LOGINฉันนั่งฟังสองแม่ลูกคุยโทรศัพท์กันอยู่นานสองนานจนแทบหลับ พอเริ่มง่วงเลยต้องเลี่ยงไปยืนรดน้ำต้นไม้รอ ไม่คิดเลยว่าอากาศที่ไทยจะร้อนระอุได้ขนาดนี้
ตื๊อออออ!
เสียงโทรศัพท์สำนักงานดังขึ้น ฉันจึงเดินกลับเข้ามาเพื่อรับสาย เป็นเสียงน้าพรที่โทรเข้ามา
“เหมย หลานไปรับคนที่จะมาพักหน่อยนะ น้าส่งข้อมูลไปในไลน์แล้ว”
“ค่ะน้า ทั้งหมดกี่คนคะ”
“สองห้อง สี่คนจ้ะ”
ฉันพยักหน้าตอบรับเล็กน้อยแล้วเปิดดูข้อมูลในคอมพิวเตอร์ พร้อมกรอกรายละเอียดต่างๆ ลงในระบบ ฉันฝากให้พวกเสี่ยวอี้ดูแลความเรียบร้อยที่นี่ไปก่อน แล้วขับรถออกไปรับแขกด้วยท่าทีชิลๆ เหมือนฝากบ้านไว้กับเพื่อนสนิท ท่ามกลางสายตาสับสนของเหล่าคนในห้องโถงที่มองตามรถฉันออกไปราวกับเห็นเป็นเรื่องธรรมดา
ฉันใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงขับรถฝ่าการจราจรมาจนถึงสนามบินดอนเมือง ซึ่งอยู่คนละทิศคนละทางกับหอพัก มาถึงก็เที่ยงพอดีเลยต้องฝากท้องไว้ที่โรงอาหารสนามบิน ทั้งถูกและอร่อยถูกใจฉันมาก
ช่วงบ่ายเมื่อเครื่องแลนดิ้ง ฉันไปยืนรอหน้าทางออกพร้อมป้ายภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น แขกกลุ่มนี้เป็นทีมนักเทนนิสที่มาเก็บตัวฝึกซ้อมเพื่อเตรียมลงแข่งรายการเก็บคะแนนแถวเมืองทองธานี
รออยู่พักหนึ่ง ทั้งสี่คนก็เดินตรงมาหาฉัน แต่ซ้ำร้ายยังมีเพื่อนนักกีฬาตามมาสมทบอีกสองคน รวมเป็นหกคน! คนที่พูดภาษาอังกฤษได้บอกว่าสองคนนี้ลงแข่งรายการเดียวกันแต่ยังไม่มีที่พักในไทย โชคดีที่ฉันเอารถตู้มาเลยยังมีที่ว่างพอ... แต่ความซวยยังไม่จบแค่นั้น
“มาเพิ่มอีกสี่คนจริงด้วย!” สรุปยอดรวมเป็นสิบคนพอดี ฉันเลยบอกให้แขกที่มาเพิ่มทำการจองที่พักผ่านระบบทันที พร้อมยืมโทรศัพท์โทรกลับไปที่โรงแรมเพื่อให้เสี่ยวอี้ลงทะเบียนตอบรับการจองและจัดการเรื่องชำระเงินให้เรียบร้อย
“เรียบร้อยค่ะ... ดีนะที่วันนี้เอารถตู้มา”
ฉันยิ้มแล้วเดินนำทั้งสิบคนไปที่รถตู้สีดำคันใหญ่ในลานจอดรถ ส่งผ้าเย็นให้ทุกคนเช็ดหน้าเช็ดตาคลายร้อน พร้อมเปิดแอร์เย็นฉ่ำรอไว้ เมื่อทุกคนพร้อมเราก็เริ่มออกเดินทาง
เนื่องจากเตรียมอาหารเย็นที่หอพักไม่ทัน ฉันเลยพาทั้งหมดแวะทานอาหารที่ห้างชื่อดังระหว่างทาง กว่าจะกลับมาถึงหอก็มืดค่ำแล้ว พวกผู้ว่าจ้างที่มาหาเมื่อเช้าก็กลับไปหมดแล้ว เหลือเพียงพวกเสี่ยวอี้เท่านั้นที่ยังรออยู่
กลุ่มนักเทนนิสจะอยู่เกือบเดือน ฉันเลยจัดให้อยู่ฝั่งอาคารโรงแรมแทน เพราะวันที่สิบนี้กลุ่มครูและนักเรียนสองร้อยคนจะเข้ามาพัก จากตอนแรกที่แจ้งว่าจะอยู่สามวันสองคืน ตอนนี้ขยายเวลาเป็นหกวันห้าคืน โดยจะมาถึงช่วงเช้ามืดของวันอาทิตย์ที่สิบ และกลับในเช้าวันศุกร์
คืนนั้นฉันอาบน้ำเสร็จก็หลับเป็นตายจนถึงเช้า ฉันใช้ให้เสี่ยวซานซึ่งเคยเป็นเชฟมาก่อนเตรียมอาหารสำหรับกลุ่มนักเทนนิส เช้าวันใหม่เริ่มต้นอย่างสดใส ฉันยังคงรักษาวินัยการดูแลสุขภาพด้วยการฝึกกังฟูและมวยไทย พอฝึกเสร็จก็ไปใช้ยิมของโรงแรมต่อ ซึ่งก็เจอกับพวกนักเทนนิสที่มาออกกำลังกายแต่เช้าเหมือนกัน
“คุณคะ สนามเทนนิสเปิดให้ใช้ได้หรือยังคะ” สาวอเมริกันตัวสูงเดินเข้ามาถาม
“ได้แน่นอนค่ะ สนามของเราได้มาตรฐานระดับโลก มีทั้งหมดสองสนามค่ะ”
“โอ้ ดีจัง! ขอดูสนามหน่อยได้ไหมคะ”
“ได้ค่ะ ตามมาเลย”
ฉันพยักหน้าแล้วหยิบกุญแจพาเดินไปยังสนามเทนนิสซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสระว่ายน้ำ เมื่อนักกีฬาทุกคนได้เห็นสภาพสนามก็พอใจเป็นอย่างมาก
หลังดูสนามเสร็จ ฉันก็ไปว่ายน้ำเพื่อผ่อนคลายร่างกาย
“เฮลป์ มี!” ฉันรีบหันไปมองตามเสียง เห็นแขกตัวสูงคนหนึ่งจมน้ำอยู่เพราะตะคริวกินกะทันหันจนพลัดตกน้ำไป
ฉันไม่รอช้า พุ่งตัวลงน้ำไปคว้าตัวเธอขึ้นมาทันที โชคดีที่เธอไม่ได้สำลักน้ำเข้าไปมาก ฉันจึงใช้วิชาที่เรียนมาทำการรักษาเบื้องต้น ทั้งกดจุดและนวดคลายกล้ามเนื้อให้อย่างรวดเร็ว
“คุณเป็นนักกายภาพบำบัดเหรอคะ” สาวญี่ปุ่นตัวเล็กถามด้วยความทึ่ง
“ใช่ค่ะ ฉันพอมีความรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง”
กลายเป็นว่าหลังจากนั้น ทั้งสิบคนก็ฝากเรื่องการนวดคลายกล้ามเนื้อและกายภาพให้ฉันดูแลไปโดยปริยาย
ไม่นานเสี่ยวอี้ก็เดินมาตามให้ไปทานข้าวที่ลานกลางบ้าน เนื่องจากห้องครัวใหญ่ยังไม่เสร็จ จะให้ไปอัดกันในครัวเล็กๆ ของตัวบ้านก็คงไม่ดี เลยต้องมานั่งทานกลางแจ้งแทน เมื่อได้ ‘คนงาน’ มาใช้ฟรีห้าคน ฉันก็ต้องใช้ให้คุ้ม ทั้งล้างจาน ทำความสะอาด ซักผ้า... รวมถึงเรื่องบนเตียงด้วย ซึ่งสาวผิวแทนในกลุ่มนั้นลีลาเด็ดไม่น้อยเลยทีเดียว
พอถึงเวลาซ้อม ฉันก็เตรียมน้ำและของว่างไว้ให้ข้างสนาม โดยมีเสี่ยวเอ้อร์ซึ่งเคยเป็นนักโภชนาการและวิทยาศาสตร์การกีฬาคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
“พวกเธอระดับหัวกะทิขนาดนี้ ทำไมถึงมาเป็นสายลับกันล่ะ” ฉันเอ่ยถามเสี่ยวอี้
คำตอบที่ได้รับคือ... “เงินดีกว่า และงานไม่จำเจค่ะ”
ขนาดคนระดับนี้ยังเห็นเงินเป็นหลัก ‘ปลาเค็ม’ (คนขี้เกียจ/ใช้ชีวิตเรียบง่าย) อย่างฉันก็คงไม่ผิดอะไรนัก พอว่างจากงานฉันก็นั่งดูพวกเธอซ้อมเทนนิสอยู่ข้างสนาม
หลังช่วงปีใหม่ ทีมงานก่อสร้างก็กลับมาลุยงานกันต่อ เร่งมือทั้งวันทั้งคืนเพื่อให้ทันกำหนดวันที่สิบ เช้าวันที่เก้า เจ้าหน้าที่จากอำเภอก็มาตรวจสอบความปลอดภัยและมาตรฐานอาคารก่อนจะออกใบรับรองให้ ฉันแทบหมดแรงเมื่อเห็นใบรับรองร้านอาหารอย่างเป็นทางการในมือ ตอนนี้เหลือเพียงร้านถ่ายเอกสารกับสำนักงานเท่านั้น กำหนดเก็บงานคือสิ้นเดือนนี้ ทีมช่างทำงานเหมือนแข่งกับเวลา สับเปลี่ยนหมุนเวียนเวรกันแทบยี่สิบสี่ชั่วโมง
พอคนเยอะขึ้น งานก็ล้นมือ ฉันเลยต้องให้พวกเสี่ยวอี้ไปทำพาสปอร์ตสำหรับทำงาน (Work Permit) เพื่อให้เข้ามาทำงานอย่างถูกกฎหมายผ่านบริษัทของน้าพร
ช่วงสายๆ รถบัสหลายคันเลี้ยวเข้ามาจอดที่ลานจอดรถด้านนอก นักเรียนและครูกว่าสองร้อยชีวิตยืนต่อแถวรับกุญแจห้องตามรายชื่อ พร้อมรับของว่างรองท้อง ส่วนคนขับรถบัสต้องมาลงทะเบียนประวัติเพื่อรับเครื่องติดตามตัวและมาตรการเฝ้าระวัง
นอกจากทีมรักษาความปลอดภัยเดิมแล้ว ฉันยังสั่งเพิ่มทีมเข้ามาดูแลความปลอดภัยให้ทั่วถึงทุกจุด
“ดีนะที่เตรียมของไว้หมดแล้ว แล้วเรื่องวัตถุดิบทำอาหารล่ะเอาไง” น้าพรยิงคำถามใส่ฉัน
“น่าจะทันช่วงเที่ยงค่ะ เดี๋ยวเหมยจะรีบไปแม็คโคร” ฉันจดรายการอาหารแล้วให้หวานขับพาฉันและพวกเสี่ยวอี้ไปซื้อของทันที ฉันเพิ่งรู้ว่าน้าพรซื้อรถบรรทุกหกล้อเก็บไว้ด้วย พอดีที่หวานมีใบขับขี่รถใหญ่จึงไม่มีปัญหา
“ทำไมมันเหนื่อยขนาดนี้เนี่ย” ฉันบ่นพลางมองรายการในกระดาษที่ต้องเตรียมให้พอสำหรับหนึ่งวัน ส่วนของแห้งอย่างข้าวสารฉันซื้อตุนไว้ให้พอตลอดหกวันตามกำหนดการ ส่วนของสดค่อยออกไปซื้อช่วงเช้ามืดแทน
“เจ๊เหมย ดีนะที่เอารถมาสองคัน” หวานมองวัตถุดิบที่วางเรียงเป็นระเบียบอยู่ในตู้แช่เย็นของรถหกล้อ ส่วนของจุกจิกอื่นๆ ก็ใส่หลังรถกระบะที่ฉันขับ
“นั่นสิ”
“เจ๊นอนกับพวกเธอแล้วเหรอ” หวานถามขึ้นมาลอยๆ
ฉันหันไปมองหวานที่กำลังยืนกินไก่ย่าง “รู้ได้ไง”
“กลิ่นไงคะ แค่หนูเดินเข้าบ้านเจ๊ก็ได้กลิ่นพวกเธอแล้ว”
“หึงเหรอ?”
“หึง? ฮ่าๆๆ หนูจะเอาอะไรไปหึงเจ๊ล่ะคะ”
“แน่ใจนะ?”
“แน่สิคะ... แต่คืนนี้ต้องชดเชยให้หนูด้วยนะ”
ฉันยิ้มแล้วขยี้หัวหวานแรงๆ ก่อนจะแกล้งแย่งไก่ย่างจากปากมาหน้าตาเฉย หวานฟาดมือลงบนหลังฉันดังปึก
“คนเยอะแยะ ไม่อายหรือไงเจ๊!”
“งั้นคืนนี้เจ๊ให้เสี่ยวอี้ไปหาที่ห้องเป็นไง”
“ยัยโมกับยัยส้มก็อยู่ด้วย จะดีเหรอคะเจ๊”
ฉันเลยโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูเธอ “งั้นมาที่ห้องเจ๊แทนไหมล่ะ”
หวานยิ้มอายๆ “คนบ้า!”
หลังพักจนหายเหนื่อย เราก็ขับรถยาวกลับโรงแรมทันที บรรดาแม่ครัวต่างทำงานกันอย่างหนักเพื่อเตรียมอาหารสำหรับคนสองร้อยคน ส่วนนักกีฬาทั้งสิบคนฉันให้พวกเสี่ยวซานแยกไปดูแลเป็นพิเศษ เพราะอาหารนักกีฬาต้องคุมเข้มเรื่องโภชนาการ
วันแรกกิจกรรมยังไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นการพักผ่อนตามอัธยาศัย มีเพียงตอนเย็นที่นัดรวมตัวกันที่ห้องประชุม
“คุณเหมย สวัสดีค่ะ” ฉันที่กำลังนั่งพักหลังขอลงไปซ้อมมือกับกลุ่มนักเทนนิส หันไปมองตามเสียงเรียกจากด้านหลัง
“ครูแพท สวัสดีค่ะ มีอะไรให้ช่วยไหมคะ”
“ครูอยากให้นักเรียนที่เป็นนักกีฬาเทนนิสของโรงเรียน ได้มีโอกาสพูดคุยกับนักเทนนิสต่างชาติในช่วงกิจกรรมวันที่สอง พอจะสะดวกไหมคะ”
“เดี๋ยวเหมยลองถามให้นะคะ” ฉันใช้เวลาช่วงที่ทุกคนพักไปพูดคุยสอบถามให้ ซึ่งทั้งสิบคนก็พยักหน้าเข้าใจและรับปากจะเข้าร่วมกิจกรรมด้วยความยินดี
บรรยากาศรอบตัวเริ่มหนาวยะเยือกขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับละอองหิมะโปรยปรายลงมาบางเบา ผสมผสานกับความเงียบสงัดไร้สรรพเสียงของผืนป่าทึบเบื้องหน้า จนให้ความรู้สึกราวกับว่าฉันกำลังเดินทางมาท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจมากกว่าจะมาทำภารกิจช่วยตัวประกันเสียอีก“ปราณค้นหา!”กระแสพลังลมปราณรับรู้แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่ป่าเขาลำไพรทั่วทั้งเขตภูเขา แต่กลับไม่มีสัญญาณพลังชีวิตแปลกปลอมใดๆ ตอบกลับมาเลยแม้แต่น้อย ทว่า... บริเวณหุบเบื้องหน้ากลับปรากฏจุดแสงสีแดงเลือนรางส่องสว่างขึ้นมาจุดหนึ่ง“มันคืออะไรกันแน่...”ฉันบังคับม้าคู่ใจให้เดินย่างก้าวช้าๆ อย่างระมัดระวัง จนกระทั่งมาหยุดยืนหลบอยู่หลังโขดหินใหญ่ไม่ไกลจากปากถ้ำมืดทึบแห่งหนึ่ง มีกลุ่มควันไฟจางๆ ลอยคละคลุ้งออกมาจากด้านใน รอบบริเวณนั้นเต็มไปด้วยร่องรอยล้อรถยนต์และรอยเท้าคนจำนวนมากที่ขับลุยเข้ามา“ซาซ่า... ช่วยติดต่อหน่วยสนับสนุนให้ที ฉันเจอถ้ำที่มีลักษณะโครงสร้างแปลกประหลาดคล้ายกับที่เราเคยเจอในป่าลึกแล้วล่ะ” ฉันตัดสินใจต่อสายตรงหาพวกพ้อง‘คุณอยู่ไหนเนี่ย?’ ปลายสายถามด้วยความแปลกใจ“อยู่แถวเขตชายแดนฮังการี” ฉันส่งพิกัดดาวเทียมอัปเดตกลับไปให้ซา
พูดจบฉันก็ขี่กระบี่บินพุ่งตัวทะยานออกไปทันที แต่ก็ไม่ลืมส่งสัญญาณบอกให้จอร์ทช่วยประสานงานแจ้งเตือนทางเรดาร์ว่าเป็นเพียงการทดสอบอากาศยานลับของฝั่งอเมริกา จากนั้นฉันก็เร่งพลังปราณพุ่งทะลุชั้นเมฆขึ้นไปด้านบน บินด้วยความเร็วสูงลิ่วตามเส้นทางการบินสากลของฝั่งทหารระหว่างที่กำลังรักษาระดับความเร็วฝ่ากระแสลม จอร์ทก็ส่งข้อความเข้าเครื่องมือสื่อสารส่วนตัวว่า จะมีฝูงบินทหารผ่านเส้นทางที่ฉันกำลังมุ่งหน้าไปฮังการีพอดี ให้ระวังตัวและอย่าบินเฉี่ยวชนกับใคร ฉันเลยพิมพ์ตอบกลับไปทีเล่นทีจริงว่า ‘งั้นขอเกาะปีกเครื่องบินอาศัยไปด้วยหน่อยก็แล้วกัน’ ทำเอาปลายสายอย่างจอร์ทหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นและไม่นานนัก... เครื่องบินขนส่งทหารขนาดใหญ่ยักษ์ที่มีสัญลักษณ์ ‘ดาวแดง’ เด่นหร่าอยู่ข้างลำตัวเครื่องก็ปรากฏโผล่เข้ามาอยู่ในระยะสายตา หรือว่าตะกี้นี้ฉันบินเอื่อยเฉื่อยช้าเกินไป ฝูงบินขนส่งยักษ์พวกนี้ถึงได้บินไล่ตามมาทันกันแน่นะเนี่ย?ฉันเลยผ่อนแรงลดความเร็วลงเล็กน้อย บินร่อนไปประกบตีคู่จนอยู่ในวิสัยทัศน์ของห้องนักบินพอดี“ขึ้นฟรี...” นักบินหนุ่มในชุดเครื่องแบบเขียนข้อความใส่กระดาษแผ่นใหญ่แล้วยกโชว์ขึ้นแปะกระจกฉั
“หวานขอร้องเถอะค่ะ... หยุดแกล้งหนูเถอะนะ”หวานส่ายหน้าไปมาพร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอนเหมือนจะร้องไห้แต่คนอย่างฉันมีหรือจะยอมหยุดง่ายๆ ฉันจัดการตวัดและตอกลิ้นเข้ากับร่องโพรงอุ่นชื้นแฉะที่ขมิบตอดรัดเป็นจังหวะ จนเด็กสาวบิดเร่าส่ายสะโพกหนีด้วยความเสียวซ่านถึงขีดสุด มือเรียวเล็กเอื้อมมากดท้ายทอยของฉันไว้แน่นเพื่อระบายอารมณ์ ปากก็ต้องกัดนิ้วตัวเองเอาไว้จนห้อเลือดเพื่อไม่ให้หลุดเสียงครางหวานๆ ออกมาลั่นห้องและพอสายโทรศัพท์ถูกตัดวางลง หวานก็หันมาทุบตีไหล่ฉันชุดใหญ่ทั้งน้ำตาซึม “คุณเหมยคนนิสัยไม่ดี!”“โอ๋ๆ น่ารักจริงๆ เลย... มานี่มะ เดี๋ยวฉันปลอบ”“ว้าย!! คุณเหมยก็จะ...”หวานอุทานลั่นบ้านเมื่อจู่ๆ ฉันก็ช้อนอุ้มร่างบางของเธอลอยหวือกลับเข้าไปในห้องนอน เพื่อเริ่มต้นภารกิจออกกำลังกายยามเช้าต่อทันทีแบบไม่ปล่อยให้พักหายใจ“คุณเหมยค่ะ... เมื่อกี้ทางครูแพทโทรมาบอกว่า จะพาหมอนวดฝีมือดีมาใหม่อีกสองคนค่ะ บอกว่าฝากมาทำงานด้วย” หวานเอ่ยบอกเสียงกระเส่าขณะนอนซุกซบอยู่บนอกของฉันพลางส่งสายตาปริบๆ เหมือนลูกแมวอ้อน“หึ... ฝากงานที่ไหนกันล่ะ ทรงแบบนี้เอามาทำงานขัดดอกใช้หนี้ชัดๆ”“นี่คุณเหมยคิดจะเปิดร้านนวดแผนไทยจริง
เช้าวันต่อมา... โอปอเดินหน้าตาตื่นเข้ามาเคาะห้องทำงานส่วนตัวของฉันเพื่อขอโทษขอโพยกับเรื่องเมื่อวาน เธอยยอมเปิดปากสารภาพความจริงทั้งหมดว่า ที่บ้านของเธอไปกู้เงินธนาคารมาสองล้านบาทเพื่อนำมาลงทุนปรับปรุงร้านอาหารเล็กๆ และเก็บไว้เป็นเงินทุนสำรองหมุนเวียน ส่วนตัวเธอก็กู้ยืมเงิน กยศ. เรียนหนังสือมาตลอดแต่ปัญหาคือพอใกล้จะถึงงวดชำระคืนงวดสุดท้าย จู่ๆ ผู้จัดการสาขาธนาคารเจ้าเดิมก็ส่งคนแปลกหน้ามาติดต่อพูดคุย อ้างว่าสำนักงานใหญ่มีคำสั่งให้เร่งรัดปิดหนี้ก้อนนี้ทั้งหมดทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น พวกมันเลยยื่นข้อเสนอทางเลือกนรกให้... คือบังคับเธอต้องไปทำงานส่งยาและบริการแขกในเครือข่ายของพวกมัน แลกกับการไม่ถูกฟ้องล้มละลายและการยึดบ้านยึดทรัพย์สินทั้งหมดของครอบครัว“เรื่องนี้ลุงว่ายังไงบ้างคะ?” ฉันหันไปปรึกษาชายวัยกลางคนที่เพิ่งเดินเข้ามาสมทบ“เฮ้อ... เรื่องมันใหญ่โตเกินกว่ากำลังของเด็กผู้หญิงตัวคนเดียวจะรับไหวแล้วล่ะนะ” ลุงถอนหายใจยาว“ถ้าไอ้พวกเวรตะไลนี่มันไม่รนหาที่วิ่งมาหาเรื่องถึงหน้าบ้านหนูเองนะ... หนูค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองไม่มีทางอยากจะไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับพวกมันหรอก”“เธอนี่มันเกิดมาพร้อมกับตัวดูด
“คือว่า... หนูไปรับจ๊อบทำงานมาค่ะ” โอปออ้อมแอ้มตอบ หลบสายตาฉันฉันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของโอปอ... อ่านประกายชะตาชีวิตของเธอ หากเด็กคนนี้ยังดึงดันเอาตัวเองไปพัวพันกับอโคจรสถานหรือสิ่งที่กำลังทำลายชีวิตคนอื่น “จงหยุดซะเถอะนะโอปอ... อย่าปล่อยให้เงินก้อนนี้มันมาทำลายอนาคตหนูเลย”“หนูไม่ได้ทำอะไรไม่ดีจริงๆ นะคะเจ๊”“โอปอ... พี่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทองอะไรเลยสักนิด ตั้งใจเรียนให้จบแล้วมาทำงานกับพี่ ค่อยหักทยอยใช้หนี้จากเงินเดือนก็ได้ ถ้าน้องเดือดร้อนเรื่องเงินจริงๆ ทำไมไม่มาหาพี่ตรงๆ?”โอปอน้ำตาซึม “หนูขอโทษค่ะ...”“บอกพี่มา... ใครเป็นคนจ้างให้เธอไปทำอะไรแบบนี้?”“รุ่นพี่ต่างวิทยาลัยค่ะ... เขาบอกว่าเป็นงานสบาย แค่ไปยืนเสิร์ฟอาหารแล้วก็ช่วยแจก ‘ลูกอมพิเศษ’ ให้กับพวกแขกในงานปาร์ตี้แค่นั้นเองค่ะ...”ฉันรู้ทันทีว่าลูกอมที่พูดถึงคืออะไร... มันไม่มีทางเป็นลูกอมแก้เจ็บคอธรรมดาแน่ๆ แต่มันคือยาอีหรือยาเคอัดเม็ดที่พวกแก๊งค้ายานรกใช้มอมเหยื่อในปาร์ตี้อโคจร ซึ่งน่าจะเป็นเครือข่ายเดียวกับไอ้พวกสวะที่จับตัวขวัญกับใบเฟิร์นไปไม่มีผิด ทั้งคู่ก็โดนหลอกล่อมาจากผับย่านพุทธมณฑลก่อนจะเลยเถิดไปไกล แถมรากเหง้าข
“ตื่นแล้วเหรอจ๊ะคนสวย”กิ่งพลิกตัวขึ้นมานอนท่อมคร่อมทับฉันไว้ทันที มือเรียวเล็กยื่นมาเขี่ยปอยผมฉันเล่นด้วยท่าทางขี้เล่นยั่วยวน“เธอแอบทำอะไรฉันเมื่อคืนเนี่ยห่ะ?”“ก็นิดๆ หน่อยๆ แหละน่า เธอนี่มันไร้เดียงสาจริงๆ เลยนะ โดนสาวชวนขึ้นห้องสองต่อสองทั้งที ยังไม่รู้ตัวอีกว่าตัวเองกำลังตกเป็นเหยื่อ”“ฉันไม่คิดเลยว่าจะมาโดนเจ้าของบ้านจอมเจ้าเล่ห์รุกไล่เอาดื้อๆ แบบนี้”“เหมย... มาเป็นแฟนกับฉันไหมล่ะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงดูปูเสื่อเธอเอง สบายใจหายห่วง”“ยัยบ้องเอ๊ย รีบไปอาบน้ำแต่งตัวซะเถอะน่า ฉันจะได้ขับรถกลับบ้านสักที”“วันนี้ฉันไม่มีคิวงานที่ไหนทั้งนั้นแหละ... พรุ่งนี้ก็หยุดยาว”“งั้นก็นอนต่อสิ รออะไรอยู่ ฉันเองก็ยังไม่อยากรีบกลับเหมือนกัน”“เธอนี่มันร้ายกาจจริงๆ เลยนะ”พูดจบ กิ่งก็ก้มหน้าลงมาประกบปากแลกลิ้นดูดดื่มอย่างเร่าร้อน เราสองคนกอดกันนัวเนียพลิกตัวสลับสับเปลี่ยนกันรุกและรับอย่างเป็นจังหวะจะโคน แม้จะไม่มีบทเพลงบรรเลงยาวนานเหมือนวันก่อน แต่ลีลาเด็ดดวงและรสสัมผัสที่กิ่งโถมเข้าใส่ก็เล่นเอาฉันแทบหมดแรงจนฉันอดคิดในใจไม่ได้ว่า... ยัยนี่มันแกล้งลงทุนเจ็บตัวตกบันไดเลื่อนเพื่อหลอกล่อให้ฉันตายใจแล้วพาเข
หลังจากต้องกรำศึกหนักและเคลียร์ภารกิจต่อเนื่องกันมาหลายวัน ในที่สุดทีมของฉันก็ได้ตารางพักผ่อนสบายๆ เป็นเวลาสองวันเต็ม โดยสลับให้อีกทีมหนึ่งที่มีจำนวนกำลังพลมากกว่าเข้ามารับช่วงทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยแทนชั่วคราวเมื่อไม่มีความกดดันจากงาน ฉันจึงปล่อยตัวตามสบาย วันนี้ลมทะเลพัดเย็นฉ่ำ บรรยากาศรอบรีสอร
เมื่อเห็นว่าสายเกินกว่าจะกลับไปเรียน ฉันจึงให้ฝ้ายเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วพากันไปหาอะไรกิน ก่อนจะกลับมารับยัยตัวแสบนภาที่ ‘ขาย’ อาของตัวเองให้คนอื่น หนำซ้ำค่าตัวฉันยังเกือบหลักหมื่น (ที่ฝ้ายจ่ายเป็นการช่วยทำการบ้านให้นภาแทน)“เจ๊คะ ทำไมเจ๊แซ่บจัง หนูยังอยากกินอีกนะเนี่ย”“พอเลย อยากให้เจ๊ติดคุกหรือไง”“
“คุณเหมยใช่ไหมค่ะ”ฉันมองดูผู้หญิงคนหนึ่งเปิดประตูบ้านออกมาต้อนรับฉัน“ฉันมารับหลานสาวค่ะ”ฉันยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตรพลางลอบกลืนน้ำลายลงคอ หลังอีกฝ่ายหันหลังก้มลงเก็บเงินที่หล่น สะโพกโค้งกลมได้รูปทำเอาใจคอแทบร้อนผ่าวไปหมด“เข้ามาก่อนค่ะ”เธอยิ้มให้ฉัน พลางบอกว่าหลานสาวของฉันกำลังทำการบ้านอยู่ ต้องร
เย็นวันเดียวกัน โซเฟีย โค้ชและคู่ซ้อมของนักกีฬาชาวโรมาเนียมาขอคุยกับฉันเป็นการส่วนตัวที่ห้องรับแขกในบ้าน“คุณเหมย ฉันอยากให้คุณช่วยนวดผ่อนคลายให้นักกีฬาของพวกเราหน่อยได้ไหมคะ รวมถึงตอนไปแข่งด้วย เราจะแข่งทั้งหมด 3 รายการ พวกเราคุยกันแล้วว่าอยากจ้างคุณเป็นพิเศษ”ฉันวางแก้วโกโก้ลงตรงหน้าเธอ “ได้ค่ะ ช







