LOGINเมื่อหลิวเวยเห็นว่าท่านย่าเชื่อมั่นในตัวนางและถึงแม้ว่าผู้ใหญ่อีกสองคนจะยังคงตกตะลึงอยู่แต่ก็ไม่ได้คัดค้านอย่างแข็งขันอีก เสิ่นหลิวเวยก็ไม่รอช้าเพราะนี่คือโอกาสทองที่จะตอกย้ำความน่าเชื่อถือของท่านเทพเซินหนงให้ยิ่งฝังรากลึกมากขึ้น
นางไม่รอให้บรรยากาศที่น่าอึดอัดนี้คงอยู่นาน เด็กหญิงจึงหันกลับไปยังดงพืชที่ทุกคนหวาดกลัวด้วยแววตาเป็นประกาย ก่อนจะประกาศด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริงและมั่นใจ
“ถ้าเช่นนั้นในเมื่อพวกเราอยู่ที่นี่กันแล้ว ท่านย่า ท่านแม่ ท่านอาสะใภ้รอง ทุกคนก็มาช่วยเวยเวยเก็บพืชทองคำใต้ดินกันเถอะเจ้าค่ะ! ท่านเทพเซินหนงบอกว่ายิ่งเก็บเร็วเท่าไหร่ พลังวิเศษในดินก็จะยิ่งช่วยให้มันงอกงามขึ้นมาใหม่เร็วเท่านั้น!”
คำชักชวนที่ดูไร้เดียงสาแต่ก็แฝงไปด้วยความเร่งด่วนนั้น ทำให้เหล่าผู้ใหญ่หันไปมองหน้ากันอีกครั้ง “เวยเวย... แต่... แต่มันมีพิษนะลูก” หลิวซูซินยังคงอดที่จะท้วงติงด้วยความเป็นห่วงไม่ได้
“ท่านแม่ไม่เชื่อใจเวยเวยหรือเจ้าคะ?” เจ้าตัวเล็กทำแก้มป่องเล็กน้อย ก่อนจะอธิบายอย่างฉะฉานตามที่ได้เตรียมการไว้ “ท่านเทพเซินหนงสอนไว้ชัดเจนแล้วเจ้าค่ะ ว่าพิษของมันอยู่ที่ไหน”
นางกล่าวจบก็ได้เดินนำทุกคนเข้าไปใกล้พุ่มไม้นั้นอย่างไม่เกรงกลัว ชี้ให้ทุกคนดูอย่างละเอียด “ตรงนี้คือใบของมัน... ก้านของมัน... แล้วก็ลูกเล็ก ๆ สีเขียวที่อยู่ข้างบนนี่... ทั้งหมดนี้ห้ามกินเด็ดขาด แต่สมบัติที่แท้จริงน่ะ มันอยู่ใต้ดินต่างหากล่ะเจ้าคะ”
กล่าวจบนางก็หันไปสั่งการกองทัพพิทักษ์ปฐพีของตนอย่างรวดเร็ว “พี่สี่ พี่ห้า เสี่ยวชิง ลงมือได้!”
เด็กแฝดทั้งสองกับอีกหนึ่งเด็กรับใช้หลังจากที่ได้รับการยืนยันจากท่านแม่ทัพและการสนับสนุนโดยนัยจากท่านย่า พวกเขาก็ไม่ลังเลอีกต่อไป ดังนั้นเด็กทั้งสามจึงรีบวิ่งไปหยิบไม้แข็ง ๆ ที่ใช้ขุดมันเทศเมื่อครู่ แล้วเริ่มขุดดินรอบ ๆ โคนต้นพืชพิษนั้นทันที
จางชุนฮวาเห็นดังนั้นก็แทบจะลมจับ “ระวังนะพวกเจ้า! อย่าให้ยางมันโดนมือ!”
แต่หลิวเวยกลับส่ายหน้า “ท่านอาสะใภ้รองอย่ากังวลไปเลยเจ้าค่ะ พืชชนิดนี้มีชื่อว่าถู่โต้วหรือที่ต่อไปนี้ข้าจะขอเรียกว่ามันฝรั่ง ตราบใดที่เราไม่กินส่วนสีเขียวของมัน มันก็ปลอดภัยหายห่วงเจ้าค่ะ!”
ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้นเอง จื้ออันก็ร้องตะโกนขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “เจอแล้ว! น้องเล็ก! ดูนี่สิ!”
ทุกคนพากันหันไปมอง และภาพที่เห็นก็ทำให้พวกเขาต้องสูดลมหายใจ... หัวมันสีเหลืองนวลขนาดใหญ่กว่ากำปั้นของผู้ใหญ่เสียอีกถูกดึงขึ้นมาจากใต้ดินและเมื่อขุดต่อไปอีกเล็กน้อย ก็พบว่าใต้ดินนั้นเต็มไปด้วยหัวมันฝรั่งลักษณะเดียวกันอีกมากมายนับไม่ถ้วน! มันดูอุดมสมบูรณ์และน่ากินมากกว่ามันเทศป่าที่ขุดได้ก่อนหน้านี้หลายเท่านัก
“โอ้! สวรรค์... นี่มัน...” หลิวซูซินยกมือขึ้นทาบอกไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
หลินเยว่เอ๋อเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ นางใช้ปลายนิ้วสัมผัสหัวมันฝรั่งนั้นเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ “ไม่ผิดแน่...นี่คือพรจากสวรรค์จริง ๆ”
ความสำเร็จที่ปรากฏต่อหน้าทำให้ความหวาดกลัวในใจของจางชุนฮวาค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นดีใจ หากสิ่งที่หลานสาวคนนี้พูดเป็นความจริงทั้งหมด... นั่นย่อมหมายความว่าครอบครัวของนางจะมีอาหารเพิ่มขึ้นมาอีกมหาศาล!
“รออะไรอยู่เล่า!” จางชุนฮวาตะโกนบอกฮุ่ยจูที่ยืนอึ้งอยู่ “รีบไปหาตะกร้ามาใส่เร็วเข้า! แล้วก็ช่วยกันขุดด้วย!”
บัดนี้การเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างแท้จริง โดยมีเด็กหญิงวัยสี่ขวบยืนบัญชาการอยู่ข้าง ๆ อย่างภาคภูมิใจ
ตกเย็นวันเดียวกันนั้น แสงตะวันสีส้มอ่อนทาบทอลงบนลานกว้างหน้าเรือนใหญ่ของตระกูลเสิ่น ซึ่งบัดนี้ไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป เพราะมันเต็มไปด้วยกองมันเทศป่าและกองมันฝรั่งที่ถูกคัดแยกไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย ที่ส่งกลิ่นไอดินจาง ๆ ไปทั่วบริเวณ
เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเหล่าเด็กชายที่โตจนเข้าสำนักศึกษาดังขึ้นก่อนที่ตัวจะมาถึง นำโดยเสิ่นจวินสือ เสิ่นจวินโม่ และเสิ่นจวินหลี่ พร้อมด้วยท่านอาเล็กเสิ่นอี้เฟย
พวกเขาเดินทางกลับมาจากสำนักศึกษาด้วยความเหนื่อยล้าจากการเรียนมาทั้งวันพร้อมกับท่านปู่ที่เป็นอาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาเดียวกัน
ก่อนที่จะตามมาด้วยเสิ่นอี้หานและท่านอารองเสิ่นอี้เฉิงที่เพิ่งกลับมาจากที่ว่าการอำเภอ... เสิ่นอี้หานถอนหายใจยาวเหยียด ใบหน้าเคร่งขรึมของเขาเต็มไปด้วยความกังวล
เนื่องจากวันนี้เขาเพิ่งได้รับรายงานเรื่องความแห้งแล้งที่อาจจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนอาหารของราษฎรในอำเภอซีซานให้เลวร้ายลงไปอีก
แต่ทว่า... ก้าวแรกที่เขาย่างเข้าสู่ลานบ้าน ความกังวลทั้งหมดก็พลันหยุดชะงักลง ทุกคนที่เพิ่งกลับมาต่างยืนนิ่งตัวแข็งทื่อเป็นทิวแถว
“นะ... นี่มันอะไรกัน?” เสิ่นอี้เฟยท่านอาเล็กผู้ร่าเริงเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก ดวงตาของเขาเบิกกว้างจ้องมองกองมันเทศและสิ่งที่ไม่รู้จักขนาดมหึมาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“บ้านเราไปปล้นตลาดมาหรืออย่างไร?” คำพูดของเขาทำให้ชายชราอดไม่ได้ที่จะส่งสายตาตำหนิออกไปที่บุตรชาย คนเล็ก
“ท่านลุง! ท่านพ่อ! ท่านอา! ดูนี่สิขอรับ!” เสิ่นจื้อคังวิ่งเข้าไปหาบิดาอย่างตื่นเต้น “นี่คือผลงานของพวกเราเองขอรับ”
เสิ่นอี้เฉิงขมวดคิ้วเอ่ยถามด้วยความกังขา “เสี่ยวคังเจ้าหมายความว่าอย่างไร พวกเจ้าไปหาของกินมากมายขนาดนี้มาจากไหนกัน?”
ก่อนที่ทุกคนจะทันได้ซักถามต่อ จางชุนฮวาที่เปลี่ยนจากความกลัวเป็นความตื่นเต้นอย่างสมบูรณ์แล้ว ก็รีบเดินออกมาเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าปกติหลายส่วน
นางเล่าตั้งแต่ตอนที่เด็ก ๆ หายตัวไป การค้นพบมันเทศป่ากองโต การยืนยันเรื่องต้นพุทราที่เรือนเก็บฟืนเก่า และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องราวของเทพเซินหนงมาเข้าฝันเวยเวยโดยท่านได้สอนทุกอย่างให้นาง รวมถึงการบอกว่าพืชพิษอย่างถู่โต้วนั้นแท้จริงแล้วคืออาหารชั้นเลิศ
ยิ่งนางเล่า... ใบหน้าของเหล่าบุรุษหลากหลายวัยก็ยิ่งเต็มไปด้วยความตกตะลึง เหล่าพี่ชายทั้งสามหันไปมองน้องสาวตัวน้อยของตนเป็นตาเดียว... (น้องเล็กของพวกเขาน่ะหรือ คือผู้ที่ได้รับพรจากเทพเจ้า?) เสิ่นจวินโม่หรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาฉายประกายวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง... (เรื่องนี้มันน่าสนใจเกินไปแล้ว)
แต่ผู้ที่ตกตะลึงที่สุดไม่ใช่ใครอื่น... แต่คือเสิ่นอี้หานนายอำเภอหนุ่ม... และในขณะที่คนอื่นกำลังทึ่งกับเรื่องราวปาฏิหาริย์ สมองของเขากำลังประมวลผลถึงความเป็นไปได้ที่ยิ่งใหญ่มากกว่านั้น... ปัญหาการขาดแคลนอาหาร!
หากสิ่งที่บุตรสาวของเขาพูดเป็นความจริง... หากพืชทองคำใต้ดินนี้สามารถกินได้จริงและให้ผลผลิตสูงดังที่เห็นตรงหน้า... มันไม่ใช่แค่ความโชคดีของตระกูลเสิ่น แต่มันคือความหวังของคนทั้งอำเภอซีซาน!
เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้กองมันฝรั่ง หยิบมันขึ้นมาพิจารณาด้วยมือที่สั่นเทาของตนเอง ทั้งนี้เป็นเพราะความหวังอันแรงกล้าปะทะกับความกลัวในขนบธรรมเนียมดั้งเดิมอย่างรุนแรงในใจ
“เวยเวย” เขาเรียกชื่อบุตรสาวด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่ามากกว่าปกติ “เรื่องที่เจ้าพูด... เป็นความจริงทั้งหมดหรือไม่ลูกรัก”
หลิวเวยพยักหน้ารับด้วยท่าทางหนักแน่นจริงจัง “จริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะท่านพ่อ”
ในขณะนั้นเอง ชายชราที่ยืนเงียบอยู่นานก็ได้เอ่ยขึ้น “เวยเวยท่านเทพได้แนะนำมาหรือไม่ว่าถู่โต้วที่เจ้าเรียกนี้สามารถนำมาทำอันใดได้บ้าง”
คำถามของชายชราได้ดึงสติของทุกคนกลับมาที่เด็กหญิงตัวน้อยอีกครั้ง นี่คือคำถามที่สำคัญอย่างที่สุด หากมีวัตถุดิบแต่นำมาปรุงไม่เป็นหรือไม่ถูกต้องก็ไร้ประโยชน์
เสิ่นหลิวเวยเงยหน้าขึ้นสบตากับชายชรา ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างหนักแน่นราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อย “ท่านเทพเซินหนง บอกเวยเวยมาหมดเลยเจ้าค่ะ! ท่านบอกว่าพืชทองคำใต้ดิน หรือมันฝรั่งหรือจะเรียกว่าถู่โต้วนี้ เป็นอาหารวิเศษที่ปรุงได้หลากหลายวิธีมาก”
นางยกนิ้วเล็ก ๆ ขึ้นมานับทีละข้อด้วยท่าทีจริงจัง “วิธีที่ง่ายที่สุด ท่านเทพเรียกว่าย่างเตาถ่านเจ้าค่ะ เพียงแค่โยนมันเข้าไปในกองขี้เถ้าอุ่น ๆ เหมือนที่เราทำกับมันเทศ รอจนสุก กลิ่นหอม ๆ ก็จะออกมาเอง”
การอ้างอิงถึงวิธีที่คุ้นเคยทำให้ผู้ใหญ่หลายคนพยักหน้าตามอย่างเข้าใจ
“วิธีที่สองคือนึ่งและต้มเจ้าค่ะ” นางกล่าวต่อ “ท่านเทพบอกว่าหากนำไปนึ่งจนสุกนิ่ม มันจะมีรสหวานมันในตัว หรือจะนำไปต้มแล้วบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำตาลกรวด ก็จะกลายเป็นขนมหวานเนื้อเนียนที่อร่อยมาก”
ข้อเสนอที่สองนี้ทำให้ดวงตาของเหล่าเด็ก ๆ รวมถึงท่านอาเล็กที่อายุห่างจากหลานชายคนโตไม่มากตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
“ยังไม่หมดเท่านี้นะเจ้าคะ!” หลิวเวยรีบพูดต่อเมื่อเห็นว่าทุกคนเริ่มคล้อยตาม “ท่านเทพยังบอกอีกว่า หากนำไปหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วตุ๋นรวมกับเนื้อสัตว์หรือผักอื่น ๆ มันจะช่วยให้น้ำแกงข้นขึ้นและอิ่มท้องได้นานมาก”
เสิ่นอี้หานนายอำเภอผู้กำลังปวดหัวเรื่องเสบียงอาหารเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ยิ่งรู้สึกว่าหัวใจของเขากำลังเต้นแรงขึ้น อาหารที่สามารถเพิ่มปริมาณและทำให้อิ่มท้องได้นาน... นี่คือสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในยามนี้
“และวิธีสุดท้ายที่ท่านเทพเน้นย้ำกับข้า...” หลิวเวยทิ้งช่วงเล็กน้อยเพื่อสร้างความตื่นเต้น “คือการผัดเจ้าค่ะ! ท่านบอกว่าให้หั่นมันฝรั่งเป็นเส้นฝอย ๆ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำไปผัดในกระทะที่ใช้น้ำมันเพียงเล็กน้อย เหยาะน้ำส้มสายชูและเกลือลงไป จะได้รสชาติที่ทั้งกรอบ ทั้งเปรี้ยว ทั้งเค็ม อร่อยจนหยุดไม่ได้เลยเจ้าค่ะ!” (ส่วนวิธีการทำมันฝรั่งทอดนั้นเอาไว้ภายหลังก็แล้วกัน เพราะยุคนี้น้ำมันค่อนข้างหายาก) นางคิดในใจ
การบรรยายถึงวิธีการปรุงที่หลากหลาย ตั้งแต่การย่างแบบพื้นบ้านไปจนถึงการผัดที่ต้องใช้ทักษะและเครื่องปรุงเฉพาะ ทำให้เรื่องราวของเทพเซินหนงยิ่งดูน่าเชื่อถือมากขึ้นไปอีกในสายตาของทุกคน เพราะเรื่องนี้เด็กสี่ขวบไม่น่าจะจินตนาการขึ้นมาเองได้อย่างแน่นอน
“วิเศษ... วิเศษมากเหลือเกิน!” เสิ่นเจิ้งเต๋อพึมพำออกมาอย่างตื่นเต้น “หากเป็นจริงดังที่หลานว่า พืชชนิดนี้ก็คือพรจากสวรรค์ที่ส่งมาช่วยตระกูลเสิ่นและชาวอำเภอซีซานโดยแท้!”
“เช่นนั้นจะรออะไรอยู่เล่า!” จางชุนฮวาผู้ใจร้อนกล่าวขึ้นหลังสิ้นคำพูดของพ่อสามี “พวกเราช่วยกันขนมันเข้าไปในครัว แล้วลองทำตามที่เวยเวยบอกกันเลยดีกว่า! ข้าอยากจะรู้จริง ๆ ว่ารสชาติของมันเป็นอย่างไร!”
และข้อเสนอนี้ก็ได้รับการตอบรับจากทุกคนทันที ความหวาดกลัวก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความหวังในรสชาติใหม่ ๆ อย่างเต็มที่
‘นายท่านเจ้าขา... อาหารพวกนี้... ชุนหยาทนดูไม่ได้ จริง ๆ เจ้าค่ะ! ทั้งมันฝรั่งที่ต้มจนเละไม่เป็นท่า! ทั้งมะเขือเทศที่ถูกผัดจนสีซีด! พวกเขาทำลายคุณค่าของวัตถุดิบดี ๆ ไปหมดแล้ว!’ ชุนหยาที่ลอยอยู่ไม่ไกลกรีดร้องโหยหวนอยู่ในมโนสำนึกของนาง‘ใจเย็นก่อนเถอะชุนหยา ข้าเองก็ทนไม่ได้เหมือนกันกับเจ้านั่นแหละ แต่วันนี้เป็นวันแรกที่เราเพิ่งมาถึง การจะลงมือทำสิ่งใดสักอย่างนั้นจำเป็นต้องรู้เขารู้เราเสียก่อน’‘ที่นายท่านกล่าวมาก็มีเหตุผลเจ้าค่ะ เพียงแต่นายท่านอย่าทิ้งเวลาให้เนิ่นนานมากนักนะเจ้าคะ เพราะชุนหยารู้สึกปวดใจยิ่งนักที่เห็นวัตถุดิบดี ๆ เหล่านี้ไม่น่ากินเจ้าค่ะ’‘ข้ารู้ ข้าเองก็กลัวพี่ ๆ จะผอมลงเหมือนกัน เจ้าดูสิกว่าข้าจะขุน เอ้ยทำให้พวกเขามีเนื้อมีหนังขึ้นมานั้นไม่ใช่ง่ายเลย หากแก้มยุ้ย ๆ ของพี่สาม พี่สี่ พี่ห้าหายไปข้าคงปวดใจแย่ ส่วนพี่ใหญ่กับพี่รองเองก็สูงขึ้นมาก... หากต้องมาหยุดการเจริญเติบโตเพราะว่ากินไม่ได้ข้าเองก็ไม่พอใจเช่นกันนั่นแหละ เห็นแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดยิ่ง’แต่แม้ว่ารสชาติของอาหารจะไม่เป็นที่ยอมรับของพวกเขา ทว่าเด็ก ๆ ตระกูลเสิ่นกลับกินกัน
หลังจากที่เสิ่นหลิวเวยได้รับอนุญาตให้ใช้โรงครัวของสถานศึกษาได้ตามอัธยาศัยแล้ว เจ้าตัวก็ไม่รอช้าที่จะเริ่มปฏิบัติการปฏิวัติอาหารทันที ในเย็นวันนั้นเองนางอ้างกับท่านอาจารย์หยางว่าจะขอลองเตรียมอาหารมื้อเย็นสำหรับพี่น้องของนางก่อนเพื่อทดสอบครัวดังนั้นเมื่อได้กุญแจครัวเล็ก... ซึ่งเป็นครัวแยกสำหรับอาจารย์ที่อยู่ติดกับโรงอาหารใหญ่มาอยู่ในมือ เด็กหญิงก็สั่งให้เสี่ยวชิงไปตระเตรียมถ่านและฟืน ส่วนตนเองก็เข้าไปสำรวจด้านในครัวตามลำพัง‘ชุนหยา เจ้าพร้อมหรือไม่’ นางเอ่ยถามภูตน้อยทันทีที่ประตูปิดลง‘พร้อมเจ้าค่ะ! ว่าแต่นายท่านต้องการสิ่งใดในมิติบ้างหรือเจ้าคะ’‘ข้าอยากได้ไก่หมักสูตรไก่ทอดผู้พัน... ซี่โครงหมูหั่นขนาดพอดีคำ... มันฝรั่งสำหรับตุ๋น มะเขือเทศกับไข่... และที่สำคัญ สาลี่กับเห็ดหูหนูขาวสำหรับของหวาน! เจ้าเตรียมให้ข้าได้หรือไม่’‘เรื่องแค่นี้เองสบายมากเจ้าค่ะ นายท่านไว้ใจชุนหยาได้เลย’เพียงพริบตาเดียวจบคำของภูตน้อยไม่นาน บนโต๊ะเตรียมอาหารที่ว่างเปล่าก็เต็มไปด้วยวัตถุดิบชั้นเลิศที่ถูกเตรียมไว้มีทั้งไก่ที่ถูกหั่นเป็นชิ้น... หมักด้วยเครื่องเทศจนเข้าเนื
ทว่ายังไม่ทันที่เมิ่งหย่าฉีจะได้ตอบรับ เสียงของอาจารย์ หยางซือเจ๋อก็ได้ดังขึ้นมาเสียก่อนอย่างตื่นเต้น“ศิษย์น้อยเวยเวย เจ้าสนใจมาเป็นผู้ช่วยสอนของอาจารย์หรือไม่”คำถามนี้ของเขา ไม่เพียงแต่ทำให้เด็กทั้งสองหยุดชะงักแต่ยังทำให้ทั้งโรงอาหารที่กำลังเริ่มจะกลับสู่สภาวะปกติต้องเงียบกริบลงอีกครั้ง! เหล่าศิษย์พี่ที่เพิ่งจะจ่ายเงินพนันกันเสร็จถึงกับหันขวับกลับมามองทางคนทั้งสามเป็นตาเดียว!“ผู้ช่วยสอน... หรือเจ้าคะ” เสิ่นหลิวเวยทวนคำอย่างงุนงง‘ชุนหยาดูเหมือนว่าชีวิตอันสงบสุขของข้ากำลังจะจบลงแล้ว’‘นายท่านเจ้าขา ชุนหยาคิดว่านายท่านจะรู้ตั้งแต่รับคำท้าแล้วนะเจ้าคะ’ คำตอบของชุนหยาทำให้เสิ่นหลิวเวยอยากเอามือก่ายหน้าผาก‘สำนึกตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว’ เจ้าตัวอยากจะหลั่งน้ำตา“ใช่!” หยางซือเจ๋อพยักหน้ารับอย่างมั่นใจ ดวงตาของเขาเป็นประกายเจิดจ้า“ข้าเป็นอาจารย์มาจนอายุขนาดนี้ บอกตามตรงว่าข้ายังไม่เคยเห็นวิธีการคำนวณที่รวดเร็วและแม่นยำเช่นนี้มาก่อนในชีวิต! วิชาคำนวณในใจของเจ้ามันคือสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ ดังนั้นข้าจึงอยากให้เจ้าช่วยข้าอาจารย์เ
ความเงียบเข้าปกคลุมโรงอาหาร สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องไปทางเขาเป็นตาเดียว“จงฟังให้ดี... พ่อค้าผู้หนึ่งมีไข่ไก่ในตะกร้าสิบแปดฟอง เขาเดินไปที่ตลาด ซื้อไข่ไก่เพิ่มมาอีกหกสิบเจ็ดฟอง แต่ระหว่างทางกลับบ้านเกิดสะดุดล้ม ทำไข่แตกไปสามสิบสองฟองขอถามว่า... บัดนี้พ่อค้าผู้นี้เหลือไข่ไก่อยู่กี่ฟอง!”โจทย์บวกลบที่ถูกเล่าเป็นเรื่องราวนี้ ทำให้เมิ่งหย่าฉีรีบนำลูกคิดของตนขึ้นมาทันที นิ้วของนางดีดอย่างรวดเร็ว... ติ๊ก... ติ๊ก... ติ๊ก...“ห้าสิบสามฟองเจ้าค่ะ!” นางตะโกนตอบออกมาอย่างมั่นใจในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ!แต่เสียงที่ดังขึ้นพร้อมกันกับนาง... ก็คือเสียงเล็กใสของเสิ่นหลิวเวย“ห้าสิบสามฟองเจ้าค่ะ”อาจารย์หยางเลิกคิ้วสูง! เร็วเท่ากัน! “ถูกต้องทั้งคู่! ข้อนี้เสมอกัน!”“โธ่เอ๊ย!” เสียงโอดครวญจากกลุ่มศิษย์พี่ที่ลงพนันดังขึ้นเบา ๆเมิ่งหย่าฉีหันไปมองหลิวเวยด้วยสายตาประหลาดใจเล็กน้อย (บังเอิญน่ะสิ! โจทย์ข้อนี้นับว่ายังง่ายไป!)“โจทย์ข้อที่สอง... ยากขึ้นมาหน่อย” เสียงของหยางซือเจ๋อกล่าวต่อ“จงฟังให้ดี... ช่างทอผ้าผู้หนึ่ง ทอผ้าไหม
เสิ่นหลิวเวยมองฝูงชนที่กำลังยืนน้ำลายสออยู่หน้าประตูอย่างกับซอมบี้... แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาวออกมา“เอาละทุกท่าน!” นางตะโกนเสียงใส “ในเมื่อมากันถึงที่นี่แล้ว... วันนี้เวยเวยจะเลี้ยงเอง!”สิ้นคำประกาศนี้ของคนตัวเล็ก... เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีก็ดังกึกก้องไปทั่วหน้าประตูห้องครัวเล็กแห่งนี้“แต่ว่า!” นางยกมือขึ้นห้าม “ของอร่อยมีจำกัด! ไก่ที่ข้าเตรียมมามีไม่พอสำหรับทุกคนแน่ ๆ!” คำพูดนี้ของนางทำให้ทุกคนหน้าสลดลงทันที“แต่...” นางฉีกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ถ้าหากทุกท่านอยากกิน... ก็ต้องมาช่วยกันทำ!”“ได้เลย” แม้ว่าเหล่าศิษย์ในสำนักศึกษาเหล่านี้จะไม่เคยทำอาหารก็ตาม ทว่าด้วยทนความยั่วยวนจากกลิ่นหอมของอาหารไม่ไหว ดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่รับปากออกมาอย่างลืมตัว“ถ้าอย่างนั้น ทุกคนรอกันอยู่ตรงนี้นะเจ้าคะ” เสิ่นหลิวเวยพูดขึ้น‘ชุนหยารีบนำไก่หมักออกมาเพิ่มเร็วเข้า เอามาให้พอกับจำนวนคนนะ’‘ได้เลยเจ้าค่ะ นายท่าน’ สิ้นคำพูดของภูตน้อย ไก่หลายอ่างดินเผาพร้อมกับแป้งในอ่างอีกจำนวนหนึ่งก็ปรากฏออกมา“น้องเล็ก เจ้าเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนไหนกัน” เส
ไม่นานหลังจากวันที่เหล่าพี่น้องบ้านเสิ่นไปสมัครเรียน ในที่สุดวันเปิดภาคการศึกษาใหม่ของสถานศึกษาไห่เหวินซู เยวียนก็มาถึง...บรรยากาศในยามเช้าของวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ รถม้าหรูหราหลายคันจอดเรียงรายอยู่เบื้องหน้าประตูทางเข้า เหล่าคุณชายและคุณหนูในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีต่างทยอยกันลงจากรถม้า พร้อมกับบ่าวรับใช้ที่หอบหิ้วหีบเสื้อผ้าและตำราตามหลังมาเป็นพรวนแม้ว่าสำนักศึกษาจะอยู่ภายในตัวมณฑลตงไห่ ทว่าตามกฎระเบียบของที่นี่ เหล่าว่าที่บัณฑิตทุกคนจำเป็นต้องอยู่ในหอพักของสถานศึกษา ซึ่งหากจะให้เสิ่นหลิวเวยเปรียบเปรย ที่แห่งนี้ก็เหมือนกับโรงเรียนประจำชั้นสูงนั่นเองจะว่าโชคดีหรือโชคร้ายก็สุดจะรู้ที่ในยุคนี้ผู้คนไม่นิยมส่งบุตรหลานมาเรียน อีกทั้งยังไม่มีการบังคับเรื่องการศึกษาจึงทำให้ชาวบ้านหรือแม้แต่คนชั้นสูงบางครอบครัวไม่คิดว่าการศึกษาสำคัญ ยกเว้นครอบครัวนั้นต้องการจะให้บุตรหลานสอบรับราชการ หรือไม่ก็หากเป็นสตรีก็หวังจะให้นางแต่งกับคนชั้นสูงเพื่อสร้างฐานะให้แก่ครอบครัวดังนั้นแม้ว่าที่แห่งนี้จะเป็นสถานศึกษากินนอนก็ทำให้ห้องพักยังมีเพียงพอ ซึ่งเสิ่







