LOGIN“ตั้งแต่วันที่พ่อของผมเสียชีวิต” ผมมองหลินเยียนหรัน น้ำเสียงราบเรียบราวกับน้ำในบึงลึก “เราก็ไม่ควรจะมีวันพรุ่งนี้ด้วยกันอีกต่อไปแล้ว”หลินเยียนหรันแข็งทื่ออยู่กับที่ผ่านนานไป จู่ ๆ เธอก็ยิ้มออกมายิ้มที่เต็มไปด้วยความขมขื่นและจนตรอก ราวกับนักพนันที่ในที่สุดก็เล่นเสียจนหมดทุกชิปในมือ“ฉันเข้าใจแล้ว” เธอพยักหน้า น้ำเสียงแหบพร่า “กู้เลี่ยน ต่อไปฉันจะไม่ไปรบกวนคุณอีกแล้ว”พูดจบ เธอก็หันหลังเดินจากไป ฝีเท้าย่างก้าวอย่างเชื่องช้า ไม่หันกลับมามองอีกเลยผมยืนอยู่ที่เดิม มองเธอเดินห่างออกไปทีละก้าว กระทั่งร่างนั้นลับหายไปในแสงเงาตรงสุดปลายทางเดินภายในใจไม่มีความรู้สึกโล่งอก ไม่มีแม้แต่ความโศกเศร้า มีเพียงความสงบนิ่งบาง ๆ อย่างที่สุดเปรียบเสมือนหนังสือเล่มหนึ่งที่ในที่สุดก็เปิดอ่านมาจนถึงหน้าสุดท้าย...ห้าปีต่อมาณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ผมกับฉู่เหยียนกำลังนั่งดื่มเหล้ากันอยู่ริมแม่น้ำแซนช่วงเวลาห้าปีขัดเกลาให้เขาดูเด็ดเดี่ยวและมีความเป็นมืออาชีพ บัดนี้เขาได้กลายเป็นทนายความมือทองชื่อดังระดับแถวหน้าของวงการไปแล้ว ทุกอิริยาบถล้วนแผ่กลิ่นอายความเฉียบคมและแม่นยำส่วนผมก็ได้ตั้งสตู
ในที่สุดแม่ก็พ้นขีดอันตรายทีมผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศได้ปรับเปลี่ยนแผนการรักษาใหม่ หนึ่งสัปดาห์ต่อมาท่านก็ถูกย้ายออกจากห้องไอซียูอย่างราบรื่นวันที่รู้ข่าว ผมนั่งอยู่บนม้านั่งยาวหน้าห้องพักผู้ป่วย ซุกหน้าลงกับฝ่ามือแล้วร้องไห้อยู่นานความหวาดกลัว ความร้อนรน และความรู้สึกไร้หนทางที่สะสมมาตลอดหลายวัน ในที่สุดก็มีทางระบายออกเสียที“พี่คะ”เหลียงเมิ่งอิ๋งยื่นกระดาษทิชชูมาให้ ก่อนจะย่อตัวลงนั่งยอง ๆ ตรงหน้าผม น้ำเสียงเจือความเงอะงะทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง“คุณป้าก็ปลอดภัยแล้ว ทำไมพี่ยังร้องไห้อยู่อีก”ผมรับทิชชูมาเช็ดตา ขอบตายังคงแดงช้ำ “ขอบคุณนะ เมิ่งอิ๋ง คุณใจดีมากจริง ๆ”ถ้าไม่มีเธอ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะผ่านช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้มาได้อย่างไรเหลียงเมิ่งอิ๋งเกาศีรษะแกรก ๆ เบือนหน้าหนีด้วยความเขินอายเล็กน้อย“ความจริงที่ฉันทำเรื่องพวกนี้ ก็ไม่ใช่เพราะเป็นคนใจดีไปซะทั้งหมดหรอกนะคะ”ผมชะงัก มองเธอแบบอึ้ง ๆเธอมองผมด้วยสายตาจริงจัง แล้วเอ่ยกับผมอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา “เพราะฉันชอบพี่ค่ะ”ผมนิ่งอึ้งอยู่กับที่ ทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะภายในแววตาของเหลียงเมิ่งอิ๋งเป็นประกาย น้ำเสียงท
ผมแจ้งความ จากนั้นลู่เฉวียนก็ถูกคุมตัวไปการจงใจกระตุ้นคนไข้หลังผ่าตัดจนอาการทรุดลงกะทันหัน บวกกับผลการสอบสวนเรื่องเหตุการณ์คนไข้ตกเลือดหลังผ่าตัดก่อนหน้านี้ที่ถูกนำมาคิดบัญชีรวบยอด สิ่งที่รอเขาอยู่ จึงไม่ใช่แค่การถูกไล่ออกทว่าผมไม่มีกะจิตกะใจจะไปสนใจจุดจบของเขาแล้วอาการของแม่ทรุดหนักลงอย่างรวดเร็วหน้าห้องไอซียู หมอยื่นใบแจ้งเตือนอาการโคม่ามาให้ครั้งแล้วครั้งเล่าผมไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสองวันเต็ม ๆ ได้แต่มองผ่านกระจกเข้าไปเห็นแม่นอนตัวเต็มไปด้วยสายระโยงระยางอยู่ตรงนั้นตัวเลขบนเครื่องวัดสัญญาณชีพที่ขยับเปลี่ยนไปแต่ละครั้ง ราวกับมีดทื่อ ๆ ที่ค่อย ๆ กรีดลงบนเส้นประสาทของผมทีละแผลช่วงหลายวันมานี้ หลินเยียนหรันก็คอยเฝ้าอยู่ที่โรงพยาบาลตลอดเวลา เธอนอนน้อยกว่าผมเสียอีก ใต้ตาจึงหมองคล้ำแต่พอผมมองเธอ ภายในใจกลับไม่หลงเหลือความรู้สึกซาบซึ้งเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความรังเกียจที่สลัดอย่างไรก็ไม่หลุดหากไม่ใช่เพราะเธอคอยให้ท้ายลู่เฉวียนครั้งแล้วครั้งเล่า แม่ก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้“กู้เลี่ยน” น้ำเสียงของหลินเยียนหรันแหบพร่า “ให้ฉันลองดูเถอะนะ”ผมช้อนตาขึ้นมองอย่างเย็นชา “ลองอะไร”“ต
“การผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี ตามหลักแล้วอาการไม่น่าจะทรุดลงกะทันหันนะครับ”หมอเอ่ยอย่างงุนงง“เว้นเสียแต่ว่า...จะได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง”หัวใจของผมหล่นวูบ “กระทบกระเทือนจิตใจเหรอครับ”หมอพยักหน้า “อารมณ์ของคนไข้หลังผ่าตัดไม่ควรแปรปรวนมากเกินไปนัก โดยเฉพาะค่าการทำงานของหัวใจและความดันโลหิตที่เดิมทีก็ไม่คงที่อยู่แล้ว ญาติลองนึกดูดี ๆ นะครับ ว่าวันนี้มีเหตุการณ์ผิดปกติอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า”เหตุการณ์ผิดปกติงั้นเหรอแม่เพิ่งจะผ่าตัดเสร็จ นอกจากบุคลากรทางการแพทย์กับญาติอย่างพวกเราไม่กี่คน ก็ไม่มีใครได้เข้าใกล้ท่านเลยเดี๋ยวก่อนผมเงยหน้าขึ้น “ตรวจสอบกล้องวงจรปิดเถอะครับ”ครึ่งชั่วโมงต่อมา ภาพในห้องควบคุมกล้องวงจรปิดก็ถูกเปิดขึ้นมาบริเวณหน้าห้องพักฟื้นมีคนเดินไปมา พยาบาลถือถาดเดินเข้าออกอยู่ตลอดจนกระทั่งเวลา 15:20 น. ร่างของคนคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอลู่เฉวียนลมหายใจของผมสะดุดไปชั่วขณะ ก่อนจะหันไปมองหลินเยียนหรันตามสัญชาตญาณเธอยืนอยู่ข้างหลังผม แสงจากหน้าจอตกกระทบเสี้ยวหน้าของเธอ เผยให้เห็นสันกรามที่ขบเข้าหากันแน่นกล้องวงจรปิดไม่มีเสียง จึงเห็นเพียงแค่ภาพเ
พอรับสาย ผมก็รีบเดินทางยาวตลอดทั้งคืนเพื่อกลับบ้านเกิดทันทีบริเวณโถงทางเดินโรงพยาบาล แม่ยังอยู่ในห้องฉุกเฉิน สีหน้าของหมอเคร่งเครียด“อาการของคนไข้วิกฤตมาก ต้องผ่าตัดทันทีครับ”“แต่โรงพยาบาลที่นี่เครื่องมือไม่พร้อม หมอแนะนำให้ย้ายโรงพยาบาลด่วนครับ”ผมหนาวเยือกไปทั้งตัวราวกับย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน ตอนที่พ่อนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย หมอก็บอกผมแบบนี้เหมือนกันครั้งนั้นผมสูญเสียพ่อไปแล้วครั้งนี้ผมจะต้องสูญเสียแม่อีกงั้นเหรอผมยืนแทบไม่อยู่ เกือบจะล้มทั้งยืนอยู่ตรงนั้นจังหวะนั้นเอง หลินเยียนหรันก็รีบตามมาถึงพอดี“ฉันจัดการเองค่ะ”ทุกคนพากันชะงักไปพร้อมกันหมอจำเธอได้ “คุณคือ...หลินเยียนหรัน หมอหลินใช่ไหมครับ”หลินเยียนหรันพยักหน้า “ขอฉันดูประวัติคนไข้หน่อยค่ะ”เพียงไม่กี่นาที เธอก็ประเมินสถานการณ์ได้ “ทำได้ค่ะ เตรียมตัวให้เร็วที่สุด ฉันจะผ่าตัดเอง”การผ่าตัดครั้งนั้นกินเวลาไปแปดชั่วโมงเต็มเวลาตีสาม ในที่สุดไฟหน้าห้องผ่าตัดก็ดับลงตอนที่หลินเยียนหรันเดินออกมา ใบหน้าของเธอซีดเผือดจนน่าตกใจ บนหน้าผากเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ“การผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ”ในที่สุดหัวใจที่แขวนค้
ช่วงหลายวันหลังจากนั้น ผมไปที่ไหน หลินเยียนหรันก็ตามไปที่นั่นพักโรงแรมเดียวกัน ไปสถานที่ท่องเที่ยวเดียวกัน แม้แต่กินข้าวก็ยังต้องเป็นร้านเดียวกันผมรู้ดีว่าการเมินเฉยคือการตอบโต้ที่ดีที่สุด จึงถือซะว่าเธอเป็นอากาศธาตุ ถึงเวลาดูวิวก็ดูไป ถึงเวลาถ่ายรูปก็ถ่ายไปทว่าเหลียงเมิ่งอิ๋งกลับทนไม่ไหวอีกต่อไป“คุณอดีตภรรยา” ภายในร้านอาหาร เหลียงเมิ่งอิ๋งวางตะเกียบลงบนโต๊ะ “เธอเป็นสตอล์กเกอร์หรือเปล่าเนี่ย”หลินเยียนหรันไม่แม้แต่จะปรายตามอง เธอคีบปีกไก่อย่างเนิบนาบ เอื้อมข้ามโต๊ะมาใส่ลงในชามของผมท่าทางเป็นธรรมชาติเหมือนเมื่อก่อน ราวกับว่าชีวิตคู่ของเรายังไม่จบ“ฉันออกมาเที่ยวกับสามีตัวเอง จะนับว่าสะกดรอยตามได้ยังไง”เหลียงเมิ่งอิ๋งฉีกยิ้มกว้าง ทว่าในแววตากลับไม่มีรอยยิ้มเลยแม้แต่น้อย“ฉันขอแก้อีกรอบนะ อดีตสามี ไม่ใช่สามี”กลิ่นดินปืนที่ลอยคละคลุ้งในอากาศรุนแรงเกินไปแล้วผมปวดหัวจนต้องนวดขมับ “พวกคุณช่วยเงียบหน่อยได้ไหม”ทั้งสองคนเงียบเสียงลงพร้อมกัน ก่อนจะหันมามองผมเป็นตาเดียวสายตาของหลินเยียนหรันแฝงความน้อยเนื้อต่ำใจอย่างดื้อดึงส่วนสายตาของเหลียงเมิ่งอิ๋งก็ฟ้องชัดเจนว่า “พี่ลองพ







