LOGIN“….” ยัยอัยย์เงียบไป ทำหน้าตาเคร่งเครียดอย่างกับกำลังจะเข้าห้องสอบในวิชาที่ต้อ
“อ่าว ไอ้ภีม มึงจะไปไหนวะ เดี๋ยวเค้าจะเรียกรวมตัวกันแล้วนะ เฮ้ย” วันนี้พวกผมตื่นเช้าเหมือนกับทุกวัน เก็บกระเป๋าจัดข้าวของเตรียมตัวจะลงไปที่หมู่บ้านด้านล่าง ผมกับไอ้ภีมมาถึงที่จุดนัดรวมตัวก่อนเวลาพอสมควร ท่าทีเพื่อนผมมันกระวนกระวายอยู่ซักพัก แล้วจู่ๆ มันก็วางกระเป๋าไว้ที่ผม แล้วรีบวิ่งออกไป“เออ ฝากเอาของไปขึ้นรถด้วยเดี๋ยวกูกลับมา” มันทิ้งภาระให้ผมเอากระเป๋าขึ้นรถให้มันอีก ‘นี่กูเป็นเพื่อนมึง หรือเป็นคนรับใช้มึงกันแน่วะไอ้ภีม’ ได้แค่บ่นแหละครับ แต่สุดท้ายผมก็ต้องทำให้มันตามที่ขออยู่ดีช่วงเวลาที่เหลือก่อนที่ทุกคนจะต้องขึ้นรถเตรียมลงไปที่หมู่บ้านด้านล่าง ชาวบ้านหลายๆ คนที่รู้ข่าวและพอจะมีกำลัง มาช่วยกันขนสัมภาระขึ้นรถ บ้างก็มีของติดไม้ติดมือมาฝากให้กับอาสาที่เคยช่วยเหลือพวกเขาเด็กน้อยบางคนวิ่งมากอดร่ำลาพี่ๆ อาสาที่มาดูแลพวกเขา มาเล่น มาชวนพวกเขาทำกิจกรรมสันทนาการและเสริมพัฒนาการของพวกเขา เด็กนักศึกษาสาวๆ ที่มาเป็นอาสาหลายคนถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ด้วยความเดียงสาของเด็กๆ ทำให้เกิดความผูกพันกันได้โดยใช้เวลาเพียงไม่นาน &lsqu
หลังจากเหนื่อยกันมาเป็นเวลาหลายวัน ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะต้องปิดจบงานค่ายแพทย์อาสาเสียที ผมกับไอ้ภีมและคณะแพทย์ พยาบาล และอาสาทุกคน เข้าร่วมการประชุมงานครั้งสุดท้ายพร้อมกับคณะอาจารย์และนิสิตจากมหาวิทยาลัยเมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี อาจารย์กล่าวปิดจบการบริการทางการแพทย์ของค่ายอาสาในครั้งนี้ ทุกคนก็ต่างพากันแยกย้ายกันไปเป็นกลุ่มๆ บ้างก็สังสรรค์กันต่อ บ้างก็กลับที่พักเพื่อพักผ่อน ผมกับไอ้ภีมก็คงเหมือนคนกลุ่มหลังคือ กลับห้องพัก“ไอ้วัต คนเจ็บของมึงเป็นยังไงบ้าง” ไอ้ภีมถามขึ้นมาทันทีที่เราสองคนหลับมาถึงห้องพัก“คนเจ็บ คนไหนวะ มานี่คนเจ็บผ่านมือกูไม่รู้กี่คนแล้วไม่ได้นับ” ผมพอจะเดาออกแต่แรกแล้วว่าคนที่ถามถึงนั้นหมายถึงใคร เพียงแต่อยากขอจังหวะให้สมองได้คิดคำตอบซักนิดก่อน“ก็นิต้าไงวะ เมื่อวานพาเค้าไปอยู่ที่ไหนวะ” เหมือนขุดหลุมฝังตัวเอง มันกลับถามเจาะจงเข้าไปอีก“อ๋อ… ก็มึงบอกให้กูช่วยไง กูก็ช่วยแล้วไง” ผมเลี่ยงที่จะตอบคำถามของไอ้ภีมตรงๆ และยังไม่อยากจะเล่าอะไรมาก“เออออ
“….” ยัยอัยย์เงียบไป ทำหน้าตาเคร่งเครียดอย่างกับกำลังจะเข้าห้องสอบในวิชาที่ต้องทำข้อสอบอัตนัยอย่างไรอย่างนั้น ดูแล้วก็รู้สึกตลกดี“เธอไม่ต้องคิดอะไรเยอะหรอกยัยอัยย์ ความรู้สึกเธอชอบใครมากกว่าก็คนนั้นแหละ เพียงแต่ชั้นอยากให้เธอลองเปิดใจดู อย่าเพิ่งยึดติดกับใคร เธอยังมีโอกาสเลือกคนที่ดีที่สุดให้กับตัวเองนะ”ในความคิดฉันการคบใครต้องมีทางให้เลือกเสมอ ฉันรู้ว่านั่นเป็นความคิดของคนเห็นแก่ตัว แต่ฉันจะไม่ยอมเป็นแค่ตัวเลือกให้คนอื่นมาเลือกเท่านั้นหรอก ประสบการณ์สอนฉันมาแบบนั้น การเป็นคนเลือกย่อมดีกว่าเสมอ“แต่เราก็ไม่รู้ว่า ถ้าภีมเค้ารู้ว่าเรามีอาการประหลาดแล้วเค้าจะรับได้หรือเปล่าน่ะสิ”“ถ้ารับไม่ได้เธอก็ยังมีคุณหมอรออยู่ยังไงล่ะ”“แต่เราก็ยังไม่เคยเจอคุณหมอเลยนะ เกิดเจอกันแล้ว เค้าไม่ใช่อย่างที่เราชอบล่ะ”“โอ้ย ยัยนี่ เอาใจยากจริงเชียว ชั้นว่าเธอลองคุย ลองศึกษาไปก่อนทั้งสองคนนั่นแหละ ถ้าไปกันไม่ได้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ก็แยกย้าย ห
“อ๋อ ได้ค่ะ” ฉันตอบเขากลับไปได้เพียงสั้นๆ เท่านั้น ถึงอย่างไรสถานะของเขาที่เป็นลูกค้าของฉันก็ยังคงต้องมีอยู่ แม้ว่าฉันจะไม่ค่อยพอใจกับสถานะเพื่อนสนิทของคนที่ทำให้เพื่อนฉันต้องมีโรคประหลาดติดตัวก็ตาม“อ่ะคุณ รับนี่ไปด้วย” จู่ๆ เขาก็เรียกฉันให้หันไปหา แล้วยื่นถุงที่เหลือในมือเขามาให้“นี่คือ...” ฉันยังไม่ได้รับถุงพวกนั้นมาทันที แต่ทำสีหน้าสงสัยถามเขาไป“เอาไว้กินกับเพื่อนคุณ บ่ายแล้วที่ครัวพวกคุณคงไม่เหลืออะไรให้กินแล้วล่ะมั้ง เดี๋ยวผมต้องรีบกลับไปเคลียร์งานต่อละ เดินกลับดีๆ นะ” เขาเอาถุงทั้งหมดใส่มือฉัน แล้วหันกลับไปเดินไปทางเดิมที่เพิ่งเดินผ่านมาฉันได้แต่ยืนงงอยู่ตรงนั้น จะเรียกเขาก็ไม่ทันแล้ว เพราะเขาเดินกลับไปไวมาก ต่างจากความเร็วตอนที่เดินมาส่งฉันลิบลับ“อัยย์ หิวมั้ย กินอะไรหรือยัง” ระหว่างกำลังเดินกลับไปที่ห้อง ฉันเจอยัยอัยย์นั่งอยู่ที่ลานโต๊ะไม้คนเดียว จึงรีบเดินเข้าไปหาเธอ ในใจนึกเป็นห่วงว่าจะมีใครจัดมือเที่ยงให้เธอหรือยัง“ก็หิวนิดหน่อย ว่าแต่ทำไมถึงเพิ่งกลับมาล่ะ&rdq
“คุณหมอวัตคะ มีของจากชาวบ้านฝากเอาไว้ให้ คุณหมออย่าลืมไปเอานะคะ” เมื่อเขาพยุงฉันออกจากเต็นท์ที่ใช้ทำแผล เสียงพยาบาลคนก่อนหน้านี้ที่เคยมาคุยกับเขาดังขึ้นทันที เหมือนกับเธอยืนคอยเขาอยู่ที่หน้าเต็นท์ตรงนี้อยู่แล้ว“อ๋อ ครับเดี๋ยวผมตามไป....คุณรอผมอยู่ตรงนี้ก่อนอย่าไปไหนนะ” เขาตอบกลับพยาบาลสาว แต่ก็ยังหันกลับมาบอกให้ฉันรอเขาอยู่ตรงนี้ ก่อนที่จะเดินตามพยาบาลคนนั้นไปเพียงไม่นาน หมอวัตเดินกลับมาพร้อมข้าวของเต็มสองมือ ฉันลอบมองสำรวจเข้าไปในนั้น มีทั้งขนม ผลไม้ และของใช้พื้นบ้านมากมาย ‘นี่ชาวบ้านเอามาให้เค้าเยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย แสดงว่าเค้าคงรักษาคนไปไม่น้อยเลยสิ’“อะนี่คุณ ช่วยถือหน่อย” เขายื่นถุงของกินมาให้ฉันช่วยถือบางส่วน และส่วนที่เหลือที่เป็นของใช้พื้นบ้านเขาถือเข้าไปวางไว้ในเต็นท์ แล้วค่อยออกมาพยุงฉัน“ชั้นคนเจ็บนะ ยังต้องถือของให้คุณอีกเหรอ” ฉันแกล้งหยอกเขา เพราะเห็นในมืออีกข้างของเขายังถือถุงออกมาอีก จำนวนน่าจะสองเท่าของถุงที่อยู่ในมือฉัน“ช่วยหน่อยน่า มือผมก็มีแค่สองข้าง พยุงคุณก
“นี่นายจะทำอะไร” ฉันเงยหน้ามองหน้าเขา เมื่อเขาเลื่อนมือที่จับไหล่ฉันเอาไว้ไปเท้าที่โต๊ะด้านหลังฉันแทน กลายเป็นว่าตอนนี้ฉันถูกเข้าขังเอาไว้ด้วยแขนทั้งสองข้าง“ผมอยากให้คุณใจเย็นลงก่อน แล้วเราค่อยมาคุยกันดีๆ ผมจะได้เล่าเรื่องราวของเพื่อนผมให้คุณฟัง คุณจะได้เข้าใจอะไรๆ บ้าง” เขาค่อยๆ เลื่อนหน้าเข้ามาใกล้ฉัน พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงค่อยๆ เบาลงๆ จะเกือบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ“อะ ชั้นใจเย็นแล้ว คุณก็เล่ามาสิ” ฉันก้มหน้าลงเล็กน้อย หดตัวลงมาให้เล็กที่สุด ถึงแม้ว่าปากจะบอกเขาว่าใจเย็นลงแล้ว แต่แท้จริงแล้วหัวใจฉันตอนนี้เต้นแรงจนฉันยังกลัวว่าเสียงจะดังออกมาให้ได้ยินกันทั่วบริเวณ“คุณรับปากผมก่อนว่าจะนั่งฟังนิ่งๆ ไม่ลุกขึ้นอีก” เขาเลื่อนหน้าเข้ามาใกล้อีก จนฉันรู้สึกได้ว่าไรผมที่หน้าผากเคลื่อนไหวจากลมที่ออกจากปากขณะที่เขากำลังพูด“อืม ชั้นรับ...ปาก” ฉันยังคมก้มหน้างุด เผลอกลั้นหายใจ กว่าฉันจะเอ่ยคำพูดทั้งหมดออกมาได้ ทำเอาฉันรู้สึกหอบเหนื่อยเหมือนกับตัวเองเพิ่งผ่านการวิ่งร้อยเมตรมา“โอเค งั้นเรามานั







