Masukบัณฑิตจิวจิ่นฟางรู้ข่าวจากน้องสาว เขาก็นั่งเกี้ยวพุ่งมาที่บ้านเฉินจินเหยาทันที
“ข้าตั้งใจจะเสนอชื่อน้องสาวเจ้าเข้าวังตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทางหลี่ชุ่ยผินก็เห็นด้วย สั่งให้เหมยเซียงเตรียมตัวเข้าวังตามหลังนางไปได้เลย ข้าให้คนส่งข่าวไปที่บ้านเจ้าแล้ว ป่านนี้คงจะกำลังฉลองอยู่แน่”
เฉินจินเหยาเอ็นดูหลานทั้งสองคนนี้นัก กิริยามารยาทของจิวเหมยเซียงนางเป็นผู้อบรมมากับมือ ทั้งรูปร่างหน้าตาและฐานะล้วนเหมาะสมไม่มีผู้ใดในอำเภอหม่าเจียงสู้ได้ หากจะสนับสนุนให้ใครได้ดี มิสู้สนับสนุนเครือญาติกันเองไม่ดีกว่าหรือ พอจิวจิ่นฟางได้ยินข่าวดีเช่นนั้นก็หัวใจพองโต อีกหน่อยน้องสาวคลอดพระโอรส เขาก็ย่อมมีหน้ามีตา ตำแหน่งสำคัญใหญ่ๆ อย่างมหาเสนาบดีจะไปไหนเสีย
“ข้ากำชับให้คนส่งข่าวไปหาท่านเสนาบดีกวงไว้แล้ว รับรองว่าเหมยเซียงมีแต่รุ่งกับรุ่ง เจ้าเองก็ด้วยนะ เข้าเมืองหลวงไปพร้อมเหมยเซียงคราวนี้ เจ้าต้องเตรียมเงินเบิกทางไปให้มากๆ หน่อย”
“ท่านป้ารู้ใจหลานยิ่งนัก แต่หลานมีความคิดหนึ่งจะเสนอ”
“ว่ามาสิ”
“อีกหน่อยซิ่วไฉอย่างหลานก็จะได้กินตำแหน่งขุนนางใหญ่ น้องสาวก็เข้าวังไปเป็นชายาเอก จะขาดก็แต่หญิงรับใช้ติดตามเข้าวัง”
“ตามธรรมเนียมแล้วเหมยเซียงจะพาคนสนิทเข้าวังไปได้สองคน เดี๋ยวนางก็เลือกเสี่ยวฮวากับเสี่ยวจื้อเข้าวังไปรับใช้เองล่ะ เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก”
“หลานต้องการให้ท่านป้าช่วยเสนอชื่ออีกคนต่างหาก”
“ใคร?”
“อู๋ซานเหนียง” จิวจิ่นฟางแสยะยิ้มพลางจ้องมองขาที่หักทั้งสองข้างของตนเอง จะไปไหนมาไหนก็ต้องให้คนแบกขึ้นหลังน่าทุเรศสิ้นดี ไหนจะพวกชาวบ้านไร้สมองที่ยังคงซุบซิบเรื่องฉาวโฉ่ ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าโมโหจนผูกใจเจ็บ เมื่อวานก่อนได้ยินชาวบ้านปรึกษากันว่าจะทำร่ม[1]ให้อู๋ซื่อหวง จิวจิ่นฟางจึงยิ่งนึกแค้น ต้องการล้างผลาญสองพ่อลูกสกุลอู๋ให้ตายทั้งโคตร
“อืม... นับว่าเจ้ามีความคิดตรงกับข้า ทางหลี่ชุ่ยผินยืนยันว่าจะให้เด็กนั่นเข้าวังด้วยให้ได้ ข้าจึงเสนอให้นางติดตามเหมยเซียงในฐานะสาวใช้ หลี่ชุ่ยผินก็ไม่ได้ว่าอะไร”
“ดี! งั้นทุกอย่างก็เป็นไปตามที่หลานหวัง หลานจะให้นางนั่นถูกกดขี่ข่มเหง รองมือรองเท้าเหมยเซียงไปจนตาย ส่วนพ่อของมัน ข้าจะ...”
จิวจิ่นฟางคำรามคั่งแค้น เกือบจะพลั้งปากออกไป ดีที่เขาตาไวเห็นคนรับใช้ยืนอยู่ไม่ไกล ตั้งแต่เกิดเรื่องน่าอาย จิวจิ่นฟางก็ระมัดระวังตัวจนเข้าขั้นหวาดระแวง เฉินจินเหยาป้องปากหัวเราะพลางประคองป้อนขนมให้หลานชายอย่างเอาใจ “ท่านขุนนางใหญ่ไม่ต้องใจร้อน หลี่ชุ่ยผินฝากงานให้เจ้าจัดการแล้ว”
“งานอะไรหรือ?”
“เอาเป็นว่าสมหวังดังตั้งใจเจ้าทุกประการก็แล้วกัน” นางเฉินจินเหยาไม่ตอบให้ตรงคำถาม เอาแต่หัวเราะพลางปาดฝาชากับขอบถ้วย เป่าไอน้ำชาร้อนๆ อย่างสบายอารมณ์
[1] เป็นธรรมเนียมของชาวจีน ขุนนางที่สร้างความดี ชาวบ้านจะร่วมกันทำร่มกระดาษคันใหญ่แล้วร่วมกันลงชื่อบนร่ม เรียกว่าร่มเชิดชูความดี
ตกค่ำ บ้านเรือนแต่ละหลังล้วนปิดมืดเนื่องจากเทียนไขเป็นของฟุ่มเฟือย แต่จวนที่พักของนายอำเภอยังมีแสงเทียนลอดผ่านหน้าต่างตามปกติ เพราะอู๋ซานเหนียงสังเกตเห็นว่าเทียนไขที่จุดแต่ละแท่งใช้แล้วก็หมดไป ดังนั้นนางจึงทำแท่นวางเทียนจากกระบอกไม้ไผ่ เมื่อเทียนละลายก็ไหลลงไปที่กระบอกไม้ไผ่ด้านล่าง กลายเป็นเทียนใหม่อีกแท่งหนึ่ง เวียนใช้ได้ไม่ขาดแคลน
อู๋ซานเหนียงประคองแท่นวางเทียนนำไปไว้ที่ห้องอ่านหนังสือของบิดาเพิ่มขึ้น ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือใกล้กันเพื่อช่วยบิดาตรวจทานหนังสือราชการ สักพักใหญ่ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ รีบไปรื้อค้นตะกร้าใส่หนังสือตอบกลับแต่มันว่างเปล่า
“ท่านพ่อ ฎีกาของดเว้นภาษีที่ท่านส่งไปเมืองหลวงเมื่อเดือนก่อนยังไม่มีหนังสือตอบกลับมาเลยนะเจ้าคะ ข้าเกรงว่ามันอาจจะตกหล่นระหว่างทาง หรือไม่ก็เป็นเพราะ...”
“เหนียงเอ๋อร์...” อู๋ซื่อหวงตวัดพู่กันโดยที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา น้ำเสียงเหนื่อยอ่อนอย่างเห็นได้ชัด “มันไม่ตกหล่นหรอกลูก แต่เป็นเพราะพ่อไม่มีพี่ข่งฟาง[1]”
ใบหน้าอ่อนเยาว์ของอู๋ซานเหนียงงอง้ำ ระบบสินบนเฮงซวย!
[1] ข่งฟาง หมายถึง รูสี่เหลี่ยม (เหรียญกลมแบนจะเจาะรูสี่เหลี่ยมตรงกลาง) แปลความหมายว่าอู๋ซื่อหวงไม่มีเงินจ่ายใต้โต๊ะขุนนางเพื่อส่งฎีกาถวายให้เหลียนอ๋องทอดพระเนตรนั่นเอง
“ท่านพ่อ ตอนนี้ดึกมากแล้ว ท่านตรวจหนังสือมาตั้งแต่บ่าย พักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ”
“อืม เจ้าไปนอนก่อนเถอะ เดี๋ยวดื่มชาหมดถ้วย พ่อก็จะเข้านอนแล้วละ” อู๋ซื่อหวงไอเบาๆ สองสามครั้ง ลูกสาวจึงลุกขึ้นไปเทน้ำชาของบิดาทิ้งด้านนอกหน้าต่าง ก่อนจะคะยั้นคะยอให้อู๋ซื่อหวงวางพู่กันด้วยการยึดแท่นฝนหมึกไป “เฮ้อ! ไอ้ลูกคนนี้ เออๆ นอนก็นอน”
“งานไม่หนีท่านพ่อไปไหนหรอกเจ้าค่ะ วางไว้พรุ่งนี้ก็ยังอยู่ที่เดิม ลุงเป่าเป็นเสมียนให้ท่านตั้งแต่หนุ่มยันแก่ อายุมากแล้วแต่ยังแข็งแรงเพราะเข้านอนแต่หัวค่ำ ท่านต้องเอาอย่างลุงเป่า ตื่นตอนเช้ามาสดชื่น ตรวจงานได้เร็วกว่าตอนอ่อนเพลียแน่นอนเจ้าค่ะ เมื่อเย็นป้าหยวนหอบขิงมาฝาก ข้าจะต้มน้ำขิงร้อนๆ ให้ทานแต่เช้า ท่านพ่อต้องถนอมตัวเอง จะได้อยู่ดุข้าไปนานๆ นะเจ้าคะ”
บทที่ 28 อ้อนเมียเอี้ยนเซินเพิ่งได้รับรายงานว่าหลิวอวี้ทำภารกิจลับสำเร็จ เขานึกถึงอู๋ซานเหนียงทันที อยากจะเห็นรอยยิ้มของนางใจจะขาด อยากจะรู้ว่ามันเพียงพอชดใช้ความผิดพลาดที่เขากระทำลงไปหรือไม่ ดังนั้นเอี้ยนเซินจึงควบเจ้ามังกรทะยานมาจากค่ายทหาร พุ่งตรงกลับเข้าจวนโดยไม่หยุดพัก สารรูปจึงดูเหมือนโจรป่าตัวเหม็นโทรมๆ หนวดเคราไม่ได้โกน ร่างสูงใหญ่ไม่ได้คิดอะไร สนใจแค่ว่านางอยู่ที่ไหนเท่านั้นวันนี้อากาศเริ่มอุ่นขึ้นแล้ว หิมะละลายเหลือเพียงก้อนน้ำแข็งเป็นหย่อมๆ ตามซอกตามมุม ต้นไม้ใบหญ้ากำลังผลิใบรับแสงตะวันอันแรงกล้า ตอนที่เอี้ยนเซินกลับไปถึง อู๋ซานเหนียงกำลังทำกับข้าวในครัวเพื่อดูแลบิดาด้วยตนเอง อาหารที่นางทำก็เป็นของง่ายๆ อย่างผัดผักและปลานึ่ง กินกับข้าวต้มหุงร้อนๆ นั่งล้อมวงกินข้าวกันอย่างมีความสุข คนที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านและไม่มีอะไรใส่ท้องตั้งแต่เมื่อวานจึงกลืนน้ำลายเอือกใหญ่อู๋ซื่อหวงพักฟื้นสุขภาพอย่างดี สองแก้มที่ซูบผอมจึงเริ่มแดงระเรื่อขึ้นอย่างแข็งแรง บาดแผลทั้งหลายบนร่างกาย อู๋ซานเหนียงเป็นผู้ดูแลเองทั้งหมด ไม่ยอมให้ใครทำแทน
“สกุลหยงต้องหนีตายออกมาจากหม่าเจียง ตอนแรกก็ว่าจะไปหาญาติที่เมืองหลวง แต่ระหว่างทางถูกดักปล้นเงินทองไปเกือบหมด ญาติพี่น้องที่หานซานก็ไม่ยอมรับ พวกเราจึงอพยพหนีมาที่แคว้นเอี้ยน ตั้งใจว่าจะไปตายเอาดาบหน้า ท่านพ่อของข้าก็โชคร้ายถูกคนชั่วฆ่าตาย โชคดีที่เจอท่านเซินอ๋องรับครอบครัวของข้ามาอยู่ที่จวน ข้าจึงขายตัวเป็นบ่าวเอาเงินมาฝังศพท่านพ่อ” “เป็นบ่าว?” “ใช่ เจ้าคงไม่รังเกียจข้าใช่หรือไม่” “ข้ารังเกียจ” ผิงผิงตอบอย่างไร้น้ำใจ “ขึ้นชื่อว่าบ่าว เมื่อเป็นแล้ว ถึงจะหาเงินไถ่ตัวออกไปได้แต่ก็ต้องถูกตราหน้าไปจนวันตาย ข้าไม่ต้องการเป็นเมียบ่าว ไม่คิดจะเป็นขี้ข้ารองมือรองเท้าใครไปตลอดชาติ ตามหลักแล้วตั้งแต่ข้าออกจากหม่าเจียง สัญญาหมั้นของเราก็ถือว่าจบ&rdquo
“กระหม่อมแค่ทำตามรับสั่งของท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ เอ่อ... ที่จริงแล้วยังมีอีกคนที่ช่วยพ่ะย่ะค่ะ”“ใครหรือ”“ใครก็ได้ไปพานางมาที” หลิวอวี้ปรบมือ สักพักเสี่ยวเม่ยก็ประคองหลี่ชุ่ยผินเข้ามา นางต้องใช้ไม้เท้าเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า มือไม้ไขว่คว้าไปข้างหน้า พอได้ยินเสียงอู๋ซานเหนียง หลี่ชุ่ยผินจึงหันมายิ้มให้นางตาบอดอู๋ซานเหนียงสับสนเพราะเข้าใจมาตลอดว่าเอี้ยนเซินประหารหลี่ชุ่ยผินไปแล้ว นางจึงจ้องหน้าหลี่ชุ่ยผินเหมือนไม่เชื่อดวงตาตัวเอง “ไหนพวกเขาบอกว่าท่านถูกฆ่าตายไปแล้ว”“ตอนแรกข้าก็คิดว่าไม่รอดแล้ว ไหนๆ ก็จะต้องตาย ข้าจึงเสี่ยงตัดสินใจสารภาพเรื่องทุกอย่าง” เพื่อพิสูจน์คำพูด หลี่ชุ่ยผินจึงทำร้ายดวงตาของตัวเองจนบอด อู๋ซานเหนียงก็ยิ่งร้องไห้เสียใจแต่หลี่ชุ่ยผินเข้มแข็งกว่าที่คิด “ท่านเซินอ๋องสั่งให้องครักษ์หน่วยพยัคฆ์ออกเดินทางไปหานซานทันที แต่ลูกชายข้า...”หลี่ชุ่ยผินน้ำตาซึม น้ำเสียงสั่นเทาแต่ก็ยังคงไม่ยอมแพ้ “เขาร่วมมือช่วยพาท่านอู๋ออกจากคุก... แต่เขาหนีไม่ทัน”
อู๋ซานเหนียงสบตานิ่ง “เหตุผลของเจ้ามีเท่านี้เองหรือ” “ฮึ! สุดท้ายเจ้าก็ไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย ไม่เคยเห็นหัวข้าในสายตา” ผิงผิงร้องไห้ออกมาอย่างแค้นใจ “เจ้าบอกข้าว่าจะปกป้องข้า ดูแลข้า แล้วตอนที่ไอ้จิวจิ่นฟางมันย่ำยีข้า เจ้ามุดหัวหายไปอยู่ที่ไหน! ข้ากำลังจะได้แต่งงานมีความสุขอยู่ที่หม่าเจียง แต่เป็นเพราะเจ้า! เจ้าทำลายทุกอย่าง แต่วาสนาของเจ้าได้เป็นพระชายาเซินอ๋อง ส่วนข้าได้เป็นแค่นางกำนัลรับใช้ เจ้ามองข้า เหยียดหยามข้าเพราะคิดว่าข้ามันน่าสมเพช! ไม่ว่าข้าจะชอบอะไรหรือชอบใคร เจ้าก็ต้องโผล่มาแทรกกลาง แย่งทุกสิ่งไปจากข้าเสมอ รู้อะไรไหม ข้าไม่ได้ชอบคุณชายหยงเลยสักนิด แต่เป็นเพราะเขาสนใจเจ้า ข้าก็เลยแย่งชิงเขามาบ้าง ฮ่าๆ เป็นไง เจ็บปวดใจมั้ยละ” อู๋ซานเหนียงรับฟังเงียบๆ รอจนผิงผิงระเบิดโทสะจนจบ&n
บทที่ 27 ผิงผิง อู๋ซานเหนียงไม่ได้อยากเอาความหงุดหงิดไปลงที่เขาเลย บางทีเห็นเขายืนหงอยอยู่นอกห้อง นางก็อดสงสารไม่ได้ แต่พอเขาเข้าใกล้มันก็สุดจะทานทน ดังนั้นจึงนางคิดวิธีเขียนจดหมายส่งให้แทน ระหว่างที่นางกำลังร่ายคำขอร้องเรื่องที่คุยค้างกันไว้ เสี่ยวเม่ย นางกำนัลประจำตัวคนใหม่ของอู๋ซานเหนียงก็ตรงเข้ามาคำนับอย่างนอบน้อม“พระชายา... นางกำนัลผิงผิงทูลขอเข้าเฝ้าหลายครั้งแล้ว ท่านต้องการพบนางหรือไม่” ผิงผิง? นางมัวแต่จดจ่อเรื่องบิดาจนลืมเพื่อนคนนี้ไปเสียสนิท อู๋ซานเหนียงจึงหันหน้าขวับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย “อย่าเรียกข้าเช่นนั้นอีก ตอนนี้ผิงผิงอยู่ที่ไหน? นางสบายดีหรือไม่ รบกวนพวกเจ้าพานางมาพบข้าได้ไหม” “เพคะ”&
สวรรค์... นางตั้งครรภ์... เอี้ยนเซินแทบจะเต้นระบำไปรอบๆ จวน ความฉ่ำชุ่มหวนกลับคืนสู่หัวใจอันแห้งแล้ง ท่วมท้น ล้นปรี่และแสนจะยินดี มันเป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะมีได้อีก นางเพิ่งตั้งครรภ์ได้เดือนกว่าๆ และต้องบำรุงอย่างเคร่งครัด เอี้ยนเซินตั้งอกตั้งใจฟังหมอทุกรายละเอียด ถามย้ำๆ ซ้ำไปซ้ำมาและโผกอดนางทันทีที่หมอหลวงชี้แจงจบ แต่อนิจจา... นางผลักตัวเขาออกอย่างรังเกียจ แม้แต่หน้าก็ยังไม่มอง ผ้าไหมแพรพรรณ เครื่องประดับหรือแม้แต่กับข้าวที่เขาลงทุนเข้าครัวทำให้ด้วยตัวเอง... นางเททิ้งเสียสิ้นบอกตามตรง... ตอนนี้เขาไม่ได้เจอหน้านางมาเกือบสามวันแล้ว เอี้ยนเซินจึงตัดสินใจมาเดินหมากกับน้องรองที่จวนฉีอ๋อง ตัวหมากเอื่อยเฉื่อยสับสน เขาเอาแต่ถอนหายใจยาว นั่งก็เฮ้อ ยืนก็เฮ้อ อาการผิดปกติเช่นนี้
“อ้อ... แสดงว่าไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกสินะ” “ใช่ มีกันแค่สองคนพ่อลูกเท่านั้น” เฉินจินเหยาตอบโดยไม่คิดอะไร “นายอำเภออู๋มีตำแหน่งขุนนาง แต่ไม่รู้จักผูกมิตรพ่อค้าคหบดี ฐา
อู๋ซานเหนียงอยู่ท้ายแถวคู่กับผิงผิง ทั้งสองไม่อยากเข้าวังจึงมองดูอยู่เฉยๆ “ทำไมเจ้าไม่อยากเข้าวังละ?” ผิงผิงม้วนผมตัวเองเล่น ใช้ปลายเท้าเขี่ยพื้นไปมาเวลาที่ไม่สบายใจ “ฝ่าบาททรงมีอาย
เอาล่ะ เมื่อถึงเวลาช่วงบ่ายก็เป็นเวลาบันเทิงของนาง อู๋ซานเหนียงถลกแขนเสื้อขึ้นพลางผิวปากเรียกลิ่วล้อซึ่งเป็นเด็กๆ ไปช่วยกันจับปลามาทำกับข้าวกันอีก แต่ผิงผิงเห็นเข้าเสียก่อนจึงลากตัวอู๋ซานเหนียงไปยังบ
บทที่ 3 คัดเลือกตัว เดือนต่อมา ยามเช้าตรู่ อู๋ซานเหนียงตื่นเช้







