로그인อู๋ซานเหนียงอยู่ท้ายแถวคู่กับผิงผิง ทั้งสองไม่อยากเข้าวังจึงมองดูอยู่เฉยๆ
“ทำไมเจ้าไม่อยากเข้าวังละ?” ผิงผิงม้วนผมตัวเองเล่น ใช้ปลายเท้าเขี่ยพื้นไปมาเวลาที่ไม่สบายใจ “ฝ่าบาททรงมีอายุมากแล้วก็จริง แต่พระองค์ก็ยังมิได้แต่งตั้งพระสนมนางใดขึ้นเป็นชายาเอก หนำซ้ำยังไม่มีพระโอรส ถึงกับมีรับสั่งว่าหากใครมีพระโอรสถวาย คนนั้นจะได้เป็นชายาเอกเชียวนะ”
“ไม่ ข้าไม่ปรารถนาจะเข้าวัง ท่านพ่อของข้าอายุมากแล้ว ข้าต้องการอยู่ดูแลท่าน”
“อืม ข้าเองก็หมั้นหมายแล้ว ไม่อยากจากบ้านไปไหนเลย”
“ไม่อยากจากบ้าน หรือไม่อยากจากคุณชายรูปงามแห่งสกุลหยงจ๊ะ” ผิงผิงโดนล้อจนแก้มแดงอีกแล้ว นางสดใสน่ารักและบริสุทธิ์ วังหลังจึงไม่เหมาะกับผิงผิงเลยสักนิด อู๋ซานเหนียงอ่านหนังสือของพ่อมาไม่น้อย บางครั้งก็ช่วยท่านพ่อสรุปหนังสือเวียนจากเมืองหลวง อู๋ซานเหนียงจึงรู้ข่าวเหลียนอ๋องสั่งประหารชายาเอกคนก่อนเพื่อเอาใจนางสนม แต่พอหมดรัก ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป สุดท้ายเหลียนอ๋องสั่งประหารนางสนมผู้นั้น แล้วหันไปสำเริงสำราญมัวเมาในกามากับนางสนมคนใหม่ หมุนเวียนไปไม่รู้จบ
“แล้วเจ้ารู้วิธีร้อยไข่มุกหรือไม่”
“รู้สิ ง่ายจะตายไป” อู๋ซานเหนียงหัวเราะคิกคักก่อนจะกระซิบวิธีแก้ปัญหา ผิงผิงฟังแล้วก็เบิกตาโตพลางหัวเราะคิกคักตาม ในที่สุดการทดสอบร้อยไข่มุกจบลงโดยที่ไม่มีผู้ใดทำได้ นางข้าหลวงผู้มีทุกข์หนักอกจึงถอนหายใจ แต่ทว่าจิวเหมยเซียงก้าวออกมาด้วยสีหน้ามั่นใจ
“ขอโอกาสให้ข้าน้อยอีกสักครั้งเถิด ข้าน้อยคิดวิธีร้อยไข่มุกได้แล้วเจ้าค่ะ”
“งั้นหรือ? งั้นก็ลองดู”
จิวเหมยเซียงย่อกายคำนับนอบน้อม ก่อนจะสั่งให้เตรียมเส้นไหมชุบน้ำมันและมดหนึ่งตัว นางจัดการผูกเส้นไหมลื่นๆ กับเอวมด แล้วปล่อยให้มันเดินเข้าไปในรูไข่มุก ทุกคนต่างร้องทึ่งในความเจ้าปัญญาของจิวเหมยเซียง พากันร้องชมว่าสมแล้วที่นางเป็นศิษย์อันดับหนึ่งของเฉินจินเหยา
แต่ทว่ามดไม่ยอมเดิน เอาแต่ไต่เข้าออกทางเดิม สีหน้ากระหยิ่มของจิวเหมยเซียงจึงเริ่มลุกลี้ลุกลน
“เจ้าไม่ได้เป็นคนคิดวิธีนี้เองสินะ” เฉินจินเหยาเฝ้ามองทุกอย่างอยู่นาน นิสัยของลูกศิษย์แต่ละคนเป็นอย่างไร ทำไมอาจารย์อย่างนางจะไม่รู้ “ใครเป็นคนบอกวิธีนี้แก่เจ้า”
“ศิษย์คิดเองจริงๆ เจ้าค่ะ”
เฉินจินเหยาตบโต๊ะ “ยังไม่รีบพูดอีก กล้าโกหกต่อหน้าผู้แทนพระองค์ก็เหมือนเพ็ดทูลเบื้องสูง! ข้าจะให้โอกาสเจ้าตอบอีกครั้ง ใครคิด!”
จิวเหมยเซียงเม้มปากแน่นและเหลือบมองไปทางท้ายแถวอย่างเจ็บใจ จิวเหมยเซียงเกลียดอู๋ซานเหนียงแต่ก็ยอมรับในสติปัญญา นางจึงทำทีวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เมื่อแอบฟังวิธีร้อยไข่มุก นึกไม่ถึงว่าจะโดนผู้ใหญ่จับได้ “อู๋ซานเหนียงเป็นคนคิดเจ้าค่ะ”
“อ้อ...”
ทุกสายตาหันกลับไปจับจ้องท้ายแถว อู๋ซานเหนียงเงยหน้าขึ้นและรีบปฏิเสธ แต่นางข้าหลวงหลี่ชุ่ยผินสนใจมองมาที่นางเสียแล้ว
นางข้าหลวงหันไปพูดคุยซุบซิบกับเฉินจินเหยา ส่วนอู๋ซานเหนียงนั้นยืนนิ่งด้วยความประหม่า
“เจ้าสามารถทำให้มดเดินออกจากรูไข่มุกอีกฝั่งได้หรือไม่”
“ข้า... ข้าน้อย...”
“ไม่ต้องกลัว พูดมาเถอะ”
“ท่านต้องค่อยๆ หย่อนมดลงไป ถ้ามดไม่ยอมเดินก็เป่าควันบางๆ กระตุ้นให้มดเดินออกรูไข่มุกอีกฝั่ง เท่านี้ก็จะสามารถร้อยไข่มุกได้เจ้าค่ะ ข้าน้อยชอบเล่นซน เคยผูกเอวมดเล่นเจ้าค่ะ”
“ถูกต้อง... เจ้าปัญญาดีมาก ถึงแม้ว่าจะหน้าตาธรรมดา แต่ก็จิ้มลิ้มน่ารักไม่หยอก แต่งหน้าเสียหน่อยก็งามไม่แพ้ใคร”
นางข้าหลวงเดินวนไปวนมารอบตัวอู๋ซานเหนียง วัดส่วนสูงและพิจารณาเค้าโครงใบหน้า หลี่ชุ่ยผินอายุมากแล้วแต่เพิ่งจะเคยพบหญิงสาวที่งามอย่างธรรมชาติชวนประทับใจเช่นนี้ สีหน้าวิตกกังวลของนางข้าหลวงจึงเริ่มแปรเปลี่ยนไปเหมือนคนขุดเจอสมบัติล้ำค่าแล้ว
“พื้นเพเจ้าเป็นคนที่ไหน”
“ผู้น้อย... ผู้น้อยเกิดและเติบโตที่นี่เจ้าค่ะ แต่ท่านพ่อเป็นชาวหานซาน[1] ส่วนท่านแม่... ท่านแม่เป็นชาวแคว้นฉู่”
“แคว้นฉู่? อ้อ... แคว้นที่ล่มสลายไปเมื่อหลายปีก่อน ประเสริฐนัก ดี... ดีมาก...”
นางข้าหลวงหลี่ชุ่ยผินพึงพอใจยิ่ง มองสำรวจอู๋ซานเหนียงไม่หยุด ดวงตาสีดำขลับของอู๋ซานเหนียงมีแววฉลาดเฉลียวนั้นถอดแบบจากบิดา ส่วนเค้าโครงใบหน้าสวยน่ารักได้รับสืบทอดจากมารดามาเต็มๆ อู๋ซานเหนียงดูสดใสเจิดจ้าในชุดสีเขียวอ่อน กลางเก่ากลางใหม่แต่ก็สะอาดเรียบร้อย นางถักเปียข้างกกหูทั้งสองข้างและประดับด้วยเครื่องกะไหล่เงินซึ่งเป็นมรดกของมารดา ความสูงสง่าทำให้นางดูโดดเด่น รวมกับผิวพรรณขาวละมุนทำให้นางเป็นหญิงงามน่ารักแบบที่ทุกคนใฝ่ฝันถึง
“นางเป็นบุตรของใคร” นางข้าหลวงหันไปถามเฉินจินเหยา
“นางคืออู๋ซานเหนียง บุตรสาวคนเดียวของนายอำเภอหม่าเจียง อู๋ซื่อหวง”
“ลูกคนเดียว? แล้วทำไมชื่อซานเหนียง[2]”
“เฮ้อ... นายอำเภออู๋นับว่าเป็นขุนนางตงฉินที่หาได้ยากนัก แต่ชีวิตอาภัพยิ่ง ฮูหยินอู๋คลอดลูกสาวคนแรกแต่ไม่รอด พอท้องที่สองก็แท้งอีก สุขภาพของนางอ่อนแอแต่ก็ฝืนประคบประหงมลูกสาวคนที่สามในท้อง พอคลอดออกมาและอยู่รอดปลอดภัย นายอำเภออู๋จึงตั้งชื่อนางว่าซานเหนียงเพื่อนึกถึงลูกสองคนแรกที่เสียไปด้วย... จากนั้นมาฮูหยินอู๋ก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ และเสียไปเมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้เอง”
[1] หานซาน เมืองหลวงของแคว้นเหลียน
[2] หญิงคนที่สาม
“สกุลหยงต้องหนีตายออกมาจากหม่าเจียง ตอนแรกก็ว่าจะไปหาญาติที่เมืองหลวง แต่ระหว่างทางถูกดักปล้นเงินทองไปเกือบหมด ญาติพี่น้องที่หานซานก็ไม่ยอมรับ พวกเราจึงอพยพหนีมาที่แคว้นเอี้ยน ตั้งใจว่าจะไปตายเอาดาบหน้า ท่านพ่อของข้าก็โชคร้ายถูกคนชั่วฆ่าตาย โชคดีที่เจอท่านเซินอ๋องรับครอบครัวของข้ามาอยู่ที่จวน ข้าจึงขายตัวเป็นบ่าวเอาเงินมาฝังศพท่านพ่อ” “เป็นบ่าว?” “ใช่ เจ้าคงไม่รังเกียจข้าใช่หรือไม่” “ข้ารังเกียจ” ผิงผิงตอบอย่างไร้น้ำใจ “ขึ้นชื่อว่าบ่าว เมื่อเป็นแล้ว ถึงจะหาเงินไถ่ตัวออกไปได้แต่ก็ต้องถูกตราหน้าไปจนวันตาย ข้าไม่ต้องการเป็นเมียบ่าว ไม่คิดจะเป็นขี้ข้ารองมือรองเท้าใครไปตลอดชาติ ตามหลักแล้วตั้งแต่ข้าออกจากหม่าเจียง สัญญาหมั้นของเราก็ถือว่าจบ&rdquo
“กระหม่อมแค่ทำตามรับสั่งของท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ เอ่อ... ที่จริงแล้วยังมีอีกคนที่ช่วยพ่ะย่ะค่ะ”“ใครหรือ”“ใครก็ได้ไปพานางมาที” หลิวอวี้ปรบมือ สักพักเสี่ยวเม่ยก็ประคองหลี่ชุ่ยผินเข้ามา นางต้องใช้ไม้เท้าเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า มือไม้ไขว่คว้าไปข้างหน้า พอได้ยินเสียงอู๋ซานเหนียง หลี่ชุ่ยผินจึงหันมายิ้มให้นางตาบอดอู๋ซานเหนียงสับสนเพราะเข้าใจมาตลอดว่าเอี้ยนเซินประหารหลี่ชุ่ยผินไปแล้ว นางจึงจ้องหน้าหลี่ชุ่ยผินเหมือนไม่เชื่อดวงตาตัวเอง “ไหนพวกเขาบอกว่าท่านถูกฆ่าตายไปแล้ว”“ตอนแรกข้าก็คิดว่าไม่รอดแล้ว ไหนๆ ก็จะต้องตาย ข้าจึงเสี่ยงตัดสินใจสารภาพเรื่องทุกอย่าง” เพื่อพิสูจน์คำพูด หลี่ชุ่ยผินจึงทำร้ายดวงตาของตัวเองจนบอด อู๋ซานเหนียงก็ยิ่งร้องไห้เสียใจแต่หลี่ชุ่ยผินเข้มแข็งกว่าที่คิด “ท่านเซินอ๋องสั่งให้องครักษ์หน่วยพยัคฆ์ออกเดินทางไปหานซานทันที แต่ลูกชายข้า...”หลี่ชุ่ยผินน้ำตาซึม น้ำเสียงสั่นเทาแต่ก็ยังคงไม่ยอมแพ้ “เขาร่วมมือช่วยพาท่านอู๋ออกจากคุก... แต่เขาหนีไม่ทัน”
อู๋ซานเหนียงสบตานิ่ง “เหตุผลของเจ้ามีเท่านี้เองหรือ” “ฮึ! สุดท้ายเจ้าก็ไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย ไม่เคยเห็นหัวข้าในสายตา” ผิงผิงร้องไห้ออกมาอย่างแค้นใจ “เจ้าบอกข้าว่าจะปกป้องข้า ดูแลข้า แล้วตอนที่ไอ้จิวจิ่นฟางมันย่ำยีข้า เจ้ามุดหัวหายไปอยู่ที่ไหน! ข้ากำลังจะได้แต่งงานมีความสุขอยู่ที่หม่าเจียง แต่เป็นเพราะเจ้า! เจ้าทำลายทุกอย่าง แต่วาสนาของเจ้าได้เป็นพระชายาเซินอ๋อง ส่วนข้าได้เป็นแค่นางกำนัลรับใช้ เจ้ามองข้า เหยียดหยามข้าเพราะคิดว่าข้ามันน่าสมเพช! ไม่ว่าข้าจะชอบอะไรหรือชอบใคร เจ้าก็ต้องโผล่มาแทรกกลาง แย่งทุกสิ่งไปจากข้าเสมอ รู้อะไรไหม ข้าไม่ได้ชอบคุณชายหยงเลยสักนิด แต่เป็นเพราะเขาสนใจเจ้า ข้าก็เลยแย่งชิงเขามาบ้าง ฮ่าๆ เป็นไง เจ็บปวดใจมั้ยละ” อู๋ซานเหนียงรับฟังเงียบๆ รอจนผิงผิงระเบิดโทสะจนจบ&n
บทที่ 27 ผิงผิง อู๋ซานเหนียงไม่ได้อยากเอาความหงุดหงิดไปลงที่เขาเลย บางทีเห็นเขายืนหงอยอยู่นอกห้อง นางก็อดสงสารไม่ได้ แต่พอเขาเข้าใกล้มันก็สุดจะทานทน ดังนั้นจึงนางคิดวิธีเขียนจดหมายส่งให้แทน ระหว่างที่นางกำลังร่ายคำขอร้องเรื่องที่คุยค้างกันไว้ เสี่ยวเม่ย นางกำนัลประจำตัวคนใหม่ของอู๋ซานเหนียงก็ตรงเข้ามาคำนับอย่างนอบน้อม“พระชายา... นางกำนัลผิงผิงทูลขอเข้าเฝ้าหลายครั้งแล้ว ท่านต้องการพบนางหรือไม่” ผิงผิง? นางมัวแต่จดจ่อเรื่องบิดาจนลืมเพื่อนคนนี้ไปเสียสนิท อู๋ซานเหนียงจึงหันหน้าขวับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย “อย่าเรียกข้าเช่นนั้นอีก ตอนนี้ผิงผิงอยู่ที่ไหน? นางสบายดีหรือไม่ รบกวนพวกเจ้าพานางมาพบข้าได้ไหม” “เพคะ”&
สวรรค์... นางตั้งครรภ์... เอี้ยนเซินแทบจะเต้นระบำไปรอบๆ จวน ความฉ่ำชุ่มหวนกลับคืนสู่หัวใจอันแห้งแล้ง ท่วมท้น ล้นปรี่และแสนจะยินดี มันเป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะมีได้อีก นางเพิ่งตั้งครรภ์ได้เดือนกว่าๆ และต้องบำรุงอย่างเคร่งครัด เอี้ยนเซินตั้งอกตั้งใจฟังหมอทุกรายละเอียด ถามย้ำๆ ซ้ำไปซ้ำมาและโผกอดนางทันทีที่หมอหลวงชี้แจงจบ แต่อนิจจา... นางผลักตัวเขาออกอย่างรังเกียจ แม้แต่หน้าก็ยังไม่มอง ผ้าไหมแพรพรรณ เครื่องประดับหรือแม้แต่กับข้าวที่เขาลงทุนเข้าครัวทำให้ด้วยตัวเอง... นางเททิ้งเสียสิ้นบอกตามตรง... ตอนนี้เขาไม่ได้เจอหน้านางมาเกือบสามวันแล้ว เอี้ยนเซินจึงตัดสินใจมาเดินหมากกับน้องรองที่จวนฉีอ๋อง ตัวหมากเอื่อยเฉื่อยสับสน เขาเอาแต่ถอนหายใจยาว นั่งก็เฮ้อ ยืนก็เฮ้อ อาการผิดปกติเช่นนี้
“ไม่มีผู้ใดเอาชนะความตายได้”“ใช่ แต่ข้าก็จะสู้” นางยิ้มอย่างที่ทำให้โลกของเขาเจิดจ้า ดุจดวงตะวัน ดุจดวงจันทรา ดุจดวงดารา นางมักจะเผลอยิ้มเช่นนั้นโดยไม่รู้ตัวเสมอ “เพราะเป็นเช่นนั้นการหาวิธีมีชีวิตอยู่รอดถึงได้น่าสนุกอย่างไรเล่าเพคะ”“แต่เจ้าเพิ่งจะยอมแพ้ให้ความตาย”เขาได้ยินเสียงตัวเองคำรามอย่างฉุนเฉียว เขาเกลียดตัวเองเสียจริง เกลียดที่หัวใจส่วนลึกกำลังกลัวว่าจะสูญเสียนางไป อู๋ซานเหนียงนั่งกอดเข่า เชยคางค้างไว้ที่หลังมือบนหัวเข่า เรือนผมหนานุ่มตกรุ่ยร่ายลงมาคลอเคลีย ดูอ่อนหวานละมุนละไมดุจกลีบดอกไม้แสนเปราะบาง ทำให้เขาหายใจเข้าอย่างแรง“ข้าจะไม่ยอมแพ้เช่นนั้นอีก มาสิ ข้าพร้อมแล้ว อยากจะกล่าวหาอะไรข้าอีกก็เชิญได้เลย ข้าไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว”อู๋ซานเหนียงกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว ต่อให้คมดาบประหารลงมาในตอนนี้ นางก็ไม่หวั่นกลัวเลย แม้ว่าจะร้องไห้เสียใจที่ไม่อาจช่วยชีวิตบิดาไว้ได้ แต่ดวงตาของนางเป็นประกายเลือดนักสู้อีกครั้ง เป็นแววตาที่ทำให้เขาหลงรักรัก?ไม่มีทาง เขารีบต่อต้านตนเองโ
บัณฑิตจิวจิ่นฟางรู้ข่าวจากน้องสาว เขาก็นั่งเกี้ยวพุ่งมาที่บ้านเฉินจินเหยาทันที“ข้าตั้งใจจะเสนอชื่อน้องสาวเจ้าเข้าวังตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทางหลี่ชุ่ยผินก็เห็นด้วย สั่งให้เหมยเซียงเตรียมตัวเข้าวังตามหลังนางไปได้เลย ข้าให้คนส่งข่าวไปที่บ้านเจ้าแล้ว ป่านนี้คงจะกำลังฉลองอยู่แน่”
“อ้อ... แสดงว่าไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกสินะ” “ใช่ มีกันแค่สองคนพ่อลูกเท่านั้น” เฉินจินเหยาตอบโดยไม่คิดอะไร “นายอำเภออู๋มีตำแหน่งขุนนาง แต่ไม่รู้จักผูกมิตรพ่อค้าคหบดี ฐา
เอาล่ะ เมื่อถึงเวลาช่วงบ่ายก็เป็นเวลาบันเทิงของนาง อู๋ซานเหนียงถลกแขนเสื้อขึ้นพลางผิวปากเรียกลิ่วล้อซึ่งเป็นเด็กๆ ไปช่วยกันจับปลามาทำกับข้าวกันอีก แต่ผิงผิงเห็นเข้าเสียก่อนจึงลากตัวอู๋ซานเหนียงไปยังบ
บทที่ 3 คัดเลือกตัว เดือนต่อมา ยามเช้าตรู่ อู๋ซานเหนียงตื่นเช้







