Masukบุรุษหนึ่ง... คือผู้ชุบชีวิตนางขึ้นมาจากขุมนรก เพื่อปั้นให้เป็นอาวุธสังหารศัตรู บุรุษหนึ่ง... คือทรราชผู้ยอมแลกทุกสิ่ง แม้กระทั่งชีวิตและบัลลังก์ เพื่อปกป้องนางไว้ในอ้อมอก หลิวชิง ยอมถวายวิญญาณเป็นหมากในกระดานแค้นของพี่ชายผู้มีพระคุณ หน้าที่ของนางคือใช้ความงามล่อลวงองค์รัชทายาทเยี่ยซานให้ตายใจ แล้วมอบความตายให้เขาอย่างช้าๆ ด้วยพิษกู่ แต่นางหารู้ไม่ว่ในเกมอำนาจที่เดิมพันด้วยเลือดและน้ำตา คนที่กำลังเดินเข้าสู่กับดักแห่งความตาย อาจมิใช่ศัตรู... แต่เป็นตัวนางเอง! เมื่อความรักกลายเป็นยาพิษที่ร้ายแรงที่สุด บทสรุปของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ใครกันแน่คือผู้ชนะที่แท้จริง?
Lihat lebih banyakบทนำ: บุปผาเปื้อนเลือด ณ หอหมื่นราตรี
ราตรียาวนานแห่งนครฉางอัน แสงโคมไฟสีแดงนับพันดวงถูกจุดขึ้น ส่องสว่างราวกับทะเลเพลิงที่เผาผลาญความเงียบเหงา ‘หอหมื่นบุปผา’ หอนางโลมอันดับหนึ่งของแผ่นดินต้าเยี่ย คลาคล่ำไปด้วยเหล่าบุรุษผู้มั่งคั่ง ขุนนางกังฉิน และเศรษฐีหน้าใหม่ ที่ต่างมารวมตัวกันด้วยจุดประสงค์เดียว
เพื่อครอบครอง ‘หยกงามล้ำค่า’ ที่จะเปิดตัวในค่ำคืนนี้
กลิ่นแป้งร่ำและสุราชั้นเลิศลอยอบอวล ผสมปนเปไปกับกลิ่นคาวโลกีย์ เสียงดนตรีบรรเลงท่วงทำนองเร้าอารมณ์ ดังประสานกับเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยที่เซ็งแซ่
หลังม่านมุกระย้าที่กั้นกลางเวทีกับห้องรับรอง หลิวชิง นั่งตัวเกร็งอยู่บนตั่งไม้จันทน์ นางสวมชุดผ้าไหมสีแดงเพลิงบางเบา เนื้อผ้าแนบไปกับเรือนร่างอรชรอ้อนแอ่น เผยให้เห็นเนินอกขาวผ่องและเรียวขาเรียวยาววับๆ แวมๆ ยามขยับกาย ผ้าปิดหน้าสีแดงโปร่งแสงบดบังใบหน้าครึ่งล่าง เหลือเพียงดวงตาหงส์คู่สวยที่ฉายแววตื่นตระหนกและเด็ดเดี่ยวในคราเดียวกัน
“จำไว้... คืนนี้คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง”
เสียงกระซิบของแม่เล้าดังขึ้นที่ข้างหู พร้อมกับมือที่จัดแจงปิ่นปักผมให้นาง “ทำให้บุรุษพวกนั้นคลั่งไคล้ ทำให้พวกมันยอมควักหัวใจและเงินทองออกมาวางแทบเท้าเจ้า”
หลิวชิงกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ นางนึกถึงใบหน้าของ ‘พี่ชายเผย’ บุรุษผู้เป็นดั่งเจ้าชีวิต
‘ร่างกายของเจ้า คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด อาชิง... จงใช้มันปูทางให้ข้า’
คำสั่งของเขาศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าราชโองการ นางยอมแลกทุกอย่าง แม้กระทั่งความบริสุทธิ์ของลูกผู้หญิง เพื่อให้เขาได้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด
“ได้เวลาแล้ว...”
เสียงฆ้องดังขึ้น ม่านมุกถูกเลิกออก หลิวชิงถูกประคองให้ออกมายืนตระหง่านอยู่กลางเวที แสงไฟสาดส่องกระทบผิวกายที่ขาวเนียนดุจหิมะ เรียกเสียงฮือฮาและเสียงกลืนน้ำลายดังกระหึ่มไปทั่วหอ
“ท่านชายทั้งหลาย!” แม่เล้าประกาศก้อง “นี่คือ ‘แม่นางชิงชิง’ บุปผางามดอกใหม่ที่ทางหอเราฟูมฟักมาแรมปี คืนนี้จะเป็นคืนแรกที่นางจะผลิดอกแย้มบาน ผู้ใดจะได้เป็นผู้เด็ดดมความหอมหวานนี้ เชิญเสนอราคา”
“ข้าให้ห้าร้อยตำลึงทอง!” เสียงแรกดังขึ้นจากคุณชายเจ้าสำราญ
“แปดร้อยตำลึง!” พ่อค้าเกลือตะโกนสู้
“หนึ่งพันตำลึง!” ขุนนางเฒ่าผู้หนึ่งลุกขึ้นยืน แววตาหื่นกระหายจับจ้องเรือนร่างของหลิวชิงราวกับจะกลืนกิน
ราคาพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ หลิวชิงยืนนิ่งดุจรูปปั้น แต่ภายในใจกลับสั่นสะท้าน นางกวาดสายตามองเหล่าชายหนุ่มหน้าตาหยาบโลนเหล่านั้นด้วยความขยะแขยง ใครกัน... ใครจะเป็นผู้ทำลายพรหมจรรย์ของนาง?
“สามพันตำลึงทอง!”
เสียงทุ้มต่ำดังกัมปนาทราวกับฟ้าผ่า หยุดทุกสรรพเสียงในหอหมื่นบุปผาลงทันที
ผู้คนต่างหันไปมองทางต้นเสียง ที่ประตูใหญ่ ปรากฏร่างของบุรุษร่างยักษ์ผู้หนึ่ง ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางวางอำนาจ เขาสวมชุดเกราะแม่ทัพดูน่าเกรงขาม แต่ทว่า... รูปร่างของเขานั้นช่างน่ารังเกียจ
พุงพลุ้ยยื่นออกมาดันเกราะจนแทบปริ ใบหน้ามันย่องเต็มไปด้วยหนวดเครารุงรัง รอยแผลเป็นน่าเกลียดพาดผ่านแก้มซ้าย ดวงตาโปนโตฉายแววดุร้ายและหยาบช้า กลิ่นตัวเหม็นสาบเหงื่อและกลิ่นเหล้าโชยออกมาจนคนรอบข้างต้องเบือนหน้าหนี
“นะ... นั่นมัน แม่ทัพหวัง จากชายแดนเหนือ!” เสียงซุบซิบดังขึ้นด้วยความหวาดกลัว “ได้ข่าวว่าเป็นคนวิปริต ฆ่าคนไม่กะพริบตา และชอบทรมานผู้หญิง!”
หลิวชิงหน้าซีดเผือด ขาแทบหมดแรง นางต้องตกเป็นของเจ้าหมูตอนสกปรกผู้นี้หรือ?
“สามพันตำลึงทอง... มีใครจะสู้หรือไม่?” แม่ทัพอ้วนตะโกนถาม มือหนาตบลงบนดาบข้างเอวข่มขู่
ไม่มีใครกล้าสู้... ไม่ใช่เพราะไม่มีเงิน แต่เพราะไม่มีใครกล้ามีเรื่องกับปีศาจสงครามผู้นี้
“ถ้าไม่มี... นางเป็นของข้า!”
แม่ทัพหวังโยนถุงทองคำหนักอึ้งลงบนเวที แล้วกระโดดขึ้นมาคว้าข้อมือของหลิวชิง กระชากนางเข้าไปปะทะกับแผงอกที่เต็มไปด้วยไขมันและกลิ่นสาบ
“มานี่สิ นังตัวดี!” เขาหัวเราะเสียงดัง ลากนางลงจากเวที มุ่งหน้าสู่ห้องหอคืนแรก ท่ามกลางสายตาสมเพชและเสียดายของฝูงชน
ภายในห้องหอสีแดงชาด
หลิวชิงถูกเหวี่ยงลงบนเตียงกว้าง ร่างกายกระแทกกับฟูกนุ่ม แต่นางไม่มีเวลาเจ็บปวด เมื่อเงาทะมึนของแม่ทัพอ้วนทาบทับลงมา
“ยะ... อย่า...” หลิวชิงถอยกรูดไปชิดหัวเตียง ตัวสั่นเทาเหมือนลูกกวางเจอเสือ
“อย่าเล่นตัวไปหน่อยเลย ราคาของเจ้าแพงนัก ข้าต้องถอนทุนคืนให้คุ้มค่า” แม่ทัพหวังแสยะยิ้มน้ำลายยืด เขาปลดเกราะและเสื้อผ้าออกอย่างลวกๆ เผยให้เห็นเนื้อตัวที่เต็มไปด้วยขนดกหนา
หลิวชิงหลับตาปี๋ กลั้นน้ำตา นางพยายามนึกถึงหน้าพี่ชายเผย เพื่อเป็นกำลังใจให้ผ่านคืนนรกนี้ไปให้ได้
‘เพื่อท่าน... พี่เผย ข้าทำเพื่อท่าน’
มือหยาบกร้านกระชากชุดคลุมสีแดงของนางจนขาดวิ่น เสียงผ้าไหมฉีกขาดบาดหูราวกับเสียงกรีดร้องของศักดิ์ศรี
“ผิวสวยดีนี่...” เสียงแหบพร่าดังขึ้นที่ข้างหู พร้อมกับริมฝีปากสากระคายที่บดขยี้ลงมาที่ซอกคอ
ราตรีประดับดาว ท้องนภาเหนือเมืองหลวงฉางอันถูกย้อมด้วยแสงสีแดงฉานจากโคมไฟนับหมื่นดวงที่ถูกจุดขึ้นพร้อมกัน เสียงกลองศึกและเสียงปี่พาทย์บรรเลงทำนองกึกก้อง ผสมผสานไปกับเสียงโห่ร้องยินดีของฝูงชนที่เบียดเสียดกันจนแทบไร้ที่ยืน สองข้างทางของถนนสายหลักที่มุ่งหน้าสู่หอโคมแดงเนืองแน่นไปด้วยบุรุษทุกชนชั้น ตั้งแต่เชื้อพระวงศ์ ขุนนาง พ่อค้าเศรษฐี ไปจนถึงยาจกเข็ญใจทุกคนต่างมารอชมบารมีของ 'นางโลมล่มเมือง'ขบวนแห่บุปผางามเคลื่อนตัวมาอย่างเชื่องช้า กลีบดอกกุหลาบและดอกโบตั๋นถูกโปรยปรายลงมาจากระเบียงร้านรวงสองข้างทางราวกับสายฝน กลิ่นหอมจางๆ ลอยมาแตะจมูกฝูงชน ก่อนที่เกี้ยวไม้หอมแกะสลักลวดลายวิจิตรตระการตาจะปรากฏขึ้น ม่านโปร่งบางสีแดงที่คลุมรอบเกี้ยวปลิวไสวตามแรงลม เผยให้เห็นร่างเงาเลือนรางของสตรีที่นั่งอยู่ภายในทันใดนั้น ลมวูบหนึ่งก็พัดแรงขึ้น หอบเอากลิ่นหอมประหลาดที่เข้มข้นและหอมหวานยิ่งกว่ามวลดอกไม้ใดในโลกพุ่งเข้าปะทะใบหน้าของผู้คน กลิ่นหอมเย็นระรื่นดุจดอกบัวสวรรค์ที่บานสะพรั่งกลางเหมันตฤดู"หอมเหลือเกิน กลิ่นนี้มันคืออะไรกัน?""นั่นแม่นางหลิวชิง! นางมาแล้ว!"ฝูงชนเริ่มคุ้มคลั่ง เบียดเสียดดันกันเข้าไป
นางเป็นเพียงเด็กกำพร้าสกปรก หิวโซ และกำลังจะตายท่ามกลางกองหิมะในฤดูหนาวที่โหดร้าย ไม่มีใครเหลียวแล ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ จนกระทั่ง เขา ปรากฏตัวขึ้นบุรุษหนุ่มผู้มีใบหน้าซ่อนอยู่ในเงามืด หรือบางครั้งก็ภายใต้หน้ากาก รัศมีของเขาลึกลับและอันตราย แต่ฝ่ามือที่ยื่นมาฉุดนางขึ้นจากความตายกลับอบอุ่นยิ่งนัก'อยากจะมีชีวิตอยู่หรือไม่?' เสียงทุ้มต่ำของเขาถามในวันที่นางไร้ซึ่งความหวัง'อยากเจ้าค่ะ ข้ายอมทำทุกอย่าง ขอเพียงได้มีชีวิต' นางตอบกลับไปด้วยเสียงแหบแห้งนับแต่นั้น ชีวิตของนางก็เป็นของเขา 'คุณชาย' หรือที่นางแอบเรียกในใจว่า 'พี่ชายเผย' เขาชุบเลี้ยงนาง มอบชื่อใหม่ให้ว่า 'หลิวชิง' มอบอาหาร ที่พัก และวิชาความรู้ เขาไม่ได้สอนให้นางเย็บปักถักร้อยดั่งกุลสตรี แต่สอนให้นางอ่านเขียน เรียนรู้จริตมารยา การร่ายรำ ดนตรี และจิตวิทยาในการควบคุมบุรุษเขาจ้างครูที่ดีที่สุดมาสอนนางขัดเกลาร่างกายและผิวพรรณ ด้วยสมุนไพรหายากนับพันชนิดที่เขาเสาะหามาแช่ตัวนางตั้งแต่เด็ก จนร่างกายของนางซึมซับกลิ่นหอมของสมุนไพรและดอกไม้นานาพันธุ์ ผสมผสานจนกลายเป็นกลิ่นกายเฉพาะตัวที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ กลิ่นหอมดุจดอกบัวสวรรค์
ยามเหม่า แสงอรุณรุ่งสาดส่องผ่านม่านมุ้งผ้าไหมเนื้อดีสีแดงชาด ปลุกให้ร่างอรชรที่นอนขดตัวอยู่บนเตียงตั่งไม้จันทน์หอมตื่นจากนิทราทันทีที่นางขยับกาย กลิ่นหอมประหลาดพลันฟุ้งกระจายไปทั่วห้องหอ กลิ่นนั้นมิใช่กลิ่นเครื่องหอมจากร้านรวงชื่อดังในตลาดตะวันออก และมิใช่กลิ่นแป้งผัดหน้าที่สตรีชาววังนิยมใช้ หากแต่เป็นกลิ่นหอมเย็นระรื่น สดชื่นและบริสุทธิ์ราวดอกบัวสวรรค์ที่เพิ่งแย้มบานรับหยาดน้ำค้างแรกแย้ม เป็นกลิ่นหอมที่กำเนิดขึ้นจากเนื้อหนังมังสาของนางเอง หลิวชิงสตรีผู้ถูกขนานนามว่าเป็น ‘นางโลมอันดับหนึ่ง’ แห่งหอโคมแดงหลิวชิงหยัดกายลุกขึ้นนั่ง เส้นผมดำขลับดุจน้ำหมึกสยายลงมาเคลียไหล่ขาวเนียน รูปร่างของนางเย้ายวนดึงดูดสายตา เอวคอดกิ่วรับกับสะโพกผาย ใบหน้ารูปไข่งดงามหมดจด คิ้วโก่งดั่งคันศร นัยน์ตาหงส์ซุกซ่อนแววตาโศกซึ้งที่ชวนให้บุรุษอยากปกป้องทะนุถนอม ริมฝีปากแดงระเรื่อโดยมิต้องแต้มชาดนางถอนหายใจแผ่วเบา มองดูเงาสะท้อนของตนในคันฉ่องทองเหลือง ความงามนี้คืออาวุธ และกลิ่นกายนี้คือคำสาปที่สวรรค์ประทานมาให้ หรือบางที อาจจะเป็นนรกที่เป็นผู้มอบให้เสียมากกว่า"คุณหนู ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ"เสียงสดใสของเด็กสาวด
หลิวชิงสะดุ้งเฮือก ความขยะแขยงแล่นพล่านไปทั่วร่าง นางกำหมัดแน่น จิกเล็บลงบนฝ่ามือเพื่อระบายความเจ็บปวดแต่ทว่า...ในวินาทีที่ร่างหนาหนักทาบทับลงมาจนแนบสนิท กลิ่นสาบเหงื่อที่นางได้กลิ่นเมื่อครู่กลับจางหายไป... แทนที่ด้วยกลิ่นหอมเย็นๆ ของ ‘ไม้กฤษณา’ ที่นางคุ้นเคยและสัมผัสที่นางคิดว่าจะหยาบโลน กลับแปรเปลี่ยนเป็นความแข็งแกร่งและดุดันที่เต็มไปด้วยอำนาจ... ไม่ใช่ความอุ้ยอ้ายของคนอ้วนหลิวชิงเบิกตากว้างในความมืดสลัว“เจ้ากำลังคิดถึงใคร?”เสียงกระซิบที่ข้างหูเปลี่ยนไป... ไม่ใช่เสียงแหบห้าวของแม่ทัพหวัง แต่เป็นเสียงทุ้มต่ำที่เย็นยะเยือกและทรงเสน่ห์“พะ... พี่...”นิ้วแข็งแกร่งปิดปากนางไว้ทันที“ชู่ว...”ชายตรงหน้ายังคงมีรูปลักษณ์เป็นแม่ทัพอ้วนอัปลักษณ์ แต่แววตาในความมืดนั้นกลับวาวโรจน์คมกริบดุจพยัคฆ์ มันคือดวงตาของ เผยชวน!เขาไม่ได้เป็นแค่คนดู... แต่เขาปลอมตัวมาเป็นผู้เล่น! ชายหนุ่มถอดหน้ากากมนุษย์และชุดที่ปลอมตัวมาออกเผยให้เห็นร่างที่แท้จริง“ข้าจะไม่ยอมให้ชายอื่นแตะต้องของๆ ข้า... แม้แต่นิ้วเดียว” เผยชวนกระซิบเสียงพร่า “เจ้าเป็นอาวุธของข้า เป็นหมากของข้าและร่างกายนี้ ก็ต้องเป็นข้าที่ประเดิม











