Masukตลอดหลายวันที่ผิงอันต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ภายในจวน บาดแผลถูกโบยที่แผ่นหลังบอบบางค่อยๆ ทุเลาลงจนหายดี สิ่งที่แปลกไปคือบรรยากาศภายในจวนตระกูลเชี่ยที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ... ไม่ว่าจะเป็นใต้เท้าเชี่ย พี่หญิงใหญ่ หรือ พี่หญิงรอง ต่างก็ไม่มีใครกล้าเสนอหน้าเข้ามาเค้นคอถามความจริงหรือวุ่นวายกับนางอีกเลย ทุกคนในจวนปฏิบัติต่อนางด้วยความเกรงอกเกรงใจและระมัดระวังเป็นพิเศษ ซึ่งผิงอันเองก็รู้สึกยินดีและผ่อนคลายอย่างยิ่งที่ไม่ได้ยินเสียงจิกหัวด่าทอหรือเรื่องกวนใจเหล่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้นางแปลกใจที่สุดคือ บิดายินยอมให้เปิดกิจการโรงน้ำชาหลิวหยุนต่อได้อย่างเปิดเผย โดยไม่ต้องคอยแอบปีนกำแพงหรือปิดบังซ่อนเร้นอีกต่อไป... ทว่านางกลับไม่เคยรู้เลยว่า เบื้องหลังความอารีและคำอนุญาตอันง่ายดายนี้ แท้จริงแล้วเป็นคำสั่งเด็ดขาดจากองค์ชายใหญ่ที่ข่มขู่ใต้เท้าเชี่ยไว้ และกำชับหนักหนาว่าห้ามแพร่งพรายให้ผิงอันรู้อย่างเด็ดขาด วันนี้ เมื่อร่างกายหายดีแล้ว ผิงอันจึงเดินทางกลับมาเปิดโรงน้ำชาอีกครั้งด้วยหัวใจที่ตั้งมั่น แต่... บรรยากาศของโรงน้ำชาที่เคยคึกคักและเต็มไปด้วยผู้คน กลับเงียบเหงาและเย็นเยือกจนน่าใจหาย ไม่มีแม้กระทั่งลูกค้าเดินผ่านหน้าร้านสักคนเดียว เสียงข่าวลือเรื่องที่ 'เสี่ยวถัง' เสี่ยวเอ้อหนุ่มประทับใจของร้าน แท้จริงแล้วคือ องค์ชายใหญ่ ผู้ทรงอำนาจแห่งราชวงศ์ ได้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านและเหล่าคุณชายชนชั้นสูงต่างเกรงกลัวในบารมีและอาญาแผ่นดิน ไม่มีใครกล้าเฉียดกรายเข้ามานั่งจิบชาในสถานที่ที่องค์ชายใหญ่เคยมาทำงานเป็นเสี่ยวเอ้ออีกเลย อาซาที่ยืนถูโต๊ะอยู่ข้างๆ ถอนหายใจออกมาแผ่วเบา เอ่ยด้วยน้ำเสียงละเหี่ยและเศร้าหมอง "พอไม่มีเสี่ยวถังอยู่ช่วยเรียกลูกค้า ร้านเราก็เงียบเหงาเชียวเจ้าค่ะคุณหนูสาม ไม่มีใครกล้าเข้าร้านสักคนเลย..." คำว่า 'เสี่ยวถัง' ที่หลุดมาจากปากของอาซา ดั่งเข็มเล็กร้อนฉ่าที่สะกิดเข้ากลางรอยแผลในใจของคุณหนูสาม ผิงอันชะงักมือที่กำลังจัดวางถ้วยชา นัยน์ตาคู่สวยวูบไหวด้วยความกรุ่นโกรธและขมขื่น นางหันกลับมาตวาดอาซาเสียงเข้มด้วยความหงุดหงิดตึงเครียดทันที "หยุดพูดชื่อนั้นเดี๋ยวนี้นะ อาซา" ผิงอันขบฟันแน่น มือเรียวเล็กกำขอบโต๊ะจนข้อขึ้นสีขาว เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชาและเฉ็ดขาด "ต่อจากนี้ไป... ห้ามใครในร้านเอ่ยนามของผู้สูงศักดิ์คนนั้นให้ข้าได้ยินอีกเป็นอันขาด! ร้านเราจะอยู่หรือดับ จะมีคนหรือไร้คน ก็ไม่เกี่ยวกับเขาอีกต่อไปแล้ว" "คำพูดของคุณหนู... ทำให้ข้าเสียใจยิ่งนัก" เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังแทรกขึ้นมาจากหน้าประตูโรงน้ำชา พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงสง่าในชุดผ้าไหมเนื้อดี องค์ชายใหญ่คลี่ยิ้มบางเบาให้ผิงอัน ทว่านัยน์ตาคู่คมกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างปิดไม่มิด ภายในใจของเขายังคงลังเลและเต็มไปด้วยความหวั่นไหว หวังเพียงให้เวลาหลายวันที่ผ่านมาช่วยบรรเทาความโกรธในใจของนางลงได้บ้าง ทว่า... ดูเหมือนไฟโทสะและความผิดหวังของคุณหนูสามจะไม่ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ผิงอันหันกลับมาทอดสายตามองบุรุษผู้มาใหม่ แววตาหวานที่เคยทอประกายสดใสบัดนี้กลับว่างเปล่า เงียบขรึม และเย็นชา ราวกับกำลังมองคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน นางย่อกายลงถวายบังคมตามระเบียบยศศักดิ์แห่งราชวงศ์อย่างถูกต้องเคร่งครัด ไร้ซึ่งความสนิทสนมสนมอย่างแต่เก่าก่อน "ข้าน้อยถวายพระพรองค์ชายใหญ่พะยะค่ะ" ผิงอันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้รอยคลื่นอารมณ์ สีหน้าของเฉินจื่อหลานฉายแววผิดหวังและปวดร้าวขึ้นมาชั่วครู่ ทว่าเขาก็ต้องจำข่มความรู้สึกเหล่านั้นไว้ในอก ร่างสูงก้าวตรงเข้ามานั่งลงบนโต๊ะไม้ตัวเดิมที่เขาเคยใช้เช็ดถูยามเป็นเสี่ยวเอ้อ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ข้าเดินทางมาวันนี้... หวังเพียงจะได้จิบชาที่ดีที่สุดของร้านเจ้าสักถ้วย ผิงอัน" ผิงอันเงยหน้าขึ้น คลี่ยิ้มประดิดประดอยอย่างเสแสร้ง นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยกระแสความประชดประชันที่แผ่ออกมาอย่างปิดไม่มิด "ต้องขออภัยองค์ชายใหญ่ด้วยพะยะค่ะ..." ผิงอันเอ่ยยิ้มๆ ทว่าคำพูดกลับแหลมคมบาดลึก "ชาร้านเล็กๆ ของข้า เป็นเพียงชาชาวบ้านชั้นเลิศระดับดาดดื่น รสชาติหยาบกระด้างยิ่งนัก ข้ามิกล้านำมาจัดถวายให้องค์ชายได้เสพสรร ด้วยเกรงว่าชาชั้นต่ำเช่นนี้จะทำให้อวัยวะและคออันสูงส่งของพระองค์ต้องระคายเคืองเอาได้เพคะ" เฉินจื่อหลานได้ฟังคำประชดประชันก็ทำได้เพียงยิ้มรับด้วยความขมขื่น เขามองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาอ่อนโยนและเว้าวอน ไม่คิดถือสาในความปากร้ายของนางเลยแม้แต่น้อย "ต่อให้เป็นเพียงน้ำชาธรรมดา... หากมาจากมือของเจ้า ข้าก็ยินดีรับไว้ทั้งสิ้น" เฉินจื่อหลานเอ่ยเสียงทุ้มหวาน "ยกมาเถิด ผิงอัน" ผิงอันขบฟันแน่น หมุนตัวเดินกลับเข้าไปหลังร้านด้วยท่าทางเหินห่างเพื่อจัดเตรียมน้ำชาตามคำสั่ง... แม้ยามนี้เขาจะไม่สามารถขยับเข้าไปใกล้ชิดนางได้อย่างเคย และทำได้เพียงนั่งมองหลังบางของนางอยู่ห่างๆ เช่นนี้... แต่สำหรับเฉินจื่อหลานแล้ว ขอเพียงแค่วันนี้ได้เห็นว่านางหายป่วยและได้เห็นใบหน้าหวานของผิงอันอยู่ตรงหน้า เพียงเท่านี้ ก็พอจะช่วยเติมเต็มความรู้สึกผิดขององค์ชายใหญ่ได้ ให้เขาสัมผัสถึงความสุขใจขึ้นมาได้บ้างแล้ว ทว่า... ยังไม่ทันที่องค์ชายใหญ่จะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดต่อเพื่อละลายความเหินห่าง น้ำเสียงทุ้มหวานอันคุ้นเคยของบุรุษอีกคนก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางหน้าร้าน "อากาศยามนี้ชวนให้รู้สึกเหงายิ่งนัก... ข้าแลเห็นร้านของผิงอันเงียบเหงา จึงถือโอกาสแวะนำของโปรดมาส่งมอบให้ หวังว่าคงไม่เข้ามาขัดจังหวะผู้ใดกระมัง" ผิงอันที่กำลังบรรจงชงชาอยู่พลันชะงักมือ เงยหน้าขึ้นมองตามเสียงสดใส นัยน์ตาคู่งามที่เคยเรียบเฉยว่างเปล่าต่อหน้าองค์ชายใหญ่ บัดนี้กลับทอประกายสดใสและรอยยิ้มแสนหวานพรายขึ้นบนใบหน้าอย่างทันท่วงที นางผละมือจากถ้วยชา เดินตรงเข้าไปหาผู้มาใหม่ในทันทีเมื่อสายตาสบเข้ากับถุงขนมกุ้ยฮวาในมือขององค์ชายสาม... ทุกครั้งที่นางรู้สึกแย่ ถูกบิดาดุด่า หรือต้องเจอมรสุมชีวิต องค์ชายผู้นี้มักจะปรากฏตัวพร้อมขนมรสหวานฉ่ำที่นางโปรดปรานเสมอ ราวกับเขารู้ใจและคอยอยู่เคียงข้างนางในยามระทมทุกข์ไม่อยู่ห่าง “หลิงเซียว” ผิงอันเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นปิติยินดี ย่อกายถวายบังคมอย่างเป็นกันเอง "ท่านมาได้อย่างไร" มู่หลิงเชียวยกยิ้มอ่อนโยน ยื่นถุงขนมส่งให้นางด้วยสายตาทะนุถนอม "ข้ารู้ว่าช่วงนี้เจ้าต้องผ่านเรื่องสะเทือนใจมามากมาย ทั้งยังบาดเจ็บจนต้องพักฟื้น พอรู้ว่าวันนี้เจ้ากลับมาเปิดร้าน จึงให้คนไปซื้อขนมกุ้ยฮวาร้านประจำที่เจ้าชอบมาฝากอย่างไรเล่า" "ลำบากท่านแล้ว" ผิงอันรับถุงขนมมาด้วยรอยยิ้มสดใสฉ่ำหวาน ก่อนจะยื่นส่งให้อาซาที่ยืนอยู่ข้างๆ "อาซา... นำขนมนี้ไปจัดใส่จานสวยๆ แล้วยกออกมานะ" "รับทราบเจ้าค่ะคุณหนู!" อาซายิ้มร่ารีบรับถุงขนมวิ่งหายเข้าไปหลังร้านทันที ผิงอันหันกลับมาคลี่ยิ้มผ่อนคลายให้บุรุษตรงหน้า “เชิญท่านมานั่งพักผ่อนดื่มชาก่อน" มู่หลิงเชียวยกยิ้มลึกล้ำ นัยน์ตาหงส์ตวัดไปมองเสด็จพี่ของตนที่นั่งจิบชาอยู่ด้วยสีหน้าถมึงทึง เขามิได้ลังเลหรือรีรอแม้แต่น้อย ทว่ากลับก้าวฉับๆ ตรงเข้าไปลากยกเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม แล้วทอดตัวลงนั่งร่วมโต๊ะเดียวกันกับองค์ชายใหญ่ทันที สายตาของสององค์ชายแห่งแคว้นสบประสานกันกลางอากาศ... กระแสความเย็นชาและความรุนแรงทางการเมืองปะทะกันอย่างเงียบเชียบ โดยมีผิงอันยืนกอดถาดชา ยิ้มแย้มต้อนรับองค์ชายสามอย่างอ่อนโยน ต่างจากการปฏิบัติตนต่อองค์ชายใหญ่อย่างสิ้นเชิง "เสด็จพี่..." มู่หลิงเชียวเอ่ยทักทายน้ำเสียงเรียบนุ่ม ทว่าสายตากลับทอประกายเย้ยหยันและถือดี "ไม่คิดเลยว่าจะได้พบพระองค์ที่ร้านชาเล็กๆ แห่งนี้... บาดแผลและอาการขวัญเสียจากการถูกทำร้ายในป่าไผ่วันนั้น หายดีแล้วหรือพะยะค่ะ" เฉินจื่อหลานกรามแน่น กำถ้วยชาในมือจนข้อขึ้นสีขาว นัยน์ตาคมกริบวูบรังสีฆ่าฟันออกมาชั่วครู่ ก่อนจะเค้นยิ้มเยือกเย็นตอบกลับน้องชาย "ขอบใจในความห่วงใยของเจ้า... บาดแผลทางกายของข้านั้นหายดีแล้ว แต่ดูเหมือน 'ศัตรูในเงามืด' ที่จ้องลอบกัดข้า จะยังคงกบดานและสร้างเรื่องยุ่งเหยิงอยู่ไม่เลิกรา... เจ้าว่าจริงหรือไม่ องค์ชายสาม?" มู่หลิงเชียวหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ไม่สะทกสะท้านต่อคำประชดประชันแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นประสานไว้บนโต๊ะแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหวานนุ่ม "ศัตรูในเงามืดจะน่ากลัวเท่า 'ความจริงที่ถูกปิดบัง' ได้อย่างไรกันพะยะค่ะ... สตรีบางคนอาจยอมอภัยให้คนเลว แต่คงยากจะอภัยให้คนที่หลอกลวงความรู้สึกของนางจริงหรือไม่" คำพูดขยี้แผลใจของมู่หลิงเชียว ทำให้อากาศรอบโต๊ะอบอวลไปด้วยรังสีบดขยี้ที่พร้อมจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อ ชั่วครู่ต่อมา ชาร้อนควันฉุยพร้อมขนมกุ้ยฮวาในจานประณีตก็ถูกยกออกมาเสิร์ฟ ผิงอันเดินตรงเข้ามายังโต๊ะไม้ ก่อนจะวางถ้วยชาลงเบื้องหน้าองค์ชายใหญ่แบบส่งๆ น้ำชากระฉอกเปรอะโต๊ะเล็กน้อยโดยที่นางไม่คิดจะเช็ดหรือกล่าวคำขออภัยเลยแม้แต่น้อย ทว่ายามหมุนตัวหันมาทางองค์ชายสาม ใบหน้าหวานกลับประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน นางวางถ้วยชาลงอย่างนุ่มนวลและสุภาพเรียบร้อย "ชาถ้วยนี้ข้าตั้งใจบรรจงชงเป็นพิเศษ สรรพคุณของมันจะช่วยบำรุงธาตุ เพิ่มความสดชื่น รสสัมผัสชุ่มคอและมีกลิ่นหอมหวนบริสุทธิ์ยิ่งนัก ท่านลองซิมสิ" มู่หลิงเชียวยกยิ้มอย่างพึงพอใจ นัยน์ตาหงส์ตวัดมองเสด็จพี่ของตนที่นั่งมองถ้วยชาของตนเองด้วยสายตาชอกช้ำ "ขอบใจเจ้ามากนะผิงอัน ชาที่เจ้าชงด้วยใจ... ต่อให้เป็นเพียงชาธรรมดา ก็หวานล้ำกว่าชาใดในแผ่นดิน ต่างจากชาของบางคนที่อาจจะมีพิษหลอกลวงซ่อนอยู่" เฉินจื่อหลานเค้นหัวเราะเย็นชา เอนหลังพิงเก้าอี้พลางจ้องมองน้องชายต่างมารดาด้วยสายตาข่มขวัญ "เจ้ากล่าวได้ถูกต้อง... ชาบางถ้วยแม้อร่อยลิ้นแต่ยามกลืนอาจบาดคอ ดุจดั่งคนบางคนที่หน้าเนื้อใจเสือ ยิ้มแย้มเสแสร้งสร้างภาพเป็นคนดี แต่เบื้องหลังกลับลอบส่งข่าวทำร้ายสตรีที่ตนอ้างว่าห่วงใย" มู่หลิงเชียวชะงักไปชั่วครู่ นัยน์ตาไหววูบก่อนจะกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มเยียบเย็น "เหอะ... เสด็จพี่อย่าได้เอานิสัยของตนเองมาตัดสินผู้อื่นเลยพะยะค่ะ การที่คนเราจะถูกลงโทษ ย่อมเกิดจากความผิดที่ตนก่อ หรือไม่ก็เกิดจากการถูก 'ใครบางคน' ล่อลวงให้ทำผิดเพื่อใช้เป็นเครื่องมือบังหน้า... จริงหรือไม่พะยะค่ะ" "พอทีเถิดเจ้าค่ะ!" ผิงอันขบฟันแน่นจนทนฟังคำพูดเสียดสีเจ็บแสบที่ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ไม่ไหว นางหันไปมององค์ชายใหญ่ด้วยสายตาเย็นชาและเหินห่าง "หากองค์ชายใหญ่เสด็จมาเพียงเพื่อจะโต้เถียงหรือพูดจาไร้สาระในร้านชาเล็กๆ แห่งนี้ ข้าคิดว่าพระองค์ควรจะเสด็จกลับวังหลวงไปเสียดีกว่านะเพคะ ที่นี่ไม่เหมาะกับผู้สูงศักดิ์เช่นพระองค์" เฉินจื่อหลานทอดสายตามองใบหน้าหวานที่เต็มไปด้วยความมึนชาด้วยความปวดร้าว เขารู้ดีว่าหากดันทุรังยื้ออยู่ต่อ มีแต่จะทำให้นางเกลียดชังเขามากยิ่งขึ้น ร่างสูงสง่าจึงยอมลุกขึ้นยืนแต่โดยดี "หากเจ้าต้องการเช่นนั้น... ข้าก็จะกลับ" เฉินจื่อหลานเอ่ยเสียงนุ่มทว่าหนักแน่น นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคุณหนูสาม "แต่ข้าอยากให้เจ้ารู้ไว้... ไม่ว่าเจ้าจะไล่ข้าสักกี่ครั้ง ข้าก็จะกลับมาหาเจ้าใหม่ ผิงอัน" องค์ชายใหญ่ตวัดสายตาเตือนสติมู่หลิงเชียวอีกครั้ง ก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินออกจากโรงน้ำชาไปอย่างทรงอำนาจ เมื่อร่างสูงขององค์ชายใหญ่ลับสายตาไป บรรยากาศภายในร้านก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบ มู่หลิงเชียวยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ สายตามองผิงอันที่ยืนข่มความรู้สึกอยู่อย่างซาบซึ้งและเห็นอกเห็นใจ เขาวางถ้วยชาลงแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยความเปรี้ยวหวานบาดลึก "ผิงอัน... เจ้าอย่าได้หลงกลความนุ่มนวลชวนฝันของเสด็จพี่เชียวนะ" ผิงอันชะงัก หันมามองมู่หลิงเชียวด้วยความสงสัย "ท่านหมายความว่าอย่างไร" มู่หลิงเชียวถอนหายใจยาว แสร้งทำสีหน้าเครียดขรึมและเป็นห่วงนางจากใจจริง "เสด็จพี่ของข้านั้น... เป็นบุรุษที่ล้ำลึกและมีแผนการแยบยวนซับซ้อนเกินกว่าที่เจ้าจะคาดคิด เขาเล่ห์เหลี่ยมจัดจ้าน หลอกใช้ผู้คนเพื่อทำลายศัตรูมานักต่อนัก การที่เขาแสร้งตกอับมาเป็นเสี่ยวเอ้อในร้านของเจ้า และแกล้งทำเป็นไร้ทางสู้... เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่า ทั้งหมดนี้อาจเป็นแผนการที่เขาตั้งใจใช้เจ้าเป็นเพียง 'หมาก' เม็ดหนึ่งในกระดาน" คำพูดขององค์ชายสามดั่งเข็มเล็กๆ ที่ปักแทรกเข้ากลางรอยแผลใจของผิงอัน นางนิ่งเงียบ นัยน์ตาสั่นระริกด้วยความสับสน มู่หลิงเชียวเอื้อมมือไปกุมมือเรียวเล็กของนางไว้เบาๆ แล้วเอ่ยเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เขาอาจเลี้ยงเจ้าไว้เพื่อใช้เล่นงานใครบางคน หรือใช้ตระกูลเชี่ยของเจ้าเป็นฐานรองรับอำนาจ... เจ้าต้องจำไว้นะผิงอัน เสด็จพี่กลับมาเมืองหลวงครั้งนี้ เขามีเป้าหมายเดียวคือ 'การทวงคืนบัลลังก์' และอำนาจล้นฟ้าเท่านั้น... บุรุษเช่นเขา ไม่เคยจริงจังหรือมีหัวใจไว้รักใครจริงๆ หรอก"ยามตระเวนผ่านพ้นกลางดึกคืนหนึ่ง รถม้าของตระกูลเชี่ยที่พาผิงอันเดินทางกลับจวนกำลังวิ่งเอื่อยๆ ไปตามถนนสายเงียบสงบ คืนนี้มีลูกค้านักเดินทางต่างถิ่นแวะเวียนเข้ามาอุดหนุนแน่นขนัด ส่งผลให้นางต้องอยู่จัดการร้านจนดึกดื่นกว่าทุกวันกระนั้น การกลับจวนยามวิกาลก็มิใช่เรื่องตื่นตระหนกอีกต่อไป ในเมื่อกิจการโรงน้ำชาได้รับอนุญาตอย่างผ่าเผย ทั้งคนในตระกูลเชี่ยตั้งแต่ใต้เท้าเชี่ยจนถึงพี่หญิงทั้งสองก็ไม่มีใครกล้าเสนอหน้ามาคอยจับผิดหรือหาเรื่องดุด่านางเหมือนแต่ก่อนทว่าความเงียบสงบของยามค่ำคืนพลันถูกทำลายลงเอี๊ยด!รถม้าหยุดกึกอย่างกะทันหันจนร่างของคุณหนูสามไถลไปข้างหน้า ก่อนที่เสียงร้องตื่นตระหนกของคนขับรถม้าจะดังแผดขึ้นเมื่อถูก 'ชูเจา' องครักษ์ประจำตัวองค์ชายใหญ่ ดึงกระชากตัวร่วงลงไปกองกับพื้นถนนผิงอันขมวดคิ้วแน่น หัวใจตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มด้วยความตกใจ ทว่ายังไม่ทันที่นางหรือสาวใช้จะได้เอ่ยปากสอบถามสิ่งใด บานประตูรถม้าก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงร่างสูงสง่าของ องค์ชายใหญ่ โผล่แทรกตัวเข้ามา มือแกร่งยื่นเข้ามารวบร่างบอบบางของคุณหนูสามดึงเข้าไปไว้ในอ้อมกอดอันอบอุ่นแน่นหนาโดยไม่ทันให้ตั้งตัว นัยน์ตาคู่คมวูบไห
ตลอดหลายวันที่ผิงอันต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ภายในจวน บาดแผลถูกโบยที่แผ่นหลังบอบบางค่อยๆ ทุเลาลงจนหายดี สิ่งที่แปลกไปคือบรรยากาศภายในจวนตระกูลเชี่ยที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ... ไม่ว่าจะเป็นใต้เท้าเชี่ย พี่หญิงใหญ่ หรือ พี่หญิงรอง ต่างก็ไม่มีใครกล้าเสนอหน้าเข้ามาเค้นคอถามความจริงหรือวุ่นวายกับนางอีกเลย ทุกคนในจวนปฏิบัติต่อนางด้วยความเกรงอกเกรงใจและระมัดระวังเป็นพิเศษ ซึ่งผิงอันเองก็รู้สึกยินดีและผ่อนคลายอย่างยิ่งที่ไม่ได้ยินเสียงจิกหัวด่าทอหรือเรื่องกวนใจเหล่านั้นยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้นางแปลกใจที่สุดคือ บิดายินยอมให้เปิดกิจการโรงน้ำชาหลิวหยุนต่อได้อย่างเปิดเผย โดยไม่ต้องคอยแอบปีนกำแพงหรือปิดบังซ่อนเร้นอีกต่อไป...ทว่านางกลับไม่เคยรู้เลยว่า เบื้องหลังความอารีและคำอนุญาตอันง่ายดายนี้ แท้จริงแล้วเป็นคำสั่งเด็ดขาดจากองค์ชายใหญ่ที่ข่มขู่ใต้เท้าเชี่ยไว้ และกำชับหนักหนาว่าห้ามแพร่งพรายให้ผิงอันรู้อย่างเด็ดขาดวันนี้ เมื่อร่างกายหายดีแล้ว ผิงอันจึงเดินทางกลับมาเปิดโรงน้ำชาอีกครั้งด้วยหัวใจที่ตั้งมั่น แต่... บรรยากาศของโรงน้ำชาที่เคยคึกคักและเต็มไปด้วยผู้คน กลับเงียบเหงาและเย็นเยือกจน
เพียะ! เพียะ!เสียงไม้หวายเส้นหนากระแทกฟาดลงบนแผ่นหลังบอบบางของคุณหนูสามติดต่อกันอีกสองสามที ความเจ็บปวดแล่นปราดเข้าสู่ขั้วหัวใจจนผิงอันทนทานไม่ไหว ร่างบางฟุบล้มลงไปนอนกองกับพื้นหินอันเย็นเชียบ รอยเลือดสีแดงสดเริ่มซึมผ่านเนื้อผ้าสีอ่อน หยดลงบนพื้นหิมะสีขาวโพลนอย่างน่าเวทนาทว่า... ก่อนที่ไม้ฟาดที่สี่จะทันได้ตลบแหวกอากาศลงมากลางหลังโครม!บานประตูใหญ่หน้าจวนตระกูลเชี่ยพลันถูกถีบออกอย่างรุนแรงเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเรือนกายสูงสง่าของ องค์ชายใหญ่ ในชุดผ้าไหมทรงสบายๆ ทว่าแฝงความหรูหราสูงศักดิ์ ก้าวฉับๆ ตรงเข้ามาภายในลานลงอาญาด้วยท่วงท่าทรงบารมี โดยมีองครักษ์คนสนิทอีกสองนายเดินตามหลังมาติดๆคนในจวนตระกูลเชี่ยต่างตกตะลึงจนตาค้าง ยังไม่ทันที่ใครจะได้ทันตั้งตัวหรือถวายบังคม ร่างสูงของเฉินจื่อหลานก็ตรงเข้ามาทรุดกายลง ประคองอุ้มร่างอันสั่นเทาของคุณหนูสามขึ้นมาไว้แนบกายในอ้อมแขนอันอบอุ่นแน่นดั่งทรัพย์สินอันประเมินค่าไม่ได้ผิงอันที่บอบช้ำและกำลังจะสูญเสียสติ ใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่พยายามเอียงใบหน้าซบลงกับอกแกร่ง พลางปรือตาเงยหน้ามองบุรุษที่กำลังโอบอุ้มนางไว้... นัยน์ตาหวานสั่นระริกด้
กลางดึกของคืนเดียวกันนั้นเอง... ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณโรงน้ำชาหลิวหยุนอย่างสมบูรณ์ เฉินจื่อหลานที่ล้ามาจากเหตุการณ์ในป่าไผ่ เคลิ้มหลับใหลลงบนเตียงนอนหนานุ่มภายในห้องส่วนตัวอย่างผ่อนคลาย โดยไร้ความกังวลใจใดๆ ด้วยคิดว่าตนเองปลอดภัยดีแล้วภายใต้เงาคุ้มครองของคุณหนูสามทว่า ท่ามกลางความเงียบ นั้น... บานหน้าต่างไม้ถูกเปิดอย่างเบามือแท่งหลอดไม้เรียวยาวดุจเข็มพลันถูกสอดลอดผ่านช่องรอยต่อของประตูห้องเข้ามาอย่างเงียบเชียบและไร้เสียงฟู่...ควันละอองสีขาวเจือกลิ่นหอมบางเบาใถูกเป่าฟุ้งกระจายออกมาจากปลายหลอด กระจายตัวแทรกซึมไปในอากาศยามราตรี ละอองยานอนหลับชั้นเลิศลอยเข้าสู่โสตประสาทการรับรู้ขององค์ชายใหญ่ ส่งผลให้ร่างสูงใหญ่ที่หลับใหลอยู่แล้ว พลันดิ่งจมลงสู่ความหลับใหลที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม ร่างกายอ่อนระทวย ไร้ซึ่งสติและการรับรู้โดยสิ้นเชิงเพียงครู่เดียว ประตูห้องนอนก็ถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา ชายชุดดำสองนายเร้นกายเข้ามาในเงามืดดั่งภูตผี พวกเขาไม่รอช้า เข้าประคองอุ้มร่างขององค์ชายใหญ่ขึ้นจากเตียงนอนอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว แล้วใช้วิชาตัวเบาทะยานออกทางหน้าต่าง ทะยานหายลับไปในความมืดมิดของยา
ยามค่ำคืนอันเงียบสงัด คืนหนึ่งหลังจากที่ผิงอันถูกกักบริเวณไว้ภายในจวนตระกูลเชี่ย อาซาที่ไม่รู้เรื่องราวตื้นลึกหนาบางอันใดเลย ก็ได้ใช้วานให้ เสี่ยวถังนำชาไปส่งยังจุดหมายปลายทางกลางป่าทางทิศตะวันตกตามที่มีลูกค้านัดหมายจองไว้ล่วงหน้าทว่า อาซากลับไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า การส่งชาในป่าลึกยามวิกาลครั้งนี้ ไม่ใช่การค้าขายตามปกติ... หากแต่เป็น กับดักอันแยบยวน ที่มู่หลิงเชียว วางไว้เพื่อล่อเสี่ยวถังให้ออกมาจากเกราะคุ้มกันของโรงน้ำชาและสายตาของคุณหนูสามเมื่อก้าวเท้าลึกเข้ามาถึงใจกลางป่าไผ่อันมืดมิดและเงียบสงัด บรรยากาศรอบกายพลันเย็นเยียบลงอย่างน่าประหลาด เสียงสายลมพัดใบไผ่สีกระทบกันดังหวีดหวิว และในวินาทีนั้นเอง... เงาร่างของชายฉกรรจ์ชุดดำนับสิบคนก็โผล่ออกมาจากเงามืด ชักดาบคู่กายออกมากระชับแน่น ปิดล้อมองค์ชายใหญ่ไว้ทุกทิศทางทว่า เฉินจื่อหลานกลับหยุดนิ่ง ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกแม้แต่น้อยทันใดนั้น เสียงฝีเท้าซ้ายม้าศึกก็ดังขึ้นช้าๆ บุรุษผู้สง่างามในชุดสีดำสนิทควบม้าฝ่าเงามืดออกมา เขาไม่ได้ปิดบังใบหน้าหรือนัยน์ตาแม้แต่น้อย เผยให้เห็นใบหน้าคมคายและดวงตาหงส์อันทรงอำนาจของ มู่หลิงเชียว อย่างเปิดเผยม
เฉินจื่อหลานถูกคนขององค์ชายสามพาส่งกลับมายังโรงน้ำชาหลิวหยุนอย่างปลอดภัย ไร้ร่องรอยการรังแกหรือคุมขัง ยามนี้เขานั่งอยู่ภายในห้องนอนส่วนตัวบนชั้นสอง ซึ่งมี ชูเจา องครักษ์คนสนิทลอบใช้วิชาตัวเบาเร้นกายเข้ามาอย่างเงียบเชียบในยามที่อาซาออกไปจัดการความเรียบร้อยด้านนอกดวงตาคมกริบขององค์ชายใหญ่ฉายแววพึงพอใจเมื่อนึกถึงท่าทีกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของมู่หลิงเชียว บุรุษผู้กุมอำนาจเกือบทั้งหมดในเมืองหลวง ทว่ากลับต้องยอมถอยทัพกลับไปอย่างชอกช้ำเพียงเพราะคำขู่เด็ดขาดของคุณหนูสามทว่า... เหนือสิ่งอื่นใดที่แล่นเข้ามาในหัวใจของจื่อหลาน ยามนี้กลับมิใช่ชัยชนะทางการเมือง แต่นึกย้อนไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับผิงอันภายในถ้ำหินเมื่อคืนนี้ สัมผัสอ่อนนุ่ม นัยน์ตาไหววูบสับสน และรสจูบอันแสนหวานที่นางยินยอมมอบให้แต่โดยดี...รอยยิ้มละมุนที่หาได้ยากยิ่ง ค่อยๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าคมคายทีละน้อยอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำชูเจาที่นั่งชันเข่าเฝ้าระวังอยู่ริมหน้าต่าง เมื่อเหลือบไปเห็นรอยยิ้มอารมณ์ดีอันผ่อนคลายของผู้เป็นนาย ก็พลันเข้าใจไปเองทันทีว่า องค์ชายใหญ่กำลังปิติยินดีที่สามารถปั่นหัวและเอาคืนองค์ชายสามได้







