登入อู๋ซานเหนียงร้องอึกอักเมื่อองค์หญิงกรีดปลายนิ้วเชยคางของนางขึ้น พลิกซ้ายขวาเพื่อสำรวจตรวจสอบ แววต
จวนเซินอ๋องอึกทึกโครมคราม บรรยากาศภายในวังหลวงค่อนข้างคึกคักไม่แพ้กัน องค์หญิงหย่งอานเอียงศีรษะฟังข่าวซุบซิบจากซูเจี้ยน ก่อนจะเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะกลมร่วมกับพี่รองและพี่สาม“เป็นอย่างไรบ้าง”หย่งอานส่ายหน้า “ไม่ไหว ทำตัวเหมือนไก่ตีกันตลอดเวลา เสียงดังไปถึงตรอกหน้าตลาด”“คนไหนขึ้นตีก่อน ตีเสร็จแล้วจับกดใช่หรือไม่”“พี่สาม!”“ฮ่าๆๆ” องค์ชายสามเอี้ยนซื่อจิ้นหัวเราะจนตัวงอหงาย เรื่องสัปดนขอให้บอกเถอะ เขาคือผู้เชี่ยวชาญที่สุด ส่วนองค์ชายรองเอี้ยนซ่านฉีแต่งงานก่อนเป็นคนแรกเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว ดังนั้นจึงทำหน้าเฉยๆ “ยิ่งตีกันยิ่งลูกดก บอกเลย เดี๋ยวพวกเจ้าเผลอแวบเดียว องค์หญิงเหวินเฉิงท้องป่องแน่นอน”องค์ชายรองผู้เป็นบิดาของเด็กตัวเล็กตัวน้อยแปดคนบอกเสียงเรียบๆ ตามประสาผู้มีประสบการณ์มาก่อน ส่วนเอี้ยนซื่อจิ้นนั้นยังไม่คิดจะแต่งงาน ลอยชายไปเรื่อยๆ แบบหนุ่มเจ้าสำราญ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาขำไม่หยุดมาตั้งแต่วันก่อนๆ แล้วนั่นก็คือ“รู้แล้วเหยียบไว้นะ ที่จริงแล้วพี่ใหญ่น่ะ
บทที่ 8 เมียเอกอาละวาดหญิงงามเฉิดฉายนับสิบคนหรือมากกว่านั้นยืนเรียงรายอยู่ในห้องหอคืนวิวาห์ของอู๋ซานเหนียง รวมทั้งพวกบ่าวรับใช้อีกหลายสิบที่ออล้นไปถึงด้านนอก ห้องที่ตอนแรกคิดว่าโอ่โถงกว้างใหญ่พลันอึดอัดคับแคบลงไปในถนัดตา นางกำนัลที่ติดตามอู๋ซานเหนียงมาจากแคว้นเหลียนก็ถูกตามตัวมาเช่นกัน พวกนางเกาะกลุ่มกันแน่นด้วยความหวาดกลัว ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น จิวเหมยเซียงเพิ่งได้เห็นรูปโฉมขององค์ชายใหญ่แห่งแคว้นเอี้ยนถึงกับตะลึงงัน แววตาแปรเปลี่ยนเป็นประกายหลงใหลใฝ่ฝันในทันใดหลี่ชุ่ยผินไม่พอใจอย่างยิ่ง เวลานี้ควรจะเป็นเวลาเข้าหอของบ่าวสาว มิใช่ฉีกหน้าเจ้าสาวเยี่ยงนี้ผิงผิงเกาะอู๋ซานเหนียงไม่ปล่อย ดวงตารื้นน้ำตาและวอกแวกมองไปมองมาอย่างคนตื่นตระหนก จะมีก็แต่อู๋ซานเหนียงที่นั่งสงบนิ่งตรงขอบเตียง ดวงตาคู่งามหรุบลงเหมือนไม่สนใจอะไรรอบกายอีกบรรดาอนุชายาของเขาอายุไล่ตั้งแต่สิบสี่ไปจนถึงยี่สิบต้นๆ สำหรับเชื้อพระวงศ์ที่มีอำนาจสูงในแผ่นดินแล้ว นับว่ายังน้อย พวกนางสงบเสงี่ยมและแต่งกายงดงามชวนสำราญตา ในขณะเดียวกันก็มองชายาเอ
“นั่งสิ เรามีเรื่องต้องคุยกัน” เขาผายมืออันงดงาม เป็นฝ่ามือที่แข็งแรงเสียจนน่าทึ่ง“ไม่ ข้าไม่ต้องการถูกกล่าวหาอย่างไร้ความยุติธรรมอีก เพราะฉะนั้นข้าขออยู่ให้ห่างท่านดีกว่า”นางเชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทางเชื่อมั่นในตนเองจนเกือบเรียกได้ว่าสง่างาม ดวงตาคมกล้าคู่งามมองตรงและประสานสายตากับเขาอย่างไม่เกรงกลัว ใบหน้าหวานซึ้งไร้รอยยิ้ม หยิ่งทระนง มีเพียงความนิ่งเฉยเย็นชาที่สะท้อนออกมา คำแรกที่ผุดขึ้นในใจเอี้ยนเซินคือ ‘เด็กเล่นละคร’ แค่สบตากันเอี้ยนเซินรู้ทันทีว่านางกำลังเกร็งไปทั้งตัวด้วยความประหม่ากลัวเอี้ยนเซินแค่นหัวเราะพลางยกเหล้าดื่มอีกจอก นางจะกลัวอะไรได้ นอกจากกลัวว่าเสด็จพ่อของนางจะเสียเปรียบ ทางฝ่ายแคว้นเหลียนเรียกร้องสินสอดเป็นเมืองชายแดนที่เขาเป็นผู้บุกตีมาได้ ทั้งยังหน้าด้านเรียกร้องให้แคว้นเอี้ยนแบ่งปันเสบียง โดยให้ความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าเขาในฐานะราชบุตรเขยจะเป็นผู้ครองแคว้นเหลียนสืบต่อ แค่คิดเขาก็อยากจะอาเจียนใส่อู๋ซานเหนียงเล่นบทบาทองค์หญิงเหวินเฉิงมาพักใหญ่แล้ว แต่ก็ยังรู้สึกยากเย็นแสนเข็ญอยู่ดี องค์หญิงตัวจริงจะพูดอย่างไร ทำอย่างไร นางนึกไม่ออกเลยจริ
“จิงสุ่ย[1]?”“เพคะองค์ชาย หมอหลวงตรวจอาการแล้ว พระชายาทรงมีสุขภาพแข็งแรงดี ส่วนอาการปวดท้องที่เกิดขึ้นนั้น ท่านหมอหลวงแนะนำให้ใช้ถุงน้ำร้อนประคบ ไม่นานอาการก็จะทุเลาเพคะ”นางกำนัลกราบทูลรายงานก่อนจะคำนับลาออกไปจากห้องหอ หลี่ชุ่ยผินและกลุ่มนางกำนัลจากแคว้นเหลียนก้มหน้านิ่งและล่าถอยออกไปเช่นกัน ก่อนออกไปก็กล่าวคำอวยพรคู่บ่าวสาวให้มีความสุขสมปรารถนา แม้ว่าอู๋ซานเหนียงจะส่งสายตาขอให้นางอยู่เป็นเพื่อนก่อน แต่ธรรมเนียมก็ต้องเป็นธรรมเนียม หลี่ชุ่ยผินปิดประตูห้องหอพลางถอนใจยาว นึกภาวนาขอให้อู๋ซานเหนียงเข้มแข็งและผ่านค่ำคืนนี้ไปได้ด้วยดีเถิดคำอวยพรที่คู่บ่าวสาวได้รับเหมือนเป็นตลกร้าย ภายในห้องอันงดงามมีสิ่งของพยานหกสิ่งอันได้แก่ เครื่องตวง ไม้บรรทัด เครื่องชั่ง กรรไกร กระจกและลูกคิด ครบถ้วนตามธรรมเนียม บนโต๊ะกลมปูผ้าแดงวางสุราและอาหารมงคลสิบอย่าง รวมทั้งเทียนแดงคู่จุดสว่างไสว ขาดก็เพียงเจ้าบ่าวเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวเท่านั้นเองอู๋ซานเหนียงกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง ใบหน้าแดงก่ำโดยไม่ต้องทาสีชาด ใครจะไปคิดเล่าว่าจะปวดท้องจิงสุ่ยในงานเลี้ยง
เขาตรงไปหาน้องสาว พูดคุยทักทายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฝันพอๆ กับใบหน้าคมคายของเขา ทุ้มต่ำและไพเราะราวกับเสียงดนตรี อู๋ซานเหนียงนิ่งงัน จดจำทุกรายละเอียด แต่ความเย็นชาไม่แยแสที่สะท้อนออกมานั้นทำให้นางรู้สึกสมเพชตัวเอง ท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด“คนที่มีความรับผิดชอบที่สุดก็คือพี่ใหญ่ ข้านึกแล้วว่าพี่ใหญ่ต้องมา... พี่รอง พี่สาม... จ่ายมาซะดีๆ”องค์หญิงหย่งอานแบมือ สององค์ชายที่กำลังดวลเหล้ากันครึกครื้นก็วางจอกลงราวกับเหล้าเปรี้ยว องค์ชายสามเอี้ยนซื่อจิ้นเพิ่งจะได้คันเกาทัณฑ์ชั้นยอดเป็นของบรรณาการ เขายังไม่ทันได้ลองยิงเลยสักครั้ง น้องสาวก็โฉบไปเสียแล้ว ส่วนองค์ชายรองเอี้ยนซ่านฉีพนันม้าสีเทาขนเป็นมันเงาไว้ เขาทั้งรักทั้งถนอมถึงขนาดแปรงขนให้ด้วยตัวเอง จู่ๆ น้องสาวตัวดีก็มาโฉบไปเช่นกันเอี้ยนเซินนั่งลงที่โต๊ะจัดเลี้ยงของตนเอง ชูจอกเหล้าขึ้นและเอ่ยอะไรสักอย่างกับขุนนางแคว้นเหลียนที่มาในฐานะทูต หูของนางได้ยินแว่วๆ เกี่ยวกับเรื่องข้อตกลง เสบียง ชายแดน... วนเวียนแต่เรื่องสงคราม ไม่ได้พูดถึงการอภิเษกครั้งนี้เลยสักนิด ไร้ตัวตนสิ้นดีชีวิตลูกผู้หญิงแต่งงานได
อู๋ซานเหนียงคำนับตอบโดยไม่รู้ว่าผู้ถามเป็นใคร ครั้นเหลือบตามองหาคนถาม และพลันประสานสายตากับองค์หญิงหย่งอานซึ่งอยู่รุ่นราวคราวเดียวกับตน อู๋ซานเหนียงถึงกับตะลึงมองความงามไร้ที่ติ เข้าใจแล้วว่างามอย่างเทพธิดาคืองามอย่างไรหย่งอานเองก็พินิจพิจารณาอู๋ซานเหนียงเช่นกัน ก่อนจะแสร้งร่ายกลอนชม“หญิงงามทรามวัยในใต้หล้า แม้จะผัดหน้ากลบฉวีวรรณอันผุดผาด... แม้ทาชาดก็มิอาจบังผิวเรื่ออรุณ คิ้วนางละมุนดั่งขนนกกระเต็น ชายใดเห็นย่อมนึกรักชิดเชยชม...”อู๋ซานเหนียงลืมตัว เผลอต่อกลอน “หมายเด็ดดมบุษบางามเลิศในปฐพี กลายกลับเป็นตังซีขมวดคิ้ว[1]เอย...”องค์หญิงหย่งอานมีแววตาเฉลียวฉลาดและช่างสังเกต คนฉลาดสองคนสบตากันก็เข้าใจ หย่งอานหรี่ตาจ้องโดยไม่พูดอะไร อู๋ซานเหนียงจึงรีบหลบสายตา แสร้งยืนไหล่ตกหลังงอไม่สง่างาม ด้วยหวังว่าองค์หญิงหย่งอานจะไม่ทำลายแผนแสร้งโง่ของนาง“ไม่มีเรื่องใดที่ต้องกังวล พี่ชายของข้า เขาเป็นคนยิ้มง่ายและอ่อนโยนที่สุดที่ท่านเคยพบแน่นอน”ยิ้มง่ายและอ่อนโยน?... อู๋ซานเหนียงนิ่งฟัง แต่ยังไม่เชื่อเท่าไหร่นัก
เอาล่ะ เมื่อถึงเวลาช่วงบ่ายก็เป็นเวลาบันเทิงของนาง อู๋ซานเหนียงถลกแขนเสื้อขึ้นพลางผิวปากเรียกลิ่วล้อซึ่งเป็นเด็กๆ ไปช่วยกันจับปลามาทำกับข้าวกันอีก แต่ผิงผิงเห็นเข้าเสียก่อนจึงลากตัวอู๋ซานเหนียงไปยังบ
บทที่ 3 คัดเลือกตัว เดือนต่อมา ยามเช้าตรู่ อู๋ซานเหนียงตื่นเช้
“เจ้า!! พูดจาเหลวไหล!”จิวจิ่นฟางโกรธจัดเกือบจะบันดาลโทสะ แต่เป็นเพราะเป็นคนมีชนักปักหลัง แอบลักลอบเล่นชู้กับแม่เลี้ยงสาวของตนเอง จิวจิ่นฟางจึงยืนนิ่ง หน้าแดงก่ำเหมือนตับหมู เรื่องนี้ชาวบ้านก็พอรู้แต่ไม่มีใครกล้าพูด เมื่อมีเหตุการณ์ชี้ตัวจับผู้เฒ่าเข้าคุก แถมยังจงใจลบหลู่ฐานะของตาเฒ่าเพื่อทำลายความ
ปีนี้นางอายุสิบหกแต่ยังไม่มีคุณชายบ้านไหนสนใจส่งแม่สื่อมาทาบทาม อาจจะเป็นเพราะชื่อเสียงกิตติศัพท์ด้านไม่ดีไม่งามทั้งหลายดังกระฉ่อน หรืออาจจะเป็นเพราะเมื่อปีที่แล้วนางถีบคุณชายบ้านไหนสักบ้านตกน้ำ บรรดาแม่สื่อจึงพากันขีดฆ่าชื่อของนางทิ้งไป“ใต้เท้าโปรดพิจารณาด้วย คนร้ายอยู่ที่นี่แล้ว” อู๋ซานเหนียงเช็







