจะขาด อยากจะรู้ว่ามันเพียงพอชดใช้ความผิดพลาดที่เขากระทำลงไปหรือไม่ ดังนั้นเอี้ยนเซินจึงควบเจ้ามังกรทะยานมาจากค่ายทหาร พุ่งตรงกลับเข้าจวนโดยไม่หยุดพัก สารรูปจึงดูเหมือนโจรป่าตัวเหม็นโทรมๆ หนวดเคราไม่ได้โกน ร่างสูงใหญ่ไม่ได้คิดอะไร สนใจแค่ว่านางอยู่ที่ไหนเท่านั้นวันนี้อากาศเริ่มอุ่นขึ้นแล้ว หิมะละลายเหลือเพียงก้อนน้ำแข็งเป็นหย่อมๆ ตามซอกตามมุม ต้นไม้ใบหญ้ากำลังผลิใบรับแสงตะวันอันแรงกล้า ตอนที่เอี้ยนเซินกลับไปถึง อู๋ซานเหนียงกำลังทำกับข้าวในครัวเพื่อดูแลบิดาด้วยตนเอง อาหารที่นางทำก็เป็นของง่ายๆ อย่างผัดผักและปลานึ่ง กินกับข้าวต้มหุงร้อนๆ นั่งล้อมวงกินข้าวกันอย่างมีความสุข คนที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านและไม่มีอะไรใส่ท้องตั้งแต่เมื่อวานจึงกลืนน้ำลายเอือกใหญ่อู๋ซื่อหวงพักฟื้นสุขภาพอย่างดี สองแก้มที่ซูบผอมจึงเริ่มแดงระเรื่อขึ้นอย่างแข็งแรง บาดแผลทั้งหลายบนร่างกาย อู๋ซานเหนียงเป็นผู้ดูแลเองทั้งหมด ไม่ยอมให้ใครทำแทน

  • ชายาพยัคฆ์   บทที่ 27 ผิงผิง 4

    “สกุลหยงต้องหนีตายออกมาจากหม่าเจียง ตอนแรกก็ว่าจะไปหาญาติที่เมืองหลวง แต่ระหว่างทางถูกดักปล้นเงินทองไปเกือบหมด ญาติพี่น้องที่หานซานก็ไม่ยอมรับ พวกเราจึงอพยพหนีมาที่แคว้นเอี้ยน ตั้งใจว่าจะไปตายเอาดาบหน้า ท่านพ่อของข้าก็โชคร้ายถูกคนชั่วฆ่าตาย โชคดีที่เจอท่านเซินอ๋องรับครอบครัวของข้ามาอยู่ที่จวน ข้าจึงขายตัวเป็นบ่าวเอาเงินมาฝังศพท่านพ่อ” “เป็นบ่าว?” “ใช่ เจ้าคงไม่รังเกียจข้าใช่หรือไม่” “ข้ารังเกียจ” ผิงผิงตอบอย่างไร้น้ำใจ “ขึ้นชื่อว่าบ่าว เมื่อเป็นแล้ว ถึงจะหาเงินไถ่ตัวออกไปได้แต่ก็ต้องถูกตราหน้าไปจนวันตาย ข้าไม่ต้องการเป็นเมียบ่าว ไม่คิดจะเป็นขี้ข้ารองมือรองเท้าใครไปตลอดชาติ ตามหลักแล้วตั้งแต่ข้าออกจากหม่าเจียง สัญญาหมั้นของเราก็ถือว่าจบ&rdquo

  • ชายาพยัคฆ์   บทที่ 27 ผิงผิง 3

    “กระหม่อมแค่ทำตามรับสั่งของท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ เอ่อ... ที่จริงแล้วยังมีอีกคนที่ช่วยพ่ะย่ะค่ะ”“ใครหรือ”“ใครก็ได้ไปพานางมาที” หลิวอวี้ปรบมือ สักพักเสี่ยวเม่ยก็ประคองหลี่ชุ่ยผินเข้ามา นางต้องใช้ไม้เท้าเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า มือไม้ไขว่คว้าไปข้างหน้า พอได้ยินเสียงอู๋ซานเหนียง หลี่ชุ่ยผินจึงหันมายิ้มให้นางตาบอดอู๋ซานเหนียงสับสนเพราะเข้าใจมาตลอดว่าเอี้ยนเซินประหารหลี่ชุ่ยผินไปแล้ว นางจึงจ้องหน้าหลี่ชุ่ยผินเหมือนไม่เชื่อดวงตาตัวเอง “ไหนพวกเขาบอกว่าท่านถูกฆ่าตายไปแล้ว”“ตอนแรกข้าก็คิดว่าไม่รอดแล้ว ไหนๆ ก็จะต้องตาย ข้าจึงเสี่ยงตัดสินใจสารภาพเรื่องทุกอย่าง” เพื่อพิสูจน์คำพูด หลี่ชุ่ยผินจึงทำร้ายดวงตาของตัวเองจนบอด อู๋ซานเหนียงก็ยิ่งร้องไห้เสียใจแต่หลี่ชุ่ยผินเข้มแข็งกว่าที่คิด “ท่านเซินอ๋องสั่งให้องครักษ์หน่วยพยัคฆ์ออกเดินทางไปหานซานทันที แต่ลูกชายข้า...”หลี่ชุ่ยผินน้ำตาซึม น้ำเสียงสั่นเทาแต่ก็ยังคงไม่ยอมแพ้ “เขาร่วมมือช่วยพาท่านอู๋ออกจากคุก... แต่เขาหนีไม่ทัน”

  • ชายาพยัคฆ์   บทที่ 27 ผิงผิง 2

    อู๋ซานเหนียงสบตานิ่ง “เหตุผลของเจ้ามีเท่านี้เองหรือ” “ฮึ! สุดท้ายเจ้าก็ไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย ไม่เคยเห็นหัวข้าในสายตา” ผิงผิงร้องไห้ออกมาอย่างแค้นใจ “เจ้าบอกข้าว่าจะปกป้องข้า ดูแลข้า แล้วตอนที่ไอ้จิวจิ่นฟางมันย่ำยีข้า เจ้ามุดหัวหายไปอยู่ที่ไหน! ข้ากำลังจะได้แต่งงานมีความสุขอยู่ที่หม่าเจียง แต่เป็นเพราะเจ้า! เจ้าทำลายทุกอย่าง แต่วาสนาของเจ้าได้เป็นพระชายาเซินอ๋อง ส่วนข้าได้เป็นแค่นางกำนัลรับใช้ เจ้ามองข้า เหยียดหยามข้าเพราะคิดว่าข้ามันน่าสมเพช! ไม่ว่าข้าจะชอบอะไรหรือชอบใคร เจ้าก็ต้องโผล่มาแทรกกลาง แย่งทุกสิ่งไปจากข้าเสมอ รู้อะไรไหม ข้าไม่ได้ชอบคุณชายหยงเลยสักนิด แต่เป็นเพราะเขาสนใจเจ้า ข้าก็เลยแย่งชิงเขามาบ้าง ฮ่าๆ เป็นไง เจ็บปวดใจมั้ยละ” อู๋ซานเหนียงรับฟังเงียบๆ รอจนผิงผิงระเบิดโทสะจนจบ&n

  • ชายาพยัคฆ์   บทที่ 27 ผิงผิง 1

    บทที่ 27 ผิงผิง อู๋ซานเหนียงไม่ได้อยากเอาความหงุดหงิดไปลงที่เขาเลย บางทีเห็นเขายืนหงอยอยู่นอกห้อง นางก็อดสงสารไม่ได้ แต่พอเขาเข้าใกล้มันก็สุดจะทานทน ดังนั้นจึงนางคิดวิธีเขียนจดหมายส่งให้แทน ระหว่างที่นางกำลังร่ายคำขอร้องเรื่องที่คุยค้างกันไว้ เสี่ยวเม่ย นางกำนัลประจำตัวคนใหม่ของอู๋ซานเหนียงก็ตรงเข้ามาคำนับอย่างนอบน้อม“พระชายา... นางกำนัลผิงผิงทูลขอเข้าเฝ้าหลายครั้งแล้ว ท่านต้องการพบนางหรือไม่” ผิงผิง? นางมัวแต่จดจ่อเรื่องบิดาจนลืมเพื่อนคนนี้ไปเสียสนิท อู๋ซานเหนียงจึงหันหน้าขวับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย “อย่าเรียกข้าเช่นนั้นอีก ตอนนี้ผิงผิงอยู่ที่ไหน? นางสบายดีหรือไม่ รบกวนพวกเจ้าพานางมาพบข้าได้ไหม” “เพคะ”&

  • ชายาพยัคฆ์   บทที่ 2 อู๋ซานเหนียง 2

    ปีนี้นางอายุสิบหกแต่ยังไม่มีคุณชายบ้านไหนสนใจส่งแม่สื่อมาทาบทาม อาจจะเป็นเพราะชื่อเสียงกิตติศัพท์ด้านไม่ดีไม่งามทั้งหลายดังกระฉ่อน หรืออาจจะเป็นเพราะเมื่อปีที่แล้วนางถีบคุณชายบ้านไหนสักบ้านตกน้ำ บรรดาแม่สื่อจึงพากันขีดฆ่าชื่อของนางทิ้งไป“ใต้เท้าโปรดพิจารณาด้วย คนร้ายอยู่ที่นี่แล้ว” อู๋ซานเหนียงเช็

  • ชายาพยัคฆ์   บทที่ 1 เจ้าสาวที่น่ารังเกียจ 2

    “พูด!!”“กระ...กระหม่อม...” ผู้ใดไม่มีขวัญกล้าหาญล้วนสะดุ้งไหว บรรดาทหารกร้านศึกต่างยืนนิ่งราวกับศิลา จะมีก็แต่ขุนนางอ้วนทั้งสามที่กระถดตัวถอยหนี“องค์ชายอย่าเพิ่งกริ้ว เหลียนอ๋องทรงชี้แจงว่านี่เป็นการกระทำโดยพลการของแม่ทัพชายแดน ดังนั้นเพื่อแสดงความจริงใจ เหลียนอ๋องจึงยินยอมลงนามเจรจาเป็นพันธมิตร

  • ชายาพยัคฆ์   บทที่ 1 เจ้าสาวที่น่ารังเกียจ 1

    จากใจนักเขียน เดิมทีปุ๋มตั้งใจว่าจะตั้งชื่อเรื่องชายาพยัคฆ์เป็นชื่ออื่นที่แสนหวานพาฝันกว่านี้ แต่ความแกร่ง สู้คนของนางเอกเหมาะกับชื่อชายาพยัคฆ์นี้แล้ว อู๋ซานเหนียง นางเอกของนิยายเรื่องนี้เป็นเพียงลูกสาวขุนนางตำแหน่งเล็กๆ ในอำเภอห่างไกล เป็นแค่ผู้หญิงหน้าตาธรรมดาๆ มีสติปัญญาแต่ชาติกำเ

  • ชายาพยัคฆ์   บทที่ 3 คัดเลือกตัว 5

    บัณฑิตจิวจิ่นฟางรู้ข่าวจากน้องสาว เขาก็นั่งเกี้ยวพุ่งมาที่บ้านเฉินจินเหยาทันที“ข้าตั้งใจจะเสนอชื่อน้องสาวเจ้าเข้าวังตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทางหลี่ชุ่ยผินก็เห็นด้วย สั่งให้เหมยเซียงเตรียมตัวเข้าวังตามหลังนางไปได้เลย ข้าให้คนส่งข่าวไปที่บ้านเจ้าแล้ว ป่านนี้คงจะกำลังฉลองอยู่แน่”

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status