LOGINก่อนเปิดภาคเรียนฉันรีบไปมหาวิทยาลัยเพื่อจัดการขอเปลี่ยนสาขาเป็นวิชาการออกแบบที่ฉันชอบและสนใจเป็นพิเศษ ฉันกลับมารักตัวเองมากขึ้น ดูแลตัวเองและสนุกกับการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย โดยมีเพื่อนรักอย่างอัยย์ที่ได้พบกันโดยบังเอิญ แต่เหมือนเราผ่านเรื่องเลวร้ายเกี่ยวกับความรักมาเหมือนกัน ทำให้เรายิ่งสนิทสนมกันง่ายขึ้น
หลังจากรู้จักกันไม่นาน ฉันยังได้รู้อีกว่า อัยย์เป็นนักเขียน และเธอเขียนนิยายแนวเดียวกับที่ฉันชอบอ่าน ฉันจึงยิ่งกลายเป็นแฟนคลับนิยายของเธอไปโดยปริยาย เราสองคนตัวติดกันจนหลายคนคิดว่าเป็นหญิงรักหญิง ซึ่งฉันกับอัยย์ก็ไม่ได้สนใจ ออกจะดีซะอีกที่ถูกเข้าใจผิดแบบนี้ ทำให้ไม่มีผู้ชายที่ไหนกล้าเข้ามายุ่งกับเราเลย เมื่อฟ้าหลังฝน ชีวิตก็กลับมางดงาม หลังจากฉันย้ายไปอยู่หอพักที่มหาวิทยาลัยได้ไม่ถึงปี ก็ได้ข่าวว่าแม่ฉันก็มีหนุ่มใหญ่ชาวต่างชาติมาเกาะแกะ มาคอยเฝ้าแม่ที่ร้านแทบทุกวัน แต่ไม่ได้คุกคามอะไร ให้เกียรติแม่มากถึงแม้เขาจะเป็นชาวต่างชาติ ปิดเทอมปีหนึ่งฉันกลับไปหาแม่ที่บ้าน ได้เจอกับแดดดี้ครั้งแรก เขาเป็นคนดีและใจดีมาก พาฉันกับแม่ไปกินข้าวนอกบ้าน ไปเที่ยวตลอดช่วงปิดเทอม ทำให้การอยู่บ้านปีนั้นฉันไม่เบื่อเลย และยังรู้สึกได้ว่าแดดดี้น่าจะรักและดูแลแม่ฉันได้จริงๆ ฉันวางใจลงได้ว่าแม่จะได้มีความสุขกับความรักเสียที หลังจากนั้นอีก 2 ปี แดดดี้กับแม่ตกลงแต่งงานกัน และแดดดี้อยากพาแม่ย้ายไปอยู่ที่บ้านเกิดกับท่าน ตอนแรกแม่จะให้ฉันไปด้วยแต่ฉันขอท่านไว้อยากเรียนให้จบตรีที่นี่ก่อนไหนๆ ก็เรียนมาจนปี 3 แล้ว อีกไม่นานก็จบแล้ว ฉันขอเรียนให้จบก่อนค่อยว่ากันว่าจะย้ายตามท่านไปหรือจะยังอยู่ที่นี่ แม่ยกสินสอดที่แดดดี้ให้ ให้ฉันใช้ซื้อคอนโดอยู่แทนที่จะเช่าหอพัก ฉันจึงชวนอัยย์ย้ายมาอยู่ที่คอนโดด้วยกันตอนปี 3 จนกระทั่งเราเรียนจบกันทั้งคู่ก็ยังอยู่ต่อ ฉันเริ่มหางานด้านแฟชันทำแต่ก็ยังไม่ได้เป็นหลักเป็นแหล่ง ส่วนยัยอัยย์เธอยังคงเป็นนักเขียนนิยาย แต่พ่วงมากับการเขียนบทละครให้พ่อของเธอที่เป็นผู้กำกับชื่อดังของวงการ หลังจากอยู่ต่อครบ 1 ปี อัยย์ก็ถูกแม่ของเธอซึ่งเป็นนางเอกดังระดับประเทศตามตัวกลับบ้านที่กรุงเทพฯ ทำให้ฉันตัดสินใจขายคอนโดที่นี่เพื่อกลับกรุงเทพฯ พร้อมอัยย์ แล้วค่อยลงหลักปักฐานหางานทำอย่างจริงจัง แต่ก่อนจะกลับกรุงเทพฯ ระหว่างที่รอให้คอนโดฯ ขายออก ฉันชวนอัยย์ไประลึกความหลังที่ที่เราเจอกันครั้งแรก “อัยย์ ชั้นว่าก่อนกลับ เรากลับไปที่หมู่บ้านบนดอยกันมั้ย นะๆ ไปเก็บบรรยากาศความทรงจำ กับสถานที่ที่เราเจอกันครั้งแรกหน่อย เผื่อไม่ได้มาอีก” “เอาสิ น่าสนใจดีนะ นิยายหลายเรื่องของเราก็ได้แรงบันดาลใจจากที่นั่นเหมือนกัน” อัยย์ตอบฉันอย่างไม่ลังเล เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปไวเสมอ เพียงแค่ 5 วันที่ฉันกับอัยย์ได้พักผ่อนที่โฮมสเตย์ในหมู่บ้านบนดอยที่เดิมที่เราเจอกันครั้งแรก เอเจนซีกลับติดต่อมาว่ามีคนต้องการจะซื้อคอนโดที่ฝากขายไว้ จึงต้องรีบกลับไปทำสัญญา ก่อนจะต้องกลับเข้าไปในเมือง ฉันชวนอัยย์ไปที่ร้านอาหารกึ่งผับชื่อดังของหมู่บ้าน เพราะมีเปิดอยู่เพียงร้านเดียว บรรยากาศยังคงไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อ 5 ปีที่แล้วเท่าไหร่ มีเพียงเพลงที่เปิดมีการอัปเดตตามเทรน และเพลงที่มีออกมาใหม่เรื่อยๆ แต่ก็ยังมีบางช่วงที่วนไปเปิดเพลงเก่าๆ อยู่บ้าง พอเพลงสุดท้ายจบลงช่วงหัวค่ำ ฉันขออัยย์ไปห้องน้ำ และฝากบัตรไว้ให้เธอรอเคลียร์ค่าใช้จ่าย ระหว่างทางเดินกลับไปหาอัยย์ที่โต๊ะ จู่ๆ ฉันรู้สึกว่าเหมือนมีมือหนามือหนึ่งมาบีบก้นฉันอย่างจงใจ จากที่เป็นคนไม่ค่อยยอมคนอยู่แล้ว แถมได้เหล้าเข้าปากยิ่งทำให้ฮึกเหิมมากกว่าเดิม ฉันหันไปตบหน้าผู้ชายที่ฉันเห็นเหมือนเขาเดินตามมาจากห้องน้ำอย่างสุดแรง “เฮ้ย ตบผมทำไมวะ” ผู้ชายคนที่ถูกฉันตบ โวยวายออกมาเสียงดัง ยิ่งทำให้ฉันโมโหมากขึ้นไปอีก ไม่ยอมเสียเปรียบอยู่ฝ่ายเดียวหรอก คิดจะโวยวายให้ฉันขายหน้าเหรอ เอาสิ “ก็แกลวนลามชั้น ก็สมควรโดนมั้ยล่ะ” ฉันตะเบ็งเสียงแข่งออกไปอย่างไม่ยอมแพ้ “อะไร ผมลวนลามคุณตอนไหน ผมเดินของผมมาดีๆ” ชีวิตนี้ฉันคงไม่มีดวงเรื่องผู้ชายแล้วล่ะ ทำไมเจอแต่พวกแบบนี้ก็ไม่รู้ “เชอะ กล้าทำแต่ไม่กล้ารับ” ฉันเหนื่อยจนไม่อยากต่อล้อต่อเถียง และยังเป็นห่วงอัยย์ที่รออยู่คนเดียวด้วย เลยสะบัดหน้าหนีเดินออกมา เดินออกมาไม่ทันไร ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีเรื่องกันมาจากทางด้านหลัง แต่ฉันไม่คิดที่จะสนใจ อีกทั้งเห็นอัยย์กำลังเดินฝ่าฝูงชนมาทางฉันพอดี เธอคงรอนานแล้วจึงเดินมาตาม ฉันจึงรีบเดินเข้าไปคว้าแขนเธอเพื่อพาเดินออกไปจากร้าน ก่อนที่ด้านหลังจะตีกันจนชุลมุน “เกิดอะไรขึ้นอะนิต้า เห็นหายไปนานคิดว่าเกิดเรื่องอีกแล้ว กำลังจะเดินไปตามเลย” อัยย์ถามฉันอย่างร้อนใจ แต่ฉันไม่อยากเสียเวลาอธิบาย “ก็เกือบเป็นเรื่องแหละ แต่ชั่งเหอะ เรากลับกันดีกว่า” ฉันอยากรีบออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด จึงดึงเธอเดินออกจากร้านและรีบพากันกลับห้องพักเพื่อเตรียมตัวกลับเข้าตัวเมืองในวันรุ่งขึ้น“อะไรจะซวยขนาดนี้วะ” ผมแค่มาดื่มเป็นเพื่อนไอ้ภีม เพื่อนสนิทผม แต่อยู่ๆ ก็มาเจอผู้หญิงตบหน้า แล้วก็ยังมีเรื่องชกต่อยกับพวกขี้เมาอีก
“ได้แผลที่ระลึกก่อนกลับมอเลยเป็นไง ดีนะที่ยังเป็นวันหยุดยาว ไม่งั้นมีแผลกลับไปแบบนี้ได้โดนเรียกคุยแน่ๆ” ไอ้ภีมไม่ปลอบแถมยังซ้ำเติมกันอีก เพื่อนแท้จริงๆ เลย “เพราะยัยนั่นคนเดียวเลย ก็เล่นแต่งตัวล่อตะเข้แบบนั้น โดนลวนลามก็ไม่แปลก แต่มาตบผิดคนเนี่ย อะไรวะ” ผมก็ยังคงบ่นไม่หยุด ตั้งแต่ที่ร้านจนมาถึงที่ห้องพัก ก็ทุกทีผมเจอแต่ผู้หญิงมาเอาอกเอาใจ เพิ่งมาเจอยัยคนวันนี้แหละที่ตบผม แถมยังโวยวายใส่อีก ‘หวังว่าจะไม่ต้องเจอกันอีกนะ ผู้หญิงแบบนี้ ผมไม่ไหว’ “คุณหมอวัตครับ คุณหมอควรหยุดบ่นแล้วก็ไปอาบน้ำนอนได้แล้วล่ะครับ พรุ่งนี้กลับเข้าเมืองแต่เช้านะครับ” ไอ้ภีม คงรำคาญที่ผมเอาแต่บ่น จะไม่ให้บ่นได้ยังไง ก็ผมโดนตบทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย “ไอ้ภีม ปีสุดท้ายแล้ว มึงคิดยังว่าจะใช้ทุนยังไง จะกลับไปประจำที่โรงพยาบาลของที่บ้านเลยมั้ยวะ” ผมเพิ่งจะรู้ไม่นานมานี้เองว่า ไอ้ภีมเพื่อนสนิทผมคนนี้ เป็นลูกเจ้าของโรงพยาบาลใหญ่ในกรุงเทพฯ แทนที่จะบอกเพื่อนแต่มันกลับปิดเงียบ กว่าผมจะรู้ก็ตอนที่เจอหมอจากโรงพยาบาลของบ้านมันมาเป็นอาจารย์สอนของพวกผมนี่แหละ แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่เคยใช้เส้นสายเพื่อทำคะแนนเลย จะว่าไปมันก็คงไม่จำเป็นต้องใช้เส้นสายหรอกเพราะมันน่ะอัจฉริยะมาเกิด ผิดกับผมที่ต้องโคตรพยายาม ไอ้ภีมกับผมต่างกันตั้งแต่พื้นฐานครอบครัว ครอบครัวไอ้ภีมแม่เป็นเจ้าของโรงพยาบาล ส่วนพ่อเป็นหมอและเป็นผอ.โรงพยาบาล ส่วนผมพ่อผมทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก และมีธุรกิจเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีด้วย แต่ผมไม่ค่อยจะถูกกับพ่อเท่าไหร่ ผมไม่อยากรับช่วงต่อกิจการจากพ่อ จึงเลือกเรียนหมอแทนบริหารธุรกิจ บ้านผมเคยเป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก แต่ตั้งแต่แม่ผมเสียไปเพราะโรคร้ายตอนนั้นผมยังเรียนอยู่ช่วงมัธยมต้น หลังแม่เสียไม่นานพ่อส่งผมไปเรียนโรงเรียนประจำ โดยให้เหตุผลว่าพ่อต้องทำงานหนักไม่มีเวลามาดูแลผม แต่สิ่งที่ผมเห็นไม่เป็นอย่างนั้น ทุกๆ ปิดเทอมที่ผมกลับมาอยู่ที่บ้าน ผมจะเจอพ่อกับผู้หญิงคนใหม่ทุกครั้ง ไม่เคยซ้ำคนเดิมเลย และผมก็ไม่รู้เลยว่าช่วงที่ผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนประจำ พ่อเปลี่ยนผู้หญิงไปกี่คนแล้วก่อนที่ผมจะเจอในช่วงปิดเทอม ผมโอเคนะถ้าพ่อจะมีคนดีๆ มาคอยดูแล แต่ส่วนมากที่ผมเจอ มีแต่คนที่จะเข้ามาเอาเงินของพ่อทั้งนั้น หลังจากเริ่มเรียนมัธยมปีที่ 5 ผมจึงตั้งมั่นกับตัวเองว่า ผมจะไม่รับช่วงต่อกิจการจากพ่อ เพราะความรวยที่ได้มามันมาพร้อมกับคนที่ต้องการเข้ามาปอกลอกเท่านั้น ผมเห็นจากพ่อแล้วว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนที่เข้ามาอย่างจริงใจซักคน เมื่อคิดดังนั้นผมจึงตั้งใจจะสอบเข้าคณะแพทย์แทน เพราะตั้งแต่ที่แม่ล้มป่วย ผมได้คลุกคลีกับหมอกับพยาบาล กับโรงพยาบาลอยู่นานเป็นปี ทำให้เห็นถึงความเสียสละของบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน ความจริงใจเหล่านี้ที่แม้ไม่มีผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง แต่ทุกคนก็ตั้งใจดูแลคนป่วยทุกคนจนสุดความสามารถ หลังจากที่พ่อรู้ว่าผมเลือกสอบแพทย์ ท่านโมโหมาก และยื่นคำขาด “ถ้ามึงจะเป็นหมอไม่รับช่วงต่อธุรกิจกู มึงก็ไม่ต้องใช้เงินกู” นั่นเป็นการทะเลาะกันของเราสองคนพ่อลูกที่รุนแรงที่สุดในชีวิตผม หลังจากถูกยื่นคำขาด ผมก็เก็บกระเป๋าออกมาจากบ้าน โดยย้ายเข้าไปอยู่ที่คอนโดที่แม่ผมทิ้งไว้ให้ และเงินที่ใช้จ่ายก็เป็นมรดกที่ได้รับจากแม่ผมเช่นกัน หลังจากย้ายออกมาแค่ปีเดียวผมก็บรรลุนิติภาวะพอดี ผมนำเงินบางส่วนไปลงทุนเพื่อหารายได้เพิ่ม เพราะผมต้องหาเงินส่งตัวเองเรียน ผมถือว่าโชคดีมากที่ได้เจอเพื่อนดีตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียนคณะแพทย์ จะว่าผมตาแหลมก็ได้เพราะเป็นผมเองที่เข้าไปทักทายไอ้ภีมมันก่อน ในวันแรกที่ไปมหาวิทยาลัย ผมเห็นมันนั่งก้มหน้าก้มตาอยู่คนเดียว แต่มุมที่มันนั่งกลับเป็นจุดเด่นที่สามารถมองเห็นได้รอบบริเวณ ผมมาเรียนคณะนี้และมหาวิทยาลัยนี้คนเดียว เลยตั้งใจหาใครซักคนที่จะคอยช่วยเหลือกันในระหว่างที่เรียนอยู่ คณะที่เรียนยากขนาดนี้ ถ้าไม่มีคนคอยช่วยเหลือกันผมคงไปไม่รอด การได้เจอภีมคือขุมทรัพย์ของผมโดยแท้ มันทั้งเก่งทั้งฉลาด แถมขยันอีก แต่นอกจากไอ้ภีม ผมก็ยังมีเพื่อนในกลุ่มอีกคนคือมินท์ ไม่รู้จะเรียกว่าเพื่อนได้มั้ย แต่เราสามคนเจอกันตั้งแต่วันแรกที่เข้ารั้วมหาวิทยาลัย มินท์เป็นผู้หญิงหน้าตาดี รูปร่างดี เป็นดาวคณะแพทย์คู่กับผมในปีนั้น แต่หลังจากขึ้นปีสองไม่นาน เธอก็เป็นแฟนกับไอ้ภีม จะบอกว่าผมแห้วก็ไม่เชิง เพราะผมไม่ทันได้จีบเธออย่างจริงจัง เพียงแค่เห็นเธอพยายามเสนอตัวให้ไอ้ภีม ทั้งๆ ที่ไอ้ภีมไม่มีท่าทีกับเธอเลย ผมก็เลยชอบจะหยอกเธอทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ก็จะถูกเธอตอกหน้ากลับมาแบบไม่เคยรักษาหน้าผมเลย ซึ่งผมไม่ถือสาเพราะผมก็ไม่เคยคิดจะจริงจังกับผู้หญิงคนไหนอยู่แล้วหลังจากกินมื้อกลางวันกับอัยย์เสร็จแล้ว เราสองคนก็นั่งคุยกันได้อีกไม่นานนัก คนที่กองถ่ายก็มาตามฉันกลับไปจัดเสื้อผ้าให้นักแสดง“พี่นิต้าครับ ช่วยดูตรงนี้ให้ผมหน่อย ผมว่าเหมือนมันจะไม่อยู่นะ” นักแสดงนำชายคนหนึ่งเรียกให้ฉันเข้าไปช่วยดูเสื้อผ้าให้ เท่าที่ฉันจำได้คือเขารับบทเป็นคนร้ายที่มาทำร้ายนางเอกของเรื่อง และฉากที่กำลังจะถ่ายทำนี้ เขาจะต้องถูกยิง จึงต้องใส่เอฟเฟ็กต์ไว้ใต้เสื้อผ้าระหว่างที่ฉันกำลังจับเอฟเฟ็กต์ใต้เสื้อของเขาให้เข้าที่นั้น ฉันรู้สึกได้ว่า เขากำลังพยายามก้มหน้าลงมาหาฉันเรื่อยๆ ซึ่งคนรอบๆ ข้าง กำลังวุ่นวายเตรียมการถ่ายทำกันอยู่ จึงไม่มีใครได้สังเกตุเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น“หอมจัง” เสียงที่ดังออกมาเบาๆ จากปากของชายตรงหน้า ทำให้ฉันขนลุก และพยายามจะเบี่ยงตัวถอยออกมา แต่เขากับใช้มืออ้อมมาเกี่ยวเอวฉันเอาไว้เข้าไปแนบชิดเขา“นี่ จะทำอะไร ปล่อยเดี๋ยวนี้เลยนะ” ฉันละมื้อทั้งสองข้างจากเอฟเฟ็กต์ใต้เสื้ออกมา เพื่อใช้ดันตัวเขาให้ออกห่าง แต่ก็ยังถูกแรงจากแขนที่อยู่ที่เอวฉันขืนเอ
“อ่าว นิต้า ทำไมกลับมาไวจัง ไม่สนุกเหรอ” เมื่อฉันกลับถึงห้องพัก ยัยอัยย์ก็ทักขึ้นมา ฉันจึงพึ่งรู้สึกตัวว่า ตัวเองออกไปที่ผับเพียงแต่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น“อืม ไม่สนุกแล้วล่ะ ชั้นดันไปเจอ….เฮ้อ ชั่งมันเถอะ ชั้นไปอาบน้ำเตรียมนอนดีกว่า พรุ่งนี้ต้องออกกันแต่เช้าป่ะ” ฉันไม่อยากเอาเรื่องราวที่เพิ่งเจอมา มาเล่าให้อัยย์ฟังอีก เดี๋ยวจะทำให้เธอไม่สบายใจ คิดมากไปเปล่าๆ จึงเลือกจะเดินเลี่ยงไปหยิบชุดนอนเดินเข้าห้องน้ำไป“อ๋อ อืม ใช่จ๊ะ พ่ออยากให้ออกกันแต่เช้า จะได้ไม่ต้องเจอคนเยอะน่ะ” นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ฉันได้ยินเพื่อนสาวตอบกลับมาในคืนนี้ เพราะหลังจากฉันทำธุระเสร็จ ออกจากห้องน้ำ เธอก็หลับไปแล้วฉันล้มตัวลงนอนที่นอนอีกด้านที่ว่างอยู่ หัวสมองยังคงคิดทบทวนถึงเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้น ถึงแม้จะพยายามข่มตานอนให้หลับ แต่ก็รู้สึกว่ายากเย็นเหลือเกิน‘นี่เค้าจะคิดว่าชั้นเป็นผู้หญิงแบบไหนกันนะ แบบนี้เค้าจะยังเรียกใช้บริการชั้นอยู่มั้ย แล้วชั้นหลบหน้าเค้าออกมาแบบนั้นจะเป็นอะไรมั้ยนะ เจอหน้าอีกครั้งจะทำยังไงดีล่ะ แต่เอาเถอะกว่าจะ
"ผมว่าคุณเมามากแล้วก็กลับโต๊ะไปเถอะ จะได้ไม่เป็นเรื่องใหญ่ ผมจะพาเพื่อนผมกลับเหมือนกัน” หลังพูดกับฝ่ายตรงข้ามจบ คุณวัตหันกลับมาหา มองหน้าฉัน และกำลังจะเดินพาฉันออกไปจากจุดเกิดเหตุ“กล้าเดินหนีกูเหรอ อีนิด ระวังเจอคลิปตัวเองในเน็ตนะเว้ย” ทันทีที่ฉันได้ยินดังนั้น เท้าหยุดชะงักโดยอัตโนมัติ ในหัวสมองคิดประมวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดระหว่างที่คบหากับคนหาเรื่อง ฉันนึกไม่ได้จริงๆ ว่าพลาดให้มันอัดคลิปอะไรตอนไหน“ไปเถอะ ผมว่ามันแค่ขู่คุณเท่านั้น” เป็นคุณวัตที่กระซิบอยู่ข้างหู เพื่อเรียกสติฉันกลับมา แต่ฉันไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่า ฉันไม่ถูกแอบถ่ายคลิปเอาไว้จริงๆ ตอนนั้น ฉันเพิ่งม.ปลาย และมันคือรักครั้งแรกของฉันเลยนะ“มึงจะเอายังไงว่ามา” ฉันหันกลับและเดินไปเผชิญหน้ากับชายหน้าไม่อายคนนั้น“ห้าแสน กูจะลบให้” ฉันมองหน้ามัน มองตามันไม่กระพริบ เพื่อพยายามจับพิรุธในสีหน้าท่าทางและน้ำเสียง แต่ก็ไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่า สิ่งที่มันพูดออกมาเป็นความจริงแค่ไหน“เห้ย จะทำอะไรวะ” ในขณะที่ฉันกำลังนิ่งคิดไม่ออ
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันกับยัยอัยย์ ตื่นกันแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมตัว และตรวจสอบสัมภาระเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะขึ้นรถตู้ที่คุณพ่อยัยอัยย์จ้างมาสำหรับคณะเดินทางของเราโดยเฉพาะ เนื่องจากท่านก็ห่วงลูกสาว ไม่อยากเสี่ยงที่จะให้ยัยอัยย์เดินทางร่วมกับคนอื่นๆ กลัวว่าอาการที่กำลังจะดีขึ้นจะแย่ลงไปอีกหลังจากออกมาจากบ้านได้ไม่ไกลนัก พวกเราก็แวะพักเพื่อทานอาหารเช้ากันในปั๊มน้ำมันที่เป็นจุดพักรถแห่งหนึ่ง แต่ยัยอัยย์ขอเลือกที่จะรออยู่บนรถ โดยเป็นหน้าที่ฉันซื้อไปให้เธอกินบนรถก่อนที่จะไปจัดการมื้อเช้าของตัวเองการเดินทางไปครั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลานานกว่าการนั่งเครื่องบิน แต่ก็เป็นการเดินทางที่ราบรื่น โดยเราจะแวะกันเป็นระยะเพื่อผ่อนคลายอริยาบท จนกระทั่งถึงที่พักซึ่งอยู่ในหมู่บ้านเชิงดอย และเป็นที่พักที่เดียวกับที่ฉันกับยัยอัยย์เคยมาพักด้วยกันก่อนจะกลับไปกรุงเทพฯหลังจากเก็บของเข้าที่พักเรียบร้อย เวลาก็ล่วงเลยมาจนค่ำแล้ว ฉันเหลือบมองดูนาฬิกาเห็นว่ายังมีเวลาอีกราว 2-3 ชั่วโมง ที่ร้านค้าต่างๆ ในหมู่บ้านจะปิด จึงชวนยัยอัยย์ออกไประลึกความหลังด้วยกัน แต่เธอกลับเหนื่อยเกินกว่าจะเที่ย
“โห ยัยอัยย์ ของอะไรของเธอทำไมเยอะขนาดนี้อะ” ฉันมองของที่วางกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ในห้องนอนของเพื่อนรัก ก็ถึงกับต้องอุทานออกมา เพราะมันเหลืออีกเยอะมาก ทั้งๆ ที่ยัยอัยย์บอกว่ากระเป๋าเดินทางเต็มไปหนึ่งใบแล้ว“ปกติของเธอไม่เยอะขนาดนี้นะยัยอัยย์ นี่อะไรบ้างเนี่ย ล้างหน้า เซรั่ม นี่ก็เซรั่ม แล้วนี่บำรุง นี่ก็บำรุง นี่ยังบำรุงอีก แล้วก็มากส์อีก… นี่เธอใช้แบบนี้ทุกวัน หมดนี่เลยเหรอ” ฉันหยิบของขึ้นมาดูทีละชิ้น ต้องแปลกใจ เพราะทั้งหมดเป็นของที่ฉันไม่เคยเห็นยัยอัยย์ใช้มาก่อนเลย“ก็…คุณหมอเขาส่งมาให้ใช้น่ะ แต่หน้าเราดีขึ้นเยอะเลยนะ นิต้าเห็นมั้ยล่ะ”“ไหนดูซิ อืมม ถึงรอยมันจะลดลงไปไม่เยอะ แต่ผิวหน้าเธอดีมากจริงๆ อะ ยัยอัยย์” ฉันขยับเข้าไปมองหน้าเธอใกล้ๆ เอานิ้วจิ้มๆ ที่แก้ม ความรู้สึกมันนิ่มเด้งน่าจิ้มเล่นเหมือนก้นเด็กเลย ทำเอาฉันอยากจิ้มอยู่อย่างนั้นไม่หยุด“พอแล้วนิต้า แก้มช้ำหมดแล้วเนี่ย”“แหม ทำหวงนะยะ ฮา ฮา ฮา” คราวนี้ไม่แค่จิ้มแก้มแล้ว แต่ฉันใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งหยิบดึง
“มีอะไรวะ ไอ้ภีม ร้อยวันพันปีชวนไม่ค่อยจะออกมากลางคืน วันนี้นึกยังไง” ผมนั่งรอไอ้ภีมอยู่ในผับหรูใจกลางเมือง มันเป็นคนโทรมานัดผมเองว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย แต่มันกลับเป็นคนที่มาสาย กว่าจะมาเครื่องดื่มผมหมดไปหลายแก้วแล้วดีหน่อยที่ผับแห่งนี้เป็นหนึ่งในร้านประจำผม ผมชอบมาเพราะที่นี่มีสาวๆ ตามสเปกผม และพวกเธอก็มักจะเข้ามาทักทายผมอยู่อย่างไม่ขาด มันทำให้การรอคอยของผมไม่น่าเบื่อเท่าไหร่ แต่สุดท้ายเมื่อเจ้าของนัดมาถึงก็ทำเอาพวกสาวๆ ต้องหนีกลับโต๊ะไปอย่างน่าเสียดาย ‘เอาไว้คุยเสร็จก่อนก็ได้วะ’“เออ กูมีเรื่องจะคุย แต่ไม่อยากเข้าไปคุยที่โรงพยาบาลเลยนัดมึงมานี่แหละ” ไอ้ภีมนั่งลงที่เก้าอี้ด้านข้างผม ตอบคำถามผมพร้อมกับรินเครื่องดื่มให้ตัวเองลงในแก้วอีกใบที่ยังว่างอยู่“เรื่องอะไรวะ อย่าบอกนะว่าเรื่องผู้หญิงคนนั้น คนไข้มึงอะ ไหนมึงบอกว่ายังไม่เร่งกูเรื่องหมอจิตเวชไง กูเพิ่งจะเคลียร์เรื่องคนป่วนแอปฯ ยังไม่จบดีเลย รอก่อนดิวะ” ผมคิดว่าเรื่องที่นัดคุยวันนี้ชักไม่สนุกแล้ว“เออๆ ไม่ใช่เรื่องนั้น อาการเค้าเริ่มดีขึ้นแล้ว



![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



