Home / รักโบราณ / ชายาเคียงบัลลังก์ / เขาก็แค่คนหลอกลวง

Share

เขาก็แค่คนหลอกลวง

Author: Selena
last update Petsa ng paglalathala: 2026-10-01 13:08:40

เพียะ! เพียะ!

เสียงไม้หวายเส้นหนากระแทกฟาดลงบนแผ่นหลังบอบบางของคุณหนูสามติดต่อกันอีกสองสามที ความเจ็บปวดแล่นปราดเข้าสู่ขั้วหัวใจจนผิงอันทนทานไม่ไหว ร่างบางฟุบล้มลงไปนอนกองกับพื้นหินอันเย็นเชียบ รอยเลือดสีแดงสดเริ่มซึมผ่านเนื้อผ้าสีอ่อน หยดลงบนพื้นหิมะสีขาวโพลนอย่างน่าเวทนา

ทว่า... ก่อนที่ไม้ฟาดที่สี่จะทันได้ตลบแหวกอากาศลงมากลางหลัง

โครม!

บานประตูใหญ่หน้าจวนตระกูลเชี่ยพลันถูกถีบออกอย่างรุนแรงเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

เรือนกายสูงสง่าของ องค์ชายใหญ่ ในชุดผ้าไหมทรงสบายๆ ทว่าแฝงความหรูหราสูงศักดิ์ ก้าวฉับๆ ตรงเข้ามาภายในลานลงอาญาด้วยท่วงท่าทรงบารมี โดยมีองครักษ์คนสนิทอีกสองนายเดินตามหลังมาติดๆ

คนในจวนตระกูลเชี่ยต่างตกตะลึงจนตาค้าง ยังไม่ทันที่ใครจะได้ทันตั้งตัวหรือถวายบังคม ร่างสูงของเฉินจื่อหลานก็ตรงเข้ามาทรุดกายลง ประคองอุ้มร่างอันสั่นเทาของคุณหนูสามขึ้นมาไว้แนบกายในอ้อมแขนอันอบอุ่นแน่นดั่งทรัพย์สินอันประเมินค่าไม่ได้

ผิงอันที่บอบช้ำและกำลังจะสูญเสียสติ ใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่พยายามเอียงใบหน้าซบลงกับอกแกร่ง พลางปรือตาเงยหน้ามองบุรุษที่กำลังโอบอุ้มนางไว้... นัยน์ตาหวานสั่นระริกด้วยความตกตะลึงเมื่อพบว่า บุรุษผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าที่คนทั้งจวนกำลังหวาดเกรง... แท้จริงแล้วคือ 'เสี่ยวถัง' เสี่ยวเอ้อในโรงน้ำชาของนางนั่นเอง

เฉินจื่อหลานโอบกอดผิงอันไว้แนบแน่น นัยน์ตาคมกริบกวาดมองสำรวจทุกคนในจวนตระกูลเชี่ยด้วยแววตาสุขุม เย็นชา และน่าเกรงขามจนบรรยากาศรอบกายเงียบกริบไร้เสียงลมหายใจ ก่อนที่องค์ชายใหญ่จะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำทว่าทรงอำนาจ

"วันนี้ข้าเข้ามาที่จวนตระกูลเชี่ยแห่งนี้ก็เพราะมีเหตุผล... คนของข้ามารายงานว่า ที่จวนแห่งนี้กำลังรังแกบุตรสาวของตนเอง ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบเรื่องราวให้แน่ชัด เกิดความเข้าใจผิดอันใหญ่หลวง"

ใต้เท้าเชี่ยหน้าซีดสลับแดง เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือกล้าๆ กลัวๆ "ถวายพระพรองค์ชายใหญ่... เรื่องนี้... เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในจวนตระกูลเชี่ยพะยะค่ะ กฎที่ใช้ลงโทษก็เป็นกฎของจวน..."

เฉินจื่อหลานฟังแล้วเพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น

"เรื่องการเปิดโรงน้ำชา... ข้าไม่ได้ถือสาหาความอันใด"

องค์ชายใหญ่หยุดเอ่ยชั่วครู่ สายตาคมกริบตวัดไปมองพี่หญิงใหญ่และพี่หญิงรองที่ยืนหน้าแห้ง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงบาดลึก

"แต่ที่ข้าเดินทางมาในวันนี้ ก็เพื่อจะบอกพวกท่านว่า... 'คนต่ำต้อย' ที่พวกท่านกำลังพูดถึงอีกทั้งยังพูดจาดูถูกเหยียดหยามกันอย่างสนุกปากนั้น... แท้จริงแล้ว คนผู้นั้นก็คือ ข้าเอง"

เฉินจื่อหลานยกยิ้มเย็นชา

"ข้าไม่ยักกะรู้มาก่อนเลยว่า... ฐานันดรศักดิ์และตำแหน่งองค์ชายใหญ่แห่งแคว้นของข้านั้น จะต่ำต้อยด้อยค่าจนพวกท่านรังเกียจถึงเพียงนี้"

กึก!

เมื่อสิ้นคำประกาศอันก้องกังวาน คนในตระกูลเชี่ยทั้งหมดต่างตกใจจนขวัญผวา! ทั้งใต้เท้าเชี่ย ฮูหยินผู้เฒ่า ตลอดจนบ่าวรับใช้รีบคุกเข่าลงกับพื้นหิมะและละล่ำละลักเอ่ยขอพระราชทานอภัยโทษกันระงม ขณะที่พี่หญิงใหญ่และพี่หญิงรองหน้าซีดเผือดดั่งไก่ต้ม ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวขั้นสุดเมื่อรู้ว่า เสี่ยวเอ้อที่ตนเคยด่าทอนั้นคือองค์ชายใหญ่

เฉินจื่อหลานไม่สนใจอาการขวัญเสียของคนรอบข้าง เขาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

"การที่ผิงอันช่วยชีวิตข้าไว้ จนไม่อาจไปสวดมนต์ตามคำสั่งของพวกท่านได้ หากพวกท่านคิดจะเอาผิด... ก็จงมาเอาผิดที่ข้า"

องค์ชายใหญ่ทอดสายตามองผิงอันในอ้อมแขนด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะกวาดสายตากลับมามองบิดาของนางแล้วเอ่ยถึงประเด็นสุดท้าย

"และเรื่องสุดท้าย... หญิงสาวผู้มีสัญญาหมั้นหมายกับราชวงศ์..."

เอ่ยจบ เฉินจื่อหลานก็ใช้อีกมือหนึ่งหยิบ ป้ายหยกประจำตัวของคุณหนูสาม ที่เขาบังเอิญหยิบติดมือมาวันที่คุณหนูสามช่วยชีวิตเขา ขึ้นมาชูแสดงต่อหน้าคนในตระกูลเชี่ย เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันชัดแจ้งว่า ทั้งสองคนมีใจผูกพันและมอบของแทนใจให้แก่กันแล้ว

"บุรุษจากราชวงศ์ที่นางมีใจให้ และพร้อมจะเคียงคู่ด้วย..."

เฉินจื่อหลานเค้นเสียงหนักแน่น ก้องกังวานไปทั่วลานจวน

"...ก็คือข้าเอง"

เสียงร้องไห้โฮด้วยความขวัญเสียของเชี่ยรั่วหลาน และ เชี่ยหลี่เหลียน ดังระงมไปทั่วห้องโถงเรือนหลักของจวนตระกูลเชี่ย คุณหนูทั้งสองผู้เคยถือดียามนี้ก้มหน้าคุกเข่า ตัวสั่นสะท้านดั่งลูกนกเจิ่งน้ำ หยาด น้ำตาไหลเปรอะเปื้อนแก้มด้วยความหวาดกลัวอาญาแผ่นดินขั้นสุด

"ท่านพ่อเจ้าคะ! พวกข้าไม่รู้จริงๆ นะเจ้าคะว่าเสี่ยวเอ้อต่ำต้อยผู้นั้นแท้จริงแล้วคือองค์ชายใหญ่!"

เชี่ย รั่วหลาน ร้องไห้สะอื้น เอื้อมมือไปรั้งชายเสื้อของผู้เป็นบิดาด้วยความหวาดหวั่น

"หากรู้สักนิด... ต่อให้ขวัญเทียมฟ้า ข้าก็ไม่กล้าพูดจาดูหมิ่นพระองค์เช่นนั้นแน่เจ้าค่ะ ท่านพ่อต้องช่วยพวกข้านะเจ้าคะ!"

"จริงเจ้าค่ะท่านพ่อ!"

เชี่ย หลี่เหลียน ละล่ำละลักเอ่ยเสียงสั่นระริก

"องค์ชายใหญ่ทรงอุ้มผิงอันขึ้นเรือนไปด้วยพระองค์เองเช่นนี้ หากพระองค์ทรงเอาความเรื่องที่พวกข้ากล่าวหาผิงอัน... ตระกูลเชี่ยเราคงต้องอาญาแผ่นดินกันหมดแน่เจ้าค่ะ ท่านพ่อช่วยพูดกับองค์ชายใหญ่ให้พวกข้าด้วย!"

ใต้เท้าเชี่ยฟังเสียงร้องไห้ฟูมฟายแล้วพลันรู้สึกปวดศีรษะจนแทบแตก เขายกมือขึ้นกุมขมับแน่น ใบหน้าซูบซีดคล้ำหมอง ก่อนจะเค้นเสียงตวาดลั่นด้วยความข่มขื่นและสับสน

"หุบปากพวกเจ้าทั้งสองคนเดี๋ยวนี้!"

ใต้เท้าเชี่ยตบโต๊ะข้างกายดัง ปัง! "ร้องไห้โวยวายไปแล้วได้อะไรขึ้นมา ยามทำไม่รู้จักคิด พอเกิดเรื่องขึ้นมากลับมาอ้อนวอนให้ข้าช่วย... ข้าเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดจากศึกครั้งนี้อย่างไรเลยด้วยซ้ำ"

เชี่ย รั่วหลาน และเชี่ย หลีเหลียน ชะงักกึก รีบยกมือขึ้นปิดปากสะอื้นเงียบๆ ทันที ท่ามกลางความเงียบอันมืดมนในห้องโถง...

ยามนี้ องค์ชายใหญ่ได้ใช้อำนาจและตำแหน่งอันสูงส่ง อุ้มร่างที่บาดเจ็บของผิงอันขึ้นไปพักผ่อนบนหอนอนส่วนตัวของนางด้วยพระองค์เอง ซึ่งด้วยฐานันดรศักดิ์ ทำให้ไม่มีข้าทาสบริวารหรือแม้แต่ตัวใต้เท้าเชี่ยเอง ก็ไม่กล้าเอ่ยปากคัดค้านหรือหยุดห้ามได้เลยแม้แต่คำเดียว

ทว่า สิ่งที่ทำให้ผู้นำตระกูลเชี่ยเครียดหนักจนกุมขมับยิ่งกว่า... คือการประเมินสถานการณ์ทางการเมืองเบื้องหลัง

เขารู้ดีเต็มอกว่า ตระกูลเชี่ยของตนนั้นฝากปากท้องและเลือกข้างยืนอยู่ฝั่ง องค์ชายสาม มาโดยตลอด อีกทั้งองค์ชายสามเองก็ออกตัวชัดเจนว่าหมายตาและต้องการตัวผิงอันไปเป็นพระชายา ทว่าในวันนี้ เหตุการณ์กลับพลิกผันวินาศสิ้น บุตรสาวที่องค์ชายสามหมายปอง กลับมีป้ายหยกของแทนใจผูกพันอยู่กับ องค์ชายใหญ่ ศัตรูหัวใจและศัตรูทางการเมืองคนสำคัญที่สุด

หากองค์ชายสามทรงทราบว่าผิงอันมอบป้ายหยกแทนใจให้องค์ชายใหญ่... และองค์ชายใหญ่ทรงกอดอุ้มนางขึ้นหอนอนต่อหน้าคนทั้งจวนเช่นนี้... มีหรือที่องค์ชายสามจะไม่ทรงโทสะจนทำลายตระกูลเชี่ยทิ้ง

ใต้เท้าเชี่ยทอดสายตามองไปทางหอนอนของคุณหนูสามด้วยความหนาหนาวไปถึงขั้วหัวใจ ยามนี้เขาเหมือนคนที่ยืนอยู่กลางรอยต่อของสองคมดาบ... หาทางออกให้กับตนเองและตระกูลไม่ได้เลยแม้แต่ทางเดียว

ภายในหอนอนอันเงียบสงบของคุณหนูสาม กลิ่นหอมบางเบาของสมุนไพรอบปรุงโชยฟุ้งไปทั่วห้อง หลังจากได้รับการตรวจรักษาและทายาอย่างประณีตจาก หมอหลวงฝีมือดี ที่องค์ชายใหญ่ทรงพาติดส้นมาจากวังหลวง บาดแผลถูกโบยที่แผ่นหลังบอบบางจึงได้รับการบรรเทาลง

แพขนตางามของผิงอันค่อยๆ ขยับสั่นระริก ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะค่อยๆ ปรือลืมขึ้นมาอย่างยากลำบาก ทันทีที่สายตาพร่ามัวเริ่มปรับเข้ากับแสงไฟ และสบเข้ากับใบหน้าคมคายของบุรุษที่นั่งเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียง... หัวใจของคุณหนูสามพลันตื่นเต้นและพองโตด้วยความปิติยินดี

"เสี่ยว... ถัง..."

ผิงอันตื้นตันจนริมฝีปากสั่นระริก เอ่ยเสียงเบาหวิว

เพราะตั้งแต่ยามเช้าที่จู่ๆ เขาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจากโรงน้ำชา นางต้องตกอยู่ในความขวัญเสียและว้าวุ่นใจมาตลอดทั้งวัน กลัวเหลือเกินว่าเขาจะถูกพวกคนชุดดำในป่าไผ่ซุ่มทำร้ายหรือพาตัวไปทำอันตราย โชคดีเหลือเกิน... ที่ยามนี้เห็นเขานั่งปลอดภัยอยู่ตรงหน้า

ทว่า... ยังไม่ทันที่ความงดงามในใจจะทันได้คลายตัว ภาพความทรงจำก่อนที่สติของนางจะดับวูบไปที่ลานลงอาญา พลันแล่นกลับเข้ามาในหัวสมองอย่างเด่นชัด

ภาพบุรุษผู้สูงศักดิ์ที่ถีบประตูจวนเข้ามา... คำประกาศอันทรงอำนาจต่อหน้าใต้เท้าเชี่ยและคนทั้งจวน... ป้ายหยกประจำตัวของนางที่อยู่ในมือเขา...

ผิงอันขมวดคิ้วแน่น กวาดสายตามองสำรวจเสื้อผ้าอาภรณ์ที่เขาสวมใส่ในยามนี้ ผ้าไหมชั้นเลิศปักดิ้นทองหรูหรา สง่างาม สูงศักดิ์ สลัดคราบเสี่ยวเอ้อปานหยาบกร้านของ 'เสี่ยวถัง' ออกไปจนหมดสิ้น

นัยน์ตาคู่สวยสั่นไหวอย่างรุนแรง ความจริงอันโหดร้ายดั่งคมดาบกรีดแทงเข้ากลางอก...

"...องค์ชายใหญ่"

ผิงอันเค้นเสียงเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงสั่นสะท้านไปด้วยความเจ็บปวดและแตกสลาย ความรู้สึกยินดีเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาและชอกช้ำจนถึงขั้วหัวใจ... เขาไม่ได้ความจำเสื่อม เขาไม่ได้เป็นเสี่ยวเอ้อไร้ที่พึ่งพา

ทั้งหมดที่ผ่านมา... ความอ่อนโยน การปกป้อง ท่วงท่าที่น่าสงสารยามถูกทำร้าย แท้จริงแล้วเป็นเพียง การแสดงละครฉากใหญ่ เพื่อปิดบังตัวตนและปั่นหัวนางเล่นเท่านั้น

เฉินจื่อหลานเห็นสายตาที่แปรเปลี่ยนเป็นความขมขื่นของสตรีตรงหน้า หัวใจขององค์ชายใหญ่พลันกระตุกวูบ เขาเอื้อมมือหมายจะยื่นไปจับมือเรียวเล็กของนาง

"ผิงอัน... ฟังข้าก่อน ข้าไม่ได้ตั้งใจจะหลอกลวงเจ้าตั้งแต่แรก เรื่องนี้ข้ามีความจำเป็น..."

"อย่ามาแตะต้องข้า!!"

ผิงอันตวาดลั่นอย่างไม่เกรงกลัวต่ออำนาจและศักดิ์ฐานันดรขององค์ชายใหญ่แม้แต่น้อย นางสะบัดตัวหนีอ้อมแขนของเขาอย่างรุนแรงจนบาดแผลที่หลังสุ่มเสี่ยงจะปริแตก หยาดน้ำตาแห่งความผิดหวังไหลซึมผ่านโหนกแก้มซีดเสี้ยว

"ท่านสนุกมากใช่หรือไม่"

ผิงอันสะอื้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกและตัดพ้อ

"การได้เห็นข้าเป็นโง่... คอยปกป้องคนระดับองค์ชายใหญ่ คอยกังวลใจว่าเสี่ยวเอ้อต่ำต้อยจะถูกรังแก ท่านคงหัวเราะเยาะข้าอยู่ในใจมาโดยตลอดสิท่า"

"ผิงอัน... มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยสักนิด"

เฉินจื่อหลานพยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน นัยน์ตาคมทอประกายเว้าวอน "ความรู้สึกที่ข้ามีต่อเจ้า... ทุกอย่างเป็นเรื่องจริง ข้าแค่อยากหาเหตุผลเพื่อได้อยู่ใกล้ชิดเจ้าเท่านั้น..."

"พอที! ข้าไม่อยากฟังคำโกหกใดๆ จากปากของท่านอีกแล้ว"

ผิงอันยกมือขึ้นปิดหู ไม่ยอมรับฟังเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น ความโกรธและความเสียใจรุมสกรัมจนนางแทบหายใจไม่ทัน นางชี้หน้าไปทางประตูห้องด้วยมือที่สั่นเทา

"ออกไป! ออกไปจากห้องของข้าเดี๋ยวนี้!! ไสหัวออกไป!!"

คำตวาดและสายตาที่แหลกสลายของคุณหนูสาม ทำให้เฉินจื่อหลานชะงักกึก... มือแกร่งที่ยื่นค้างอยู่ในอากาศค่อยๆ กำเข้าหากันแน่น แม้ในใจขององค์ชายใหญ่จะอยากเหนี่ยวรั้งและอธิบายความจริงทั้งหมดให้นางฟังมากเพียงใด ทว่าเมื่อได้เห็นสีหน้าอันเจ็บปวด คราบน้ำตา และความหวาดระแวงในดวงตาคู่สวย... เขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากสิ่งใดให้อารมณ์ของนางต้องบอบช้ำไปมากกว่านี้

เฉินจื่อหลานถอนหายใจยาวอย่างขมขื่น ทอดสายตามองผิงอันด้วยความรู้สึกผิดและรักใคร่อย่างลึกซึ้ง ก่อนจะค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืน

"ก็ได้... ข้าจะไป"

องค์ชายใหญ่เอ่ยเสียงทุ้มต่ำและแผ่วเบา

"ยามนี้เจ้าระบมแผลนัก พักผ่อนเสียเถิด... ข้าจะให้หมอหลวงจัดยาไว้ให้ แล้วข้าจะมาหาเจ้าใหม่"

ร่างสูงสง่ายอมก้าวถอยหลัง พลางเดินออกจากห้องนอนไปอย่างสงบนิ่ง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและเสียงสะอื้นไห้ของคุณหนูสามที่ซบหน้าลงกับหมอนด้วยหัวใจที่แตกสลายอย่างสิ้นเชิง

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ชายาเคียงบัลลังก์   คนที่ฉุดนาง…คือข้าเอง

    ยามตระเวนผ่านพ้นกลางดึกคืนหนึ่ง รถม้าของตระกูลเชี่ยที่พาผิงอันเดินทางกลับจวนกำลังวิ่งเอื่อยๆ ไปตามถนนสายเงียบสงบ คืนนี้มีลูกค้านักเดินทางต่างถิ่นแวะเวียนเข้ามาอุดหนุนแน่นขนัด ส่งผลให้นางต้องอยู่จัดการร้านจนดึกดื่นกว่าทุกวันกระนั้น การกลับจวนยามวิกาลก็มิใช่เรื่องตื่นตระหนกอีกต่อไป ในเมื่อกิจการโรงน้ำชาได้รับอนุญาตอย่างผ่าเผย ทั้งคนในตระกูลเชี่ยตั้งแต่ใต้เท้าเชี่ยจนถึงพี่หญิงทั้งสองก็ไม่มีใครกล้าเสนอหน้ามาคอยจับผิดหรือหาเรื่องดุด่านางเหมือนแต่ก่อนทว่าความเงียบสงบของยามค่ำคืนพลันถูกทำลายลงเอี๊ยด!รถม้าหยุดกึกอย่างกะทันหันจนร่างของคุณหนูสามไถลไปข้างหน้า ก่อนที่เสียงร้องตื่นตระหนกของคนขับรถม้าจะดังแผดขึ้นเมื่อถูก 'ชูเจา' องครักษ์ประจำตัวองค์ชายใหญ่ ดึงกระชากตัวร่วงลงไปกองกับพื้นถนนผิงอันขมวดคิ้วแน่น หัวใจตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มด้วยความตกใจ ทว่ายังไม่ทันที่นางหรือสาวใช้จะได้เอ่ยปากสอบถามสิ่งใด บานประตูรถม้าก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงร่างสูงสง่าของ องค์ชายใหญ่ โผล่แทรกตัวเข้ามา มือแกร่งยื่นเข้ามารวบร่างบอบบางของคุณหนูสามดึงเข้าไปไว้ในอ้อมกอดอันอบอุ่นแน่นหนาโดยไม่ทันให้ตั้งตัว นัยน์ตาคู่คมวูบไห

  • ชายาเคียงบัลลังก์   สงครามขนาดเล็กขององค์ชาย

    ตลอดหลายวันที่ผิงอันต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ภายในจวน บาดแผลถูกโบยที่แผ่นหลังบอบบางค่อยๆ ทุเลาลงจนหายดี สิ่งที่แปลกไปคือบรรยากาศภายในจวนตระกูลเชี่ยที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ... ไม่ว่าจะเป็นใต้เท้าเชี่ย พี่หญิงใหญ่ หรือ พี่หญิงรอง ต่างก็ไม่มีใครกล้าเสนอหน้าเข้ามาเค้นคอถามความจริงหรือวุ่นวายกับนางอีกเลย ทุกคนในจวนปฏิบัติต่อนางด้วยความเกรงอกเกรงใจและระมัดระวังเป็นพิเศษ ซึ่งผิงอันเองก็รู้สึกยินดีและผ่อนคลายอย่างยิ่งที่ไม่ได้ยินเสียงจิกหัวด่าทอหรือเรื่องกวนใจเหล่านั้นยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้นางแปลกใจที่สุดคือ บิดายินยอมให้เปิดกิจการโรงน้ำชาหลิวหยุนต่อได้อย่างเปิดเผย โดยไม่ต้องคอยแอบปีนกำแพงหรือปิดบังซ่อนเร้นอีกต่อไป...ทว่านางกลับไม่เคยรู้เลยว่า เบื้องหลังความอารีและคำอนุญาตอันง่ายดายนี้ แท้จริงแล้วเป็นคำสั่งเด็ดขาดจากองค์ชายใหญ่ที่ข่มขู่ใต้เท้าเชี่ยไว้ และกำชับหนักหนาว่าห้ามแพร่งพรายให้ผิงอันรู้อย่างเด็ดขาดวันนี้ เมื่อร่างกายหายดีแล้ว ผิงอันจึงเดินทางกลับมาเปิดโรงน้ำชาอีกครั้งด้วยหัวใจที่ตั้งมั่น แต่... บรรยากาศของโรงน้ำชาที่เคยคึกคักและเต็มไปด้วยผู้คน กลับเงียบเหงาและเย็นเยือกจน

  • ชายาเคียงบัลลังก์   เขาก็แค่คนหลอกลวง

    เพียะ! เพียะ!เสียงไม้หวายเส้นหนากระแทกฟาดลงบนแผ่นหลังบอบบางของคุณหนูสามติดต่อกันอีกสองสามที ความเจ็บปวดแล่นปราดเข้าสู่ขั้วหัวใจจนผิงอันทนทานไม่ไหว ร่างบางฟุบล้มลงไปนอนกองกับพื้นหินอันเย็นเชียบ รอยเลือดสีแดงสดเริ่มซึมผ่านเนื้อผ้าสีอ่อน หยดลงบนพื้นหิมะสีขาวโพลนอย่างน่าเวทนาทว่า... ก่อนที่ไม้ฟาดที่สี่จะทันได้ตลบแหวกอากาศลงมากลางหลังโครม!บานประตูใหญ่หน้าจวนตระกูลเชี่ยพลันถูกถีบออกอย่างรุนแรงเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเรือนกายสูงสง่าของ องค์ชายใหญ่ ในชุดผ้าไหมทรงสบายๆ ทว่าแฝงความหรูหราสูงศักดิ์ ก้าวฉับๆ ตรงเข้ามาภายในลานลงอาญาด้วยท่วงท่าทรงบารมี โดยมีองครักษ์คนสนิทอีกสองนายเดินตามหลังมาติดๆคนในจวนตระกูลเชี่ยต่างตกตะลึงจนตาค้าง ยังไม่ทันที่ใครจะได้ทันตั้งตัวหรือถวายบังคม ร่างสูงของเฉินจื่อหลานก็ตรงเข้ามาทรุดกายลง ประคองอุ้มร่างอันสั่นเทาของคุณหนูสามขึ้นมาไว้แนบกายในอ้อมแขนอันอบอุ่นแน่นดั่งทรัพย์สินอันประเมินค่าไม่ได้ผิงอันที่บอบช้ำและกำลังจะสูญเสียสติ ใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่พยายามเอียงใบหน้าซบลงกับอกแกร่ง พลางปรือตาเงยหน้ามองบุรุษที่กำลังโอบอุ้มนางไว้... นัยน์ตาหวานสั่นระริกด้

  • ชายาเคียงบัลลังก์   องค์ชายใหญ่เสด็จแล้ว

    กลางดึกของคืนเดียวกันนั้นเอง... ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณโรงน้ำชาหลิวหยุนอย่างสมบูรณ์ เฉินจื่อหลานที่ล้ามาจากเหตุการณ์ในป่าไผ่ เคลิ้มหลับใหลลงบนเตียงนอนหนานุ่มภายในห้องส่วนตัวอย่างผ่อนคลาย โดยไร้ความกังวลใจใดๆ ด้วยคิดว่าตนเองปลอดภัยดีแล้วภายใต้เงาคุ้มครองของคุณหนูสามทว่า ท่ามกลางความเงียบ นั้น... บานหน้าต่างไม้ถูกเปิดอย่างเบามือแท่งหลอดไม้เรียวยาวดุจเข็มพลันถูกสอดลอดผ่านช่องรอยต่อของประตูห้องเข้ามาอย่างเงียบเชียบและไร้เสียงฟู่...ควันละอองสีขาวเจือกลิ่นหอมบางเบาใถูกเป่าฟุ้งกระจายออกมาจากปลายหลอด กระจายตัวแทรกซึมไปในอากาศยามราตรี ละอองยานอนหลับชั้นเลิศลอยเข้าสู่โสตประสาทการรับรู้ขององค์ชายใหญ่ ส่งผลให้ร่างสูงใหญ่ที่หลับใหลอยู่แล้ว พลันดิ่งจมลงสู่ความหลับใหลที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม ร่างกายอ่อนระทวย ไร้ซึ่งสติและการรับรู้โดยสิ้นเชิงเพียงครู่เดียว ประตูห้องนอนก็ถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา ชายชุดดำสองนายเร้นกายเข้ามาในเงามืดดั่งภูตผี พวกเขาไม่รอช้า เข้าประคองอุ้มร่างขององค์ชายใหญ่ขึ้นจากเตียงนอนอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว แล้วใช้วิชาตัวเบาทะยานออกทางหน้าต่าง ทะยานหายลับไปในความมืดมิดของยา

  • ชายาเคียงบัลลังก์   การแสดงที่สมจริง

    ยามค่ำคืนอันเงียบสงัด คืนหนึ่งหลังจากที่ผิงอันถูกกักบริเวณไว้ภายในจวนตระกูลเชี่ย อาซาที่ไม่รู้เรื่องราวตื้นลึกหนาบางอันใดเลย ก็ได้ใช้วานให้ เสี่ยวถังนำชาไปส่งยังจุดหมายปลายทางกลางป่าทางทิศตะวันตกตามที่มีลูกค้านัดหมายจองไว้ล่วงหน้าทว่า อาซากลับไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า การส่งชาในป่าลึกยามวิกาลครั้งนี้ ไม่ใช่การค้าขายตามปกติ... หากแต่เป็น กับดักอันแยบยวน ที่มู่หลิงเชียว วางไว้เพื่อล่อเสี่ยวถังให้ออกมาจากเกราะคุ้มกันของโรงน้ำชาและสายตาของคุณหนูสามเมื่อก้าวเท้าลึกเข้ามาถึงใจกลางป่าไผ่อันมืดมิดและเงียบสงัด บรรยากาศรอบกายพลันเย็นเยียบลงอย่างน่าประหลาด เสียงสายลมพัดใบไผ่สีกระทบกันดังหวีดหวิว และในวินาทีนั้นเอง... เงาร่างของชายฉกรรจ์ชุดดำนับสิบคนก็โผล่ออกมาจากเงามืด ชักดาบคู่กายออกมากระชับแน่น ปิดล้อมองค์ชายใหญ่ไว้ทุกทิศทางทว่า เฉินจื่อหลานกลับหยุดนิ่ง ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกแม้แต่น้อยทันใดนั้น เสียงฝีเท้าซ้ายม้าศึกก็ดังขึ้นช้าๆ บุรุษผู้สง่างามในชุดสีดำสนิทควบม้าฝ่าเงามืดออกมา เขาไม่ได้ปิดบังใบหน้าหรือนัยน์ตาแม้แต่น้อย เผยให้เห็นใบหน้าคมคายและดวงตาหงส์อันทรงอำนาจของ มู่หลิงเชียว อย่างเปิดเผยม

  • ชายาเคียงบัลลังก์   แค่หมากตัวหนึ่งจริงๆหรือ

    เฉินจื่อหลานถูกคนขององค์ชายสามพาส่งกลับมายังโรงน้ำชาหลิวหยุนอย่างปลอดภัย ไร้ร่องรอยการรังแกหรือคุมขัง ยามนี้เขานั่งอยู่ภายในห้องนอนส่วนตัวบนชั้นสอง ซึ่งมี ชูเจา องครักษ์คนสนิทลอบใช้วิชาตัวเบาเร้นกายเข้ามาอย่างเงียบเชียบในยามที่อาซาออกไปจัดการความเรียบร้อยด้านนอกดวงตาคมกริบขององค์ชายใหญ่ฉายแววพึงพอใจเมื่อนึกถึงท่าทีกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของมู่หลิงเชียว บุรุษผู้กุมอำนาจเกือบทั้งหมดในเมืองหลวง ทว่ากลับต้องยอมถอยทัพกลับไปอย่างชอกช้ำเพียงเพราะคำขู่เด็ดขาดของคุณหนูสามทว่า... เหนือสิ่งอื่นใดที่แล่นเข้ามาในหัวใจของจื่อหลาน ยามนี้กลับมิใช่ชัยชนะทางการเมือง แต่นึกย้อนไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับผิงอันภายในถ้ำหินเมื่อคืนนี้ สัมผัสอ่อนนุ่ม นัยน์ตาไหววูบสับสน และรสจูบอันแสนหวานที่นางยินยอมมอบให้แต่โดยดี...รอยยิ้มละมุนที่หาได้ยากยิ่ง ค่อยๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าคมคายทีละน้อยอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำชูเจาที่นั่งชันเข่าเฝ้าระวังอยู่ริมหน้าต่าง เมื่อเหลือบไปเห็นรอยยิ้มอารมณ์ดีอันผ่อนคลายของผู้เป็นนาย ก็พลันเข้าใจไปเองทันทีว่า องค์ชายใหญ่กำลังปิติยินดีที่สามารถปั่นหัวและเอาคืนองค์ชายสามได้

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status