LOGIN“อ้อ... แสดงว่าไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกสินะ”
“ใช่ มีกันแค่สองคนพ่อลูกเท่านั้น” เฉินจินเหยาตอบโดยไม่คิดอะไร “นายอำเภออู๋มีตำแหน่งขุนนาง แต่ไม่รู้จักผูกมิตรพ่อค้าคหบดี ฐานะจึงยากจนและไม่ก้าวหน้า รับราชการมาค่อนชีวิตแล้วยังเป็นได้แค่ขุนนางขั้นสี่ ดูเอาเถิด ชุดเสื้อผ้าของซานเหนียงใส่ซ้ำมาสามปีแล้ว เครื่องประดับสักชิ้นก็ไม่ซื้อให้ลูกสาว จนป่านนี้แล้วยังไม่มีแม่สื่อมาทาบทามซานเหนียงเลยสักคน น่าละอายจริงๆ”
อู๋ซานเหนียงฟังวาจาร้ายกาจของอาจารย์แล้วไม่พอใจ บิดาของนางปฏิบัติหน้าที่ทุกวันไม่มีวันหยุด ที่ใดมีปัญหาก็จะไปตรวจดูด้วยตนเอง สร้างผลงานในฐานะขุนนางซื่อตรง ไม่เคยรับสินบน ไม่ฉ้อฉลเงินทองเข้ากระเป๋าตัวเอง ถึงแม้ว่าอู๋ซานเหนียงจะกำพร้ามารดา แต่เป็นเพราะความดีของบิดาทำให้นางยืดอกภาคภูมิใจ
“อาจารย์... ท่านพ่อสอนข้าเสมอว่าหากเสื้อผ้าอาหารการกินไม่เท่าผู้อื่นก็อย่าน้อยใจ แต่หากคุณธรรมความรู้ความสามารถไม่เท่าผู้อื่น นี่สิควรละอายเจ้าค่ะ”
“ฟังคารมของนางสิ กล้ากล่าววาจาล่วงเกินผู้ใหญ่แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน”
“ความจนเป็นเรื่องธรรมดาของนักปราชญ์ พี่เฉินตำหนิพ่อของนางเช่นนั้น นางเป็นลูก ทั้งผูกพันทั้งสนิทกับพ่อย่อมไม่พอใจ”
“เฮ้อ เจ้าไม่รู้อะไร เด็กคนนี้ยิ่งกว่านางจิ้งจอก ทำตัวไม่รู้จักโต ทั้งดื้อทั้งพูดจาก้าวร้าว ถามคนหม่าเจียงสิ คนทั้งอำเภอต่างก็รู้วีรกรรมของนางทั้งนั้น”
“นางทำอะไรหรือ”
“ล่าสุดก็เรื่องหลานของข้าต้องโขกศีรษะให้คนตักส้วม แถมยังถูกพ่อของนางสั่งโบยจนขาหัก ต้นเหตุนั่นก็เพราะนางไงละ เขาเป็นถึงซิ่วไฉ แต่นางเด็กโตแต่ตัวช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ถ้าท่านต้องการตัวนางเข้าวัง ข้านี่แหละจะออกปากคัดค้าน”
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ น่าตกใจจริงๆ” นางข้าหลวงเอ่ยไปพลางกลั้นหัวเราะไปพลาง นึกขำในใจว่าถ้าเด็กคนนี้มีแม่สื่อมาทาบทามสิแปลก เพราะนางเฉินจินเหยามีแต่ด่าไม่มีชม แถมอู๋ซานเหนียงยังล่วงเกินหลานรักของนาง เฉินเจินเหยาจึงยิ่งโมโหหนัก คอยพูดจากระทบกระเทียบขึ้นไปอีก
นางข้าหลวงจิบน้ำชาคลายเหนื่อยอึกหนึ่ง ก่อนจะหันไปหาอู๋ซานเหนียง “เด็กน้อย เรื่องที่เจ้าพูดมาก็ถูก ท่านพ่อของเจ้าไม่บกพร่องต่อหน้าที่ขุนนาง แต่อย่าลืมว่าเรื่องที่เจ้ายังไม่ออกเรือน ไม่มีผู้ใดมาขอหมั้นหมาย เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของลูกผู้หญิง ดังนั้นถือว่าท่านพ่อบกพร่องหน้าที่ต่อเจ้า อาจารย์เฉินนึกกังวลแทน เจ้าต้องขอบคุณนางถึงจะถูก”
“ผู้น้อยผิดไปแล้วเจ้าค่ะ อาจารย์... ข้าใจร้อน ไม่ทันคิดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน พูดจาล่วงเกินอาจารย์ ข้าขออภัยเจ้าค่ะ” หญิงสาวคุกเข่าโขกคำนับขออภัยต่ออาจารย์ แต่เฉินจินเหยาชักเท้าหนี
“ความรู้ที่ข้าทุ่มเทสั่งสอนเจ้าไปก็เหมือนเทน้ำราดลงพื้น หายวับไม่เหลืออะไรสักนิด น่าขายหน้ายิ่งนัก”
“อาจารย์ ข้ายอมรับคำตำหนิทุกอย่างเจ้าค่ะ แต่เรื่องเข้าวัง ข้าไม่สมัครใจ...”
“เหอะ! วางใจเถอะ ข้าไม่มีวันส่งเจ้าเข้าวังให้ผู้คนตามด่าข้าลับหลังหรอก ไปซะ ข้าหมดธุระกับพวกเจ้าแล้ว ออกไปให้หมดทุกคน”
ถ้าหากจิวเหมยเซียงเป็นศิษย์รัก อู๋ซานเหนียงก็เป็นศิษย์ชัง เฉินจินเหยากับนางข้าหลวงยังคงนั่งพูดคุยกันต่อเพื่อตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ส่วนหญิงสาวทั้งหลายต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน
“นางงูพิษ โผล่หางออกมาจนได้สินะ”
แม้ว่าอาภรณ์จะงดงามแต่ก็ไม่สามารถปกปิดนิสัยที่แท้จริงได้ จิวเหมยเซียงเดินชนไหล่อู๋ซานเหนียง จงใจยิ้มเยาะและกระซิบด่า “เจ้าแกล้งพูดวิธีการออกมาไม่หมด จงใจทำให้ข้าขายหน้า อย่านึกนะว่าข้าจะไม่รู้ ลูกสาวขุนนางต่ำต้อยอย่างเจ้ารู้วิธีเล่นกับมด เพราะเจ้ามันก็พวกหนอนแมลงเหมือนกันเลยคุยกันรู้เรื่องละสิ”
“คุณหนูเหมยเซียง เจ้าหาเรื่องข้าทุกวัน ไม่เบื่อบ้างหรือไง”
“หึ! เรื่องที่เจ้าทำกับพี่ชายข้า ข้ายังไม่ได้คิดบัญชี หนอย วันนี้ทำเป็นเสแสร้งไม่อยากเข้าวัง แต่ความจริงอยากชูคอเป็นนางหงส์จนตัวสั่น บอกให้รู้ไว้ซะด้วยว่าลูกสาวขุนนางจนๆ อย่างเจ้า อย่าได้คิดฝันเลย! นางคนไร้มารยาท ไม่มีแม่คอยอบรม”
อู๋ซานเหนียงถูกหยามกลับยิ้มแย้ม เดินถือผ้าเช็ดหน้าสะบัดพลิ้วไปมา แม้ว่าการแต่งกายของอู๋ซานเหนียงจะไม่หรูหรางดงามเท่าจิวเหมยเซียง แต่ชุดของอู๋ซานเหนียงซึ่งเป็นชุดเก่าของมารดาก็เรียบง่าย งามสง่าชวนมอง เมื่อผสมกับบุคลิกเชื่อมั่นในตัวเอง อู๋ซานเหนียงสวยน่ามองไม่ด้อยกว่าเลยสักนิด
“เจ้าด่าใครไม่มีแม่หรือ”
“ด่าเจ้าน่ะสิ นางโง่”
พูดไม่ทันจบ อู๋ซานเหนียงก็ถีบเท้าใส่เต็มแรง จิวเหมยเหนียงไม่ทันระวัง ร่างปลิวถลาลงสระน้ำจมโคลนลงไปครึ่งตัว ตามด้วยเสียงกรีดร้องดังลั่นเพราะอู๋ซานเหนียงเอาไม้ยันตัวจิวเหมยเซียงไว้ไม่ให้ขึ้นมา ปากก็ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่ที่แท้เอาไม้กดคู่อริไว้
“ช่วยด้วยๆๆ คุณหนูเหมยเซียงคนงามตกน้ำป๋อมแป๋ม ช่วยด้วยๆ รีบมาดูกันเร็วๆ พ่อแม่พี่น้องมาดูคุณหนูเหมยเซียงเล่นขี้โคลนกันเร็วๆ”
เสียงร้องโหวกเหวกของอู๋ซานเหนียงเรียกความสนใจจากชาวบ้าน พากันมามุงดูคุณหนูสกุลจิวผู้แสนเลิศหรูตกโคลน จนกระทั่งมีคนงานลงไปช่วย อู๋ซานเหนียงจึงโยนไม้ทิ้งพลางหัวเราะปากกว้าง
“จับลูกหมูตัวเมียอาบน้ำโคลนเสร็จแล้ว ไปหาข้าวกินดีกว่า ปากก็เหม็น ตัวก็เหม็น อุ้ยลืม... คุยกับหมูต้องร้องอู๊ดๆ”
“นังชาติชั่ว! ข้าจะฟ้องพ่อเจ้า!”
“มาได้เลย อู๊ดๆๆ ข้ารออยู่นะจ๊ะ คราวหน้าข้าจะพาลงบ่อส้วมเลยคอยดู อู๊ดๆ”
อู๋ซานเหนียงเดินยืดเนื้อยืดตัวสบายอารมณ์ ส่วนผิงผิงละล้าละหลังแต่ก็ตัดสินใจตามอู๋ซานเหนียงไป จิวเหมยเซียงแค้นใจจนแทบกระอัก พอตะเกียกตะกายขึ้นมาได้ก็กระทืบเท้า สะบัดตัวจากการเกาะกุมของพวกคนงานชั้นต่ำ นางจ้องกราดบรรดาเพื่อนในกลุ่มที่ยืนนิ่งเป็นใบ้ ไม่ยอมช่วยนางสู้เลยสักคน น่าเจ็บใจนัก!!
“ข้า... ข้าคิดว่าเราควรจะทบทวนกันใหม่ เราควรจะ...”“จูบ”“เอ้อ จูบ” ข้าโคลงศีรษะไปมา ก่อนจะตัดสินใจเงยหน้า ยืดตัวขึ้นแต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่กล้าประทับริมฝีปากลงไป เอาแต่พ่นลมหายใจอุ่นๆ ใส่กันอย่างเอาเป็นเอาตายเท่านั้นเอง“ถ้าเจ้าไม่จูบ ข้าจะจูบแทนนะ”“ก็ข้า...”“ถ้าให้ข้าจูบ รับรองว่าจะไม่จบแค่จูบนะ”“ไม่เอานะ”“งั้นจูบ อย่าอิดออด”ข้าตัดสินใจรวบรวมความกล้า หลับหูหลับตากดริมฝีปากลงไป แต่สิ่งที่ข้าจูบกลับไม่ใช่ริมฝีปากของเสี่ยวเจิน แต่เป็นตำราเล่มหนึ่ง“เป็นสาวเป็นแส้ ริอ่านทำตัวยั่วยวน”พี่หยางสือโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เอาตำรากุลสตรีมาขวางกลางได้พอเหมาะพอเจาะ จากนั้นก็เอาตำรานั่นโบกศีรษะข้ากับเสี่ยวเจินคนละที เส้นเลือดบนขมับเสี่ยวเจินปูด แต่เขาไม่พูดอะไร“พี่หยางสือ ตามมาถึงนี่ มีธุระอะไร”“ขนลุก ขนลุก เจ้าเรียกข้าเป็นพี่แบบนี้ ข้าขนลุก” พี่หยางสือเกาแขนเกาขา
ข้าชื่อลี่หลิน... องค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นเอี้ยน แล้วก็... ข้ากำลังถูกลักพาตัว ขณะที่ม้าศึกของโจรบ้ากำลังวิ่งควบท่ามกลางแสงตะวัน สีหน้าของข้ายังคงแตกตื่น สองมือพยายามคว้าบังเหียนม้าเพื่อหยุด แต่มือสากกระด้างของคนที่นั่งอยู่ข้างหลังข้าตะปบมือข้าไว้ กลายเป็นว่าเราจับมือกันควบม้า คนที่ลักพาตัวข้ามาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นลูกพี่ลูกน้องของข้า...เซวียนเจิน ไอ้บ้า “หลินเอ๋อร์ เจ้าไม่ควรใจร้อนนะ” &
เขาเติบโตเป็นชายฉกรรจ์องอาจผ่าเผย ร่างกายสูงใหญ่ล่ำสัน พูดจาสุภาพนุ่มนวล ความสามารถเก่งรอบด้านและเชี่ยวชาญการใช้กลศึก เขาเป็นพี่ชายที่ข้าชื่นชอบมาก แต่เขาไม่ยอมคุยกับข้าอีกเลย ข้าได้แต่ยืนหลบๆ อยู่หลังเสาทุกครั้งที่เจอเขาในวัง มองอยู่ไกลๆ ไม่กล้าเข้าไปคุยหรือจูงมือเดินเล่นกันเหมือนอย่างวันวานอีก เขาสังเกตเห็นข้าเช่นกัน แต่เขาหันไปทางอื่นแทน ข้าเหงามากเลย ในที่สุดข้าก็รวบรวมความกล้า หอบขนมไส้งาไปให้เขา &ldq
“นี่ข้าทำให้เจ้านะเสี่ยวเจิน เสด็จแม่บอกว่านกนางแอ่น[1]จะหวนกลับมาทำรังที่เดิมทุกปี เจ้าจะได้กลับมาหาข้าอีกไง”ข้าปักลายผ้าเป็นรูปนกกำลังบิน ท่านอาสะใภ้สามสอนให้ข้าปักลายแปลกๆ ใหม่ๆ หลายแบบ ข้าจึงตั้งอกตั้งใจปักแล้วนำไปเย็บติดกับแถบเข็มขัดด้านในของเสี่ยวเจิน“...”เขาดูอึ้งๆ เพราะลายนกปักมันบูดๆ เบี้ยวๆ ดูไม่ค่อยออกด้วยซ้ำว่าเป็นนกอะไร แต่ข้าก็อยากทำให้เขา “สัญญานะว่าจะกลับมาหาข้าอีก... นะพี่ชาย”“หลินเอ๋อร์...”“หื้ม?”“...”เสี่ยวเจินทำหน้าอึกอัก ข้าไม่ทันฟังให้จบเพราะน้องเสี่ยวซื่อดึงแขนเสื้อข้าพลางร้องปวดฉี่ ข้าจึงต้องอุ้มน้องรีบไปจัดการโดยด่วนข้าชอบฟังท่านอาสามเล่าเรื่องเสือตัวใหญ่ซึ่งถูกท่านอาสามปราบด้วยมือเปล่า ใครมาเยี่ยมแล้วถามถึงหนังเสือผืนใหญ่ที่แขวนอวด ท่านอาก็ฟุ้งเรื่องนี้ได้เป็นวันๆ ไม่มีเบื่อเลย ข้าชอบฟังมาก ไปหาท่านอาสามเมื่อไหร่ก็ขอให้เล่าให้ฟังทุกที 
ข้าคือท่านหญิงลี่หลินแห่งจวนเซินอ๋อง ลูกสาวคนโตของท่านแม่อู๋ซานเหนียงกับท่านพ่อเอี้ยนเซินเจ้าค่ะ ปีนี้ข้าแปดขวบแล้ว มีพี่ชายหนึ่งคนชื่อพี่หยางสือ เขาชอบโม้ว่าตัวเองอายุสิบขวบ โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เฮอะ! โตที่ไหนกัน ช่างเถอะ ข้าไม่สนพี่บ้าๆ คนนี้หรอก“หลินเอ๋อร์ ตื่นได้แล้วลูก”ข้าพลิกตัวหนี ยังไม่อยากตื่น หัวไปทาง ขาไปทาง ยกขาถีบผนังเตียงไปหนึ่งที“เสี่ยวหยาง แม่บอกแล้วใช่หรือไม่ว่าให้นอนแยกเตียงใครเตียงมันได้แล้ว”“หลินเอ๋อร์กระโดดมานอนเตียงนี้แล้วไม่ยอมกลับเองนี่พ่ะย่ะค่ะ” หูข้าได้ยินพี่ชายฟ้องแม่ฉอดๆ ข้าอยากจะลุกขึ้นเถียงนะ แต่ตอนนี้ข้ายังงัวเงีย“หลินเอ๋อร์ ตื่นได้แล้ว ดูสิ เจ้านอนถีบเสี่ยวเจินอีกแล้ว”เสี่ยวเจิน? ใครหว่า... อ๋อ ลูกพี่ลูกน้องของข้าเอง เขาเป็นลูกชายของท่านอาหย่งอาน ท่านอาแต่งกับองค์ชายแคว้นหลี่ ผ่านไปหลายปีถึงได้กลับมาเยี่ยมแคว้นเอี้ยนบ้านเกิด ระหว่างนี้เสี่ยวเจินก็เลยมาพักอยู่กับเราเผียะ!!เจี๊ยก... พอโดนไม้เรียวกระทบก้น ข้าถึงได้ตื่นเต็มตา กระเด้งตัวขึ้นมานั่งเร
เขากำลังชันเข่าเก็บศรเกาทัณฑ์ที่หล่นเกลื่อนกลาด ร่างแข็งแรงเปลือยท่อนบน กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ กระตุกไหวตามท่วงท่า อู๋ซานเหนียงจึงพอใจที่จะมองเขาเงียบๆ แววตาเป็นประกายชื่นชม เมื่อคืนทั้งสองเพิ่งจะร่วมรักกันหนักหน่วงอย่างหมดหัวใจ แสนจะดุดันและดิบเถื่อน ตะกายเข้าหากันครั้งแล้วครั้งเล่าจนหมดเรี่ยวแรงแต่ถึงจะอย่างนั้น ทั้งคู่ก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ“เซินเซิน...” อู๋ซานเหนียงก้าวเข้าไปแต่หยุดยืนห่างจากเขา นางยิ้มอย่างมีความหมายขณะมองเรือนกายกำยำแสนเร้าใจของเขา นึกถึงตอนที่เขากลับจวนหลังจากสิ้นสุดสงครามครั้งใหญ่นั่น นางกับเขาทำสถิติข้ามวันข้ามคืนกันเลยทีเดียว นึกขึ้นมาคราวใดก็อดขำไม่ได้ที่นางกับเขาทำตัวเหมือนพวกตายอดตายอยากขนาดนั้น“หากเรียกข้าด้วยชื่อนั้นต้องมีค่าธรรมเนียมนะเมียข้า” เขาเงยหน้าขึ้นพลางขยิบตา อันเป็นกระบวนท่าร้ายกาจที่สุดกระบวนหนึ่ง แต่อู๋ซานเหนียงมั่นใจว่านางเด็ดกว่านั้น“ข้าไม่มีเงินทองติดกาย แต่ยินดีจ่ายด้วยเนื้อตัว... ท่านจอมทัพพยัคฆ์พอจะผ่อนผันรับไว้ได้หรือไม่” อู๋ซานเหนียงก้มลงหยิบศรเกาทัณฑ์ขึ้นมา จงใจให้ทรวงอก
บัณฑิตจิวจิ่นฟางรู้ข่าวจากน้องสาว เขาก็นั่งเกี้ยวพุ่งมาที่บ้านเฉินจินเหยาทันที“ข้าตั้งใจจะเสนอชื่อน้องสาวเจ้าเข้าวังตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทางหลี่ชุ่ยผินก็เห็นด้วย สั่งให้เหมยเซียงเตรียมตัวเข้าวังตามหลังนางไปได้เลย ข้าให้คนส่งข่าวไปที่บ้านเจ้าแล้ว ป่านนี้คงจะกำลังฉลองอยู่แน่”
อู๋ซานเหนียงอยู่ท้ายแถวคู่กับผิงผิง ทั้งสองไม่อยากเข้าวังจึงมองดูอยู่เฉยๆ “ทำไมเจ้าไม่อยากเข้าวังละ?” ผิงผิงม้วนผมตัวเองเล่น ใช้ปลายเท้าเขี่ยพื้นไปมาเวลาที่ไม่สบายใจ “ฝ่าบาททรงมีอาย
เอาล่ะ เมื่อถึงเวลาช่วงบ่ายก็เป็นเวลาบันเทิงของนาง อู๋ซานเหนียงถลกแขนเสื้อขึ้นพลางผิวปากเรียกลิ่วล้อซึ่งเป็นเด็กๆ ไปช่วยกันจับปลามาทำกับข้าวกันอีก แต่ผิงผิงเห็นเข้าเสียก่อนจึงลากตัวอู๋ซานเหนียงไปยังบ
บทที่ 3 คัดเลือกตัว เดือนต่อมา ยามเช้าตรู่ อู๋ซานเหนียงตื่นเช้







