LOGIN“ใช่” เว่ยเซวียนเฉินใช้นิ้วลากไปบนแผนที่ “พวกเขาเพียงเปลี่ยนตำแหน่ง”
หานเฟิงถามด้วยความสงสัย “เขาเป็นคนเช่นไร”ฉีเยว่หนิงเงียบไปครู่หนึ่ง“เขาไม่เหมือนองค์ชายองค์อื่น ตั้งแต่เด็ก เขาไม่ชอบสงคราม และเป็นคนเดียวที่เคยแอบช่วยหม่อมฉันหลายครั้ง”เว่ยเซวียนเฉินมองนางอย่างครุ่นคิด “แต่เขายังคงเป็นโอรสของฉีหวนกง”ฉีเยว่หนิงพยักหน้า “ใช่เพคะ...และการที่เขาเดินทางมาชายแดนในเวลานี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”ยามเย็น แสงอาทิตย์สีทองส่องผ่านหมู่เมฆเหนือชายแดน บนเนินเขาฝั่งแคว้นฉี ขบวนม้าจำนวนหลายร้อยนายค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาอย่างสง่างาม ตรงกลางขบวนมีรถม้าหลังใหญ่ประดับธงมังกรสีครามพลิ้วไหวตามแรงลม ชายหนุ่มในชุดฉลองพระองค์สีน้ำเงินเข้มเปิดม่านรถม้าออก ใบหน้าหล่อเหลาสงบนิ่ง ดวงตาลึกซึ้งจับจ้องไปยังค่ายของแคว้นเว่ยที่อยู่ไกลออกไป องครักษ์ข้างกายก้มศีรษะ“องค์ชาย อีกไม่นานก็จะถึงค่ายชายแดนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”ชายหนุ่มพยักหน้าเบา ๆ “ในที่สุด...” พระองค์ทอดพระเนตรไปยังทิศของค่ายเว่ย ก่อนตรัสด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“เยว่หนิง...พี่มารับเจ้ากลับบ้า
“ใช่” เว่ยเซวียนเฉินใช้นิ้วลากไปบนแผนที่ “พวกเขาเพียงเปลี่ยนตำแหน่ง”ฉีเยว่หนิงซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างมองเส้นทางการเคลื่อนพลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น“พระองค์ดูตรงนี้”ทุกคนหันมามอง นางชี้ไปยังเส้นทางลำเลียงเสบียงของแคว้นเว่ย“ค่ายใหม่ของฉี ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะแก่การบุกเมืองเว่ย”“แต่กลับอยู่ตรงจุดที่สามารถตัดเส้นทางการค้าระหว่างเมืองชายแดนกับเมืองหลวงได้”หานเฟิงชะงัก“จริงด้วย”แม่ทัพอีกคนรีบเดินเข้ามาดู“หากปล่อยไว้นาน เมืองชายแดนของเราจะขาดทั้งอาหารและอาวุธ”เว่ยเซวียนเฉินพยักหน้า “ฉีหวนกงไม่คิดชนะด้วยศึกเดียว แต่คิดทำให้เว่ยอ่อนแรงลงทีละน้อย”บรรยากาศในกระโจมเงียบลง ทุกคนเริ่มเข้าใจว่าศัตรูกำลังเล่นเกมระยะยาว ขณะเดียวกัน หน่วยสอดแนมอีกชุดหนึ่งก็นำตัวพ่อค้าคาราวานชราผู้หนึ่งเข้ามา ชายชราคุกเข่าลง“ถวายบังคมเว่ยอ๋อง”เว่ยเซวียนเฉินตรัสอย่างสุภาพ “ลุกขึ้นเถิด เจ้ามีข่าวอันใด
เว่ยเซวียนเฉินไม่ตอบ พระองค์รีบเปิดอ่านหน้าสุดท้าย เป็นรายงานสรุปที่ส่งกลับไปยังเมืองหลวงฉี“จากการตรวจสอบ ศพขององค์ชายใหญ่มีบาดแผลจากอาวุธของทหารเว่ยเอง และพยานหลายคนให้การตรงกันว่า ก่อนกองทัพฉีมาถึง ได้เกิดความวุ่นวายจากการถอนกำลังของแม่ทัพเว่ย”“จึงสันนิษฐานว่าเป็นการหักหลังภายใน มิใช่ชัยชนะของกองทัพฉี”ด้านล่างมีพระราชลัญจกรของฉีหวนกง พร้อมพระราชกระแสสั้น ๆ“ปิดเรื่องนี้ไว้ อย่าให้ผู้ใดสร้างความชอบจากเลือดของผู้ที่เราไม่ได้สังหาร”เว่ยเซวียนเฉินค่อย ๆ วางกระดาษลง พระองค์นิ่งอยู่เป็นเวลานาน ฉีเยว่หนิงมองพระพักตร์ของเขาด้วยความเข้าใจ นางรู้ดีว่า ความจริงในวันนี้กำลังสั่นคลอนสิ่งที่พระองค์ยึดถือมาตลอดชีวิต หานเฟิงกล่าวอย่างลังเล“ฝ่าบาท ดูเหมือนว่า...ฉีหวนกงมิใช่ผู้สั่งสังหารองค์ชายใหญ่โดยตรง”เว่ยเซวียนเฉินหลับพระเนตร ภาพอดีตผุดขึ้นมาอีกครั้ง วันที่พระองค์ยืนอยู่หน้าพระศพของพี่ชาย วันที่ทรงสาบานว่าจะล้างแค้นแคว้นฉี วันที่ทรงเกลียดฉีหวนกงจนคิดว่าคือศัตรูเพียงหนึ่งเดียว แต่วันนี้ หลักฐาน
“เมื่อคืน กระหม่อมเห็นลู่เฉิงรับสารจากคนของหานกั๋วกง”ฉีเยว่หนิงถามทันที “แน่ใจหรือ”“แน่ใจขอรับ”“ผู้ส่งสารใช้ตราประจำตระกูลหาน”หานเฟิงหันไปมองเว่ยเซวียนเฉิน ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก ภาพทั้งหมดต่อกันสมบูรณ์แล้ว ลู่เฉิงกับหานกั๋วกงร่วมมือกันมานานกว่าที่ผู้ใดคาดคิด เว่ยเซวียนเฉินค่อย ๆ เดินไปยังโต๊ะทรงงาน พระองค์เปิดลิ้นชักเล็ก ๆ แล้วหยิบหยกแกะสลักชิ้นหนึ่งออกมา เป็นของที่องค์ชายใหญ่เคยมอบให้ก่อนออกรบครั้งสุดท้ายพระองค์มองหยกในมืออยู่ครู่หนึ่ง ความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนผุดขึ้นมา วันนั้นพี่ชายทรงยิ้มและตรัสว่า“มีลู่เฉิงกับหลี่เฉิงอยู่ ข้าสบายใจ”เว่ยเซวียนเฉินกำหยกแน่น รอยยิ้มในวันนั้น กลับกลายเป็นดาบที่แทงหัวใจพระองค์ในวันนี้ พระองค์เข้าใจแล้วว่าคนที่พี่ชายไว้ใจที่สุดคือคนที่ผลักพระองค์ไปสู่ความตาย ฉีเยว่หนิงเดินเข้ามาหยุดข้างกาย นางไม่ได้เอ่ยปลอบโยนเพียงวางมือเบา ๆ บนแขนของพระองค์ เว่ยเซวียนเฉินหันมาสบตานาง ความเจ็บปวดในแววตาของพระองค์ชัดเจนยิ่งกว่าครั้งใด“เยว่ห
ศัตรูที่แท้จริงสายฝนยามเช้าค่อย ๆ ซาลง เหลือเพียงละอองบางที่เกาะอยู่ตามผืนธงเหนือค่ายทหารเว่ย ภายในกระโจมบัญชาการ บรรยากาศหนักอึ้งราวกับอากาศหยุดนิ่ง สมุดบันทึกของหลี่เฉิงและจดหมายลับยังวางอยู่กลางโต๊ะ ทุกสายตาจับจ้องไปยังเว่ยเซวียนเฉินที่กำลังอ่านเอกสารซ้ำเป็นครั้งที่สามพระองค์ไม่ได้เร่งรีบสรุปความตลอดหลายปีที่ผ่านมา พระองค์เรียนรู้ว่าความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจแลกมาด้วยชีวิตผู้คนนับหมื่นหานเฟิงยืนอยู่เบื้องหน้าอย่างสงบนิ่ง แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความโกรธ“ฝ่าบาท กระหม่อมตรวจสอบลายมือในจดหมายกับเอกสารราชการที่ยึดได้จากจวนหานกั๋วกงเมื่อหลายเดือนก่อนแล้ว”เว่ยเซวียนเฉินเงยพระพักตร์“ผลเป็นอย่างไร”“ลักษณะการลงหมึกและการสะบัดปลายพู่กันใกล้เคียงกันมาก แต่ยังไม่เพียงพอจะใช้เป็นหลักฐานมัดตัวโดยตรง”เว่ยเซวียนเฉินพยักหน้า“เช่นนั้น เราจะไม่ด่วนตัดสิน”ฉีเยว่หนิงซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างพลิกดูสมุดบันทึกของหลี่เฉิงอีกครั้ง นางหยุดอยู่หน้าหนึ่งที่ก่อนหน้
ฉีเยว่หนิงเดินสำรวจรอบห้องอย่างเงียบ ๆ สายตาของนางกวาดผ่านชั้นหนังสือ ก่อนหยุดที่กระถางต้นสนแคระบนโต๊ะ นางขมวดคิ้ว“แปลก”หานเฟิงถามทันที “มีอะไรหรือพระชายา”“ต้นสนต้นนี้แห้งแล้ว”“ขอรับ”“แต่ดินกลับเพิ่งถูกรดน้ำ”หานเฟิงเดินเข้ามาดู ก่อนสีหน้าเริ่มเคร่งขึ้น ฉีเยว่หนิงค่อย ๆ ยกกระถางออก ด้านล่างมีแผ่นไม้ปิดไว้อย่างแนบสนิท ทหารรีบใช้มีดงัดขึ้นอย่างระมัดระวัง ภายในเป็นช่องลับขนาดเล็ก มีห่อผ้าไหมสีน้ำตาลวางอยู่เพียงห่อเดียว หานเฟิงหยิบขึ้นมาเปิด ภายในไม่ใช่ทองคำหรืออัญมณี แต่เป็นสมุดบันทึกปกหนังสีดำที่ขอบเริ่มเก่าฉีเยว่หนิงรับมาเปิดอ่าน หน้าต้น ๆ เป็นบันทึกเรื่องเสบียง เส้นทางเดินทัพ และกำลังพล ดูเหมือนไม่มีสิ่งผิดปกติ แต่เมื่อเปิดไปถึงช่วงกลางเล่ม ลายมือเริ่มเปลี่ยนไป มีข้อความสั้น ๆ หลายบรรทัด“ได้รับคำสั่งให้ถอนกำลัง ผู้ส่งสารจากเมืองหลวงมาถึง ทุกอย่างเป็นไปตามแผน”หานเฟิงสีหน้าเปลี่ยนทันที “แสดงว่าการทรยศครั้งนี้ ถูกวางแผนมานานแล้ว”
ฮุยอินเป็นผู้เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางนั้นระรื่นหูและก้องกังวานใสดุจระฆังหากสายตากลับคมวาววับยามจับจ้องไปยังพระธิดาโฉมงามผู้มาเป็นองค์ชายาปาอ๋องแห่งแคว้นหลู่ จางลี่มัวแต่มองไปรอบ ๆ ตำหนักใหญ่โตกว้างขวางและโดดเด่นด้วยการตกแต่งอันวิจิตร วั่งซูยังคงมีรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นเดิม“พระธิดา...ตำหนักนี้ต่อไปข้างห
จางลี่ค่อย ๆ ก้าวลงเบื้องล่าง นับเป็นการเหยียบพื้นแผ่นดินแคว้นหลู่ครั้งแรก หากทว่านางก็ต้องพบความประหลาดใจอีกครั้งเมื่อเห็นว่ามิได้มีเหล่าข้าราชบริพารมาต้อนรับอุนหนาฝาคั่งดั่งที่คิดหมาย มิมีเสียงแซ่ซ้องต่อการเดินทางมาของว่าที่องค์ชายาผู้เป็นถึงพระธิดาแห่งอ๋องผู้เป็นใหญ่จากแดนไกลอย่างแคว้นฉี หากมินั
“หลินเจิน...เจ้าคิดว่าข้าใจเร็วไปหรือไม่เล่า?”คำถามถูกตั้งขึ้นโดยหญิงสาวเรือนร่างบอบบางในชุดเสื้อคลุมผ้าไหมบ่งบอกฐานะของผู้สวมใส่ว่ามิใช่ปุถุชนธรรมดาทั่วไปขณะนั่งในรถม้าและมีหญิงสาวอีกนางนั่งอยู่เคียงข้างแต่การแต่งกายนั้นบอกสถานะต่ำกว่า หลินเจินเลื่อนผ้าม่านในรถเทียมม้าเพื่อมองภาพเบื้องน
“หม่อมฉันหร้อมรับโทษเพคะ และหากหม่อมฉันตายไปก็ขอพระองค์โยนร่างของหม่อมฉันลงไปที่ใต้ตำหนักร้อยไหมให้จระเข้ของพระองค์ฉีกทึ้ง มิต้องเหลือซากแม้กระดูกกลับคืนแผ่นดินฉี”ควับ!!“ฮึก!”จางลี่สะดุ้ง หลังของนางแอ่นเมื่อหลี่เจี๋ยหวดแส้ลงบนหลังบอบบางหนแรกจนชุดผ้าแพรเป็นรอยแยกบางๆ หากนางกลับมิส่งเสียงร้องออกมา







