FAZER LOGINเอาล่ะ เมื่อถึงเวลาช่วงบ่ายก็เป็นเวลาบันเทิงของนาง
อู๋ซานเหนียงถลกแขนเสื้อขึ้นพลางผิวปากเรียกลิ่วล้อซึ่งเป็นเด็กๆ ไปช่วยกันจับปลามาทำกับข้าวกันอีก แต่ผิงผิงเห็นเข้าเสียก่อนจึงลากตัวอู๋ซานเหนียงไปยังบ้านอาจารย์เฉินด้วยกัน ห้ามโดดสอบ!!
อาจารย์เฉินหรือนางเฉินจินเหยาเป็นหญิงชราวัยเกือบหกสิบ อดีตเคยเป็นนางข้าหลวงรับใช้ในวัง เมื่อแก่ตัวจึงเกษียณตัวเองออกมาอยู่บ้าน บรรดาฮูหยินที่มีบุตรสาวต่างพากันมาขอร้องให้อาจารย์เฉินช่วยอบรมกิริยามารยาท ส่วนบรรดาแม่สื่อแม่ชักก็แวะเวียนมาดูตัวเหล่าคุณหนูกันไม่ได้ขาด ไปๆ มาๆ อาจารย์เฉินจึงเปิดบ้าน จัดแจงสถานที่เป็นสำนักอบรมกุลสตรีและทำหน้าที่เป็นแม่สื่อให้ทั้งบ้านชายบ้านหญิง กลายเป็นธรรมเนียมว่าหญิงสาวในอำเภอหม่าเจียงทุกคนต้องมาเรียนที่บ้านอาจารย์เฉิน แน่นอนว่าอู๋ซานเหนียงก็ไม่เว้น
ภายในโถงเรือนอบรมจัดวางเครื่องเรือนและตกแต่งวิจิตรสวยงามตามแบบฉบับในวัง แม้แต่กำยานหอมที่ปล่อยควันลอยละล่องออกจากนกกระเรียนสัมฤทธิ์ก็ยังดัดแปลงจากวังหลวง นางเฉินจินเหยามีสีหน้าเคร่งเครียด นั่งอยู่ที่โต๊ะมุกกลม ขนมหน้าตาน่าทานกับชาชั้นดีถูกปล่อยให้เย็นชืด ไม่มีร่องรอยแตะต้องเลย
“เรื่องนี้ข้าไม่กล้ารับปาก แต่จะลองพยายามดู”
“พี่เฉินช่วยข้าหน่อยเถิด ข้าออกจากวังตามรับสั่ง ควานหาทั่วสารทิศแล้วก็ไม่พบ อีกสามวันก็จะถึงกำหนดแล้วแต่ข้ายังหาคนไม่ได้ จนมานึกถึงพี่เฉิน ข้าถึงได้ลองเสี่ยงมาขอความช่วยเหลือ”
คนพูดขอร้องชื่อหลี่ชุ่ยผิน นางเป็นสตรีวัยกลางคนหน้าตาหมดจด แต่งกายอย่างนางข้าหลวงขั้นสูงและมีแววตาเฉียบขาด การเดินทางไกลจากเมืองหลวงนานนับเดือนโดยไม่ได้หยุดพักทำให้นางดูอ่อนเพลีย แต่ก็ยังนั่งหลังตรง มิเสียกิริยางามสง่าแม้แต่น้อย
“งั้นเจ้าก็ลองเลือกดูว่ามีคนไหนเข้าตาบ้าง... คุณหนูจิว คุณหนูหวังก็ใช้ได้ หรือถ้าต้องการเด็กเรียบร้อยก็ต้องเป็นคุณหนูจ้าว” เฉินจินเหยาผายมือไปที่กลุ่มคุณหนูซึ่งยืนเข้าแถวเรียงรายเป็นระเบียบ สองมือประสานกันไว้ข้างหน้าตรงระดับบั้นเอว ศีรษะก้มค้อมนิ่งไม่ไหวติง นางข้าหลวงคนนั้นจึงลุกขึ้นแล้วเดินวนไปตามแถว ส่วนเฉินจินเหยาถอนหายใจเบาๆ พลางยกมือขึ้นแตะขมับ
“ข้ามาที่นี่ตามรับสั่งของเหลียนอ๋อง ฝ่าบาททรงต้องการคัดเลือกหญิงวัยดรุณี ซึ่งผู้ที่ได้รับเลือกนี้จะได้รับลาภยศสรรเสริญมหาศาล ครอบครัวจะได้รับป้ายเชิดชูพระราชทาน มีกินมีใช้ไม่มีวันหมด ที่ผ่านมาข้าตระเวนหาหญิงงามตามที่ฝ่าบาทกำหนดแต่ก็ยังไม่ผ่านเกณฑ์เลยสักคน พวกเจ้ายินดีเข้ารับการคัดเลือกหรือไม่”
“ข้าน้อยยินดีเข้ารับการคัดเลือกเจ้าค่ะ”
หญิงสาวทั้งหลายค้อมศีรษะ เอ่ยวาจานุ่มนวลน่าฟัง นางข้าหลวงหลี่ชุ่ยผินจึงพยักหน้ารับทราบและหยุดเชยคางหญิงสาวแต่ละคนขึ้นมาดูเป็นระยะ ผิงผิงกับอู๋ซานเหนียงเพิ่งมาถึง รู้ตัวว่ามาสาย จึงก้มหน้าก้มตาเดินเร็วๆ ไปต่อท้ายแถว ไม่รู้เรื่องว่าอาจารย์เฉินกำลังมีแขกสำคัญ
“หน้าตาของเจ้างดงามมาก ชุดสีแดงเลือดนกกำลังเป็นที่นิยมในเมืองหลวง”
“ขอบพระคุณที่ชมเจ้าค่ะ ข้าน้อยมักจะมีโอกาสเดินทางติดตามบิดาไปที่เมืองหลวงเสมอ ดังนั้นจึงพอรู้จักแต่งกายอยู่บ้าง แต่ก็ยังงดงามเทียบไม่ได้กับท่านข้าหลวงเจ้าค่ะ”
หญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าสุดเป็นน้องสาวของบัณฑิตซิ่วไฉสกุลจิว ชื่อจิวเหมยเซียง นางถือตัวว่าเป็นคุณหนูตระกูลมหาเศรษฐีร่ำรวย แต่งกายประดับประดาสวยงามเฉิดฉันท์ หน้าตาสะสวย และเป็นลูกศิษย์อันดับหนึ่งของเฉินจินเหยาจนชายหนุ่มทุกบ้านต่างฝันหาจิวเหมยเซียง ดังนั้นนางจึงเลือกคบหาเฉพาะเพื่อนที่มีฐานะเท่าเทียมกันและวางตัวเหนือกว่าใคร เมื่อจิวเหมยเซียงได้รับคำชมเช่นนี้จึงยิ้มกว้างด้วยความดีใจ
“หมายความว่าท่านจะเลือกข้าน้อยเข้าวังใช่ไหมเจ้าคะ”
“เปล่า ข้าแค่อยากบอกเจ้าว่าพวกสาวๆ ในเมืองหลวงแต่งชุดสีเลือดนกจนน่าเบื่อต่างหาก”
จิวเหมยเซียงหุบยิ้มฉับ ตามด้วยเสียงหัวเราะคิกๆ จากท้ายแถว จิวเหมยเซียงจึงเหลือบตาและถลึงจ้อง นึกโกรธเกลียดอู๋ซานเหนียงเข้าไส้
“การคัดเลือกครั้งนี้สำคัญมากเพราะเป็นรับสั่งของฝ่าบาทโดยตรง ถ้าใครผ่านการทดสอบ ทุกคนก็มีสิทธิ์เข้าวังเหมือนๆ กัน ซึ่งพระองค์เจาะจงว่าต้องการคนที่อ่านเขียนออกและมีไหวพริบสติปัญญา”
นางข้าหลวงปรบมือสามครั้ง ขันทีซึ่งติดตามมาด้วยก็ประคองถาดไม้จันทน์แกะสลักแสนวิจิตรเข้ามา เมื่อนางข้าหลวงเปิดผ้าไหมทองคลุมถาดออก ก็ปรากฏไข่มุกกลมเกลี้ยงขนาดใหญ่หนึ่งเม็ด ส่งแสงแวววาวสะท้อนสดใส อู๋ซานเหนียงชะเง้อมองจากท้ายแถวก็ยังชมว่าสวยเหลือเกิน
หญิงสาวหลายคนรวมทั้งอู๋ซานเหนียงไม่เคยเห็นของมีค่าล้ำเลิศเช่นนี้มาก่อน พากันจ้องมองส่งเสียงฮือฮาจนถูกอาจารย์เฉินดุ ส่วนจิวเหมยเซียงเบะปากใส่พวกคุณหนูฐานะจนๆ โดยเฉพาะพวกลูกสาวขุนนางต่ำต้อยอย่างอู๋ซานเหนียงกับผิงผิง
“ผู้ใดต้องการเข้ารับการทดสอบก็ให้เรียงแถวเข้ามาทีละคน หากใครสามารถร้อยไข่มุกเม็ดนี้ได้ คนนั้นก็จะได้เข้าวัง”
จิวเหมยเซียงอาสาเป็นคนแรกทันที นางเคยเห็นไข่มุกแบบนี้จนชิน งานร้อยไข่มุกแค่นี้ไม่เห็นจะมีอะไรยากสักนิด จิวเหมยเซียงลองร้อยไข่มุกดู แต่ทำเท่าไหร่ก็ทำไม่ได้ นั่นเพราะไข่มุกเม็ดนี้ไม่ใช่ไข่มุกธรรมดา แต่เป็นไข่มุกเก้าคดเคี้ยว ภายในลดเลี้ยวไปมาเก้าครั้ง ภายนอกมีรูทางเข้าและออกรวมสองรู งานดูเหมือนง่ายแต่แท้จริงแล้วยาก ดังนั้นหญิงสาวที่อยากเข้าวังพยายามเท่าไหร่ก็ล้วนผิดหวัง
อู๋ซานเหนียงอยู่ท้ายแถวคู่กับผิงผิง ทั้งสองไม่อยากเข้าวังจึงมองดูอยู่เฉยๆ
“สกุลหยงต้องหนีตายออกมาจากหม่าเจียง ตอนแรกก็ว่าจะไปหาญาติที่เมืองหลวง แต่ระหว่างทางถูกดักปล้นเงินทองไปเกือบหมด ญาติพี่น้องที่หานซานก็ไม่ยอมรับ พวกเราจึงอพยพหนีมาที่แคว้นเอี้ยน ตั้งใจว่าจะไปตายเอาดาบหน้า ท่านพ่อของข้าก็โชคร้ายถูกคนชั่วฆ่าตาย โชคดีที่เจอท่านเซินอ๋องรับครอบครัวของข้ามาอยู่ที่จวน ข้าจึงขายตัวเป็นบ่าวเอาเงินมาฝังศพท่านพ่อ” “เป็นบ่าว?” “ใช่ เจ้าคงไม่รังเกียจข้าใช่หรือไม่” “ข้ารังเกียจ” ผิงผิงตอบอย่างไร้น้ำใจ “ขึ้นชื่อว่าบ่าว เมื่อเป็นแล้ว ถึงจะหาเงินไถ่ตัวออกไปได้แต่ก็ต้องถูกตราหน้าไปจนวันตาย ข้าไม่ต้องการเป็นเมียบ่าว ไม่คิดจะเป็นขี้ข้ารองมือรองเท้าใครไปตลอดชาติ ตามหลักแล้วตั้งแต่ข้าออกจากหม่าเจียง สัญญาหมั้นของเราก็ถือว่าจบ&rdquo
“กระหม่อมแค่ทำตามรับสั่งของท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ เอ่อ... ที่จริงแล้วยังมีอีกคนที่ช่วยพ่ะย่ะค่ะ”“ใครหรือ”“ใครก็ได้ไปพานางมาที” หลิวอวี้ปรบมือ สักพักเสี่ยวเม่ยก็ประคองหลี่ชุ่ยผินเข้ามา นางต้องใช้ไม้เท้าเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า มือไม้ไขว่คว้าไปข้างหน้า พอได้ยินเสียงอู๋ซานเหนียง หลี่ชุ่ยผินจึงหันมายิ้มให้นางตาบอดอู๋ซานเหนียงสับสนเพราะเข้าใจมาตลอดว่าเอี้ยนเซินประหารหลี่ชุ่ยผินไปแล้ว นางจึงจ้องหน้าหลี่ชุ่ยผินเหมือนไม่เชื่อดวงตาตัวเอง “ไหนพวกเขาบอกว่าท่านถูกฆ่าตายไปแล้ว”“ตอนแรกข้าก็คิดว่าไม่รอดแล้ว ไหนๆ ก็จะต้องตาย ข้าจึงเสี่ยงตัดสินใจสารภาพเรื่องทุกอย่าง” เพื่อพิสูจน์คำพูด หลี่ชุ่ยผินจึงทำร้ายดวงตาของตัวเองจนบอด อู๋ซานเหนียงก็ยิ่งร้องไห้เสียใจแต่หลี่ชุ่ยผินเข้มแข็งกว่าที่คิด “ท่านเซินอ๋องสั่งให้องครักษ์หน่วยพยัคฆ์ออกเดินทางไปหานซานทันที แต่ลูกชายข้า...”หลี่ชุ่ยผินน้ำตาซึม น้ำเสียงสั่นเทาแต่ก็ยังคงไม่ยอมแพ้ “เขาร่วมมือช่วยพาท่านอู๋ออกจากคุก... แต่เขาหนีไม่ทัน”
อู๋ซานเหนียงสบตานิ่ง “เหตุผลของเจ้ามีเท่านี้เองหรือ” “ฮึ! สุดท้ายเจ้าก็ไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย ไม่เคยเห็นหัวข้าในสายตา” ผิงผิงร้องไห้ออกมาอย่างแค้นใจ “เจ้าบอกข้าว่าจะปกป้องข้า ดูแลข้า แล้วตอนที่ไอ้จิวจิ่นฟางมันย่ำยีข้า เจ้ามุดหัวหายไปอยู่ที่ไหน! ข้ากำลังจะได้แต่งงานมีความสุขอยู่ที่หม่าเจียง แต่เป็นเพราะเจ้า! เจ้าทำลายทุกอย่าง แต่วาสนาของเจ้าได้เป็นพระชายาเซินอ๋อง ส่วนข้าได้เป็นแค่นางกำนัลรับใช้ เจ้ามองข้า เหยียดหยามข้าเพราะคิดว่าข้ามันน่าสมเพช! ไม่ว่าข้าจะชอบอะไรหรือชอบใคร เจ้าก็ต้องโผล่มาแทรกกลาง แย่งทุกสิ่งไปจากข้าเสมอ รู้อะไรไหม ข้าไม่ได้ชอบคุณชายหยงเลยสักนิด แต่เป็นเพราะเขาสนใจเจ้า ข้าก็เลยแย่งชิงเขามาบ้าง ฮ่าๆ เป็นไง เจ็บปวดใจมั้ยละ” อู๋ซานเหนียงรับฟังเงียบๆ รอจนผิงผิงระเบิดโทสะจนจบ&n
บทที่ 27 ผิงผิง อู๋ซานเหนียงไม่ได้อยากเอาความหงุดหงิดไปลงที่เขาเลย บางทีเห็นเขายืนหงอยอยู่นอกห้อง นางก็อดสงสารไม่ได้ แต่พอเขาเข้าใกล้มันก็สุดจะทานทน ดังนั้นจึงนางคิดวิธีเขียนจดหมายส่งให้แทน ระหว่างที่นางกำลังร่ายคำขอร้องเรื่องที่คุยค้างกันไว้ เสี่ยวเม่ย นางกำนัลประจำตัวคนใหม่ของอู๋ซานเหนียงก็ตรงเข้ามาคำนับอย่างนอบน้อม“พระชายา... นางกำนัลผิงผิงทูลขอเข้าเฝ้าหลายครั้งแล้ว ท่านต้องการพบนางหรือไม่” ผิงผิง? นางมัวแต่จดจ่อเรื่องบิดาจนลืมเพื่อนคนนี้ไปเสียสนิท อู๋ซานเหนียงจึงหันหน้าขวับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย “อย่าเรียกข้าเช่นนั้นอีก ตอนนี้ผิงผิงอยู่ที่ไหน? นางสบายดีหรือไม่ รบกวนพวกเจ้าพานางมาพบข้าได้ไหม” “เพคะ”&
สวรรค์... นางตั้งครรภ์... เอี้ยนเซินแทบจะเต้นระบำไปรอบๆ จวน ความฉ่ำชุ่มหวนกลับคืนสู่หัวใจอันแห้งแล้ง ท่วมท้น ล้นปรี่และแสนจะยินดี มันเป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะมีได้อีก นางเพิ่งตั้งครรภ์ได้เดือนกว่าๆ และต้องบำรุงอย่างเคร่งครัด เอี้ยนเซินตั้งอกตั้งใจฟังหมอทุกรายละเอียด ถามย้ำๆ ซ้ำไปซ้ำมาและโผกอดนางทันทีที่หมอหลวงชี้แจงจบ แต่อนิจจา... นางผลักตัวเขาออกอย่างรังเกียจ แม้แต่หน้าก็ยังไม่มอง ผ้าไหมแพรพรรณ เครื่องประดับหรือแม้แต่กับข้าวที่เขาลงทุนเข้าครัวทำให้ด้วยตัวเอง... นางเททิ้งเสียสิ้นบอกตามตรง... ตอนนี้เขาไม่ได้เจอหน้านางมาเกือบสามวันแล้ว เอี้ยนเซินจึงตัดสินใจมาเดินหมากกับน้องรองที่จวนฉีอ๋อง ตัวหมากเอื่อยเฉื่อยสับสน เขาเอาแต่ถอนหายใจยาว นั่งก็เฮ้อ ยืนก็เฮ้อ อาการผิดปกติเช่นนี้
“ไม่มีผู้ใดเอาชนะความตายได้”“ใช่ แต่ข้าก็จะสู้” นางยิ้มอย่างที่ทำให้โลกของเขาเจิดจ้า ดุจดวงตะวัน ดุจดวงจันทรา ดุจดวงดารา นางมักจะเผลอยิ้มเช่นนั้นโดยไม่รู้ตัวเสมอ “เพราะเป็นเช่นนั้นการหาวิธีมีชีวิตอยู่รอดถึงได้น่าสนุกอย่างไรเล่าเพคะ”“แต่เจ้าเพิ่งจะยอมแพ้ให้ความตาย”เขาได้ยินเสียงตัวเองคำรามอย่างฉุนเฉียว เขาเกลียดตัวเองเสียจริง เกลียดที่หัวใจส่วนลึกกำลังกลัวว่าจะสูญเสียนางไป อู๋ซานเหนียงนั่งกอดเข่า เชยคางค้างไว้ที่หลังมือบนหัวเข่า เรือนผมหนานุ่มตกรุ่ยร่ายลงมาคลอเคลีย ดูอ่อนหวานละมุนละไมดุจกลีบดอกไม้แสนเปราะบาง ทำให้เขาหายใจเข้าอย่างแรง“ข้าจะไม่ยอมแพ้เช่นนั้นอีก มาสิ ข้าพร้อมแล้ว อยากจะกล่าวหาอะไรข้าอีกก็เชิญได้เลย ข้าไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว”อู๋ซานเหนียงกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว ต่อให้คมดาบประหารลงมาในตอนนี้ นางก็ไม่หวั่นกลัวเลย แม้ว่าจะร้องไห้เสียใจที่ไม่อาจช่วยชีวิตบิดาไว้ได้ แต่ดวงตาของนางเป็นประกายเลือดนักสู้อีกครั้ง เป็นแววตาที่ทำให้เขาหลงรักรัก?ไม่มีทาง เขารีบต่อต้านตนเองโ
บัณฑิตจิวจิ่นฟางรู้ข่าวจากน้องสาว เขาก็นั่งเกี้ยวพุ่งมาที่บ้านเฉินจินเหยาทันที“ข้าตั้งใจจะเสนอชื่อน้องสาวเจ้าเข้าวังตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทางหลี่ชุ่ยผินก็เห็นด้วย สั่งให้เหมยเซียงเตรียมตัวเข้าวังตามหลังนางไปได้เลย ข้าให้คนส่งข่าวไปที่บ้านเจ้าแล้ว ป่านนี้คงจะกำลังฉลองอยู่แน่”
“อ้อ... แสดงว่าไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกสินะ” “ใช่ มีกันแค่สองคนพ่อลูกเท่านั้น” เฉินจินเหยาตอบโดยไม่คิดอะไร “นายอำเภออู๋มีตำแหน่งขุนนาง แต่ไม่รู้จักผูกมิตรพ่อค้าคหบดี ฐา
อู๋ซานเหนียงอยู่ท้ายแถวคู่กับผิงผิง ทั้งสองไม่อยากเข้าวังจึงมองดูอยู่เฉยๆ “ทำไมเจ้าไม่อยากเข้าวังละ?” ผิงผิงม้วนผมตัวเองเล่น ใช้ปลายเท้าเขี่ยพื้นไปมาเวลาที่ไม่สบายใจ “ฝ่าบาททรงมีอาย
บทที่ 3 คัดเลือกตัว เดือนต่อมา ยามเช้าตรู่ อู๋ซานเหนียงตื่นเช้







