เข้าสู่ระบบเอี้ยนเซินถลึงตา อู๋ซานเหนียงก็ยิ้มหวานหยดย้อยพลางทำตาพองกลับไม่ยอมแพ้
“ท่านยังไม่รู
บทที่ 30 ฤดูที่ผันเปลี่ยนเมื่อฤดูหนาวผ่านพ้นไป ไม่ทันไรก็ฤดูใบไม้ผลิก็มาเยือนเสียแล้ว และสิ่งที่มาพร้อมกับแสงตะวันอันสว่างไสวนั่นก็คือข่าวสงครามที่กำลังจะปะทุขึ้นอีกครั้ง มันหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะถึงแม้ว่าจะไม่ต้องการสู้รบแค่ไหน แต่หากอีกฝ่ายเดินหน้ารุกราน ทั้งสามแคว้นก็ต้องม้วนเข้าสู่วังวนสงครามอีกจนได้เอี้ยนเซินกลับมาถึงจวนพร้อมม้วนราชสาส์นจากเหลียนอ๋อง ส่วนทูตที่นำสาส์นนี้มาถวาย ป่านนี้ศีรษะของมันคงจะกำลังวางใส่ไหดองเกลือเพื่อส่งกลับไปแคว้นเหลียนแล้วกระมัง“อุ้ย...” อู๋ซานเหนียงกำลังวุ่นทำกับข้าวอยู่ในครัว ครรภ์เริ่มใหญ่จนเห็นได้ชัด จู่ๆ ร่างของนางก็ลอยวืดขึ้นแล้วม้วนตัวอยู่ในอ้อมแขนกำยำ พอเห็นใบหน้าถมึงทึงของพระสวามี อู๋ซานเหนียงจึงยิ้มเจื่อนๆ “ข้าก็แค่เบื่อๆ เลยหาอะไรทำ ดูสิ ข้าทำเกี๊ยวนึ่งให้ท่านด้วยนะเพคะ”“เมียรัก ข้ามีข่าวมาบอก”“ข่าวอะไรหรือเพคะ”“เหลียงอ๋องส่งทูตมาทวงตัวเจ้ากลับไป” ร่างสูงสง่าอุ้มนางมาที่ศาลาหลังน้อย ท
“หายโกรธข้าเถิดเมียข้า”“ไม่โกรธแล้ว”“จริงนะ” น้ำเสียงของเขาเว้าวอน หวานจับใจราวกับจะละลายกำแพงหินผา มีอยู่จุดเดียวที่มันกำลังแข็งเขม็งขึ้นทุกลมหายใจ เพียงแค่แตะปลายลิ้นกัน ทุกสิ่งทุกอย่างก็เหมือนจะเลือนหาย มีเพียงเจ้าของลมหายใจที่อยู่ตรงหน้านี้แจ่มชัดขึ้น เอี้ยนเซินประคองศีรษะของนางไว้ มอบความร้อนรุ่มให้นางทั้งหมด “เมียจ๋า” “จ๋า...” อู๋ซานเหนียงเผลอครางตอบ ยิ่งทำให้หัวใจของเขาพองโตไม่มีที่สิ้นสุด “เมียจ๋า” “จ๋า”&nbs
“ได้โปรด เมียรัก... ข้าสาบานว่าถ้อยคำที่ข้าเรียกเจ้า มันมีความหมายเช่นนั้นจริง เจ้าคือที่สุดในชีวิตข้า” อู๋ซานเหนียงร้อนผ่าวไปทั้งร่าง ยิ่งสบตาจริงจังหนักแน่นของเขา ไหนจะความอ่อนหวานที่เขาแสดงออกอย่างไม่ปิดบัง นางก็กลับกลายเป็นว่าพูดอะไรไม่ออกแทน เอี้ยนเซินแตะจูบบนริมฝีปากของนางเร็วๆ พลางผลักประตูให้เปิดออก ภายในนั้นเต็มไปด้วยไอน้ำร้อนหอมกรุ่นเต็มอ่าง พวกนางกำนัลต่างยืนแถวเรียงรายและค้อมศีรษะอย่างนอบน้อม แต่เอี้ยนเซินโบกมือไล่พวกนางออกไป “อาบน้ำกับข้านะ เจ้ากำลังตั้งท้องคงจะไม่สบายตัว ข้าจะนวดไหล่ให้” “ไม่เอา ปล่อยข้าลง” อู๋ซานเหนียงดิ้นจนเขายอมปล่อยให้ยืนเองจนได้ แต่พอยืนนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของเขาท่ามกลางไอน้ำร้อน ช่วงก่อนร่างกายของนางแปรปรวนจนทนกลิ่นกายของเขาไ
อู๋ซานเหนียงกลับมาอีกครั้งด้วยสีหน้าเรียบเฉย เมื่อวางอาหารจานแรกที่ทำให้เขากินลงบนโต๊ะ มันคือข้าวก้นหม้อบิเป็นแผ่นเล็กๆ นำไปทอด เวลากินก็ทำน้ำแกงใส่กุ้งใส่ไก่หรืออะไรก็ได้ที่เหลือในครัว ปรุงรสแล้วใส่แป้งมันให้น้ำแกงข้น เทราดลงไปบนข้าวตังร้อนๆ ครบเครื่องทั้งสีสัน ความหอม ความอร่อยและเสียงข้าวตังดังกรุบกรอบที่ชวนรับประทาน อู๋ซื่อหวงตกใจที่อู๋ซานเหนียงเอาข้าวก้นหม้อให้ท่านเซินอ๋องกิน แต่เอี้ยนเซินรีบคว้าตะเกียบลิ้มรสอย่างว่องไว พอเคี้ยวเข้าไปคำแรก กับข้าวทุกจานที่อยู่บนโต๊ะก็พลอยถูกกวาดเรียบราวกับเกิดพายุหอบ “อาหารจานนี้คืออะไรหรือ อร่อยเหลือเกิน” “เอ่อ... เอ่อ... ก็เป็นอาหารบ้านๆ ทั่วไปพ่ะย่ะค่ะ”อู๋ซื่อหวงตอบไม่ถูก สมแล้วที่เป็นราชนิกุล แม้แต่ข้าวก้นหม้อยังดูไม่ออก อู๋ซานเหนียงกลั้นหัวเราะมานาน ตอนแรกตั้งใจว่าจะแกล้งดัดนิสัยพระสวามีอีกสักวันสองวัน พอเห็นเ
บทที่ 28 อ้อนเมียเอี้ยนเซินเพิ่งได้รับรายงานว่าหลิวอวี้ทำภารกิจลับสำเร็จ เขานึกถึงอู๋ซานเหนียงทันที อยากจะเห็นรอยยิ้มของนางใจจะขาด อยากจะรู้ว่ามันเพียงพอชดใช้ความผิดพลาดที่เขากระทำลงไปหรือไม่ ดังนั้นเอี้ยนเซินจึงควบเจ้ามังกรทะยานมาจากค่ายทหาร พุ่งตรงกลับเข้าจวนโดยไม่หยุดพัก สารรูปจึงดูเหมือนโจรป่าตัวเหม็นโทรมๆ หนวดเคราไม่ได้โกน ร่างสูงใหญ่ไม่ได้คิดอะไร สนใจแค่ว่านางอยู่ที่ไหนเท่านั้นวันนี้อากาศเริ่มอุ่นขึ้นแล้ว หิมะละลายเหลือเพียงก้อนน้ำแข็งเป็นหย่อมๆ ตามซอกตามมุม ต้นไม้ใบหญ้ากำลังผลิใบรับแสงตะวันอันแรงกล้า ตอนที่เอี้ยนเซินกลับไปถึง อู๋ซานเหนียงกำลังทำกับข้าวในครัวเพื่อดูแลบิดาด้วยตนเอง อาหารที่นางทำก็เป็นของง่ายๆ อย่างผัดผักและปลานึ่ง กินกับข้าวต้มหุงร้อนๆ นั่งล้อมวงกินข้าวกันอย่างมีความสุข คนที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านและไม่มีอะไรใส่ท้องตั้งแต่เมื่อวานจึงกลืนน้ำลายเอือกใหญ่อู๋ซื่อหวงพักฟื้นสุขภาพอย่างดี สองแก้มที่ซูบผอมจึงเริ่มแดงระเรื่อขึ้นอย่างแข็งแรง บาดแผลทั้งหลายบนร่างกาย อู๋ซานเหนียงเป็นผู้ดูแลเองทั้งหมด ไม่ยอมให้ใครทำแทน
“สกุลหยงต้องหนีตายออกมาจากหม่าเจียง ตอนแรกก็ว่าจะไปหาญาติที่เมืองหลวง แต่ระหว่างทางถูกดักปล้นเงินทองไปเกือบหมด ญาติพี่น้องที่หานซานก็ไม่ยอมรับ พวกเราจึงอพยพหนีมาที่แคว้นเอี้ยน ตั้งใจว่าจะไปตายเอาดาบหน้า ท่านพ่อของข้าก็โชคร้ายถูกคนชั่วฆ่าตาย โชคดีที่เจอท่านเซินอ๋องรับครอบครัวของข้ามาอยู่ที่จวน ข้าจึงขายตัวเป็นบ่าวเอาเงินมาฝังศพท่านพ่อ” “เป็นบ่าว?” “ใช่ เจ้าคงไม่รังเกียจข้าใช่หรือไม่” “ข้ารังเกียจ” ผิงผิงตอบอย่างไร้น้ำใจ “ขึ้นชื่อว่าบ่าว เมื่อเป็นแล้ว ถึงจะหาเงินไถ่ตัวออกไปได้แต่ก็ต้องถูกตราหน้าไปจนวันตาย ข้าไม่ต้องการเป็นเมียบ่าว ไม่คิดจะเป็นขี้ข้ารองมือรองเท้าใครไปตลอดชาติ ตามหลักแล้วตั้งแต่ข้าออกจากหม่าเจียง สัญญาหมั้นของเราก็ถือว่าจบ&rdquo
บทที่ 3 คัดเลือกตัว เดือนต่อมา ยามเช้าตรู่ อู๋ซานเหนียงตื่นเช้
“เจ้า!! พูดจาเหลวไหล!”จิวจิ่นฟางโกรธจัดเกือบจะบันดาลโทสะ แต่เป็นเพราะเป็นคนมีชนักปักหลัง แอบลักลอบเล่นชู้กับแม่เลี้ยงสาวของตนเอง จิวจิ่นฟางจึงยืนนิ่ง หน้าแดงก่ำเหมือนตับหมู เรื่องนี้ชาวบ้านก็พอรู้แต่ไม่มีใครกล้าพูด เมื่อมีเหตุการณ์ชี้ตัวจับผู้เฒ่าเข้าคุก แถมยังจงใจลบหลู่ฐานะของตาเฒ่าเพื่อทำลายความ
ปีนี้นางอายุสิบหกแต่ยังไม่มีคุณชายบ้านไหนสนใจส่งแม่สื่อมาทาบทาม อาจจะเป็นเพราะชื่อเสียงกิตติศัพท์ด้านไม่ดีไม่งามทั้งหลายดังกระฉ่อน หรืออาจจะเป็นเพราะเมื่อปีที่แล้วนางถีบคุณชายบ้านไหนสักบ้านตกน้ำ บรรดาแม่สื่อจึงพากันขีดฆ่าชื่อของนางทิ้งไป“ใต้เท้าโปรดพิจารณาด้วย คนร้ายอยู่ที่นี่แล้ว” อู๋ซานเหนียงเช็
บทที่ 2 อู๋ซานเหนียง ฤดูใบไม้ร่วง แคว้นเหลียนสภาพอากาศช่วงนี้ฝนตกหนักต่อเนื่องไม่ขาดระยะ หากไม่ฝนตกก็เมฆหนาครึ้ม ถนนหนทางกลายเป็นมังกรโคลนพาดเลื้อยเลี้ยวหายไปในม่านฝน เมื่อท้องฟ้าครึ้มก็ทำให้เมืองหานซานดูหม่นหมอง เนื่องจากเกิดสงครามแทบจะปีเว้นปี แผ่นดินขาดเอกภาพ เมืองหลวงจึงเริ่มขา







