تسجيل الدخولหลี่หลิงเฟิ่งเกิดจิตสังหารแวบหนึ่ง ผู้ที่ล่วงรู้ว่านางครอบครองธาตุมิติมายามีเพียงไม่กี่คน คนอื่นตายหมดแล้วความทรงจำในวัยเยาว์เลือนรางเริ่มแจ่มชัดทีละส่วน เมื่อก่อนสติไม่แจ่มชัดจึงดูไม่ออกมารดาแท้ๆ เย็นชาแม้ไม่ได้ลงไม้ลงมือทารุณกรรมและเลี้ยงดูมาตามปกติ แต่ก็ไม่มอบความรักแม้เพียงกระผีกริ้น มีเพียงความเฉยเมยที่มอบให้เสมอมากับจิ่นอวี้สาวใช้ข้างกายมารดาคนนี้ หลี่หลิงเฟิ่งยิ่งไม่มีความสนิทสนมด้วย สำหรับนางแล้ว จิ่นอวี้ไม่ต่างจากคนแปลกหน้าเท่าไหร่ สายตาที่มองจิ่นอวี้ซับซ้อนยิ่งนักนางลังเลแล้วหลี่หลิงเฟิ่งเก็บสีหน้ามืดมน พยุงนางลุกขึ้น “อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้ ออกไปจากที่นี่ก่อนค่อยว่ากัน”จิ่นอวี้ส่ายหน้า หายใจอ่อนแรง มุกเงือกถูกสูบออกไปเกือบครึ่ง ซ้ำร้ายตันเถียนถูกทำลาย ต่อให้รอดกลับมาก็ไม่มีทางฟื้นคืนดังเดิม"ร่างกายของข้า ข้ารู้ดีที่สุด" จิ่นอวี้ยิ้มขม มองหลี่หลิงเฟิ่งราวกับมองเงาสะท้อนวัยสาว “เหมือนมากจริงๆ”นางกัดฟันแน่น ควักมุกเงือกออกจากอกยื่นให้หลี่หลิงเฟิ่งด้วยมือที่สั่นเทา กล่าวอย่าง
หลี่หลิงเฟิ่งอดไม่ได้แอบยกมือตบอกตัวเองแรงๆ หนึ่งทีเกือบไปแล้วไหมล่ะนางลอบถอนหายใจยาว ยังดีมีร่างแยกอัสนี มิฉะนั้นวันนี้คงเผยพิรุธต่อหน้าคนทั้งงานแน่ ร่างแยกยังนั่งอยู่ข้างพี่น้องตระกูลเป่ยในเวลานี้ ทั้งตัวตนมีลมหายใจ คลื่นพลัง และสติสัมปชัญญะครบถ้วน ไม่ว่าจะสีหน้า แววตา หรือแม้แต่จังหวะการพูด ล้วนไม่ต่างจากร่างต้นที่สำคัญที่สุด ทั้งสองร่างยังเชื่อมถึงกันตลอดเวลา สิ่งที่ร่างแยกมองเห็น นางรับรู้ สิ่งที่นางคิด ร่างแยกก็เข้าใจ คนสองคนใช้ดวงจิตเดียวกันหลี่หลิงเฟิ่งซ่อนกลิ่นอาย เคลื่อนตัวไปตามเงามืดของระเบียงอย่างไร้สุ้มเสียง ยันต์อำพรางถูกติดไว้แทบทั่วร่าง เสื้อคลุมล่องหนสวมทับอีกชั้น ทุกย่างก้าวระมัดระวังจนถึงขีดสุดไม่รู้ว่าในตระกูลชิงแห่งนี้ซ่อนสัตว์ประหลาดเฒ่าไว้มากเพียงใด หากแหวกหญ้าให้งูตื่นขึ้นมา ต่อให้มีสิบชีวิตก็คงไม่พอให้หนีถึงอย่างนั้น ก็ยังต้องมาตั้งแต่วินาทีแรกก้าวขาสู่งานจัดอันดับยอดอัจฉริยะ นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นคุ้นเคยยังมีเรื่องของมารดามารดาของนางมาจากสายหลัก และสายรองชิงอำนาจทำล
ในที่สุด วันนี้ก็มาถึงสถานที่จัดงานจัดอันดับยอดอัจฉริยะคึกคักอลังการ ตระกูลสมกับเป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่กุมบังเหียนดินแดนไร้ขอบ ผู้คนนับล้านหลั่งไหลจับจองที่นั่ง สมมงที่รอคอยมาร้อยปีตื่นตาตื่นใจมากท่ามกลางเสียงผู้ชม เหล่าอัจฉริยะทยอยกันเข้ามาแล้ว ท่ามกลางพวกเขา คนกลุ่มหนึ่งมองซ้ายแลขวาหาที่นั่งตนเอง นั่งแช่ไปพูดคุยกันไปราวสองชั่วยาม งานจัดอันดับยอดอัจฉริยะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ บรรดาผู้มีชื่อเสียงเริ่มมากันแล้ว เสียงตะโกนเรียกชื่อไม่เคยขาด มีแต่จะดังขึ้นเสมอ พวกเขาเสมือนเทพจุติจากฟากฟ้าหาตัวจับยากบนแท่นผู้ชม เสี่ยวพ่านตื่นเต้นสุดขีด ชะเง้อคอมองมุมของที่นั่งสำหรับผู้ทรงอิทธิพลโดยเฉพาะ เสี่ยวพ่านสะกิดไหล่เพื่อนข้างๆ อย่างอดใจไม่ไหว“อาเจ๋อ พวกหอสิบทิศยังไม่มากันหรือ” หยวนเจ๋อกลอกตาเหนื่อยหน่าย หมอนี่พูดมาสิบรอบแล้วยังไม่หยุด คนอื่นมาดูการประลอง สหายของเขามาดูหมอหญิงซะงั้นสองสามปีมานี้ชื่อเสียงของหลี่หลิงเฟิ่งโด่งดังถึงปลายยอด อายุยังน้อยก็เป็นแพทย์โอสถฝีมือดี ให้เวลานางเติบโตสักสิบปีคงกลายเป็นนักหลอมโอสถไม่ยากดังขนาดถึงขั้นเปรียบเทียบกับธิดาเทพได้เลย“ดูนั่นๆๆ ธิดาเทพ ธิดาเทพจริ
ไอเย็นเยือกประดุจเข็มพิษทิ่มแทงเข้าสู่ห้วงจิตกะทันหัน พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่แฝงไปด้วยความชั่วร้ายดังสะท้อนออกมา“ฮ่าๆๆๆ นังหนู เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าวาสนาของข้าเทาเที่ยจะรับไปได้ง่ายดายเพียงนั้น!”ท่านปู่เขียวหรือเศษเสี้ยววิญญาณอสูรเทาเที่ยซ่อนเร้นอยู่ในผลึกวิญญาณเลือด ปรากฏตัวขึ้นพร้อมจิตสังหารหมายจะกลืนกินนางเพื่อยึดครองร่างเป็นภาชนะใหม่หลี่หลิงเฟิ่งไม่ลืมตาแม้แต่น้อย มุมปากเย้ยหยันดูกวนประสาทอย่างที่สุด“โผล่หัวออกมาสักทีนะตาเฒ่าร้อยเล่ห์” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก “รอจนเหงือกแห้งเลยล่ะ นึกว่าใจเสาะจนไม่กล้าโผล่หัวมาซะอีก”“เจ้า... เจ้ารู้อยู่แล้วรึ!” เสี้ยววิญญาณเทาเที่ยชะงัก“ตอนอยู่ในสุสานคนมันเยอะ แถมเจ้ายังพอมีฤทธิ์เดช ข้าเลยแกล้งโง่ปล่อยให้เจ้าดีใจเล่น แต่ที่นี่คือถิ่นของข้า และเจ้าตอนนี้ ก็เป็นแค่เศษขยะใกล้ตาย เจ้าว่าข้าจะทำอย่างไรกับเจ้าดีล่ะ”“นังเด็กโอหัง ข้าจะบดขยี้วิญญาณเจ้าให้แหลก!”เสี้ยววิญญาณเฒ่าแผดคำราม พุ่งเข้าหาจุดศูนย์กลางจิตของนางด้วยโทสะ หลี่หลิงเฟิ่งแค่ขยับจิตวูบเดียว วิชาที่นางเพิ่งสืบทอดมาจากราชาเซียนเต้าหยูก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้
“เหลวไหล! เห็นชัดๆ ว่าเจ้าฆ่าเขาเพราะแบ่งน้ำแร่ไม่ลงตัว” เถิงอู่ฮ่าวโกรธจัด พวกเขาสามคนรู้จักกันมานาน ร่วมกันเสาะหาสมบัติด้วยกันหลายปี ไม่คิดว่าจะโดนสหายร่วมกระบวนการหักหลังเพราะผลประโยชน์ตรงหน้าเหวินเจิ้งสะท้อนใจ ตอนมามีสิบคน ตอนนี้เหลือแค่เจ็ด ซ้ำจางเลี่ยความโลภครอบงำเริ่มไล่สังหารแล้ว ส่วนหลูกังสองคนนั้นขาดการติดต่อคาดว่าคงไม่รอดจางเลี่ยหัวเราะหึ ท่าทีไม่แยแสแม้แต่น้อย “แล้วอย่างไรเล่า ในโลกของผู้ฝึกยุทธ์ ใครแข็งแกร่งกว่าก็มีสิทธิ์มากกว่า เจ้ายังจะพูดถึงความยุติธรรมอะไร”“เจ้าฆ่าเขาชิงสมบัติจริงๆ สินะ” เถิงอู่ฮ่าวกัดฟันแน่น คำพูดนั้นเหมือนน้ำมันที่สาดลงบนกองไฟ “จางเลี่ย เจ้ามันเลวยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน กล้าทำกับพวกเราได้ลงคอ!”บรรยากาศพลันแข็งตึง กลิ่นอายสังหารแผ่กระจายออกจากร่างของจางเลี่ยโดยไม่ปิดบังอีกต่อไป กลายเป็นสัตว์ร้ายฉีกหน้ากากออกเผยเขี้ยวเล็บแท้จริงเป่ยเฉินหลงก้าวออกมาเพียงครึ่งก้าว ดวงตาเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง “ในเมื่อเจ้าก้าวข้ามเส้นก็อย่าหวังว่าจะออกไปได้อย่างปลอดภัย”เป่ยฮวาซินรีบกันหลี่หลิงเฟิ่งถอยห่างก่อนขยับมายืนเคียงข้างพี่ชายโดยไม่เอ่ยคำใด แรงกดดันจากร่างกายพุ่งสู
ค่ายกลแผ่เส้นสายพลังซ้อนทับกันนับพันราวกับใยแมงมุมแห่งกาลเวลา เป่ยเฉินหลงและคนอื่นๆ ยืนล้อมอยู่ด้านนอก สีหน้าตึงเครียด พวกเขามองทะลุแก่นแท้ของมันได้ทว่าหลี่หลิงเฟิ่งกลับเพียงปรายตามองครั้งเดียว ก่อนเอ่ยอย่างเรียบเฉย “ก็แค่ค่ายกลผนึกซ้อนค่ายกลหลอกตา แล้วก็มีค่ายกลย้อนพลังแทรกอยู่อีกชั้นหนึ่ง”ชิงเหยาชะงักงันไปทันที “สหายหลี่ท่านมองออกตั้งแต่แรกหรือ”นางไม่ตอบ เพียงยกปลายนิ้วขึ้นแตะกลางอากาศ ลากผ่านโครงสร้างค่ายกลอย่างแม่นยำ “ตรงนี้คือจุดเชื่อมของสามชั้นพลัง และตรงนี้คือจุดตาย”การเคลื่อนไหวของนางลื่นไหลราวสายน้ำ ไม่ติดขัดแม้แต่น้อย ในขณะที่มือยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง จิตใจของนางกลับว่อกแว่กไปอีกเรื่องเป่ยเฉินหลงช่วงนี้ดูแปลกไปจริงๆจากที่เคยวางตัวห่างเหิน สุขุมเย็นชา กลับดูแลเป็นพิเศษ คอยแบ่งสมบัติให้โดยไม่ลังเล แม้แต่ท่าทีเล็กน้อยก็ยังต่างออกไป เมื่อก่อนเขาเรียกนางว่า “ท่านหมอ” รักษาระยะชัดเจน แล้วเหตุใดตอนนี้จึงเปลี่ยนเป็น “แม่นาง” กันเล่าปลายนิ้วของนางหยุดไปเพียงเสี้ยวอึดใจ ก่อนจะเคลื่อนไหวต่ออย่างไม่ผิดพลาดเพราะมองเห็นคุณค่าแล้ว?หรือมีจุดประสงค์อื่น…แววตาของนางหรี่ลงเล็กน้อย
หลี่หลิงเฟิ่งหมดคำพูดอันนี้เป็นตรรกะใหม่ที่นางเพิ่งพบในสองชาติหญิงชรามองด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อหูตัวเองของนาง แล้วหัวเราะดังกว่าเดิม“ไม่ใช่แค่เพราะหน้าตาหรอก อันที่จริง เจ้ามีจิตสำนึกนิ่ง ไม่แปรปรวนง่ายมีสติยามเจออันตราย ใจแข็งดั่งหินผา ทระนงตนแต่ไม่เย่อหยิ่ง”นางยิ้มน้อย ๆ “นิสัยแบบนี้ ข้าชอบ”
หลี่หลิงเฟิ่งอาศัยพลังบิดเบี้ยวของมิติอำพรางตัว นางเร่งความเร็วโดยไม่หันกลับไปมองหลัง กระแสพลังยุทธ์ขั้นพิภพระดับสูงถูกใช้งานอย่างเต็มที่ข้าต้องทิ้งร่องรอยทั้งหมด ลบรอยเท้าและกลิ่นอายที่อาจถูกตามเจอขณะที่หลี่หลิงเฟิ่งเดินลึกเข้าไปในความมืด บรรยากาศรอบตัวพลันแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบสงัดผิดปกติ ความ
แม้จะเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน แต่แรงกดดันของมันกลับหนาแน่นกว่าตอนเช้าอีกหลายเท่า เหมือนโลกภายในมิติกำลังอาศัยมันหายใจพื้นดินรอบหอคอยถูกย้อมเป็นสีแดงเข้ม เส้นอักขระบนพื้นกลายเป็นเส้นเลือดที่เต้นตามจังหวะหัวใจบางอย่างที่นางไม่อาจระบุต้นกำเนิดได้หลี่หลิงเฟิ่งย่นหัวคิ้วแรงกดดันแบบนี้ หากข้าฝืนเดินเข้า
หลี่หลิงเฟิ่งเดินลึกเข้าไปในป่าอีกหลายร้อยจั้งจนแน่ใจว่าปลอดภัย นางหยุดอยู่ใต้ร่มเงาสูดหายใจลึกเพื่อปรับสมดุลร่างกายพาตนเองเข้าสู่มิติมายา หยิบผลึกสีแดงพลังงานบริสุทธิ์และทำความเข้าใจการทำงานของมันโดยเร็วที่สุด เริ่มโคจรพลังยุทธ์เข้าสู่ผลึกเพื่อวิเคราะห์โครงสร้าง ตั้งใจจะดูดซับพลังงานส่วนหนึ่งเพื่







