Masukเดือนต่อมา
ยามเช้าตรู่ อู๋ซานเหนียงตื่นเช้าอย่างเช่นทุกวันและง่วนยุ่งอยู่ในครัวตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง นางเก็บไข่ในเล้าไก่ รดน้ำผักและเก็บมาดองเกลือใส่ไหไว้ทานตลอดปี นางจุดเตาต้มน้ำร้อน ซึ่งจะจุดเตาทำอาหารตอนเช้าครั้งเดียวแล้วแบ่งทานสามมื้อเพื่อประหยัดฟืน ไม่นานนักกลิ่นควันฟืนก็ลอยละล่องออกจากห้องครัวพร้อมด้วยกลิ่นอาหารหอมๆ แสนโอชะ บรรดาเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการอำเภอก็พลอยได้กินของอร่อยทุกวัน
นับตั้งแต่มารดาเสียชีวิตเมื่อหลายปีก่อน อู๋ซื่อหวงก็ไม่คิดแต่งงานใหม่ ดังนั้นหน้าที่ดูแลทำกับข้าวปัดกวาดเช็ดถูจึงเป็นหน้าที่ของลูกสาว หากไม่นับเรื่องนิสัยแก่นๆ ของนางแล้ว อู๋ซานเหนียงก็นับว่าเป็นแม่บ้านแม่เรือนคนหนึ่งทีเดียว คดีใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงก่อนช่วยแพร่ข่าวสารเรื่องปลาไหลไปทั่วทุกครัวเรือน อู๋ซานเหนียงจึงพยายามพลิกแพลงทำอาหารจากปลาไหลหลายๆ อย่างให้ท่านพ่อทานเยอะๆ
“อืม... เค็มไป ท่านหมอบอกว่าต้องงดทานเค็ม”
หญิงสาวแตะนิ้วบนตะหลิว ชิมรสชาติเนื้อปลาไหลทอดกรอบผัดพริกเผ็ด จากนั้นก็หันไปดูหม้อข้าวที่กำลังเดือด ใช้ไม้พายคนให้ข้าวแตกตัวดี จากนั้นก็ปิดฝาแล้วใช้ไม้ขัดฝาหม้อ รินน้ำข้าวเก็บไว้ดื่มระหว่างวันหรือมอบให้ชาวบ้านยากจนนำไปให้เด็กทารกดื่มแทนน้ำนม ยามสงครามเช่นนี้ชาวบ้านต้องประทังชีวิตด้วยการขุดเผือกขุดมัน หน่อไม้หรือขุยไผ่มากินแทนข้าว แต่สำหรับสองพ่อลูกสกุลอู๋ยังโชคดีที่พอมีข้าวสารเก็บตุนไว้ ท่านพ่อจึงบอกให้นางหุงข้าวใส่หน่อไม้เยอะๆ เพื่อประหยัดข้าว
“กลิ่นกับข้าวหอมไปถึงบ้านข้าเลยเชียวนะจ๊ะเหนียงเอ๋อร์”
ผิงผิงเกาะขอบรั้วดินเตี้ยๆ พลางทำจมูกฟุดฟิดหยอกล้อ นางเป็นบุตรีขุนนางตำแหน่งเล็กๆ ที่ดูแลท่าเรือหม่าเจียง ทั้งสองจึงเป็นเพื่อนที่โตมาด้วยกัน วิ่งเล่นก่อเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน เพิ่งจะมีช่วงหลังที่ผิงผิงหมั้นหมายแล้วจึงทำตัวเรียบร้อยขึ้น อ่อนหวานน่ารักเสียจนอู๋ซานเหนียงแอบล้อบ่อยๆ ว่าน้องผิงผิงแก้มแดง
ผิงผิงยื่นตะกร้าผลไม้ให้ “ท่านแม่สั่งให้เอาลูกพลับมาแลกไข่ไก่จ้า”
“สำหรับคุณหนูผิงผิงคนงาม ข้าไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว” อู๋ซานเหนียงหัวเราะคิกคักพลางส่งตะกร้าไข่ไก่สดใหม่ข้ามรั้วไป ทั้งคู่คุยวี้ดว้ายกันตามประสา ก่อนที่ผิงผิงจะโบกมือลากลับบ้านแต่พอจะเดินจากไป ผิงผิงก็นึกอะไรขึ้นมาได้เสียก่อน
“เจ้าพร้อมแล้วใช่ไหม”
“พร้อม? พร้อมอะไร”
“อ้าว? ลืมไปแล้วหรือว่าวันนี้ท่านอาจารย์เฉินจะสอบท่องคัมภีร์อี้จิง ข้าท่องเท่าไหร่ก็จำไม่ได้สักที ท่องหน้าลืมหลัง ท่องหลังลืมหน้า เฮ้อ” ผิงผิงมีสีหน้าวิตกกังวลเพราะนางท่องจำไม่เก่ง ตอนแรกอู๋ซานเหนียงนึกว่าสอบอะไรยากๆ พอรู้ว่าสอบท่องจำ นางก็ทำหน้ายิ้มๆ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่านอกจากจะสอบท่องแล้วยังมีสอบกิริยามารยาทอีกด้วย
“ตายแน่ๆ ข้าโดนอาจารย์เฉินเคาะตาตุ่มอีกแน่เลย”
อู๋ซานเหนียงไม่ถนัดเรื่องการวางตัวให้อ่อนช้อยนุ่มนวล จะยืนจะนั่งจะเดินก็ต้องมีแบบแผนให้สมกับที่เป็นกุลสตรี เวลาทานอาหารหรือดื่มชาต้องจัดระเบียบแขนอย่างไรให้ดูดี หรือแม้แต่การเจรจาพาทีก็ยังต้องเลือกใช้คำให้สง่างาม อู๋ซานเหนียงไม่ถนัดแต่ผิงผิงถนัด ดังนั้นสองสาวจึงผลัดกันถอนหายใจแล้วแยกย้ายกันเข้าบ้านใครบ้านมัน
“ท่านพ่อ ข้าวเช้าพร้อมแล้วเจ้าค่ะ”
อู๋ซานเหนียงประคองถาดกับข้าวเข้ามาในห้องหนังสือและห้องทำงานของบิดา บรรดาชั้นหนังสือที่อยู่ชิดกำแพงมีหนังสือเต็มชั้นล้นแล้วล้นอีก เป็นภาพที่ชินตาเพราะเงินเดือนขุนนางที่อู๋ซื่อหวงได้รับ ถ้าไม่แจกจ่ายช่วยชาวบ้านก็นำไปซื้อหนังสือตำราจนหมด
อู๋ซื่อหวงกำลังคร่ำเคร่งกับงาน หญิงสาวจึงประคองถาดชาเข้ามาวางบนโต๊ะไม้ไผ่ บนโต๊ะมีกองหนังสืออีกสามตั้งและเอกสารที่รออนุมัติ แม้ข้าวของเครื่องใช้จะไม่หรูหราแต่ก็สะอาดเรียบร้อยราวกับโรงเรียนบัณฑิต และที่เห็นจะสะดุดตาที่สุดก็คือภาพประดับที่แขวนไว้ข้างหน้าต่าง ในภาพไม่ใช่ภาพภูเขาแม่น้ำหรือสัตว์มงคล แต่เป็นภาพทุ่งข้าวรวงทองกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เขียนตัวอักษรข้อความว่า
‘กิจของขุนนางคือบำรุงปากท้องราษฎร’
ที่พักของนายอำเภอด้านหลังศาลนั้นมีขนาดพออยู่เพียงหนึ่งครอบครัวเท่านั้น ดังนั้นขุนนางที่มารับตำแหน่งที่นี่จึงมักจะตอบรับคำเชิญ ไปพักที่จวนหลังงามซึ่งเป็นของสกุลจิว แต่อู๋ซื่อหวงเป็นขุนนางซื่อตรง ตัดสินคดีความตรงไปตรงมาไม่ไว้หน้าใคร พ่อค้าที่ไม่รู้นำสิ่งของมีค่ามาติดสินบน อู๋ซื่อหวงก็จับโบย พวกพ่อค้านึกว่าของขวัญมูลค่าน้อยไปจึงส่งของดีๆ แพงๆ มาให้ใหม่ อู๋ซื่อหวงก็สั่งจับโบยพ่อค้าไม่รู้กี่คนต่อกี่คนจนชื่อเสียงขจรขจายไปไกล
อู๋ซานเหนียงจุดธูปไหว้มารดา จากนั้นก็หันไปจัดโต๊ะกินข้าวโดยเตรียมถ้วยชามและตะเกียบไว้สามชุดเสมอ นางคิดว่าถ้าวิญญาณของมารดาได้กินข้าวร่วมโต๊ะด้วยกันน่าจะมีความสุขกว่า
“ท่านพ่อดื่มยาก่อนนะเจ้าคะ”
“อืม” อู๋ซื่อหวงกึ่งนั่งกึ่งนอนอ่านหนังสือร้องเรียนอยู่บนตั่ง ห่มเสื้อตัวหนาไว้บนไหล่ ขณะที่อู๋ซานเหนียงช่วยประคองบิดาให้ลุกขึ้น อู๋ซื่อหวงสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก ไอโขลกๆ และหายใจติดขัดจนลูกสาวต้องช่วยลูบหลังให้ “ไม่ไหว ใกล้ฤดูหนาวทีไรอาการกำเริบขึ้นทุกที”
“พรุ่งนี้ข้าจะทำข้าวต้ม กินร้อนๆ คล่องคอนะเจ้าคะ”
“อืม อย่าลืมฝานมันเส้นใส่ลงไปเยอะๆ ด้วย ช่วงนี้ข้าวเริ่มขาดตลาดอีกแล้ว”
“เจ้าค่ะ” นางเทน้ำชายกให้บิดา อู๋ซื่อหวงถึงได้มีสีหน้าสดชื่นขึ้น “ท่านพ่อดูสิ ผู้เฒ่าซูจับปลาไหลมาให้ข้าเยอะแยะเลย ท่านพ่อป่วยมานานต้องทานเนื้อบำรุงเยอะๆ นะเจ้าคะ”
“ยังดีที่ได้ปลาไหลมาเป็นอาหาร ช่วยประทังชีวิตชาวบ้านได้อีกมาก แต่นี่ก็ใกล้จะถึงรอบเก็บภาษีอีกแล้ว เมื่อวันก่อนก็มีข่าวนาล่ม พวกชาวบ้านจะกินข้าวยังไม่มีกินแล้วจะหาข้าวที่ไหนมาส่งภาษี เฮ้อ... ข้าลำบากใจจริงๆ”
อู๋ซื่อหวงถอนหายใจ พยายามคิดหาทางแก้ไขปัญหานี้เท่าไหร่ๆ ก็ติดขัดไปเสียทุกอย่าง อู๋ซานเหนียงคดข้าวใส่ถ้วยให้ท่านพ่อ และนั่งกินข้าวเงียบๆ เรียบร้อย
หลังจากเก็บล้างจานชาม บุตรสาวนายอำเภอเล็กๆ ก็นั่งเหม่อที่ระเบียง บนตักมีงานเย็บเสื้อซึ่งเนื้อผ้าทอจากป่าน ถ้าเป็นช่วงก่อนก็ยังพอหาผ้าเนื้ออุ่นๆ ดีๆ มาเย็บเสื้อกันหนาวให้บิดาได้ แต่สถานการณ์ตอนนี้มีแต่จะย่ำแย่ลง ขนาดบิดาของนางมีเงินเดือนหลวงกินเดือนละสิบห้าตำลึงยังต้องกระเบียดกระเสียรแทบตาย แล้วพวกชาวนาชาวไร่เล่า?
อู๋ซานเหนียงนิ่งคิด แผ่นดินนี้จะมีอะไรบ้างหนอที่นางทำได้เพื่อหยุดความทุกข์ยากของชาวบ้าน อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ท่องหนังสือปาวๆ หรือฝึกเดินยักย้ายให้ต้องตาต้องใจผู้ชาย มันต้องมีหน้าที่อะไรสักอย่างที่สวรรค์เบื้องบนมอบให้นางสิ!
เขาเติบโตเป็นชายฉกรรจ์องอาจผ่าเผย ร่างกายสูงใหญ่ล่ำสัน พูดจาสุภาพนุ่มนวล ความสามารถเก่งรอบด้านและเชี่ยวชาญการใช้กลศึก เขาเป็นพี่ชายที่ข้าชื่นชอบมาก แต่เขาไม่ยอมคุยกับข้าอีกเลย ข้าได้แต่ยืนหลบๆ อยู่หลังเสาทุกครั้งที่เจอเขาในวัง มองอยู่ไกลๆ ไม่กล้าเข้าไปคุยหรือจูงมือเดินเล่นกันเหมือนอย่างวันวานอีก เขาสังเกตเห็นข้าเช่นกัน แต่เขาหันไปทางอื่นแทน ข้าเหงามากเลย ในที่สุดข้าก็รวบรวมความกล้า หอบขนมไส้งาไปให้เขา &ldq
“นี่ข้าทำให้เจ้านะเสี่ยวเจิน เสด็จแม่บอกว่านกนางแอ่น[1]จะหวนกลับมาทำรังที่เดิมทุกปี เจ้าจะได้กลับมาหาข้าอีกไง”ข้าปักลายผ้าเป็นรูปนกกำลังบิน ท่านอาสะใภ้สามสอนให้ข้าปักลายแปลกๆ ใหม่ๆ หลายแบบ ข้าจึงตั้งอกตั้งใจปักแล้วนำไปเย็บติดกับแถบเข็มขัดด้านในของเสี่ยวเจิน“...”เขาดูอึ้งๆ เพราะลายนกปักมันบูดๆ เบี้ยวๆ ดูไม่ค่อยออกด้วยซ้ำว่าเป็นนกอะไร แต่ข้าก็อยากทำให้เขา “สัญญานะว่าจะกลับมาหาข้าอีก... นะพี่ชาย”“หลินเอ๋อร์...”“หื้ม?”“...”เสี่ยวเจินทำหน้าอึกอัก ข้าไม่ทันฟังให้จบเพราะน้องเสี่ยวซื่อดึงแขนเสื้อข้าพลางร้องปวดฉี่ ข้าจึงต้องอุ้มน้องรีบไปจัดการโดยด่วนข้าชอบฟังท่านอาสามเล่าเรื่องเสือตัวใหญ่ซึ่งถูกท่านอาสามปราบด้วยมือเปล่า ใครมาเยี่ยมแล้วถามถึงหนังเสือผืนใหญ่ที่แขวนอวด ท่านอาก็ฟุ้งเรื่องนี้ได้เป็นวันๆ ไม่มีเบื่อเลย ข้าชอบฟังมาก ไปหาท่านอาสามเมื่อไหร่ก็ขอให้เล่าให้ฟังทุกที 
ข้าคือท่านหญิงลี่หลินแห่งจวนเซินอ๋อง ลูกสาวคนโตของท่านแม่อู๋ซานเหนียงกับท่านพ่อเอี้ยนเซินเจ้าค่ะ ปีนี้ข้าแปดขวบแล้ว มีพี่ชายหนึ่งคนชื่อพี่หยางสือ เขาชอบโม้ว่าตัวเองอายุสิบขวบ โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เฮอะ! โตที่ไหนกัน ช่างเถอะ ข้าไม่สนพี่บ้าๆ คนนี้หรอก“หลินเอ๋อร์ ตื่นได้แล้วลูก”ข้าพลิกตัวหนี ยังไม่อยากตื่น หัวไปทาง ขาไปทาง ยกขาถีบผนังเตียงไปหนึ่งที“เสี่ยวหยาง แม่บอกแล้วใช่หรือไม่ว่าให้นอนแยกเตียงใครเตียงมันได้แล้ว”“หลินเอ๋อร์กระโดดมานอนเตียงนี้แล้วไม่ยอมกลับเองนี่พ่ะย่ะค่ะ” หูข้าได้ยินพี่ชายฟ้องแม่ฉอดๆ ข้าอยากจะลุกขึ้นเถียงนะ แต่ตอนนี้ข้ายังงัวเงีย“หลินเอ๋อร์ ตื่นได้แล้ว ดูสิ เจ้านอนถีบเสี่ยวเจินอีกแล้ว”เสี่ยวเจิน? ใครหว่า... อ๋อ ลูกพี่ลูกน้องของข้าเอง เขาเป็นลูกชายของท่านอาหย่งอาน ท่านอาแต่งกับองค์ชายแคว้นหลี่ ผ่านไปหลายปีถึงได้กลับมาเยี่ยมแคว้นเอี้ยนบ้านเกิด ระหว่างนี้เสี่ยวเจินก็เลยมาพักอยู่กับเราเผียะ!!เจี๊ยก... พอโดนไม้เรียวกระทบก้น ข้าถึงได้ตื่นเต็มตา กระเด้งตัวขึ้นมานั่งเร
เขากำลังชันเข่าเก็บศรเกาทัณฑ์ที่หล่นเกลื่อนกลาด ร่างแข็งแรงเปลือยท่อนบน กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ กระตุกไหวตามท่วงท่า อู๋ซานเหนียงจึงพอใจที่จะมองเขาเงียบๆ แววตาเป็นประกายชื่นชม เมื่อคืนทั้งสองเพิ่งจะร่วมรักกันหนักหน่วงอย่างหมดหัวใจ แสนจะดุดันและดิบเถื่อน ตะกายเข้าหากันครั้งแล้วครั้งเล่าจนหมดเรี่ยวแรงแต่ถึงจะอย่างนั้น ทั้งคู่ก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ“เซินเซิน...” อู๋ซานเหนียงก้าวเข้าไปแต่หยุดยืนห่างจากเขา นางยิ้มอย่างมีความหมายขณะมองเรือนกายกำยำแสนเร้าใจของเขา นึกถึงตอนที่เขากลับจวนหลังจากสิ้นสุดสงครามครั้งใหญ่นั่น นางกับเขาทำสถิติข้ามวันข้ามคืนกันเลยทีเดียว นึกขึ้นมาคราวใดก็อดขำไม่ได้ที่นางกับเขาทำตัวเหมือนพวกตายอดตายอยากขนาดนั้น“หากเรียกข้าด้วยชื่อนั้นต้องมีค่าธรรมเนียมนะเมียข้า” เขาเงยหน้าขึ้นพลางขยิบตา อันเป็นกระบวนท่าร้ายกาจที่สุดกระบวนหนึ่ง แต่อู๋ซานเหนียงมั่นใจว่านางเด็ดกว่านั้น“ข้าไม่มีเงินทองติดกาย แต่ยินดีจ่ายด้วยเนื้อตัว... ท่านจอมทัพพยัคฆ์พอจะผ่อนผันรับไว้ได้หรือไม่” อู๋ซานเหนียงก้มลงหยิบศรเกาทัณฑ์ขึ้นมา จงใจให้ทรวงอก
“ขนมมั้ยจ๊ะ... อร่อยนะ”ลี่หลินร้องหงอยๆ น้องสาวตัวเล็กเริ่มร้องกะจองอแงแล้ว แถมพี่เลี้ยงกำลังตรงมาลากกลับเข้าจวน แต่ลี่หลินก็ยิ่งฮึด ร้องขายเสียงดัง กะว่าขอทิ้งทวน “สามชิ้นห้าอีแปะ!! สามชิ้นห้าอีแปะเท่านั้นจ้า มาซื้อกันหน่อย ช่วยข้าซื้อกันหน่อยจ้า!!”ร้องขายไปก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งไป น้องสาวเห็นพี่ร้องก็ร้องตามเป็นวรรคเป็นเวร พี่เลี้ยงจึงอุ้มคนน้องแล้วจูงลี่หลิน จะพากลับเข้าจวนก่อนที่จะโดนดุกันไปหมด“ขอซื้อขนมหน่อยสิ”เสียงเด็กชายคนหนึ่งร้องเรียก แม่ค้าตัวเล็กกำลังสะอื้นสะอื้น พอได้ยินว่ามีลูกค้าจะซื้อขนม น้ำหูน้ำตาก็หายวับ รีบหันมาขายด้วยความดีใจ “ขนมไส้งา สามชิ้นห้าอีแปะเท่านั้นจ๊ะ”“งั้นเอายี่สิบอีแปะ”“ยี่สิบอีแปะ?”“ใช่ ยี่สิบอีแปะ” เด็กชายผู้นี้อายุราวๆ สิบขวบ รูปร่างสูงใหญ่มีสง่าราศี แต่งกายด้วยอาภรณ์เนื้อดี เข็มขัดห้อยหยกแกะสลักเป็นรูปมังกร เขาไม่ได้มาเพียงลำพังเพราะมีขุนนางและองครักษ์อีกสองสามคนเดินตาม เขาโบกพัดไม้จันทน์แกะสลักเบาๆ ไม่รีบไม่ร้อน
บทส่งท้าย ครองคู่ หลายปีถัดมาอู๋ซานเหนียงรักกลิ่นฝนฤดูใบไม้ผลิที่สุด ชอบดอกโบตั๋นดอกใหญ่ที่บานประชันกับดอกบัวในสระ และหลงรักวันเวลาดั่งสรวงสวรรค์ที่นางกับเขาช่วยกันสร้างขึ้น นางรักสุดหัวใจช่วงนี้วุ่นๆ นิดหน่อยเพราะหย่งอานกับองค์ชายหลี่เซวียนหลงผู้เป็นพระสวามีกลับมาเยือนแคว้นเอี้ยน พาลูกสาวลูกชายกลับมาเยี่ยมเสด็จตา ถึงแม้ว่าเอี้ยนอ๋องจะไม่สบอารมณ์ ไม่ถูกพระทัยลูกเขยคนนี้เท่าไหร่นักเพราะไอ้ลูกเขยโฉบองค์หญิงผู้เป็นแก้วตาดวงใจของพระองค์ไปหน้าด้านๆ แต่พอได้หลานตัวเล็กตัวน้อยมากอดแข้งกอดขาพร้อมร้องเรียกเสด็จตาๆๆ เอี้ยนอ๋องก็พระทัยละลาย โอ๋หลานๆ จนลืมลูกไปเลยเมื่อเอี้ยนอ๋องไม่ว่าอะไรแล้ว ถึงแม้ว่าบรรดาพี่ชายทั้งสามจะเกลียดขี้หน้าหลี่เซวียนหลงแค่ไหนก็พูดอะไรไม่ได้แล้วอู๋ซานเหนียงเคยไปเยี่ยมหย่งอานที่แคว้นหลี่ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นหย่งอานกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สาม เอี้ยนเซินเห็นน้องเขยช่วยเมียป้อนข้าวลูก ไอ้ที่เ
บัณฑิตจิวจิ่นฟางรู้ข่าวจากน้องสาว เขาก็นั่งเกี้ยวพุ่งมาที่บ้านเฉินจินเหยาทันที“ข้าตั้งใจจะเสนอชื่อน้องสาวเจ้าเข้าวังตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทางหลี่ชุ่ยผินก็เห็นด้วย สั่งให้เหมยเซียงเตรียมตัวเข้าวังตามหลังนางไปได้เลย ข้าให้คนส่งข่าวไปที่บ้านเจ้าแล้ว ป่านนี้คงจะกำลังฉลองอยู่แน่”
“อ้อ... แสดงว่าไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกสินะ” “ใช่ มีกันแค่สองคนพ่อลูกเท่านั้น” เฉินจินเหยาตอบโดยไม่คิดอะไร “นายอำเภออู๋มีตำแหน่งขุนนาง แต่ไม่รู้จักผูกมิตรพ่อค้าคหบดี ฐา
อู๋ซานเหนียงอยู่ท้ายแถวคู่กับผิงผิง ทั้งสองไม่อยากเข้าวังจึงมองดูอยู่เฉยๆ “ทำไมเจ้าไม่อยากเข้าวังละ?” ผิงผิงม้วนผมตัวเองเล่น ใช้ปลายเท้าเขี่ยพื้นไปมาเวลาที่ไม่สบายใจ “ฝ่าบาททรงมีอาย
จากใจนักเขียน เดิมทีปุ๋มตั้งใจว่าจะตั้งชื่อเรื่องชายาพยัคฆ์เป็นชื่ออื่นที่แสนหวานพาฝันกว่านี้ แต่ความแกร่ง สู้คนของนางเอกเหมาะกับชื่อชายาพยัคฆ์นี้แล้ว อู๋ซานเหนียง นางเอกของนิยายเรื่องนี้เป็นเพียงลูกสาวขุนนางตำแหน่งเล็กๆ ในอำเภอห่างไกล เป็นแค่ผู้หญิงหน้าตาธรรมดาๆ มีสติปัญญาแต่ชาติกำเ







