Mag-log inอู๋ซานเหนียงร้องอึกอักเมื่อองค์หญิงกรีดปลายนิ้วเชยคางของนางขึ้น พลิกซ้ายขวาเพื่อสำรวจตรวจสอบ แววต
อู๋ซานเหนียงกลับมาอีกครั้งด้วยสีหน้าเรียบเฉย เมื่อวางอาหารจานแรกที่ทำให้เขากินลงบนโต๊ะ มันคือข้าวก้นหม้อบิเป็นแผ่นเล็กๆ นำไปทอด เวลากินก็ทำน้ำแกงใส่กุ้งใส่ไก่หรืออะไรก็ได้ที่เหลือในครัว ปรุงรสแล้วใส่แป้งมันให้น้ำแกงข้น เทราดลงไปบนข้าวตังร้อนๆ ครบเครื่องทั้งสีสัน ความหอม ความอร่อยและเสียงข้าวตังดังกรุบกรอบที่ชวนรับประทาน อู๋ซื่อหวงตกใจที่อู๋ซานเหนียงเอาข้าวก้นหม้อให้ท่านเซินอ๋องกิน แต่เอี้ยนเซินรีบคว้าตะเกียบลิ้มรสอย่างว่องไว พอเคี้ยวเข้าไปคำแรก กับข้าวทุกจานที่อยู่บนโต๊ะก็พลอยถูกกวาดเรียบราวกับเกิดพายุหอบ “อาหารจานนี้คืออะไรหรือ อร่อยเหลือเกิน” “เอ่อ... เอ่อ... ก็เป็นอาหารบ้านๆ ทั่วไปพ่ะย่ะค่ะ”อู๋ซื่อหวงตอบไม่ถูก สมแล้วที่เป็นราชนิกุล แม้แต่ข้าวก้นหม้อยังดูไม่ออก อู๋ซานเหนียงกลั้นหัวเราะมานาน ตอนแรกตั้งใจว่าจะแกล้งดัดนิสัยพระสวามีอีกสักวันสองวัน พอเห็นเ
บทที่ 28 อ้อนเมียเอี้ยนเซินเพิ่งได้รับรายงานว่าหลิวอวี้ทำภารกิจลับสำเร็จ เขานึกถึงอู๋ซานเหนียงทันที อยากจะเห็นรอยยิ้มของนางใจจะขาด อยากจะรู้ว่ามันเพียงพอชดใช้ความผิดพลาดที่เขากระทำลงไปหรือไม่ ดังนั้นเอี้ยนเซินจึงควบเจ้ามังกรทะยานมาจากค่ายทหาร พุ่งตรงกลับเข้าจวนโดยไม่หยุดพัก สารรูปจึงดูเหมือนโจรป่าตัวเหม็นโทรมๆ หนวดเคราไม่ได้โกน ร่างสูงใหญ่ไม่ได้คิดอะไร สนใจแค่ว่านางอยู่ที่ไหนเท่านั้นวันนี้อากาศเริ่มอุ่นขึ้นแล้ว หิมะละลายเหลือเพียงก้อนน้ำแข็งเป็นหย่อมๆ ตามซอกตามมุม ต้นไม้ใบหญ้ากำลังผลิใบรับแสงตะวันอันแรงกล้า ตอนที่เอี้ยนเซินกลับไปถึง อู๋ซานเหนียงกำลังทำกับข้าวในครัวเพื่อดูแลบิดาด้วยตนเอง อาหารที่นางทำก็เป็นของง่ายๆ อย่างผัดผักและปลานึ่ง กินกับข้าวต้มหุงร้อนๆ นั่งล้อมวงกินข้าวกันอย่างมีความสุข คนที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านและไม่มีอะไรใส่ท้องตั้งแต่เมื่อวานจึงกลืนน้ำลายเอือกใหญ่อู๋ซื่อหวงพักฟื้นสุขภาพอย่างดี สองแก้มที่ซูบผอมจึงเริ่มแดงระเรื่อขึ้นอย่างแข็งแรง บาดแผลทั้งหลายบนร่างกาย อู๋ซานเหนียงเป็นผู้ดูแลเองทั้งหมด ไม่ยอมให้ใครทำแทน
“สกุลหยงต้องหนีตายออกมาจากหม่าเจียง ตอนแรกก็ว่าจะไปหาญาติที่เมืองหลวง แต่ระหว่างทางถูกดักปล้นเงินทองไปเกือบหมด ญาติพี่น้องที่หานซานก็ไม่ยอมรับ พวกเราจึงอพยพหนีมาที่แคว้นเอี้ยน ตั้งใจว่าจะไปตายเอาดาบหน้า ท่านพ่อของข้าก็โชคร้ายถูกคนชั่วฆ่าตาย โชคดีที่เจอท่านเซินอ๋องรับครอบครัวของข้ามาอยู่ที่จวน ข้าจึงขายตัวเป็นบ่าวเอาเงินมาฝังศพท่านพ่อ” “เป็นบ่าว?” “ใช่ เจ้าคงไม่รังเกียจข้าใช่หรือไม่” “ข้ารังเกียจ” ผิงผิงตอบอย่างไร้น้ำใจ “ขึ้นชื่อว่าบ่าว เมื่อเป็นแล้ว ถึงจะหาเงินไถ่ตัวออกไปได้แต่ก็ต้องถูกตราหน้าไปจนวันตาย ข้าไม่ต้องการเป็นเมียบ่าว ไม่คิดจะเป็นขี้ข้ารองมือรองเท้าใครไปตลอดชาติ ตามหลักแล้วตั้งแต่ข้าออกจากหม่าเจียง สัญญาหมั้นของเราก็ถือว่าจบ&rdquo
“กระหม่อมแค่ทำตามรับสั่งของท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ เอ่อ... ที่จริงแล้วยังมีอีกคนที่ช่วยพ่ะย่ะค่ะ”“ใครหรือ”“ใครก็ได้ไปพานางมาที” หลิวอวี้ปรบมือ สักพักเสี่ยวเม่ยก็ประคองหลี่ชุ่ยผินเข้ามา นางต้องใช้ไม้เท้าเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า มือไม้ไขว่คว้าไปข้างหน้า พอได้ยินเสียงอู๋ซานเหนียง หลี่ชุ่ยผินจึงหันมายิ้มให้นางตาบอดอู๋ซานเหนียงสับสนเพราะเข้าใจมาตลอดว่าเอี้ยนเซินประหารหลี่ชุ่ยผินไปแล้ว นางจึงจ้องหน้าหลี่ชุ่ยผินเหมือนไม่เชื่อดวงตาตัวเอง “ไหนพวกเขาบอกว่าท่านถูกฆ่าตายไปแล้ว”“ตอนแรกข้าก็คิดว่าไม่รอดแล้ว ไหนๆ ก็จะต้องตาย ข้าจึงเสี่ยงตัดสินใจสารภาพเรื่องทุกอย่าง” เพื่อพิสูจน์คำพูด หลี่ชุ่ยผินจึงทำร้ายดวงตาของตัวเองจนบอด อู๋ซานเหนียงก็ยิ่งร้องไห้เสียใจแต่หลี่ชุ่ยผินเข้มแข็งกว่าที่คิด “ท่านเซินอ๋องสั่งให้องครักษ์หน่วยพยัคฆ์ออกเดินทางไปหานซานทันที แต่ลูกชายข้า...”หลี่ชุ่ยผินน้ำตาซึม น้ำเสียงสั่นเทาแต่ก็ยังคงไม่ยอมแพ้ “เขาร่วมมือช่วยพาท่านอู๋ออกจากคุก... แต่เขาหนีไม่ทัน”
อู๋ซานเหนียงสบตานิ่ง “เหตุผลของเจ้ามีเท่านี้เองหรือ” “ฮึ! สุดท้ายเจ้าก็ไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย ไม่เคยเห็นหัวข้าในสายตา” ผิงผิงร้องไห้ออกมาอย่างแค้นใจ “เจ้าบอกข้าว่าจะปกป้องข้า ดูแลข้า แล้วตอนที่ไอ้จิวจิ่นฟางมันย่ำยีข้า เจ้ามุดหัวหายไปอยู่ที่ไหน! ข้ากำลังจะได้แต่งงานมีความสุขอยู่ที่หม่าเจียง แต่เป็นเพราะเจ้า! เจ้าทำลายทุกอย่าง แต่วาสนาของเจ้าได้เป็นพระชายาเซินอ๋อง ส่วนข้าได้เป็นแค่นางกำนัลรับใช้ เจ้ามองข้า เหยียดหยามข้าเพราะคิดว่าข้ามันน่าสมเพช! ไม่ว่าข้าจะชอบอะไรหรือชอบใคร เจ้าก็ต้องโผล่มาแทรกกลาง แย่งทุกสิ่งไปจากข้าเสมอ รู้อะไรไหม ข้าไม่ได้ชอบคุณชายหยงเลยสักนิด แต่เป็นเพราะเขาสนใจเจ้า ข้าก็เลยแย่งชิงเขามาบ้าง ฮ่าๆ เป็นไง เจ็บปวดใจมั้ยละ” อู๋ซานเหนียงรับฟังเงียบๆ รอจนผิงผิงระเบิดโทสะจนจบ&n
บทที่ 27 ผิงผิง อู๋ซานเหนียงไม่ได้อยากเอาความหงุดหงิดไปลงที่เขาเลย บางทีเห็นเขายืนหงอยอยู่นอกห้อง นางก็อดสงสารไม่ได้ แต่พอเขาเข้าใกล้มันก็สุดจะทานทน ดังนั้นจึงนางคิดวิธีเขียนจดหมายส่งให้แทน ระหว่างที่นางกำลังร่ายคำขอร้องเรื่องที่คุยค้างกันไว้ เสี่ยวเม่ย นางกำนัลประจำตัวคนใหม่ของอู๋ซานเหนียงก็ตรงเข้ามาคำนับอย่างนอบน้อม“พระชายา... นางกำนัลผิงผิงทูลขอเข้าเฝ้าหลายครั้งแล้ว ท่านต้องการพบนางหรือไม่” ผิงผิง? นางมัวแต่จดจ่อเรื่องบิดาจนลืมเพื่อนคนนี้ไปเสียสนิท อู๋ซานเหนียงจึงหันหน้าขวับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย “อย่าเรียกข้าเช่นนั้นอีก ตอนนี้ผิงผิงอยู่ที่ไหน? นางสบายดีหรือไม่ รบกวนพวกเจ้าพานางมาพบข้าได้ไหม” “เพคะ”&
บัณฑิตจิวจิ่นฟางรู้ข่าวจากน้องสาว เขาก็นั่งเกี้ยวพุ่งมาที่บ้านเฉินจินเหยาทันที“ข้าตั้งใจจะเสนอชื่อน้องสาวเจ้าเข้าวังตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทางหลี่ชุ่ยผินก็เห็นด้วย สั่งให้เหมยเซียงเตรียมตัวเข้าวังตามหลังนางไปได้เลย ข้าให้คนส่งข่าวไปที่บ้านเจ้าแล้ว ป่านนี้คงจะกำลังฉลองอยู่แน่”
“อ้อ... แสดงว่าไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกสินะ” “ใช่ มีกันแค่สองคนพ่อลูกเท่านั้น” เฉินจินเหยาตอบโดยไม่คิดอะไร “นายอำเภออู๋มีตำแหน่งขุนนาง แต่ไม่รู้จักผูกมิตรพ่อค้าคหบดี ฐา
“พูด!!”“กระ...กระหม่อม...” ผู้ใดไม่มีขวัญกล้าหาญล้วนสะดุ้งไหว บรรดาทหารกร้านศึกต่างยืนนิ่งราวกับศิลา จะมีก็แต่ขุนนางอ้วนทั้งสามที่กระถดตัวถอยหนี“องค์ชายอย่าเพิ่งกริ้ว เหลียนอ๋องทรงชี้แจงว่านี่เป็นการกระทำโดยพลการของแม่ทัพชายแดน ดังนั้นเพื่อแสดงความจริงใจ เหลียนอ๋องจึงยินยอมลงนามเจรจาเป็นพันธมิตร
จากใจนักเขียน เดิมทีปุ๋มตั้งใจว่าจะตั้งชื่อเรื่องชายาพยัคฆ์เป็นชื่ออื่นที่แสนหวานพาฝันกว่านี้ แต่ความแกร่ง สู้คนของนางเอกเหมาะกับชื่อชายาพยัคฆ์นี้แล้ว อู๋ซานเหนียง นางเอกของนิยายเรื่องนี้เป็นเพียงลูกสาวขุนนางตำแหน่งเล็กๆ ในอำเภอห่างไกล เป็นแค่ผู้หญิงหน้าตาธรรมดาๆ มีสติปัญญาแต่ชาติกำเ







