LOGIN“เป็นไงบ้างนิต้า ของเยอะจังหนักมั้ย ทั้งหมดเท่าไหร่กันเนี่ย” อัยย์ถามขึ้นหลังจากฉันวางของลงที่โต๊ะปลายเตียง
“นี่ เธอดูใบเสร็จเอง ชั้นว่ามันแปลกๆ เดี๋ยวชั้นเช็กของให้ก่อนนะ แชมพู วิตามินซี วิตามินรวม... นี่ โปรตีนก็มีเพียบเลย โอ้ยตาหมอบ้าหลอกขายของแน่ๆ ไหนดูใบเสร็จซิยัยอัยย์ หลายหมื่นแน่ๆ แบบนี้เนี่ย”
“ยอดรวมทั้งหมด 30 บาท!!!” ฉันตกใจกับยอดเงินที่อัยย์บอก เพราะมันเป็นไปไม่ได้ จากของที่ฉันเปิดดูทั้งหมด มีแต่ขอเคาน์เตอร์แบรนด์ทั้งนั้น ไม่มีชิ้นไหนที่ราคาต่ำกว่าครึ่งพันเลย
“นี่ ยัยอัยย์ แอปฯ หมอนี่ เค้าเข้าโครงการ 30 บาทหรือไง ไหนดูของซิ ของปลอม หรือหมดอายุหรือเปล่า” ฉันหันกลับไปหยิบของจากในถุงออกมาดูทีละชิ้น อย่างละเอียด ทั้งวันผลิต วันหมดอายุ แม้กระทั่งสังเกตความผิดปกติว่าเป็นของปลอมหรือไม่
‘ทุกอย่างนี้มันมีแต่เรื่องไม่น่าไว้ใจเลย ฉันเป็นห่วงยัยอัยย์จัง’
ระหว่างที่ฉันกำลังตรวจของในถุงแต่ละชิ้น อัยย์น่าจะกำลังแชตไปถามตัวต้นตอของเรื่องทั้งหมดนี้ เพราะฉันเห็นเธอกำลังก้มหน้าก้มตากดมือถือในมือ
“นิต้า คุณหมอบอกให้เราเข้าโครงการพิเศษแหละ ของนี้เลยจ่ายแค่ 30 บาท ^^” ไม่นานนัก อัยย์เงยหน้าพูดด้วยรอยยิ้ม เห็นได้ชัดเลยว่าเธอยินดีขนาดไหน
“อะไรยังไงยะ มันแปลกๆ นะ ยัยอัยย์ โครงการพิเศษอะไร หลอกลวงหรือเปล่า” ฉันยังคงไม่วางใจกับเรื่องนี้จริงๆ มันมีแต่เรื่องเหลือเชื่อ
“ไม่นะนิต้า แอปฯ หมอออนไลน์ของโรงพยาบาลนี้ก็มีชื่อเสียงนะ ไม่งั้นพ่อคงไม่แนะนำให้เราใช้หรอก” หมอคนนี้ยังไงนะ ทำเอาเพื่อนฉันเชื่อใจเขาอย่างมากเลย
“ว่าไม่ได้นะ ยัยอัยย์ แอปฯ ของโรงพยาบาลอาจจะไว้ใจได้ แต่ชั้นไม่ไว้ใจ อีตาหมอ ที่เธอปรึกษามากกว่า ชั้นว่ามันแปลกๆ”
“ว่าแต่ยัยอัยย์ เธอเคยเห็นหน้าคุณหมอของเธอมั้ย มีรูปมั้ย ชั้นขอดูหน่อย” เห็นสีหน้าอัยย์ที่เริ่มกังวลแล้ว ฉันก็ไม่อยากให้สภาพจิตใจเธอแย่ไปอีก เลยพยายามหาเรื่องคุยที่ผ่อนคลายมากขึ้นหน่อย เอาไว้ฉันค่อยตรวจสอบด้วยตัวเองอีกที
“ไม่มีนะ ในแอปฯ ก็ไม่ได้เป็นรูปคุณหมอน่ะ เป็นแค่โลโก้แอปฯ อะ ทำไมเหรอ” ฉันคิดเอาไว้แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ แต่แทนที่จะพยายามจี้ให้อัยย์ระวัง ฉันเบี่ยงเบนไปประเด็นอื่น เพื่อไม่ให้อัยย์คิดมาก
“ชั้นก็อยากเห็นว่าหมอจะงานดีมั้ย นี่ เมื่อกี้ชั้นลงไปรับของนะ พนักงานส่งของโรงพยาบาลนี้ ท่าทางงานดีเชียวนะ ถึงไม่เห็นหน้าเพราะใส่หมวกกันน็อค แต่หุ่นกับท่าทางนี่ใช้ได้เลยแหละ”
“อะไรของเธอ นิต้า ช่วงนี้ ไม่มีหนุ่มมาขายขนมจีบเหรอจ๊ะ ดูเหงาๆ นะเธอน่ะ” ยัยอัยย์แซวฉันกลับมา จนกลับกลายเป็นฉันเองที่เริ่มเครียดกับสิ่งที่เธอถาม
“อย่าไปพูดถึงพวกนั้นเลยยัยอัยย์ ชั้นเริ่มเบื่อแล้ว พวกหมาหยอกไก่ ดีแต่เห่าไปวันๆ ไม่มีความมั่นคงในชีวิตเลย ชั้นว่า ชั้นอยู่เป็นโสดสวยๆ แบบนี้ดีกว่า จะได้โสดเป็นเพื่อนเธอ ดูแลกันไปจนแก่ดีมั้ย”
“เอาเถอะๆ ตอนนี้ไม่ถูกใจใครก็อยู่กับเราไปก่อนก็ได้ เราก็ไม่มีทางมีใครได้อยู่แล้วแหละ T T” ฉันล่ะอุตส่าห์จะพูดเอาใจ กลายเป็นว่า ยัยอัยย์เกิดรู้สึกนอยด์ขึ้นมาอีกแล้ว แต่ฉันก็พอจะเข้าใจเธอนะ
จริงๆ แล้ว อัยย์เป็นผู้หญิงหน้าตาดี พิมพ์นิยมคนหนึ่งเลยแหละ แต่ด้วยอาการตื่นคนที่เธอเป็น ทำให้เธอต้องปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก จนกลายเป็นเธอไม่มีเพื่อนคนอื่นนอกจากฉัน และยังหมดโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์ในเชิงหนุ่มสาวไปโดยปริยาย
ส่วนตัวฉันเอง ค่อนข้างจะแตกต่างกับอัยย์นิดหน่อย ตรงที่ฉันไม่มีอาการตื่นคน ฉันสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ได้ เพียงแต่ว่า จากบาดแผลในวัยเด็กของฉัน ทั้งเรื่องของพ่อแท้ๆ ทั้งพ่อเลี้ยง และยังจะแฟนคนแรก ทำให้ฉันรู้สึกเข็ดขยาดกับการมีความรัก
ถึงฉันจะเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการคนมาเอาใจใส่ ต้องการความสัมพันธ์บางอย่าง แต่หากเมื่อไหร่ที่ความสัมพันธ์กับคนที่ฉันพูดคุยด้วยกำลังเกิดการพัฒนาไปในทางที่ต้องผูกมัด ฉันมักจะหนีออกมาจากเขาทันที ฉันไม่กล้ารักใคร และไม่ต้องการให้ใครมารักเพื่อถือโอกาสครอบครอง เพราะฉันไม่เชื่อคำว่า ชีวิตคู่
“อ่าว ไอ้ภีม มึงจะไปไหนวะ เดี๋ยวเค้าจะเรียกรวมตัวกันแล้วนะ เฮ้ย” วันนี้พวกผมตื่นเช้าเหมือนกับทุกวัน เก็บกระเป๋าจัดข้าวของเตรียมตัวจะลงไปที่หมู่บ้านด้านล่าง ผมกับไอ้ภีมมาถึงที่จุดนัดรวมตัวก่อนเวลาพอสมควร ท่าทีเพื่อนผมมันกระวนกระวายอยู่ซักพัก แล้วจู่ๆ มันก็วางกระเป๋าไว้ที่ผม แล้วรีบวิ่งออกไป“เออ ฝากเอาของไปขึ้นรถด้วยเดี๋ยวกูกลับมา” มันทิ้งภาระให้ผมเอากระเป๋าขึ้นรถให้มันอีก ‘นี่กูเป็นเพื่อนมึง หรือเป็นคนรับใช้มึงกันแน่วะไอ้ภีม’ ได้แค่บ่นแหละครับ แต่สุดท้ายผมก็ต้องทำให้มันตามที่ขออยู่ดีช่วงเวลาที่เหลือก่อนที่ทุกคนจะต้องขึ้นรถเตรียมลงไปที่หมู่บ้านด้านล่าง ชาวบ้านหลายๆ คนที่รู้ข่าวและพอจะมีกำลัง มาช่วยกันขนสัมภาระขึ้นรถ บ้างก็มีของติดไม้ติดมือมาฝากให้กับอาสาที่เคยช่วยเหลือพวกเขาเด็กน้อยบางคนวิ่งมากอดร่ำลาพี่ๆ อาสาที่มาดูแลพวกเขา มาเล่น มาชวนพวกเขาทำกิจกรรมสันทนาการและเสริมพัฒนาการของพวกเขา เด็กนักศึกษาสาวๆ ที่มาเป็นอาสาหลายคนถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ด้วยความเดียงสาของเด็กๆ ทำให้เกิดความผูกพันกันได้โดยใช้เวลาเพียงไม่นาน &lsqu
หลังจากเหนื่อยกันมาเป็นเวลาหลายวัน ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะต้องปิดจบงานค่ายแพทย์อาสาเสียที ผมกับไอ้ภีมและคณะแพทย์ พยาบาล และอาสาทุกคน เข้าร่วมการประชุมงานครั้งสุดท้ายพร้อมกับคณะอาจารย์และนิสิตจากมหาวิทยาลัยเมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี อาจารย์กล่าวปิดจบการบริการทางการแพทย์ของค่ายอาสาในครั้งนี้ ทุกคนก็ต่างพากันแยกย้ายกันไปเป็นกลุ่มๆ บ้างก็สังสรรค์กันต่อ บ้างก็กลับที่พักเพื่อพักผ่อน ผมกับไอ้ภีมก็คงเหมือนคนกลุ่มหลังคือ กลับห้องพัก“ไอ้วัต คนเจ็บของมึงเป็นยังไงบ้าง” ไอ้ภีมถามขึ้นมาทันทีที่เราสองคนหลับมาถึงห้องพัก“คนเจ็บ คนไหนวะ มานี่คนเจ็บผ่านมือกูไม่รู้กี่คนแล้วไม่ได้นับ” ผมพอจะเดาออกแต่แรกแล้วว่าคนที่ถามถึงนั้นหมายถึงใคร เพียงแต่อยากขอจังหวะให้สมองได้คิดคำตอบซักนิดก่อน“ก็นิต้าไงวะ เมื่อวานพาเค้าไปอยู่ที่ไหนวะ” เหมือนขุดหลุมฝังตัวเอง มันกลับถามเจาะจงเข้าไปอีก“อ๋อ… ก็มึงบอกให้กูช่วยไง กูก็ช่วยแล้วไง” ผมเลี่ยงที่จะตอบคำถามของไอ้ภีมตรงๆ และยังไม่อยากจะเล่าอะไรมาก“เออออ
“….” ยัยอัยย์เงียบไป ทำหน้าตาเคร่งเครียดอย่างกับกำลังจะเข้าห้องสอบในวิชาที่ต้องทำข้อสอบอัตนัยอย่างไรอย่างนั้น ดูแล้วก็รู้สึกตลกดี“เธอไม่ต้องคิดอะไรเยอะหรอกยัยอัยย์ ความรู้สึกเธอชอบใครมากกว่าก็คนนั้นแหละ เพียงแต่ชั้นอยากให้เธอลองเปิดใจดู อย่าเพิ่งยึดติดกับใคร เธอยังมีโอกาสเลือกคนที่ดีที่สุดให้กับตัวเองนะ”ในความคิดฉันการคบใครต้องมีทางให้เลือกเสมอ ฉันรู้ว่านั่นเป็นความคิดของคนเห็นแก่ตัว แต่ฉันจะไม่ยอมเป็นแค่ตัวเลือกให้คนอื่นมาเลือกเท่านั้นหรอก ประสบการณ์สอนฉันมาแบบนั้น การเป็นคนเลือกย่อมดีกว่าเสมอ“แต่เราก็ไม่รู้ว่า ถ้าภีมเค้ารู้ว่าเรามีอาการประหลาดแล้วเค้าจะรับได้หรือเปล่าน่ะสิ”“ถ้ารับไม่ได้เธอก็ยังมีคุณหมอรออยู่ยังไงล่ะ”“แต่เราก็ยังไม่เคยเจอคุณหมอเลยนะ เกิดเจอกันแล้ว เค้าไม่ใช่อย่างที่เราชอบล่ะ”“โอ้ย ยัยนี่ เอาใจยากจริงเชียว ชั้นว่าเธอลองคุย ลองศึกษาไปก่อนทั้งสองคนนั่นแหละ ถ้าไปกันไม่ได้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ก็แยกย้าย ห
“อ๋อ ได้ค่ะ” ฉันตอบเขากลับไปได้เพียงสั้นๆ เท่านั้น ถึงอย่างไรสถานะของเขาที่เป็นลูกค้าของฉันก็ยังคงต้องมีอยู่ แม้ว่าฉันจะไม่ค่อยพอใจกับสถานะเพื่อนสนิทของคนที่ทำให้เพื่อนฉันต้องมีโรคประหลาดติดตัวก็ตาม“อ่ะคุณ รับนี่ไปด้วย” จู่ๆ เขาก็เรียกฉันให้หันไปหา แล้วยื่นถุงที่เหลือในมือเขามาให้“นี่คือ...” ฉันยังไม่ได้รับถุงพวกนั้นมาทันที แต่ทำสีหน้าสงสัยถามเขาไป“เอาไว้กินกับเพื่อนคุณ บ่ายแล้วที่ครัวพวกคุณคงไม่เหลืออะไรให้กินแล้วล่ะมั้ง เดี๋ยวผมต้องรีบกลับไปเคลียร์งานต่อละ เดินกลับดีๆ นะ” เขาเอาถุงทั้งหมดใส่มือฉัน แล้วหันกลับไปเดินไปทางเดิมที่เพิ่งเดินผ่านมาฉันได้แต่ยืนงงอยู่ตรงนั้น จะเรียกเขาก็ไม่ทันแล้ว เพราะเขาเดินกลับไปไวมาก ต่างจากความเร็วตอนที่เดินมาส่งฉันลิบลับ“อัยย์ หิวมั้ย กินอะไรหรือยัง” ระหว่างกำลังเดินกลับไปที่ห้อง ฉันเจอยัยอัยย์นั่งอยู่ที่ลานโต๊ะไม้คนเดียว จึงรีบเดินเข้าไปหาเธอ ในใจนึกเป็นห่วงว่าจะมีใครจัดมือเที่ยงให้เธอหรือยัง“ก็หิวนิดหน่อย ว่าแต่ทำไมถึงเพิ่งกลับมาล่ะ&rdq
“คุณหมอวัตคะ มีของจากชาวบ้านฝากเอาไว้ให้ คุณหมออย่าลืมไปเอานะคะ” เมื่อเขาพยุงฉันออกจากเต็นท์ที่ใช้ทำแผล เสียงพยาบาลคนก่อนหน้านี้ที่เคยมาคุยกับเขาดังขึ้นทันที เหมือนกับเธอยืนคอยเขาอยู่ที่หน้าเต็นท์ตรงนี้อยู่แล้ว“อ๋อ ครับเดี๋ยวผมตามไป....คุณรอผมอยู่ตรงนี้ก่อนอย่าไปไหนนะ” เขาตอบกลับพยาบาลสาว แต่ก็ยังหันกลับมาบอกให้ฉันรอเขาอยู่ตรงนี้ ก่อนที่จะเดินตามพยาบาลคนนั้นไปเพียงไม่นาน หมอวัตเดินกลับมาพร้อมข้าวของเต็มสองมือ ฉันลอบมองสำรวจเข้าไปในนั้น มีทั้งขนม ผลไม้ และของใช้พื้นบ้านมากมาย ‘นี่ชาวบ้านเอามาให้เค้าเยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย แสดงว่าเค้าคงรักษาคนไปไม่น้อยเลยสิ’“อะนี่คุณ ช่วยถือหน่อย” เขายื่นถุงของกินมาให้ฉันช่วยถือบางส่วน และส่วนที่เหลือที่เป็นของใช้พื้นบ้านเขาถือเข้าไปวางไว้ในเต็นท์ แล้วค่อยออกมาพยุงฉัน“ชั้นคนเจ็บนะ ยังต้องถือของให้คุณอีกเหรอ” ฉันแกล้งหยอกเขา เพราะเห็นในมืออีกข้างของเขายังถือถุงออกมาอีก จำนวนน่าจะสองเท่าของถุงที่อยู่ในมือฉัน“ช่วยหน่อยน่า มือผมก็มีแค่สองข้าง พยุงคุณก
“นี่นายจะทำอะไร” ฉันเงยหน้ามองหน้าเขา เมื่อเขาเลื่อนมือที่จับไหล่ฉันเอาไว้ไปเท้าที่โต๊ะด้านหลังฉันแทน กลายเป็นว่าตอนนี้ฉันถูกเข้าขังเอาไว้ด้วยแขนทั้งสองข้าง“ผมอยากให้คุณใจเย็นลงก่อน แล้วเราค่อยมาคุยกันดีๆ ผมจะได้เล่าเรื่องราวของเพื่อนผมให้คุณฟัง คุณจะได้เข้าใจอะไรๆ บ้าง” เขาค่อยๆ เลื่อนหน้าเข้ามาใกล้ฉัน พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงค่อยๆ เบาลงๆ จะเกือบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ“อะ ชั้นใจเย็นแล้ว คุณก็เล่ามาสิ” ฉันก้มหน้าลงเล็กน้อย หดตัวลงมาให้เล็กที่สุด ถึงแม้ว่าปากจะบอกเขาว่าใจเย็นลงแล้ว แต่แท้จริงแล้วหัวใจฉันตอนนี้เต้นแรงจนฉันยังกลัวว่าเสียงจะดังออกมาให้ได้ยินกันทั่วบริเวณ“คุณรับปากผมก่อนว่าจะนั่งฟังนิ่งๆ ไม่ลุกขึ้นอีก” เขาเลื่อนหน้าเข้ามาใกล้อีก จนฉันรู้สึกได้ว่าไรผมที่หน้าผากเคลื่อนไหวจากลมที่ออกจากปากขณะที่เขากำลังพูด“อืม ชั้นรับ...ปาก” ฉันยังคมก้มหน้างุด เผลอกลั้นหายใจ กว่าฉันจะเอ่ยคำพูดทั้งหมดออกมาได้ ทำเอาฉันรู้สึกหอบเหนื่อยเหมือนกับตัวเองเพิ่งผ่านการวิ่งร้อยเมตรมา“โอเค งั้นเรามานั







