เข้าสู่ระบบบรรยากาศเงียบสงัดแพร่กระจายไปทั่วห้อง หลี่หลิงเฟิ่งหายใจสะดุด ดวงตาเรียวสวยไม่ได้เลื่อนออกจากใบหน้าของบุรุษผู้นั้นเลย เช่นเดียวกับดวงตาคมกริบกวาดมองนางเงียบๆ
เนิ่นนาน ไร้ซึ่งคำพูด และไม่ขยับ
คล้ายเวลาล่วงเลยไปหลายสิบปี เสียงสูดลมหายใจอย่างหนักหน่วงดังขึ้นทำลายความเงียบงันที่น่ากระอักกระอ่วนนี้ สุดท้ายแล้วยังคงเป็นหลี่หลิงเฟิ่งที่ทนไม่ไหว ใคร่สงสัยตัวตนบุรุษรูปงามท่านนี้ ริมฝีปากเม้มแน่น อยากพูดบางอย่างแต่กลับพูดอะไรไม่ออก มือของเขายังคงลูบผมนางอยู่อย่างนั้น คล้ายปลอบประโลมนางอยู่ทุกวินาที
“ข้า...ข้าอยากกินองุ่น” หลี่หลิงเฟิ่งชะงักค้างอย่างทำอะไรไม่ถูก หน้าขึ้นริ้วแดงๆ ด้วยความอับอาย นี่นางพูดอะไรออกไป
อยากกินองุ่น? องุ่นเนี่ยนะ เพ้ย!
หลี่หลิงเฟิ่งขยับตัวหลบฝ่ามือใหญ่ หลุบตาต่ำ ไม่กล้ามองหน้าเขาอีกต่อไป ในใจสบถด่าตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำตัวเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่นไปได้
“เสี่ยวเซียง” บุรุษชุดขาวยิ้มพลางส่งเสียงเรียกเสี่ยวเซียง “เจ้าค่ะ คุณชายใหญ่” หลี่หลิงเฟิ่งมองเสี่ยวเซียงผลักประตูเข้ามา เดินก้มหน้ามาคุกเข่าตรงปลายเตียง ก่อนจะเงยหน้าจ้องมองผู้เป็นนายด้วยน้ำตาที่เอ่อล้นนัยน์ตา
คุณชายใหญ่ หลี่เฟยหยาง? พี่ชายของเจ้าของร่างเดิม นี่...นางมีพี่ชายหล่อขนาดนี้เลยงั้นหรือ ส่วนลึกอดที่จะเศร้าใจไม่ได้ น่าเสียดาย...
“คุณหนูเจ้าขา ท่านทำให้ข้าตกใจแทบแย่ ข้านึกว่าท่านจะทิ้งข้าไปอีกแล้ว” เสี่ยวเซียงพยายามกลั้นสะอื้น รอยยิ้มน่ารักประดับเต็มใบหน้า
“ตั้งสำรับให้คุณหนูของเจ้าได้แล้ว นางไม่ได้ทานอะไรมาก็หลายวัน ต้องทำอาหารย่อยง่ายถึงจะดีต่อกระเพาะ เข้าใจหรือไม่” หลี่เฟยหยางเห็นคนบนเตียงยังคงก้มหน้าก็เข้าใจว่านางยังไม่ฟื้นตัวดี จึงหันไปเอ่ยปากไล่เสี่ยวเซียงเสียงเรียบ
“เจ้าค่ะ” สาวใช้มองคุณหนูอีกรอบหนึ่ง
ก่อนจะลุกออกไป มีคุณชายใหญ่อยู่ นางก็โล่งใจ
“ระยะนี้เจ้ากินอาหารอ่อนๆ ไปก่อน เอาไว้ร่างกายแข็งแรงเมื่อไหร่ค่อยกลับมากินเหมือนเดิม” หลี่หลิงเฟิ่งได้สติขึ้นมา เมื่อสัมผัสถึงความอบอุ่นบนศีรษะอีกครั้ง
“…” นางเงยหน้าขึ้น พยักหน้าอย่างเลื่อนลอย
“ที่นี่เป็นเมืองเล็กๆ ทั้งยังทุรกันดาร เจ้าคงลำบากมากสินะ” มือใหญ่ยังคงลูบไล้ผมดำขลับลื่นมือของนางอย่างแผ่วเบา มือหนาชะงักครู่หนึ่ง หลี่เฟยหยางเหมือนคิดอะไรได้ เอ่ยปากถามเสียงเบา
“แถวนี้ไม่มีองุ่น เอาไว้กลับถึงจวนพี่ค่อยหามาให้เจ้าทาน ดีหรือไม่” มุมปากหลี่หลิงเฟิ่งกระตุก นางพูดอะไรไม่ออกอีกต่อไปแล้ว รอยยิ้มน้อยๆ ที่แต้มอยู่มุมปากพลันแข็งค้าง
ความจริงแล้วนางไม่ชอบกินองุ่น ถึงขั้นเหม็นกลิ่นมันด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้เพราะอะไรถึงได้พูดออกไปอย่างนั้น บางทีอาจเป็นเพราะความฝันก่อนหน้านี้เป็นแน่ นี่นางถึงขั้นเลียนแบบคนอื่นเลยหรือ
“ท่านมาได้อย่างไร” หลี่หลิงเฟิ่งไม่อยากจะเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก เอ่ยถามหลี่เฟยหยางอย่างสงสัยใคร่รู้
“อู๋เหยียนส่งข่าวไปบอกพี่ว่าเจ้าบาดเจ็บ ข้าไม่วางใจจึงตัดสินใจมารับเจ้ากลับด้วยตัวเอง” ระยะทางจากจวนมาที่นี่เร็วเพียงนี้เลยหรือ หลี่หลิงเฟิ่งขมวดคิ้วมุ่น
“ข้าหลับไปนานมากหรือ”
“ราวๆ เจ็ดวัน เฟิ่งเอ๋อร์ ไยเจ้าจึงไม่รักษาตัวเองให้ดี เข้าไปในป่านั้นทำไม” คิ้วกระบี่ขมวดเล็กน้อย มองหลี่หลิงเฟิ่งราวกับต้องการไล่เรียงเอาคำตอบ
ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อถูกจ้องมาอย่างนี้นางถึงรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ขึ้นมา เหมือนเวลาที่ทำผิดแล้วถูกผู้ปกครองจับได้ก็ไม่ปาน อาจเป็นเพราะปฏิกิริยาของเจ้าของร่างเดิมที่มีต่อพี่ชายของนางกระมัง
“ข้าแค่อยากเข้าไปเก็บสมุนไพร แต่กลับโชคร้าย ข้าไม่คิดว่าจะไปเจอเข้ากับยอดฝีมือและสัตว์อสูรได้” นางตอบออกไปอย่างไม่ปิดบัง อย่างไรคนผู้นี้ก็ย่อมรู้ว่านางรู้เรื่องสมุนไพร หรืออาจคาดเดาได้ว่านางรู้วิชาแพทย์ เพียงแต่นางไม่ได้บอกไปทั้งหมด ไม่รู้ว่าพี่ชายท่านนี้ไว้ใจได้มากแค่ไหน นางไม่มีความทรงจำของร่างเดิม โลกนี้มันโหด ความเชื่อใจเป็นสิ่งที่น่ากลัว นางไม่อาจแบกรับความผิดหวังที่จะตามมาได้หรอก
นางสามารถไว้ใจคนอื่นได้ แต่สำหรับความเชื่อใจ นางเชื่อใจแค่ตัวเองเท่านั้น!
“เจ้ารู้ใช่มั้ย เมื่อกลับไปเจ้าต้องเตรียมตัวเข้าสำนักศึกษาหลวง หากแต่ผู้ที่เข้าสำนักศึกษาหลวงได้ต้องเป็นผู้มีพลังยุทธ์” หลี่เฟยหยางถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม “หลายวันที่ผ่านมาข้ากลัดกลุ้มมาโดยตลอด แต่พอรู้ว่าเจ้ามีความรู้เรื่องสมุนไพรอยู่บ้าง เรื่องนี้ก็ยังนับว่าพอมีทางออก”
“ในอาณาจักรหลิวเฟิง แต่ละแคว้นจะมีสำนักศึกษาหลวงของตนเอง ซึ่งจะรวบรวมผู้มีพลังยุทธ์เข้ามาศึกษา แต่หอเทพโอสถนั้นแตกต่างกัน หอเทพโอสถไม่ได้เป็นของแคว้นใดแคว้นหนึ่ง แยกตัวเป็นเอกเทศรวบรวมเหล่าผู้มีความสามารถในด้านหลอมยาลูกกลอนและรักษาโรค ซึ่งทุกๆ ปีจะมีการจัดสอบรับศิษย์ที่มีพรสวรรค์เข้าไปเป็นศิษย์ แต่น่าเสียดายที่การคัดเลือกผ่านไปแล้ว”
หลี่เฟยหยางนิ่งไปชั่วขณะ จึงเอ่ยต่อ “ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสซะทีเดียว ข้าพอรู้จักผู้อาวุโสในหอเทพโอสถ พี่แนะนำให้เจ้าได้ ส่วนจะสำเร็จหรือไม่นั้นต้องขึ้นอยู่ที่ตัวเจ้าเอง”
ตอนนี้เขายังไม่แข็งแกร่งพอ มือที่เขาจะยื่นออกไปช่วยนางจึงทำได้แค่นี้
แววตาของหลี่หลิงเฟิ่งไหววูบ “เหตุใดพวกเขาถึงอยากให้ข้าเข้าสำนักศึกษาหลวง ทั้งที่รู้กันไปทั่วว่าข้าไม่มีพลังยุทธ์”
หลี่เฟยหยางหลุบตาลง สักพักก่อนเอ่ย “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจ้ายังมีข้าอยู่”
พริบตาเดียว ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง บรรยากาศชวนอึดอัดยิ่งนัก
“แค่กแค่ก...” หลี่หลิงเฟิ่งไอเสียงต่ำ ยกชายแขนเสื้อปิดบังสีหน้าของตนไว้ เวลานี้นางควรพูดอะไรเพื่อทำลายบรรยากาศแปลกประหลาดนี้ดี
ยังไม่ทันที่นางจะพูดอะไรออกมา หลี่เฟยหยางก็ประคองนางนั่งพิงหัวเตียง ก่อนจะลุกขึ้นยืน เดินออกไปนอกห้อง ปล่อยให้นางงงงวยอยู่คนเดียว
หนึ่งชั่วยามต่อมา ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง หนึ่งสตรีทานอาหารอยู่ข้างเตียง หนึ่งบุรุษนั่งอยู่บนเก้าอี้นวมมือถือหนังสืออ่านอย่างเงียบๆ นอกจากเสียงช้อนกระทบถ้วยชามกับเสียงพลิกหน้ากระดาษเป็นครั้งคราวแล้วก็ไม่มีสิ่งใดอีก ที่แท้แล้วชายหนุ่มแค่เดินออกไปหยิบตำราแพทย์เบื้องต้นมาให้นางศึกษา หลังจากนั้นปักหลักนั่งเฝ้านางไม่ยอมไปไหน
หลี่หลิงเฟิ่งพลันพบว่า การมีคนหน้าตาดีมาอยู่ด้วยในขณะที่นางกำลังกินข้าวอยู่นั้น ไม่ได้ทำให้นางเจริญอาหารขึ้นมาเลยสักนิด
“ท่านจะทำอย่างไรกับโจรพวกนั้น” สุดท้ายก็ยังคงเป็นนางที่ทนไม่ไหว วางช้อนตักโจ๊กลง เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“เจ้าอยากให้จัดการอย่างไร” หลี่เฟยหยางวางหนังสือลง หันหน้ามามองนาง
หลี่หลิงเฟิ่งยักไหล่ “ข้าแค่อยากรู้ว่าคนพวกนั้นเป็นใคร” ข้าจะได้คิดบัญชีถูกคน หากแต่ประโยคหลังนางไม่ได้พูดออกไป หลี่หลิงเฟิ่งขมวดคิ้วหนัก ยอดฝีมือสองคนนั้นยังไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้บ้าหน้าตายที่หนีไปได้นั่น นางไม่รู้จะไปตามหาที่ไหน หลี่หลิงเฟิ่งถอนหายใจ เอาเถิด ตราบใดที่ยังมีชีวิต คงได้พบกันสักวัน
“อีกอย่าง ข้าไม่เคยใจอ่อนกับศัตรู” หลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้วขึ้นอย่างยียวน นางอยากจะรู้ยิ่งนัก บุรุษผู้นี้จะกล้าสังหารคนทิ้งหรือไม่ จากที่นางทบทวนมาหลายชั่วยาม เป็นไปไม่ได้ที่ยอดฝีมือสองคนนั้นจะไม่มีคนบงการอยู่เบื้องหลัง บุรุษผู้นั้นที่ถูกตามล่าคงจะไม่ธรรมดาเช่นกัน
นางเดาออก มีหรือพี่ชายใหญ่ของนางจะไม่รู้ หลี่หลิงเฟิ่งมองปฏิกิริยาอีกคนในห้องไม่วางตา นางอยากรู้ ชายผู้นี้หวังดีจริงๆ หรือมีจุดประสงค์อื่น
เห็นหญิงสาวจ้องตาไม่กะพริบ “เจ้าเปลี่ยนไปมาก ตลอดสามปีที่ผ่านมาคงไม่ง่ายเลยสินะ” รอยยิ้มน้อยๆ ที่นานทีจะพบเห็นปรากฏขึ้นบนใบหน้า “แต่พี่ก็ชอบเจ้าที่เป็นแบบนี้”
“ข้าจะถือว่าเป็นคำชมแล้วกัน
” นางไม่รู้หรอกว่าหลี่หลิงเฟิ่งคนเดิมเป็นอย่างไร แต่นางไม่คิดว่าหลี่หลิงเฟิ่งคนใหม่จะเป็นคนดีในสายตาคนอื่นหรอก
“ผู้ฝึกพลังยุทธ์ขั้นพิภพในแผ่นดินนี้ไม่นับว่าหายาก แต่ปรากฏตัวที่เมืองขอบชายแดนนับว่าผิดปกติโดยแท้ ซ้ำยังต้องการสังหารเจ้าที่เป็นว่าที่พระชายาขององค์ชายรอง บางทีอาจเกี่ยวข้องกับคนในราชสำนัก” ดวงตารัติกาลจ้องหลี่หลิงเฟิ่งเขม็ง น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเข้มขึ้นหลายส่วน อยู่ๆ นางก็รู้สึกหนาวขึ้นมา อดที่จะยกมือลูบแขนตนเองเบาๆ ไม่ได้
“อันที่จริงนอกจากสองคนนั้นยังมีบุรุษอีกคนหนึ่ง” หลี่หลิงเฟิ่งเม้มปากก่อนจะเอ่ยต่อ “วันนั้นข้ากับเสี่ยวเฉินเข้าไปเก็บสมุนไพรตามปกติเหมือนทุกวัน บังเอิญเจอคนผู้นั้นถูกไล่ล่าอยู่โดยไม่ตั้งใจ ข้าตกใจมากจึงรีบหาที่ซ่อนตัว แต่สุดท้ายก็ถูกพบเข้าจนได้ ต่อมาเป็นอย่างไรท่านคงจะรู้จากปากอู๋เหยียนแล้ว” หลี่หลิงเฟิ่งกำลังพนัน บุรุษตรงหน้าคนนี้ควรค่าแก่การไว้ใจหรือไม่
“แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน” คิ้วของชายหนุ่มขมวดแน่น เรื่องชักจะยุ่งยากมากกว่าที่เขาคิดซะแล้ว
“ข้าเองก็ไม่รู้ ใบหน้าของเขาชุ่มไปด้วยเลือด ข้ามองอย่างไรก็ไม่ชัดเจน หลังจากขึ้นมาจากน้ำ คนผู้นั้นก็หายไปแล้ว” หลี่หลิงเฟิ่งหงุดหงิด น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเจือความไม่สบอารมณ์อยู่เล็กน้อย “แต่คงไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป เสื้อผ้าที่สวมใส่ดูมีราคาสูง ชาวบ้านทั่วไปไม่มีทางที่จะหามาใส่ได้แน่ เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเป็นคนในราชสำนัก”
“หากเป็นอย่างนั้นจริง เกรงว่าสองคนนั้นคงไม่ยอมปริปาก” ดวงตาคมประกายเย็นเยียบ “แต่ไม่ว่ามันจะเป็นใคร พี่ไม่ปล่อยมันไว้แน่”
หลี่หลิงเฟิ่งแสยะยิ้มมุมปาก ใครสนใจกันเล่า สืบไม่ได้ก็ช่างปะไร ถ้าราชสำนักเป็นศัตรูกับข้าจริง ข้าก็จะทำลายให้สิ้นซาก!
“อย่ากังวลไปเลย ต่อให้พี่ต้องเป็นศัตรูกับคนทั้งโลก พี่ก็ยืนอยู่ข้างเจ้า” อยู่ๆ น้ำเสียงหนักแน่นของชายหนุ่มก็ดังขึ้นคล้ายดั่งคำมั่นสัญญา
หลี่หลิงเฟิ่งยิ้ม หากแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ค่ำคืนมืดมิดไม่เห็นเดือน ความเงียบสงัดยามราตรีกาล ทุกคนบนเรือนทรุดโทรมซอมซ่อนอนหลับสนิท อาจเป็นเพราะฝนตกหนัก อากาศคืนนี้เย็นสบายเป็นพิเศษ แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใดหลี่หลิงเฟิ่งถึงนอนไม่หลับ
หลี่หลิงเฟิ่งเดินออกไปนอกระเบียง เหม่อมองเม็ดฝนโปรยปรายยามค่ำคืน ทว่า เสียงตกแตกของเครื่องเรือนปลุกให้นางตื่นตัว พลังจิตแผ่ออกไปสำรวจโดยไม่ลังเล
“มีคนร้าย มีคนร้าย” แว่วเสียงตื่นตระหนกดังผสมกับเสียงห่าฝนที่เทกระหน่ำลงมา หลี่หลิงเฟิ่งชะงักครู่หนึ่ง สุดท้ายตัดสินใจหยิบเสื้อคลุมตัวนอกมาสวม เดินออกไปหน้าเรือน
“คุณหนู อย่าออกไปเลย อันตรายขอรับ” เสี่ยวเฉินที่นอนเฝ้าอยู่ข้างนอก เห็นหลี่หลิงเฟิ่งเดินออกมาก็ตกใจ วิ่งเข้ามาขวางไว้
หลี่หลิงเฟิ่งนิ่วหน้า “เจ้าตามข้าออกไปดูหน่อย ข้ากลัวว่าคนของพี่ใหญ่จะสู้ไม่ได้” เสี่ยวเฉินรับคำ มองสีหน้าวิตกกังวลของนาง ไม่กล้าถามหลี่หลิงเฟิ่งให้มากความ
หลี่หลิงเฟิ่งคาดไว้ไม่ผิด มีพลังหลายสิบขุมอยู่หน้าเรือน ด้วยความสามารถที่มีจำกัด นางจำกัดขั้นพลังของผู้บุกรุกเหล่านี้ไม่ได้ มีมือสังหารชุดดำบุกรุกเข้ามาได้อย่างไร บ่าวรับใช้ที่เฝ้าประตูสองคนถูกฆ่าตายไปนานแล้ว มือสังหารพวกนั้นกำลังต่อสู้อยู่กับคนของพี่ชายใหญ่ นักฆ่ามีมากเกินไป ฝ่ายพวกนางกำลังเสียเปรียบ
อู๋เหยียนถือกระบี่ตัวเปียกโชก เสื้อผ้าตามร่างกายขาดวิ่น แยกไม่ออกว่าเป็นสายฝนหรือเลือดที่ไหลออกมากันแน่ หลี่หลิงเฟิ่งมองผ่านด้านหลังอู๋เหยียนก็พบหลี่เฟยหยางที่สภาพไม่ได้ดีไปกว่ากัน แขนขวาได้รับบาดเจ็บ ได้แต่อาศัยมือซ้ายกวัดแกว่งกระบี่ต้านทานการโจมตีเอาไว้
“พวกเราไม่มีเรื่องบาดหมางกับใครมาก่อน บอกมาใครส่งพวกเจ้ามา” หลี่หลิงเฟิ่งกลอกตามองอู๋เหยียน เจ้าลูกเต่าเอาเท้าคิดหรือ เห็นอยู่ว่าพวกนี้เป็นนักฆ่าเดนตาย มีหรือจะฟังคำพูดไร้สาระพวกนี้ ไม่ทันขาดคำมือสังหารกรูกันเข้าไปล้อมโดยไม่สนใจสักนิด
“นายท่าน ท่านถอยออกไปก่อน” อู๋เหยียนแทงมือสังหารที่พุ่งเข้ามารายหนึ่ง น้ำเสียงเหนื่อยหอบ สีหน้าเคร่งเครียด เห็นทีพวกเขาคงต้องจบชีวิตลงคืนนี้เป็นแน่
เห็นได้ชัดว่ามือสังหารเหล่านี้เป็นมืออาชีพ ลงมือโหดเหี้ยม ผู้บงการต้องการจะฆ่าพวกเขาทั้งหมด
หลี่เฟยหยางยืนดูเหตุการณ์ตรงหน้าคล้ายไม่ใส่ใจ สีหน้าเย็นชาในยามปกติเผยออกมา ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ความคิดของเขา คนพวกนี้ไม่ได้มีความแค้นกับเขา มีความเป็นไปได้ว่าต้องการช่วยคนหรืออาจฆ่าคนปิดปาก
ลำแสงสีฟ้าเย็นยะเยือกพุ่งออกจากฝ่ามือหนา กระบี่ที่กุมไว้เกาะไปด้วยเกล็ดน้ำแข็ง พุ่งตรงเข้าปลิดชีพนักฆ่ารายหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล หนึ่งกระบวนท่าปลิดชีพ คนผู้นั้นเบิกตาโพลงอย่างไม่อยากเชื่อ หงายหลังล้มตึงลงกับพื้น
“นายท่าน ท่านพาคุณหนูหนีออกไปก่อน ทางนี้ให้พวกข้าจัดการเองขอรับ” อู๋เหยียนหันหลังมาหาหลี่เฟยหยาง จากสถานการณ์ตอนนี้ย่ำแย่ยิ่งนัก เขากลัวว่าจะคุมเอาไว้ไม่อยู่ คนของพวกเขาไม่กี่หยิบมือไม่อาจต้านทานมือสังหารได้หมดเป็นแน่ พละกำลังที่ยังไม่ฟื้นฟูดี เขาไม่อาจเสี่ยงให้เจ้านายยืนอยู่ตรงนี้อีกต่อไป
“ข้าไม่อาจทิ้งพวกเจ้าให้พลีชีพแทนได้” หากเจ้านายอ่อนแอ ก็ไม่สมควรที่จะปกครองใคร พลังสีฟ้าพุ่งออกมาจากมือข้างขวาอีกครั้ง ทั้งอานุภาพยังรุนแรงกว่าครั้งแรกหลายเท่า
ตาของเหล่าองครักษ์แดงก่ำ กระชับกระบี่ในมือแน่น แววตาแปรเปลี่ยนอย่างน่ากลัว พุ่งเข้าไปต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิต
หลี่หลิงเฟิ่งที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่หน้าประตู สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด วิ่งออกไปก้มหยิบกระบี่ข้างศพที่นอนอยู่บนพื้น รวมพลังทั้งหมดไปยังจุดตันเถียน ก่อนจะเปล่งเสียงเล็กแหลมออกมา
“รน-หา-ที่-ตาย”
ข่าวการล่มสลายของค่ายโจรหมื่นโลหิตแพร่สะพัดไปทั่วทุกเขตแดน ผู้คนพูดถึงความยิ่งใหญ่ของสิบราชันย์ กล่าวขานถึงการเสียสละของตระกูลใหญ่ สาปแช่งวิถีมารในหุบเขาหยกขาว หลี่หลิงเฟิ่งวางถ้วยชาอย่างแผ่วเบา เป่ยเฉินหลงรายงานผ่านป้ายคำสั่งทองคำตามเคย ค้นทั่วค่ายไม่พบเบาะแสของหัวหน้าใหญ่ บัญชีรายชื่อทั้งหมดจบที่หัวหน้าสาม“เหมือนเงา” เป่ยเฉินหลงสรุปก่อนตัดการเชื่อมต่อหลี่หลิงเฟิ่งคิดตามเงา… ย่อมต้องมีเจ้าของหัวหน้าสามระดับนั้น นักวางค่ายกลขั้นปราชญ์ ราชันย์วิถีมารที่ผสานค่ายกลกับพลังยุทธ์ได้อย่างแนบเนียนหากไม่มีใครหนุนหลัง ทรัพยากรจะมาจากที่ใด ความรู้ต้องห้ามจะถ่ายทอดจากผู้ใด ต่อให้เป็นอัจฉริยะ ก็ไม่อาจเติบโตลำพังในถิ่นทุรกันดารสายตานางเย็นลงเล็กน้อย “ตระกูลชิง…”ชื่อหนึ่งผุดขึ้นในใจ ไม่มีหลักฐาน เอาผิดไม่ได้ บอกผู้อื่นยิ่งไม่ได้ หลี่หลิงเฟิ่งรู้สึกอึดอัดมากตระกูลชิงเงียบสูญเสียครั้งใหญ่ แต่กลับไม่เคลื่อนไหว น่ากลัวเสียจริงหลี่หลิงเฟิ่งทอดถอนใจ ไร้หลักฐานก็คือไร้หลักฐานการกล่าวหาโดยไม่มีน้ำหนักมีแต่จะเปิดช่องให้ตนเองตกเป็นเป้าอีกอย่างเรื่องนี้ห่างไกลจากตัวนาง อย่างน้อยก็ในตอนนี้อีกด้านหน
ผ่านไปอีกหนึ่งเดือนเต็ม ลานหินกลางค่ายโจรกลายเป็นซากปรักหักพัง พื้นดินแตกร้าวเป็นใยแมงมุม หลุมลึกนับสิบจั้งกระจายทั่วบริเวณ อักขระสีดำและสีทองยังคงสลับส่องแสงปะทะกันไม่หยุดศึกยังไม่ตัดสินแพ้ชนะยอดราชันย์สิบคนผลัดกันโจมตีไม่หยุดตลอดหลายวันหลายคืน แม้มีผู้บาดเจ็บล้มลงบ้าง แต่ก็มีคนเข้ามาแทนที่ทันที ราวกับคลื่นซัดใส่โขดหินไม่ขาดสายทว่าโขดหินก้อนนั้นเริ่มมีรอยร้าวแล้วหัวหน้าสามแห่งหมื่นโลหิตยืนอยู่กลางแกนค่ายกล เสื้อคลุมดำขาดวิ่น แขนข้างหนึ่งยังคงมีรอยแผลกรีด โลหิตซึมไม่หยุด ใบหน้าซูบตอบลงเล็กน้อยแม้พลังยุทธ์ของเขาจะยังพลุ่งพล่าน แต่แววตาลึกโหลนั้นฉายแววอ่อนล้าหนึ่งคนสู้กับสิบคนต่อให้เป็นราชันย์ก็ใช่ว่าจะไม่สิ้นเปลือง“มันเริ่มไม่ไหวแล้ว” ผู้นำตระกูลไป๋ตะโกน โอกาสมาถึงแล้ว เส้นพลังสีฟ้าฟาดใส่กระแทกกำแพงค่ายกลจนสั่นสะเทือนตูม!อักขระสีดำด้านหนึ่งแตกกระจายเป็นผงหัวหน้าสามแค่นหัวเราะ แม้เสียงแหบพร่า “คิดว่าข้าล้าแล้วหรือ?”เขายกมือขึ้นอีกครั้ง วิญญาณเร่ร่อนที่เหลืออยู่พุ่งกรูออกมา แต่เหล่าราชันย์เตรียมตัวไว้แล้ว สมบัติอาคมหลายชิ้นส่องประกายพร้อมกัน ผนึกพลังวิญญาณให้กระจายหายไปในอากา
ภายนอกเป็นเวลากว่าห้าเดือนหลี่หลิงเฟิ่งสามารถรวมพลังจิตและเนตรลักษณ์เข้าด้วยกันแล้ว ตอนนี้สอดส่องได้ไกลถึงหน้าตีนเขาเขตจิตลวง ที่น่ายินดีนางเจอผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปราชน์หลายคนแต่ไม่มีใครรู้สึกถึงตัวตนของนางได้เลย วิชาเนตรลักษณ์สมกับเป็นหนึ่งในคัมภีร์สวรรค์ระยะนี้ป้ายคำสั่งทองคำสั่นบ่อยครั้งจนนางแทบไม่มีสมาธิฝึกฝน ครั้งนี้ก็เช่นกัน นางเก็บพลังจิตกลับมา ตอบรับเป่ยเฉินหลง“คำแนะนำของท่านได้ผลจริงๆ พวกเราแก้ค่ายกลชั้นนอกได้แล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็จะทำลายจนหมด”ตลอดหลายเดือนเป่ยเฉินหลงหมั่นติดต่อมาหานาง แทบทุกครั้งมักจะพ่วงผู้อาวุโสเป่ยเหยียนมาด้วย ต้องบอกว่าพรสวรรค์เรื่องค่ายกลของเป่ยเหยียนไม่ธรรมดา นางเพียงชี้แนะนิดหน่อยเขาก็ขยายความต่อได้ทันที หลี่หลิงเฟิ่งแนะนำเหมือนอย่างเคยก่อนตัดการติดต่อจนกระทั่งเข้าสู่เดือนที่แปด ปราการที่แข็งแกร่งที่สุดจึงพังทลายลงด้วยการรวมพลังถล่มแกนกลางตามจุดอ่อนที่หลี่หลิงเฟิ่งระบุไว้หญิงสาวไม่คิดเลยว่าค่ายกลพวกนั้นที่นางเขียนขึ้นมาลวกๆ ทำให้เหล่ายอดฝีมือค่ายกลรับมือยากขนาดนี้ นางเป็นแค่มือสมัครเล่นเองนะ ไฉนถึงก่อคลื่นลมมากมายขนาดนี้กันเล่าหลี่หลิงเฟิ่งอยากจะร้อง
หลังทดลองกับมังกรดินแล้วล้มเหลว หลี่หลิงเฟิ่งละเหี่ยใจ ความเข้าใจในอาคมควบคุมของนางมิได้ผิดพลาด ค่ายกลก็ไม่ขาดตกบกพร่องแต่ระดับพลัง…สิ่งมีชีวิตที่มีวิญญาณแข็งแกร่งเกินไป ต่อให้โครงสร้างถูกต้อง หากพลังไม่ถึงก็ย่อมควบคุมไม่ได้“เช่นนั้นก็ลดระดับเป้าหมายลง”สายตานางทอดไปยังหุ่นเชิดเดิมทีหุ่นเชิดต้องฝังผลึกวิญญาณเลือดเพื่อให้เกิดพลังวิญญาณเป็นแก่นขับเคลื่อนนางมีผลึกชนิดนั้นเพียงชิ้นเดียว ใส่ให้อีกตัวไปแล้วหากต้องพึ่งพาจึงจะควบคุมได้ก็ไม่ต่างจากพึ่งพาวัตถุภายนอก อีกอย่างผนึกนั่นหาง่ายเสียที่ไหน‘หากข้าใช้อาคมควบคุมเป็นตัวกำกับ ใช้ค่ายกลวิญญาณเป็นตัวดึงพลังงานจากมิติมายามาทดแทนผลึกเหล่านั้นล่ะ?’นางตัดสินใจทดลอง นำหุ่นเชิดเหล็กสองตัวออกมา เริ่มวาดอักขระกลางอากาศครั้งนี้นางไม่สร้างวิญญาณให้มัน แต่สร้างโครงสร้างรองรับคำสั่งแทนค่ายกลดูดวิญญาณถูกวาดลงอย่างประณีตแทนที่แก่นพลังเดิม จากนั้นอาคมควบคุมซ้อนทับลงไป เชื่อมตรงเข้าสู่พลังจิตของนางอักขระสุดท้ายส่องประกาย หุ่นเชิดสั่นไหวเล็กน้อย ยกแขนยกขา หมุนคอ ก้าวเดิน มันก็หยุดคิดอีกครั้ง มันคุกเข่า ง่ายดายอย่างน่าประหลาด“หรือแท้จริงแล้วการควบ
หลี่หลิงเฟิ่งยังคงจมดิ่งอยู่กับการถอดรหัสอักขระโบราณบนแผ่นโลหะเขียว ความเงียบงันรอบกายขับเน้นให้กระบวนการคิดวิเคราะห์ในใจของนางเฉียบคมยิ่งขึ้น นางเริ่มตระหนักมหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ามิใช่การสร้างวิถีใหม่ที่แปลกแยก ทว่ามันคือการเข้าถึงแก่นแท้ของวิชาทั้งปวงบนโลกที่นางอาศัยอยู่ หากนางเข้าใจหลักการของมันอย่างถ่องแท้ นางย่อมสามารถนำไปต่อยอดและแตกแขนงวิชาพื้นฐานให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมได้หลายแขนงยิ่งศึกษายิ่งลึกล้ำทุกวันนี้ นอกจากนางจะเคี่ยวกรำฝึกฝนวิชาตามตำราที่ได้รับมาอย่างหนักแล้ว ในใจของนางยังเริ่มก่อเกิดความต้องการที่จะรังสรรค์วิชาเฉพาะตัวของตนเองขึ้นมา นางต้องการสร้างกระบวนท่าที่แปลกใหม่ เอาไว้ใช้สร้างความประหลาดใจสยบศัตรูในอนาคตแต่ยากตรงที่วิชาทั่วไปสอนให้จำ สอนให้ทำตาม สอนให้เดินตามรอยเท้าคนก่อนหน้า แต่เจ้ากลับสอนให้ข้ารื้อทุกอย่างออกมาทั้งโครงสร้างพลัง เส้นทางไหลเวียน เจตจำนงท่วงท่าเมื่อมองทะลุถึงระดับนั้น วิชาหนึ่งย่อมปรับใช้กับอีกวิชาหนึ่งได้“ในเมื่อข้าเข้าใจแก่นแท้ เหตุใดต้องเดินตามผู้อื่นเพียงอย่างเดียว”ดวงตาของหลี่หลิงเฟิ่งเข้มขึ้น นางเริ่มจากสิ่งที่ถนัดที่สุดพลังธาตุ
กองทัพตระกูลใหญ่มีหัวหอกเป็นตระกูลเป่ย พวกเขาไม่บุกในทันที เลือกปักหลักอยู่รอบบริเวณนอกค่ายโจร การเตรียมการต่างๆ กินเวลาหลายเดือน เชิญปรมาจารย์ค่ายกลขั้นปราชญ์ออกจากการเก็บตัว ระดมกำลังจากพันธมิตรสองตระกูล รวบรวมยอดฝีมือเหนือขั้นนภาหลายคนสายข่าวแทรกซึมตามแนวเขตอันตราย ส่งข้อมูลตำแหน่งลาดตระเวน จำนวนเวรยาม ช่วงเวลาที่ค่ายกลเปิดปิด ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อมายังหุบเขาหยกขาวด้วยเช่นกัน หลี่หลิงเฟิ่งนั่งอ่านยันต์สื่อสารทีละแผ่นอย่างออกอรรถรสและแล้วเช้าวันหนึ่ง ป้ายคำสั่งทองคำสั่นขึ้นมา เสียงเป่ยเฉินหลงลอดออกมา“ค่ายกลแก้ยากกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย แต่ควบคุมได้”พอหลี่หลิงเฟิ่งได้ฟังก็ยกยิ้ม แอบชื่นชมเหล่านักวางค่ายกลอยู่ในใจ สมกับเป็นแผ่นดินใหญ่ คนเก่งกาจมีเยอะจริง ๆ ตัวนางเอกก็ไม่อาจหย่อนยานฝึกฝน ทั้งสองพูดคุยกันสักก่อนจะตัดการติดต่อไปวันเดียวกันยันต์สื่อสารสว่างขึ้นกลางดึก“ค่ายกลซับซ้อนกว่าที่คิด มีชั้นซ้อนหลายระดับ ทุกครั้งที่แก้สำเร็จส่วนหนึ่ง จะกระตุ้นกลไกโจมตีอัตโนมัติ คาดว่าคงใช้ต้องเวลาอีกหลายวันถึงจะทำลายได้”หลี่หลิงเฟิ่งอ่านเงียบ ๆ สีหน้าแปลกประหลาดยิ่ง เมื่อเช้าเป่ยเฉินหลง
เจ้านาย ทางนี้!เสียงนี้อีกแล้ว เรียกหาตั้งแต่นางเดินเข้ามาในอุโมงค์นี้เสียงก็ดังก้องในหูนางไม่ต่ำกว่าห้าครั้ง นางเดินออกมาห่างไกลจากคนในกลุ่มเรื่อย ๆ สมบัติตรงนี้น้อยกว่าที่อื่นมาก ชั้นวางสมบัติเป็นเพียงหินที่ทำเป็นชั้น ๆ เรียงกันขึ้นมาเท่านั้น แตกต่างจากก่อนหน้าที่ทำขึ้นด้วยทองคำและหยก คนเข้าละโม
พรึ่บ !เปลวเพลิงไม่รู้ที่มาแผดเผาบริเวณโดยรอบโดยที่ทุกคนไม่ทันได้ตั้งตัว แผดเผาทุกสรรพสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าให้มอดไหม้“เจ้าฉวยโอกาส” ผู้บุกรุกกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น ทว่าเมื่อเทียบกับคนอื่นกลับดูดีกว่ามาก เขาป้องกันการลอบโจมตีของนางครั้งนี้ได้ทัน“ฆ่ากันต้องมีกฎด้วยหรือ ก็แค่เจ้าตาย ข้ารอด” หล
ภายในห้องพำนักเจ้าสำนักแพทย์โอสถปรากฏหูซานและชายชราอีกสองคน รวมทั้งลูกศิษย์บางคน ทำหน้าเคร่งเครียด ใบหน้าอ่อนล้าเพราะอดนอนมาหลายวัน บนเตียงไม้สลักมีร่างผ่ายผอมดำคล้ำของชายชราผู้หนึ่ง นอนสลบไสลราวกับคนใกล้หมดสิ้นอายุขัย “ศิษย์น้องสี่ เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าพอมีทางช่วยศิษย์พี่ใหญ่บ้างหรือไม่”“ข้าเองก็อ
“อะ…อาจารย์อา ขออภัยที่ล่วงเกินเพียงแต่ข้าขอทราบชื่อของท่านได้หรือไม่ขอรับ” โจวอวี๋ถามขึ้นมาอีกครั้ง นางยังเด็กยิ่งนักเป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจจะแปลงรูปโฉมให้คงความเยาว์วัยไว้เสมอ บางทีหากได้รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของนาง เขาน่าจะรู้จัก คนมีความสามารถระดับนี้ เขาจะพลาดได้อย่างไร“ข้ามีนามว่าหลี่หลิงเฟิ







