LOGINเส้นทางชีวิตฉันต้องเปลี่ยนแปลงเพราะแม่เลี้ยงไม่ชอบฉัน เธอพยายามทำทุกวิถีทางที่จะกำจัดฉันออกจากบ้าน และวันหนึ่งเธอก็ทำสำเร็จ ฉันไม่รู้ว่าเธอทำวิธีไหน ทำให้ฉันทะเลาะกับพ่อยกใหญ่ โชคดีที่ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมและฉันจบมัธยมต้นพอดี ฉันจึงได้ย้ายมาอยู่กับแม่ และย้ายโรงเรียนมาเรียนมัธยมปลายใกล้ๆ กับร้านเสริมสวยของแม่ที่เปิดอยู่
เพราะความลำบากที่ฉันเจอมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ฉันไม่เกลียดคร้าน ช่วยแม่ทำงานในร้านทำผมทุกอย่าง และยังไม่ศึกษาทักษะอื่นๆ เพิ่ม ทั้งทำเล็บ ต่อขนตา เพิ่มรายได้ให้ตัวเองเป็นค่าขนมและใช้จ่ายของที่อยากได้อื่นๆ โดยไม่ต้องรบกวนแม่นอกจากค่าเล่าเรียน การที่ได้มาอยู่กับแม่ฉันมีความสุขขึ้นมาก ถึงแม้ว่าฉันจะไม่สนิทกับสามีใหม่ของแม่ ไม่เคยเรียกว่าพ่อ แต่ก็เหมือนท่านจะไม่ถือสา คงเพราะเข้าใจและเห็นว่าฉันยังเด็ก และคุณลุงท่านก็ดูแลเอาใจใส่และเอ็นดูฉันเหมือนกับลูกของท่านเอง แต่แล้ววันที่ฉันเริ่มมีแฟน กลับเป็นวันที่ฉันไม่คาดคิดว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับฉัน ช่วงที่ฉันมีแฟนฉันเริ่มกลับบ้านช้า เพราะเริ่มติดเที่ยวกับแฟน แต่ฉันไม่เคยให้เสียการเรียน แม่จึงไม่ได้ว่าอะไร จนกระทั่งวันหนึ่ง วันนั้นเป็นวันเรียนจบม.5 ฉันกับแฟนที่คบกันมาเกือบปีและเพื่อนสนิท เราไปฉลองเรียนจบกัน ฉันดื่มไปนิดหน่อยด้วยความอยากรู้อยากลองตาประสาเด็กวัยรุ่น เมื่อเหล้าเข้าปากความคึกคะนองก็เพิ่มมากขึ้น ความยับยั้งชั่งใจก็ลดลง เวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว แฟนพาฉันมาส่งที่บ้าน คืนนั้นเป็นคืนที่ฉันกลับบ้านดึกที่สุดในชีวิต “นิด...” ผู้ชายที่เดินอยู่ข้างๆ และจูงมือฉันอยู่เดินเซเล็กน้อย เขาเรียกชื่อฉันขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “นิด” “เรียกทำไมบ่อยๆ มีอะไรก็พูดมาสิ” ฉันหันไปถามเขา เมื่อเขาไม่ยอมพูดอะไร นอกจากเรียกชื่อฉันซ้ำๆ “ถึงบ้านแล้ว” ใช่เราสองคนยืนอยู่หน้าบ้านของฉันแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าไปด้านใน “ใช่ ถึงบ้านแล้ว” ฉันตอบกลับเขาไป แต่ระหว่างที่กำลังจะก้มหยิบกุญแจที่อยู่ในกระเป๋าเพื่อจะเปิดประตูเข้าบ้าน เขากลับดึงมือฉันข้างที่จับกันอยู่เข้าไปหาตัว ทำให้ฉันเซเข้าไปซบลงที่อกเขา มืออีกข้างของเขาที่ว่างอยู่โอบมาที่เอวฉันเพื่อรั้งตัวฉันไว้ไม่ให้ถอยหนี ฉันไม่เข้าใจกับการกระทำนั้นจึงเงยหน้าขึ้นเพื่อจะถาม “อุบ..” แค่อ้าปากแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร เขาปล่อยมือจากที่กุมมือฉันอยู่ ช้อนที่ท้ายทอยฉันขึ้น แล้วก้มหน้าลงมาประกบปากเขาลงที่ริมฝีปากของฉัน รั้งท้ายทอยไว้ไม่ให้ฉันถอยหนี และพยายามจะให้ฉันอ้าปากเพื่อแทรกแซงเข้ามาภายใน แต่ฉันพยายามฝืนเอาไว้ได้ ‘นี่ เขาจูบชั้นเหรอ จูบแรกของชั้น ชั้นยังไม่พร้อมนะ’ “ใครอะ มายืนทำอะไรหน้าบ้านคนอื่นดึกดื่น” ฉันรีบผลักตัวเขาออกเมื่อได้ยินเสียงคุณลุงพ่อเลี้ยงของฉันที่ดังออกมาจากในบ้าน ก้มหน้าก้มตาหยิบกุญแจบ้านออกจากกระเป๋าโดยเร็ว แล้วรีบไขประตูเข้าบ้าน โดยไม่ลืมหันไปลาบอกแฟนหนุ่ม “เราเข้าบ้านก่อนนะ เธอก็กลับไปได้แล้ว ถึงบ้านแล้วบอกเราด้วย” “คุณลุงยังไม่นอนเหรอคะ” เมื่อเข้าไปภายในบ้าน ฉันต้องเผชิญหน้ากับพ่อเลี้ยงที่ยืนทำตาเขียวอยู่กลางร้านเสริมสวย ที่ชั้นบนใช้เป็นห้องพัก “เมื่อกี้ทำอะไรกับใครอยู่หน้าบ้าน แล้วทำไมกลับดึกขนาดนี้ เป็นสาวเป็นนางแล้วนะเราอะ” ตั้งแต่ฉันย้ายมาอยู่กับแม่ ฉันไม่เคยเห็นคุณลุงดุขนาดนี้มาก่อนเลย ทำเอาฉันถึงกับสะดุ้ง และรู้สึกผิดไปเลยที่ปล่อยให้เหตุการณ์เมื่อกี้เกิดขึ้น “เอ่อ นิดขอโทษค่ะ วันนี้สอบวันสุดท้ายนิดเลยไปฉลองกับเพื่อนจนดึก ส่วนคนนั้นแฟนนิดเอง แม่ก็รู้” ฉันก้มหน้าตอบกลับไป ถึงแม่ฉันจะไม่ได้เคารพลุงว่าเป็นพ่อ แต่เขาก็ยังเป็นสามีแม่และเป็นเจ้าของร้านตัวจริงด้วย “แล้วแม่เธอรู้หรือเปล่าว่าทำตัวเหลวไหลขนาดไหน ถึงกล้ายืนพลอดรักกับมันหน้าบ้านอะ ทำตัวแบบนี้อีกหน่อยก็ได้ท้องไม่มีพ่อหรอก” “ลุง...นี่มันมากเกินไปนะ นิดรู้ดีว่านิดทำอะไรอยู่” ฉันก็รู้ว่าลุงเป็นห่วง แต่ก็ไม่คิดว่าจะห่วงจนพูดจาไม่ดีกับฉันได้ขนาดนี้ หลังฉันพูดจบ จึงตัดสินใจที่จะเดินขึ้นชั้นบนเพื่อไปนอน และไม่อยากอยู่เถียงกับลุงต่อด้วย เพราะลุงกำลังโมโห “จะไปไหน ไหนมาดูสิ ปากเก่งแค่ไหนแล้ว ถึงขนาดมาเล่นกันหน้าบ้านชั้น” ฉันไม่คิดว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับฉัน ในขณะที่ฉันกำลังจะเดินผ่านตัวลุงเข้าไปด้านในของร้านเพื่อขึ้นไปที่ชั้นสอง ฉันถูกมือหนาคว้าตัวเอาไว้ จับฉันหันไปเผชิญหน้าแล้วล็อกคอฉันเข้าไปประกบปากอย่างแรง ฉันพยายามฝืนตัวไว้ มือทั้งสองข้างยันไปที่ไหล่ของลุง พยายามดิ้นรนให้หลุดออกมาก่อนที่จะถูกลุกล้ำ แต่ฉันไม่สามารถสู้แรงลุงได้ เพราะถึงแม้เขาจะมีอายุ แต่ก็ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นคนสูงวัยที่มีกล้ามเนื้อแบบนักกีฬา เมื่อฉันดิ้นไม่ยอมหยุด ลุงก็ยิ่งใช้แรงบังคับฉันมากขึ้น อีกทั้งยังเลื่อนมือที่รั้งตัวฉันไว้ในครั้งแรก มาด้านหน้าเพื่อที่จะจับหน้าอกของฉัน ในที่สุดฉันจึงตัดสินใจกัดที่ปากลุงอย่างแรงจนรู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือด “โอ้ยย” ลุงร้องออกมาเสียงดังสนั่น และคลายกอดออกไปจับที่ปากตัวเองจุดที่เลือดออก ทำให้ฉันสามารถหลุดออกจากพันธนาการได้ “ทำอะไรกันน่ะ พี่ทำอะไรนิด” ฉันได้ยินเสียงแม่ดังมาจากด้านในของร้าน และเมื่อหันไปมองตามเสียง แม่ดูตกใจกับสิ่งที่เห็นมาก และฉันก็ตกใจจนร้องไห้โฮ วิ่งเข้าไปกอดผู้เป็นแม่ตัวสั่นเทา “นิดขึ้นบ้านไปก่อน เข้าห้องแล้วก็ล็อกประตูดีๆ ด้วย” แม่ลูบหลังปลอบและบอกให้ฉันขึ้นไปอยู่บนห้องตัวเอง ตอนนั้นฉันกลัวแม่จะเข้าใจผิด กลัวว่าแม่จะไล่ฉัน “แม่ นิดไม่ได้ทำอะไรนะ แม่ต้องเชื่อนิดนะ ลุงเค้า..” “แม่เชื่อนิด แต่ตอนนี้นิดต้องเชื่อแม่ ขึ้นไปอยู่บนห้องล็อกประตูด้วย” แม่เริ่มเสียงแข็งขึ้นมานิดหน่อย เมื่อฉันไม่ยอมไปตามที่แม่บอกตั้งแต่แรก ฉันจึงตัดสินใจทำตามที่แม่บอก แต่หลังจากล็อกประตูห้องแล้ว ก็ยังพยายามแนบหูฟังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชั้นล่าง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นแม่ทะเลาะกับคุณลุงพ่อเลี้ยงฉัน ถึงแม้จะจำเหตุการณ์ตอนเด็กที่พ่อแม่ทะเลาะกันไม่ได้ชัดเจน แต่ฉันรู้ได้ว่าครั้งนี้แรงกว่าครั้งนั้นมาก จนฉันกลัวแม่จะถูกทำร้ายร่างกาย แต่ก็ไม่กล้าจะออกจากห้องไปดูเหตุการณ์ ฉันเผลอหลับไปตอนไหนก็จำไม่ได้ แต่รู้สึกตัวอีกทีคือแม่มาเคาะประตูหน้าห้อง ซึ่งฉันนั่งอยู่ตรงนั้นจึงสะดุ้งตื่นแล้วรีบลุกขึ้นเปิดประตูให้แม่เข้ามา “นิดเก็บเสื้อผ้า ข้าวของนะ เราจะย้ายออกจากที่นี่กัน” แม่พูดแค่นั้นและไม่ได้อธิบายอะไรอีก ทำเอาฉันอึ้งพูดอะไรไม่ออก ฉันไม่รู้เลยว่าจะทำยังไงต่อไป ฉันออกมาจากบ้านพ่อแล้ว และตอนนี้กำลังจะต้องออกจากบ้านแม่อีกเหรอ แล้วฉันจะไปอยู่ที่ไหน แต่ก่อนที่แม่จะหันหลังเดินออกจากห้องไป ฉันปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง “แม่ นิดขอโทษ นิดขอโทษ แม่อย่าไล่นิดไปเลยนะ” ฉันเดินเข้าไปกอดแม่จากทางด้านหลัง รู้สึกผิดกับตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองหมดหนทาง กำลังจะถูกทอดทิ้งอีกครั้ง “หยุดร้องไห้ แล้วไปเก็บของได้แล้ว เดี๋ยวแม่ก็ต้องไปเก็บของของแม่ด้วย เราจะไปจากที่นี่กัน” แม่หันกลับมาอธิบายให้ฉันเข้าใจว่าฉันไม่ได้ถูกไล่ออกจากบ้าน แต่เราแม่ลูกจะไปด้วยกัน “แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหนล่ะแม่ แล้วแม่กับลุง” ฉันกังวลเรื่องลุงกับแม่ เพราะเท่าที่อยู่มาก็เห็นว่าทั้งสองต่างรักกันดีไม่เคยมีปากเสียงกัน และฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมลุงจึงทำแบบนั้น “เลิกถามเถอะน่ะ รีบเก็บของเร็วเข้า” แม่พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด แต่ไม่ยอมตอบในสิ่งที่ฉันถาม ทำให้ฉันไม่กล้าถามอะไรต่อ ทำได้เพียงพยักหน้ารับแล้วหันหลังเข้าห้องเพื่อเก็บของใช้ใส่กระเป๋าใบใหญ่ ใบเดียวกับที่ฉันเอาออกมาจากบ้านพ่อ แม่เป็นช่างเสริมสวยที่มีฝีมือดี ประกอบกับที่เคยมีฐานะดีเคยได้ออกงานสังคมมาก่อนเมื่อตอนที่ยังอยู่กับพ่อ จึงเข้ากับลูกค้าที่เป็นคนมีฐานะได้ดี และลูกค้าแม่คนหนึ่งก็ช่วยเหลือเราสองคนแม่ลูกไว้ ด้วยการให้ที่พักพิง เป็นคอนโดห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งซึ่งยังว่างอยู่พอดี “แล้วเราจะทำยังไงกันต่อดีอะแม่ แม่ก็ไม่มีร้านแล้วน่ะสิ” หลังจากเราสองคนเข้ามาอยู่ในห้อง และกำลังเก็บของเข้าที่ ฉันถามแม่ขึ้นเพราะอยากวางแผนชีวิตตัวเองต่อไปด้วย ฉันกลัวว่าเปิดเทอมจะไม่ได้กลับไปเรียนต่อ “เดี๋ยวคุณนายเค้าจะให้แม่เปิดร้านใหม่ที่ห้องด้านล่างตึก คนเก่าที่เปิดไว้เค้าปล่อยว่างมานานแล้ว” “ดีเลยสิแม่ นิดปิดเทอมพอดี นิดจะช่วยแม่นะ นิดจะหาเงินส่งตัวเองเรียน แม่จะได้ไม่ต้องเหนื่อยมาก” ฉันเริ่มมีความหวังและกลับมามีรอยยิ้มได้อีกครั้ง “ลำบากกันหน่อยนะลูก แต่ยังไงนิดจำคำแม่ไว้นะ แม่รักนิดที่สุด และแม่เชื่อใจหนูนะ” ฉันรู้ว่าสิ่งที่แม่พูดมาหมายถึงอะไร ทำให้ฉันน้ำตาคลอ โผเข้าไปกอดแม่เอาไว้แน่นปิดเทอมใหญ่ของฉันไปผ่านไปด้วยการทำงานแทบทุกวัน ไม่มีวันหยุด ไม่ได้เที่ยวกับแฟนกับเพื่อนเลย แต่ฉันรู้สึกโชคดีที่แฟนและเพื่อนสนิทต่างเข้าใจฉัน
การเรียนมัธยมปีสุดท้ายของฉันผ่านไปอย่างทุลักทุเล แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังสามารถเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ตั้งใจไว้ได้ ถึงแม้ว่าจะเลือกตามแฟนก็เถอะ แต่กลายเป็นว่ายังไม่ทันได้เริ่มเรียนมหาวิทยาลัย ฉันก็ต้องเลิกกับแฟนโดยไม่ทันได้ตั้งตัว“โถ่คุณมันก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอไง” ถึงผมจะบอกเธอออกไปแบบนั้น แต่ผมเริ่มรู้ตัวเองแล้วว่า ความรู้สึกของผมไม่ใช่แบบนั้น ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันเหมือนกันเลยซักนิด ผมไม่ได้หลงเธอเพราะเรื่องบนเตียง แต่ผมหลงเธอที่เป็นทั้งหมดของเธอต่างหาก“เชอะ อย่าลืมที่ตกลงกันไว้ล่ะ แค่เรื่องบนเตียงแค่นั้น และห้ามคนอื่นรู้เรื่องเด็ดขาด” นิต้าลุกขึ้นพันผ้าขนหนูสีขาวผืนใหญ่รอบตัวเอง แล้วเดินไปที่ห้องน้ำโดยไม่สนใจจะมองสีหน้าผมตอนนี้เลยซักนิดเธอไม่ได้เห็นสีหน้าผมหลังจากฟังเธอพูดประโยคสุดท้ายก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไปจากอ้อมแขนผม และผมก็คิดว่าการที่เธอไม่เห็นความเจ็บปวดเสียใจบนใบหน้าของผมนั้นคงจะดีกับความสัมพันธ์ของเราสองคนในตอนนี้มากกว่า ถ้าหากว่าเธอคิดอย่างที่พูดไปจริงความเสียใจจากคำพูดของเธอ โจมตีทำร้ายผมได้ไม่นานหรอก เพราะไม่ว่าเธอจะคิดแบบนั้นหรือไม่ ยังไงซะ ผมก็จะทำให้เธอยอมเปลี่ยนใจอยากจะอยู่กับผมทั้งตัวทั้งใจให้ได้ซักวันเมื่อตัดสินใจแล้วว่ายังไงก็จะต้องทำให้เธอเปลี่ยนใจให้ได้ ผมเลยตัดสินใจลุกจากที่นอนออกไปที่ห้องรับแขก ในขณะที่ได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่ในห้องน้
ฉันผลักเขาให้ออกห่างเพื่อจะหลุดออกจากวงแขนที่กำลังหน่วงเหนี่ยวฉันเอาไว้ ต้องโวยวายใส่เปลี่ยนไปเป็นเรื่องผลตรวจที่กำลังรออยู่แทน ไม่อยากให้เขารู้ว่า ประโยคที่เขาเพิ่งพูดทีเล่นทีจริงออกมานั้นกำลังทำให้ฉันเผลอคิดไปถึงเรื่องเมื่อคืนก่อนถึงแม้ว่าฉันกับเขาจะเคยมีอะไรกันมากกว่าหนึ่งครั้งแล้วก็เถอะ แต่ท่าทีแบบนั้นของเขา การกักขังฉันเอาไว้ในอ้อมแขน กระซิบคำพูดที่เสนอตัวเองให้ฉัน แม้ว่าจะไม่ใช่ครั้งแรกแต่ก็ทำเอาฉันหน้าร้อนขึ้นมาจนอยู่นิ่งไม่ได้“ไปครับ เราออกไปเอา……ผลตรวจของคุณกัน” อีตาบ้าหมอวัตยังคงไม่เลิกที่จะพูดสองแง่สองง่ามใส่ฉัน จนฉันมองตาแข็งใส่เข้าให้ถึงจะลดลงไปบ้างหลังจากเขาพาฉันไปรับผลตรวจร่างกายเรียบร้อย แทนที่จะปล่อยให้ฉันได้กลับคอนโดของตัวเอง แต่เขากลับทั้งหว่านล้อม จนถึงกระทั่งข่มขู่จะเปิดเผยความลับ ทำให้ฉันต้องตามเขากลับมาที่คอนโดอีกจนได้“นี่นายเดี๋ยวก่อน ไปหิวมาจากไหนเนี่ย ชั้นยังไม่ได้ถอดรองเท้าเลย” เพียงแค่ฉันเดินผ่านเข้าประตูคอนโด ก็ถูกคนที่เดินตามหลังมาติดๆ รวบเอวหมุนตัวให้หันมาเผชิญหน้ากับเขา มืออีกข้างคว
“ใช่ ผมยุ่งจนไม่มีเวลา ดังนั้นผมจะเลือกใช้เวลากับเรื่องที่สำคัญเท่านั้นไงล่ะ” หมอวัต พูดกับผู้หญิงคนนั้น ในท่าทางที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน เขาดูสุขุมจริงจัง ทิ้งมาดผู้ชายกวนๆ ขี้เล่นที่ฉันเคยเห็นไปโดยสิ้นเชิง‘นี่ตกลงเค้าเป็นคนแบบไหนกันแน่เนี่ย ตัวตนของเขาคือคนไหนกัน หรือเป็นพวกหลายบุคลิกเหรอ แต่ท่าทางแบบนี้ของเค้าก็ทำเอาชั้นต้องเปลี่ยนความคิดที่มีต่อเค้าใหม่’“นี่ แกหมายความว่าเรื่องของชั้นไม่สำคัญสินะ ไอ้หมอวัต แกคิดว่าแค่แกไม่เซ็นต์อนุมัติแล้วจะขวางชั้นได้เหรอ” ผู้หญิงคนนั้นเริ่มเดินเข้าไปประชิดตัวหมอวัต และพูดกับเขาเสียงเบาลงเหมือนพยายามไม่ให้คนอื่นได้ยิน แต่ฉันกลับได้ยินสิ่งที่เธอพูดชัดเจนทุกคำ“อ้อ ขอโทษนะคะ อย่าโกรธกันเลยนะที่มินท์มารบกวนเวลาของพวกคุณ พอดีมินท์ก็มีเรื่องสำคัญที่โรงพยาบาล ที่รอหมอวัตทำให้อยู่น่ะคะ เพียงแต่ก่อนหน้านี้เค้าบอกว่ายุ่งจนไม่มีเวลา มินท์เลยแปลกใจว่าทำไมถึงมานั่งกินข้าวอยู่ที่นี่ได้” คราวนี้เธอจงใจพูดกับฉัน ท่าทางเหมือนจะเป็นมิตรนะ แต่คำพ
รุ่งเช้าฉันตื่นขึ้นมาก็เห็นยัยอัยย์นั่งเอนตัวพิงหัวเตียง ในมือยังคงกำมือถือเอาไว้แน่น เมื่อมองใบหน้านั้น ฉันรู้ได้ทันทีว่าเธอคงผ่านการร้องไห้มาตลอดคืนแน่นอนเห็นอย่างนั้นแล้ว ฉันยิ่งไม่วางใจให้เธออยู่คนเดียว จึงพยายามชักชวนจนถึงขั้นคะยั้นคะยอ แทบจะเป็นการบังคับให้เธอไปโรงพยาบาลกับฉัน เพราะฉันมีนัดตรวจสุขภาพสุดท้ายแล้ว เราสองคนก็มาถึงโรงพยาบาลในช่วงสายแล้ว การตรวจร่างกายของฉันใช้เวลาไม่นาน แต่หากจะรอผลต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง เราทั้งคู่ตัดสินใจจะออกไปนั่งรอที่ร้านกาแฟฝั่งตรงข้าม แต่ยังไม่ทันได้เดินไปถึงร้าน ฉันเห็นแผนกหมอออนไลน์จึงเรียกให้ยัยอัยย์ดูโดยที่ฉันไม่ทันได้คาดคิด เมื่อประตูอัตโนมัติเปิดออก เห็นหมอภีมที่กำลังคุยอยู่กับหมอท่านอื่นอยู่ตรงนั้น และกำลังจะเดินออกมา “คราวนี้เธอจะเอายังไงดี ยัยอัยย์” ฉันถามยัยอัยย์ทันที เพราะตั้งแต่เช้าที่ฉันเห็นอัยย์พยายามติดต่อหมอภีม แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้เลยก่อนที่ยัยอัยย์จะทันได้ตอบอะไรฉันกลับมา เหมือนหมอภีมจะหันมาเห็นเราสองคนและเขารีบเร่งฝีเท้าตรง
หลังจากดื่มน้ำจนหมดแก้ว ผมจึงค่อยๆ เดินไปทางห้องนอน แต่ไม่ได้เข้าไปด้านในนั้น แต่อยู่ที่ด้านหน้าห้องก็ยังได้ยินสองเสียงคุยกันถึงเรื่องอาการของคนบนเตียง“เรากำลังคุยกันอยู่ว่าสาเหตุจริงๆ ที่ทำให้อาการกำเริบวันนี้เกิดจากอะไร เท่าที่อัยย์เล่ามาให้ผมฟัง ผมคิดว่าอาการน่าจะเกิดขึ้นเมื่อเธออยู่ในเหตุการณ์ที่เป็นจุดสนใจของคนจำนวนหนึ่ง” ไอ้ภีม บอกข้อสันนิษฐานของมันเพื่อให้ทุกคนได้ช่วยกันวิเคราะห์หาสาเหตุต่อ“มันยังไงกันคะคุณหมอ อาการกำเริบเพราะเป็นจุดสนใจเหรอ อ้อเดี๋ยวนะ ชั้นว่ามันมีความเป็นไปได้อยู่นะ เพราะครั้งล่าสุด คือตอนไปงานประกาศรางวัลกับพ่อแม่เธอ แล้วเธอก็เริ่มมีอาการหนักตอนยื่นถ่ายรูปกับพ่อแม่ที่แบ็กดร็อป” นิต้าช่วยเสริมข้อมูลขึ้นมาอีกคน“ถ้างั้นแล้วครั้งแรกล่ะครับ พอจะจำได้มั้ยว่าเกิดขึ้นได้ยังไง” ผมยืนพิงที่ประตูห้องนอนไม่ได้เข้าไปด้านใน แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเสนอความเห็นของตัวเอง ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการของคุณอัยย์“ใช่ๆ ยัยอัยย์ ครั้งแรกที่เธอเป็นคือตอนไหนนะ ชั้นยังไม่เจอกับเธอเลยใช่มั้ย” จากที่นิต้าตอ
“ใครโทรมาตอนนี้วะ”ในจังหวะที่ฉันกำลังรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า จู่ ๆ ก็ได้ยินหมอวัตสบถออกมาอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก เขายันตัวเองลุกขึ้นจากตัวฉัน ซึ่งแขนฉันที่คล้องเกี่ยวคอของเขาไว้ก็ปล่อยให้ร่วงหล่นลงบนที่นอนแบบไร้แรงต้านทาน“คงไม่ใช่น้องคนไหนของคุณโทรมาตามใช่มั้ยคะ” ฉันเอ่ยถามเขาออกไป พยายามไม่ให้เสียงดังจนเกินไปจนเข้าไปในสายให้ฝั่งตรงข้ามได้ยินเมื่อฉันลุกขึ้นใส่ชุดคลุมแล้วเดินตามเขาออกมาที่ห้องรับแขก เห็นเขาแนบมือถือที่หูแต่ไม่พูดอะไร ได้แต่ยื่นนิ่งเงียบ แต่เพราะเขายืนหันหลังให้ฉัน ฉันจึงไม่ทันได้เห็นสีหน้าเขา เลยเดาไม่ถูกว่าปลายสายนั้นโทรมาด้วยเรื่องดีหรือร้ายอย่างไรกันแน่“เอ่อ คุณใจเย็นๆ ก่อนนะ แล้วก็ เฮ้อ แต่งตัวเถอะ เดี๋ยวเราต้องออกไปกันแล้ว” หลังจากคำถามฉันจบเพียงไม่นาน หมอวัตวางสายแล้วจึงหันกลับมาคุยกับฉันด้วยท่าทีสงบ แต่เหมือนฉันจะมองออกว่า ความสงบนั้นเป็นเพียงท่าทีที่เขาพยายามแสดงออกมาเพื่อปกปิดอะไรไว้บางอย่างฉันไม่ได้ทำตามที่เขาบอกในทันที เพียงแต่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ขมวดคิ้วมอง







