LOGIN“เจ้า!! พูดจาเหลวไหล!”
จิวจิ่นฟางโกรธจัดเกือบจะบันดาลโทสะ แต่เป็นเพราะเป็นคนมีชนักปักหลัง แอบลักลอบเล่นชู้กับแม่เลี้ยงสาวของตนเอง จิวจิ่นฟางจึงยืนนิ่ง หน้าแดงก่ำเหมือนตับหมู เรื่องนี้ชาวบ้านก็พอรู้แต่ไม่มีใครกล้าพูด เมื่อมีเหตุการณ์ชี้ตัวจับผู้เฒ่าเข้าคุก แถมยังจงใจลบหลู่ฐานะของตาเฒ่าเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ บรรดาชาวบ้านจมูกไวต่อเรื่องฉาวโฉ่อยู่แล้วจึงยิ่งโหมกระพือไปกันใหญ่
“อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้ว เป็นถึงซิ่วไฉแต่กลั่นแกล้งคนแก่ไม่มีทางสู้”
“นั่นสิ ลองคิดดู เจ้าเฒ่าจิวแก่ตายเมื่อปลายปี แล้วจู่ๆ ฮูหยินสาวก็คลอดลูกปีถัดมา นับเดือนดูแล้วยังไงก็เกินสิบเดือน เอ... หรือว่า...”
บัณฑิตหนุ่มเป็นคนจำพวกอาศัยอยู่ในบ่อ เห็นท้องฟ้านิดเดียวแต่คิดว่าตนเป็นบัณฑิตกว้างขวาง แค่เจอเสียงซุบซิบก็ยืนตัวตรงไม่ได้เสียแล้ว
“จิวจิ่นฟาง คุกเข่าลงและขออภัยเฒ่าซู จากนั้นก็ถือว่าเลิกแล้วต่อกัน” อู๋ซื่อหวงพูดเสียงห้วน จิวจิ่นฟางเป็นลูกเศรษฐีและใช้เงินจำนวนสามพันตำลึงซื้อตัวผู้คุมสอบจึงได้หมวกซิ่วไฉมาใส่ ที่ผ่านมาเป็นที่นับหน้าถือตาของชาวหม่าเจียงอย่างยิ่ง หากยอมคำนับคนตักส้วม เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
“เชิญเฒ่าซูนั่งเก้าอี้ รับการคารวะจากท่านซิ่วไฉ”
“บัดซบ! ข้าเป็นถึงซิ่วไฉคนแรกของหม่าเจียง รองเท้าข้างเดียวของข้ายังแพงกว่าเงินเดือนของเจ้า ไอ้คนไม่รู้จักบุญคุณ พ่อข้าเป็นคนให้เจ้ากู้ยืมเงินมารักษาเมีย จำไม่ได้รึ?!”
“สามหาว!” อู๋ซื่อหวงตบไม้ประจำศาลดังสนั่น โยนป้ายคำสั่งลงบนพื้น “เจ้าเป็นแค่ซิ่วไฉ แต่กระทำตัวเป็นศาลเตี้ยตามใจชอบ อาละวาดด่าทอในศาล ลบหลู่ขุนนางขั้นสี่ เจ้าหน้าที่! ถอดหมวกของเขาออก ปลดจากตำแหน่งซิ่วไฉ โบยยี่สิบไม้”
“ถ้ากล้าก็ลองดูสิ! ข้าเป็นญาติกับท่านมหาเสนาบดีกวง ถ้าไม่กลัวหัวหลุดก็เข้ามา”
“หึ! ต่อให้เจ้าเป็นเชื้อพระวงศ์ ข้าก็โบยเจ้าได้ เจ้าหน้าที่!!”
“ขอรับ!” เจ้าหน้าที่ศาลขานรับโดยพร้อมเพรียง จิวจิ่นฟางทำตัวกร่างตั้งแต่เล็กจนโต เมื่อท่านนายอำเภอออกหน้าจัดการ พวกเจ้าหน้าที่จึงถลาเข้ากับกุม ถอดหมวกตำแหน่งซิ่วไฉและกดจิวจิ่นฟางไว้กับพื้น ลงไม้โบยตีอย่างหนักจนขาหัก ก่อนจะลากตัวพามาโขกศีรษะขอขมาตาเฒ่าซู คดีนี้ก็ถือว่าสิ้นสุด
เฒ่าซูคำนับขอบคุณนายอำเภอปะหลกๆ ร้องห่มร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจที่อู๋ซานเหนียงช่วยปกป้องศักดิ์ศรีของเขาไว้
อู๋ซานเหนียงหัวเราะปากกว้าง เดินจูงมือเด็กๆ ซ้ายขวา ทุกคนต่างดีใจที่ช่วยเหลือตาเฒ่าซูไว้ได้ทัน เด็กสาวจึงเตรียมจะชวนเด็กๆ ไปไล่จับปลาไหลในนากันอีก แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นธรณีประตูศาล อู๋ซื่อหวงก็ตวาดดังลั่นจนโรงศาลสะเทือน
“ยังจะกล้าหนีออกไปเที่ยวเล่นอีกงั้นรึ! วันๆ เอาแต่ตกปลา กัดจิ้งหรีด สารรูปนับวันจะยิ่งเหมือนผีเข้า”
อู๋ซานเหนียงมิได้สะดุ้งสะเทือน นางประสานมือคารวะพลางยิ้มประจบเอาใจ “ท่านพ่ออย่าเพิ่งบ่นสิ วันนี้ข้าตัวเปื้อนโคลนก็เพื่อช่วยคน ช่วยชีวิตคนกุศลยิ่งกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้นนะเจ้าคะ”
“ไม่ต้องมาเล่นลิ้น บอกพ่อมา เจ้าแอบใส่น้ำมันเมล็ดฝ้ายผสมในอาหารไก่ของยายเจี๋ยชุ่นก็เป็นการสร้างกุศลใช่หรือไม่”
ชะอุ่ย... อู๋ซานเหนียงหุบยิ้มระรื่นฉับ ยายเจี๋ยชุ่นชอบปล่อยห่านมาไล่กวดเด็กๆ อู๋ซานเหนียงจึงแก้เผ็ด หยอดน้ำมันเมล็ดฝ้ายให้ไก่ทั้งเล้ากิน น้ำมันเมล็ดฝ้ายมีฤทธิ์ทำให้เป็นหมัน ไก่กินเข้าไปก็ไม่ออกไข่ นึกไม่ถึงว่าท่านพ่อจะรู้
“ท่านพ่อ... ข้ารู้ตัวว่าข้าเกเร แต่น้ำใสเกินไปมักจะไม่มีปลา[1]นะเจ้าคะ ตั้งแต่เด็กจนโตข้าต้องตื่นยามเถาะ[2] เก็บกวาดเช็ดถูทำงานบ้าน ขนเสื้อผ้าไปซักที่แม่น้ำ ตระเตรียมอาหาร จุดธูปไหว้มารดาและสวดมนต์ เสร็จแล้วก็ศึกษาตำรา ฝึกเขียนตัวอักษร ท่องบทกลอนให้ได้วันละบท ยามมะโรง[3]ทอผ้าเย็บปักถักร้อย ยามมะแม[4]ก็ต้องไปฝึกกิริยาที่บ้านอาจารย์เฉิน แล้วรีบกลับมา...”
“ไม่ต้องเบี่ยงเบนประเด็น! ลูกสาวบ้านไหนๆ ก็ต้องรับผิดชอบงานบ้านงานเรือนกันทั้งนั้น! เจ้าเห็นหนังสือร้องเรียนบนโต๊ะข้าหรือไม่” อู๋ซื่อหวงทุบโต๊ะดังปัง ด่ากราดไม่เลี้ยง
“ข้า... ข้าแค่อยากจะบอกว่าข้าอยากไปเที่ยวเล่นบ้าง”
“แล้วทุกวันนี้เจ้าไม่ได้เที่ยวเล่นอยู่รึ?!! เอกสารกว่าครึ่งเป็นหนังสือร้องเรียนเรื่องพฤติกรรมของเจ้า! อ้อ... แล้วเมื่อวานเจ้าแอบปีนรั้วเข้าไปเก็บลูกพลับในบ้านสกุลจวงใช่หรือไม่ ข้าเป็นนายอำเภอผู้ดูแลกฎหมาย หากเจ้าทำผิดกฎ ละเมิดผู้อื่น ไม่มีหัวคิดแล้วยังกล้าเถียงว่าตัวเองไม่ผิด แล้วใครจะนับถือกฎหมายอีก”
นางโดนบิดาด่าจนสลดเป็นผักตากแดด
“ท่านพ่อ... ข้า... ผิดไปแล้ว...”
“ไป จงนำแม่ไก่ตัวใหม่ไปชดใช้ให้ยายเจี๋ยชุ่น และลงโทษคุกเข่าสำนึกผิดหน้าป้ายวิญญาณของแม่เจ้าจนกว่าข้าจะอนุญาตให้ลุกขึ้น ส่วนพวกเจ้าแต่ละคนยังไม่รีบกลับบ้านกันอีก ถ้ายังกล้าโผล่หน้ามาข้าจะจับใส่คุก ไป!”
เมื่อโดนบิดาด่าเละจนไม่เหลือชิ้นดี เหล่าเด็กๆ บริวารของอู๋ซานเหนียงแตกกระเจิง ส่วนเจ้าหน้าที่ศาลแต่ละคนทำหน้าเฉยๆ เพราะท่านนายอำเภอดุคุณหนูอู๋ทุกวันจนพวกเขาชินแล้ว ถึงอู๋ซานเหนียงจะแก่นแค่ไหน แต่ถ้าบิดาโกรธจนคว้าไม้เรียวขึ้นมาเมื่อไหร่ เมื่อนั้นเนื้อน่องก็แตกซิบๆ ช่วยรักษาอาการแก่นได้สองสามวัน เมื่ออู๋ซื่อหวงชูไม้เรียวขึ้นมาวางบนโต๊ะ เด็กสาวจึงคอตก เดินกลับเข้าไปด้านในที่พักของตนโดยดุษฎี แต่ก็ไม่วายร้องอุทธรณ์
“ท่านพ่อจ๋า... ข้าขอกินข้าวก่อนได้มั้ย”
ไม้ประจำศาลลอยละลิ่วมาตั้งแต่นางยังไม่ทันพูดจบ อู๋ซานเหนียงจึงรีบเผ่นว่องไว ไม่กินก็ไม่กิน ไม่เห็นต้องโกรธเลย
[1] กฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไป คนก็อยู่ยาก อึดอัดใจ
[2] เหม่าสือหรือยามเถาะ คือเวลาระหว่าง 05:00-07:00 น.
[3] เฉินสือหรือยามมะโรง คือเวลาระหว่าง 07:00-09:00 น.
[4] เว่ยสือหรือยามมะแม คือเวลาระหว่าง 13:00-15:00 น.
“ข้า... ข้าคิดว่าเราควรจะทบทวนกันใหม่ เราควรจะ...”“จูบ”“เอ้อ จูบ” ข้าโคลงศีรษะไปมา ก่อนจะตัดสินใจเงยหน้า ยืดตัวขึ้นแต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่กล้าประทับริมฝีปากลงไป เอาแต่พ่นลมหายใจอุ่นๆ ใส่กันอย่างเอาเป็นเอาตายเท่านั้นเอง“ถ้าเจ้าไม่จูบ ข้าจะจูบแทนนะ”“ก็ข้า...”“ถ้าให้ข้าจูบ รับรองว่าจะไม่จบแค่จูบนะ”“ไม่เอานะ”“งั้นจูบ อย่าอิดออด”ข้าตัดสินใจรวบรวมความกล้า หลับหูหลับตากดริมฝีปากลงไป แต่สิ่งที่ข้าจูบกลับไม่ใช่ริมฝีปากของเสี่ยวเจิน แต่เป็นตำราเล่มหนึ่ง“เป็นสาวเป็นแส้ ริอ่านทำตัวยั่วยวน”พี่หยางสือโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เอาตำรากุลสตรีมาขวางกลางได้พอเหมาะพอเจาะ จากนั้นก็เอาตำรานั่นโบกศีรษะข้ากับเสี่ยวเจินคนละที เส้นเลือดบนขมับเสี่ยวเจินปูด แต่เขาไม่พูดอะไร“พี่หยางสือ ตามมาถึงนี่ มีธุระอะไร”“ขนลุก ขนลุก เจ้าเรียกข้าเป็นพี่แบบนี้ ข้าขนลุก” พี่หยางสือเกาแขนเกาขา
ข้าชื่อลี่หลิน... องค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นเอี้ยน แล้วก็... ข้ากำลังถูกลักพาตัว ขณะที่ม้าศึกของโจรบ้ากำลังวิ่งควบท่ามกลางแสงตะวัน สีหน้าของข้ายังคงแตกตื่น สองมือพยายามคว้าบังเหียนม้าเพื่อหยุด แต่มือสากกระด้างของคนที่นั่งอยู่ข้างหลังข้าตะปบมือข้าไว้ กลายเป็นว่าเราจับมือกันควบม้า คนที่ลักพาตัวข้ามาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นลูกพี่ลูกน้องของข้า...เซวียนเจิน ไอ้บ้า “หลินเอ๋อร์ เจ้าไม่ควรใจร้อนนะ” &
เขาเติบโตเป็นชายฉกรรจ์องอาจผ่าเผย ร่างกายสูงใหญ่ล่ำสัน พูดจาสุภาพนุ่มนวล ความสามารถเก่งรอบด้านและเชี่ยวชาญการใช้กลศึก เขาเป็นพี่ชายที่ข้าชื่นชอบมาก แต่เขาไม่ยอมคุยกับข้าอีกเลย ข้าได้แต่ยืนหลบๆ อยู่หลังเสาทุกครั้งที่เจอเขาในวัง มองอยู่ไกลๆ ไม่กล้าเข้าไปคุยหรือจูงมือเดินเล่นกันเหมือนอย่างวันวานอีก เขาสังเกตเห็นข้าเช่นกัน แต่เขาหันไปทางอื่นแทน ข้าเหงามากเลย ในที่สุดข้าก็รวบรวมความกล้า หอบขนมไส้งาไปให้เขา &ldq
“นี่ข้าทำให้เจ้านะเสี่ยวเจิน เสด็จแม่บอกว่านกนางแอ่น[1]จะหวนกลับมาทำรังที่เดิมทุกปี เจ้าจะได้กลับมาหาข้าอีกไง”ข้าปักลายผ้าเป็นรูปนกกำลังบิน ท่านอาสะใภ้สามสอนให้ข้าปักลายแปลกๆ ใหม่ๆ หลายแบบ ข้าจึงตั้งอกตั้งใจปักแล้วนำไปเย็บติดกับแถบเข็มขัดด้านในของเสี่ยวเจิน“...”เขาดูอึ้งๆ เพราะลายนกปักมันบูดๆ เบี้ยวๆ ดูไม่ค่อยออกด้วยซ้ำว่าเป็นนกอะไร แต่ข้าก็อยากทำให้เขา “สัญญานะว่าจะกลับมาหาข้าอีก... นะพี่ชาย”“หลินเอ๋อร์...”“หื้ม?”“...”เสี่ยวเจินทำหน้าอึกอัก ข้าไม่ทันฟังให้จบเพราะน้องเสี่ยวซื่อดึงแขนเสื้อข้าพลางร้องปวดฉี่ ข้าจึงต้องอุ้มน้องรีบไปจัดการโดยด่วนข้าชอบฟังท่านอาสามเล่าเรื่องเสือตัวใหญ่ซึ่งถูกท่านอาสามปราบด้วยมือเปล่า ใครมาเยี่ยมแล้วถามถึงหนังเสือผืนใหญ่ที่แขวนอวด ท่านอาก็ฟุ้งเรื่องนี้ได้เป็นวันๆ ไม่มีเบื่อเลย ข้าชอบฟังมาก ไปหาท่านอาสามเมื่อไหร่ก็ขอให้เล่าให้ฟังทุกที 
ข้าคือท่านหญิงลี่หลินแห่งจวนเซินอ๋อง ลูกสาวคนโตของท่านแม่อู๋ซานเหนียงกับท่านพ่อเอี้ยนเซินเจ้าค่ะ ปีนี้ข้าแปดขวบแล้ว มีพี่ชายหนึ่งคนชื่อพี่หยางสือ เขาชอบโม้ว่าตัวเองอายุสิบขวบ โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เฮอะ! โตที่ไหนกัน ช่างเถอะ ข้าไม่สนพี่บ้าๆ คนนี้หรอก“หลินเอ๋อร์ ตื่นได้แล้วลูก”ข้าพลิกตัวหนี ยังไม่อยากตื่น หัวไปทาง ขาไปทาง ยกขาถีบผนังเตียงไปหนึ่งที“เสี่ยวหยาง แม่บอกแล้วใช่หรือไม่ว่าให้นอนแยกเตียงใครเตียงมันได้แล้ว”“หลินเอ๋อร์กระโดดมานอนเตียงนี้แล้วไม่ยอมกลับเองนี่พ่ะย่ะค่ะ” หูข้าได้ยินพี่ชายฟ้องแม่ฉอดๆ ข้าอยากจะลุกขึ้นเถียงนะ แต่ตอนนี้ข้ายังงัวเงีย“หลินเอ๋อร์ ตื่นได้แล้ว ดูสิ เจ้านอนถีบเสี่ยวเจินอีกแล้ว”เสี่ยวเจิน? ใครหว่า... อ๋อ ลูกพี่ลูกน้องของข้าเอง เขาเป็นลูกชายของท่านอาหย่งอาน ท่านอาแต่งกับองค์ชายแคว้นหลี่ ผ่านไปหลายปีถึงได้กลับมาเยี่ยมแคว้นเอี้ยนบ้านเกิด ระหว่างนี้เสี่ยวเจินก็เลยมาพักอยู่กับเราเผียะ!!เจี๊ยก... พอโดนไม้เรียวกระทบก้น ข้าถึงได้ตื่นเต็มตา กระเด้งตัวขึ้นมานั่งเร
เขากำลังชันเข่าเก็บศรเกาทัณฑ์ที่หล่นเกลื่อนกลาด ร่างแข็งแรงเปลือยท่อนบน กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ กระตุกไหวตามท่วงท่า อู๋ซานเหนียงจึงพอใจที่จะมองเขาเงียบๆ แววตาเป็นประกายชื่นชม เมื่อคืนทั้งสองเพิ่งจะร่วมรักกันหนักหน่วงอย่างหมดหัวใจ แสนจะดุดันและดิบเถื่อน ตะกายเข้าหากันครั้งแล้วครั้งเล่าจนหมดเรี่ยวแรงแต่ถึงจะอย่างนั้น ทั้งคู่ก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ“เซินเซิน...” อู๋ซานเหนียงก้าวเข้าไปแต่หยุดยืนห่างจากเขา นางยิ้มอย่างมีความหมายขณะมองเรือนกายกำยำแสนเร้าใจของเขา นึกถึงตอนที่เขากลับจวนหลังจากสิ้นสุดสงครามครั้งใหญ่นั่น นางกับเขาทำสถิติข้ามวันข้ามคืนกันเลยทีเดียว นึกขึ้นมาคราวใดก็อดขำไม่ได้ที่นางกับเขาทำตัวเหมือนพวกตายอดตายอยากขนาดนั้น“หากเรียกข้าด้วยชื่อนั้นต้องมีค่าธรรมเนียมนะเมียข้า” เขาเงยหน้าขึ้นพลางขยิบตา อันเป็นกระบวนท่าร้ายกาจที่สุดกระบวนหนึ่ง แต่อู๋ซานเหนียงมั่นใจว่านางเด็ดกว่านั้น“ข้าไม่มีเงินทองติดกาย แต่ยินดีจ่ายด้วยเนื้อตัว... ท่านจอมทัพพยัคฆ์พอจะผ่อนผันรับไว้ได้หรือไม่” อู๋ซานเหนียงก้มลงหยิบศรเกาทัณฑ์ขึ้นมา จงใจให้ทรวงอก
บัณฑิตจิวจิ่นฟางรู้ข่าวจากน้องสาว เขาก็นั่งเกี้ยวพุ่งมาที่บ้านเฉินจินเหยาทันที“ข้าตั้งใจจะเสนอชื่อน้องสาวเจ้าเข้าวังตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทางหลี่ชุ่ยผินก็เห็นด้วย สั่งให้เหมยเซียงเตรียมตัวเข้าวังตามหลังนางไปได้เลย ข้าให้คนส่งข่าวไปที่บ้านเจ้าแล้ว ป่านนี้คงจะกำลังฉลองอยู่แน่”
“อ้อ... แสดงว่าไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกสินะ” “ใช่ มีกันแค่สองคนพ่อลูกเท่านั้น” เฉินจินเหยาตอบโดยไม่คิดอะไร “นายอำเภออู๋มีตำแหน่งขุนนาง แต่ไม่รู้จักผูกมิตรพ่อค้าคหบดี ฐา
อู๋ซานเหนียงอยู่ท้ายแถวคู่กับผิงผิง ทั้งสองไม่อยากเข้าวังจึงมองดูอยู่เฉยๆ “ทำไมเจ้าไม่อยากเข้าวังละ?” ผิงผิงม้วนผมตัวเองเล่น ใช้ปลายเท้าเขี่ยพื้นไปมาเวลาที่ไม่สบายใจ “ฝ่าบาททรงมีอาย
เอาล่ะ เมื่อถึงเวลาช่วงบ่ายก็เป็นเวลาบันเทิงของนาง อู๋ซานเหนียงถลกแขนเสื้อขึ้นพลางผิวปากเรียกลิ่วล้อซึ่งเป็นเด็กๆ ไปช่วยกันจับปลามาทำกับข้าวกันอีก แต่ผิงผิงเห็นเข้าเสียก่อนจึงลากตัวอู๋ซานเหนียงไปยังบ







