FAZER LOGINเส้นทางชีวิตฉันต้องเปลี่ยนแปลงเพราะแม่เลี้ยงไม่ชอบฉัน เธอพยายามทำทุกวิถีทางที่จะกำจัดฉันออกจากบ้าน และวันหนึ่งเธอก็ทำสำเร็จ ฉันไม่รู้ว่าเธอทำวิธีไหน ทำให้ฉันทะเลาะกับพ่อยกใหญ่ โชคดีที่ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมและฉันจบมัธยมต้นพอดี ฉันจึงได้ย้ายมาอยู่กับแม่ และย้ายโรงเรียนมาเรียนมัธยมปลายใกล้ๆ กับร้านเสริมสวยของแม่ที่เปิดอยู่
เพราะความลำบากที่ฉันเจอมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ฉันไม่เกลียดคร้าน ช่วยแม่ทำงานในร้านทำผมทุกอย่าง และยังไม่ศึกษาทักษะอื่นๆ เพิ่ม ทั้งทำเล็บ ต่อขนตา เพิ่มรายได้ให้ตัวเองเป็นค่าขนมและใช้จ่ายของที่อยากได้อื่นๆ โดยไม่ต้องรบกวนแม่นอกจากค่าเล่าเรียน การที่ได้มาอยู่กับแม่ฉันมีความสุขขึ้นมาก ถึงแม้ว่าฉันจะไม่สนิทกับสามีใหม่ของแม่ ไม่เคยเรียกว่าพ่อ แต่ก็เหมือนท่านจะไม่ถือสา คงเพราะเข้าใจและเห็นว่าฉันยังเด็ก และคุณลุงท่านก็ดูแลเอาใจใส่และเอ็นดูฉันเหมือนกับลูกของท่านเอง แต่แล้ววันที่ฉันเริ่มมีแฟน กลับเป็นวันที่ฉันไม่คาดคิดว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับฉัน ช่วงที่ฉันมีแฟนฉันเริ่มกลับบ้านช้า เพราะเริ่มติดเที่ยวกับแฟน แต่ฉันไม่เคยให้เสียการเรียน แม่จึงไม่ได้ว่าอะไร จนกระทั่งวันหนึ่ง วันนั้นเป็นวันเรียนจบม.5 ฉันกับแฟนที่คบกันมาเกือบปีและเพื่อนสนิท เราไปฉลองเรียนจบกัน ฉันดื่มไปนิดหน่อยด้วยความอยากรู้อยากลองตาประสาเด็กวัยรุ่น เมื่อเหล้าเข้าปากความคึกคะนองก็เพิ่มมากขึ้น ความยับยั้งชั่งใจก็ลดลง เวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว แฟนพาฉันมาส่งที่บ้าน คืนนั้นเป็นคืนที่ฉันกลับบ้านดึกที่สุดในชีวิต “นิด...” ผู้ชายที่เดินอยู่ข้างๆ และจูงมือฉันอยู่เดินเซเล็กน้อย เขาเรียกชื่อฉันขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “นิด” “เรียกทำไมบ่อยๆ มีอะไรก็พูดมาสิ” ฉันหันไปถามเขา เมื่อเขาไม่ยอมพูดอะไร นอกจากเรียกชื่อฉันซ้ำๆ “ถึงบ้านแล้ว” ใช่เราสองคนยืนอยู่หน้าบ้านของฉันแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าไปด้านใน “ใช่ ถึงบ้านแล้ว” ฉันตอบกลับเขาไป แต่ระหว่างที่กำลังจะก้มหยิบกุญแจที่อยู่ในกระเป๋าเพื่อจะเปิดประตูเข้าบ้าน เขากลับดึงมือฉันข้างที่จับกันอยู่เข้าไปหาตัว ทำให้ฉันเซเข้าไปซบลงที่อกเขา มืออีกข้างของเขาที่ว่างอยู่โอบมาที่เอวฉันเพื่อรั้งตัวฉันไว้ไม่ให้ถอยหนี ฉันไม่เข้าใจกับการกระทำนั้นจึงเงยหน้าขึ้นเพื่อจะถาม “อุบ..” แค่อ้าปากแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร เขาปล่อยมือจากที่กุมมือฉันอยู่ ช้อนที่ท้ายทอยฉันขึ้น แล้วก้มหน้าลงมาประกบปากเขาลงที่ริมฝีปากของฉัน รั้งท้ายทอยไว้ไม่ให้ฉันถอยหนี และพยายามจะให้ฉันอ้าปากเพื่อแทรกแซงเข้ามาภายใน แต่ฉันพยายามฝืนเอาไว้ได้ ‘นี่ เขาจูบชั้นเหรอ จูบแรกของชั้น ชั้นยังไม่พร้อมนะ’ “ใครอะ มายืนทำอะไรหน้าบ้านคนอื่นดึกดื่น” ฉันรีบผลักตัวเขาออกเมื่อได้ยินเสียงคุณลุงพ่อเลี้ยงของฉันที่ดังออกมาจากในบ้าน ก้มหน้าก้มตาหยิบกุญแจบ้านออกจากกระเป๋าโดยเร็ว แล้วรีบไขประตูเข้าบ้าน โดยไม่ลืมหันไปลาบอกแฟนหนุ่ม “เราเข้าบ้านก่อนนะ เธอก็กลับไปได้แล้ว ถึงบ้านแล้วบอกเราด้วย” “คุณลุงยังไม่นอนเหรอคะ” เมื่อเข้าไปภายในบ้าน ฉันต้องเผชิญหน้ากับพ่อเลี้ยงที่ยืนทำตาเขียวอยู่กลางร้านเสริมสวย ที่ชั้นบนใช้เป็นห้องพัก “เมื่อกี้ทำอะไรกับใครอยู่หน้าบ้าน แล้วทำไมกลับดึกขนาดนี้ เป็นสาวเป็นนางแล้วนะเราอะ” ตั้งแต่ฉันย้ายมาอยู่กับแม่ ฉันไม่เคยเห็นคุณลุงดุขนาดนี้มาก่อนเลย ทำเอาฉันถึงกับสะดุ้ง และรู้สึกผิดไปเลยที่ปล่อยให้เหตุการณ์เมื่อกี้เกิดขึ้น “เอ่อ นิดขอโทษค่ะ วันนี้สอบวันสุดท้ายนิดเลยไปฉลองกับเพื่อนจนดึก ส่วนคนนั้นแฟนนิดเอง แม่ก็รู้” ฉันก้มหน้าตอบกลับไป ถึงแม่ฉันจะไม่ได้เคารพลุงว่าเป็นพ่อ แต่เขาก็ยังเป็นสามีแม่และเป็นเจ้าของร้านตัวจริงด้วย “แล้วแม่เธอรู้หรือเปล่าว่าทำตัวเหลวไหลขนาดไหน ถึงกล้ายืนพลอดรักกับมันหน้าบ้านอะ ทำตัวแบบนี้อีกหน่อยก็ได้ท้องไม่มีพ่อหรอก” “ลุง...นี่มันมากเกินไปนะ นิดรู้ดีว่านิดทำอะไรอยู่” ฉันก็รู้ว่าลุงเป็นห่วง แต่ก็ไม่คิดว่าจะห่วงจนพูดจาไม่ดีกับฉันได้ขนาดนี้ หลังฉันพูดจบ จึงตัดสินใจที่จะเดินขึ้นชั้นบนเพื่อไปนอน และไม่อยากอยู่เถียงกับลุงต่อด้วย เพราะลุงกำลังโมโห “จะไปไหน ไหนมาดูสิ ปากเก่งแค่ไหนแล้ว ถึงขนาดมาเล่นกันหน้าบ้านชั้น” ฉันไม่คิดว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับฉัน ในขณะที่ฉันกำลังจะเดินผ่านตัวลุงเข้าไปด้านในของร้านเพื่อขึ้นไปที่ชั้นสอง ฉันถูกมือหนาคว้าตัวเอาไว้ จับฉันหันไปเผชิญหน้าแล้วล็อกคอฉันเข้าไปประกบปากอย่างแรง ฉันพยายามฝืนตัวไว้ มือทั้งสองข้างยันไปที่ไหล่ของลุง พยายามดิ้นรนให้หลุดออกมาก่อนที่จะถูกลุกล้ำ แต่ฉันไม่สามารถสู้แรงลุงได้ เพราะถึงแม้เขาจะมีอายุ แต่ก็ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นคนสูงวัยที่มีกล้ามเนื้อแบบนักกีฬา เมื่อฉันดิ้นไม่ยอมหยุด ลุงก็ยิ่งใช้แรงบังคับฉันมากขึ้น อีกทั้งยังเลื่อนมือที่รั้งตัวฉันไว้ในครั้งแรก มาด้านหน้าเพื่อที่จะจับหน้าอกของฉัน ในที่สุดฉันจึงตัดสินใจกัดที่ปากลุงอย่างแรงจนรู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือด “โอ้ยย” ลุงร้องออกมาเสียงดังสนั่น และคลายกอดออกไปจับที่ปากตัวเองจุดที่เลือดออก ทำให้ฉันสามารถหลุดออกจากพันธนาการได้ “ทำอะไรกันน่ะ พี่ทำอะไรนิด” ฉันได้ยินเสียงแม่ดังมาจากด้านในของร้าน และเมื่อหันไปมองตามเสียง แม่ดูตกใจกับสิ่งที่เห็นมาก และฉันก็ตกใจจนร้องไห้โฮ วิ่งเข้าไปกอดผู้เป็นแม่ตัวสั่นเทา “นิดขึ้นบ้านไปก่อน เข้าห้องแล้วก็ล็อกประตูดีๆ ด้วย” แม่ลูบหลังปลอบและบอกให้ฉันขึ้นไปอยู่บนห้องตัวเอง ตอนนั้นฉันกลัวแม่จะเข้าใจผิด กลัวว่าแม่จะไล่ฉัน “แม่ นิดไม่ได้ทำอะไรนะ แม่ต้องเชื่อนิดนะ ลุงเค้า..” “แม่เชื่อนิด แต่ตอนนี้นิดต้องเชื่อแม่ ขึ้นไปอยู่บนห้องล็อกประตูด้วย” แม่เริ่มเสียงแข็งขึ้นมานิดหน่อย เมื่อฉันไม่ยอมไปตามที่แม่บอกตั้งแต่แรก ฉันจึงตัดสินใจทำตามที่แม่บอก แต่หลังจากล็อกประตูห้องแล้ว ก็ยังพยายามแนบหูฟังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชั้นล่าง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นแม่ทะเลาะกับคุณลุงพ่อเลี้ยงฉัน ถึงแม้จะจำเหตุการณ์ตอนเด็กที่พ่อแม่ทะเลาะกันไม่ได้ชัดเจน แต่ฉันรู้ได้ว่าครั้งนี้แรงกว่าครั้งนั้นมาก จนฉันกลัวแม่จะถูกทำร้ายร่างกาย แต่ก็ไม่กล้าจะออกจากห้องไปดูเหตุการณ์ ฉันเผลอหลับไปตอนไหนก็จำไม่ได้ แต่รู้สึกตัวอีกทีคือแม่มาเคาะประตูหน้าห้อง ซึ่งฉันนั่งอยู่ตรงนั้นจึงสะดุ้งตื่นแล้วรีบลุกขึ้นเปิดประตูให้แม่เข้ามา “นิดเก็บเสื้อผ้า ข้าวของนะ เราจะย้ายออกจากที่นี่กัน” แม่พูดแค่นั้นและไม่ได้อธิบายอะไรอีก ทำเอาฉันอึ้งพูดอะไรไม่ออก ฉันไม่รู้เลยว่าจะทำยังไงต่อไป ฉันออกมาจากบ้านพ่อแล้ว และตอนนี้กำลังจะต้องออกจากบ้านแม่อีกเหรอ แล้วฉันจะไปอยู่ที่ไหน แต่ก่อนที่แม่จะหันหลังเดินออกจากห้องไป ฉันปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง “แม่ นิดขอโทษ นิดขอโทษ แม่อย่าไล่นิดไปเลยนะ” ฉันเดินเข้าไปกอดแม่จากทางด้านหลัง รู้สึกผิดกับตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองหมดหนทาง กำลังจะถูกทอดทิ้งอีกครั้ง “หยุดร้องไห้ แล้วไปเก็บของได้แล้ว เดี๋ยวแม่ก็ต้องไปเก็บของของแม่ด้วย เราจะไปจากที่นี่กัน” แม่หันกลับมาอธิบายให้ฉันเข้าใจว่าฉันไม่ได้ถูกไล่ออกจากบ้าน แต่เราแม่ลูกจะไปด้วยกัน “แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหนล่ะแม่ แล้วแม่กับลุง” ฉันกังวลเรื่องลุงกับแม่ เพราะเท่าที่อยู่มาก็เห็นว่าทั้งสองต่างรักกันดีไม่เคยมีปากเสียงกัน และฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมลุงจึงทำแบบนั้น “เลิกถามเถอะน่ะ รีบเก็บของเร็วเข้า” แม่พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด แต่ไม่ยอมตอบในสิ่งที่ฉันถาม ทำให้ฉันไม่กล้าถามอะไรต่อ ทำได้เพียงพยักหน้ารับแล้วหันหลังเข้าห้องเพื่อเก็บของใช้ใส่กระเป๋าใบใหญ่ ใบเดียวกับที่ฉันเอาออกมาจากบ้านพ่อ แม่เป็นช่างเสริมสวยที่มีฝีมือดี ประกอบกับที่เคยมีฐานะดีเคยได้ออกงานสังคมมาก่อนเมื่อตอนที่ยังอยู่กับพ่อ จึงเข้ากับลูกค้าที่เป็นคนมีฐานะได้ดี และลูกค้าแม่คนหนึ่งก็ช่วยเหลือเราสองคนแม่ลูกไว้ ด้วยการให้ที่พักพิง เป็นคอนโดห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งซึ่งยังว่างอยู่พอดี “แล้วเราจะทำยังไงกันต่อดีอะแม่ แม่ก็ไม่มีร้านแล้วน่ะสิ” หลังจากเราสองคนเข้ามาอยู่ในห้อง และกำลังเก็บของเข้าที่ ฉันถามแม่ขึ้นเพราะอยากวางแผนชีวิตตัวเองต่อไปด้วย ฉันกลัวว่าเปิดเทอมจะไม่ได้กลับไปเรียนต่อ “เดี๋ยวคุณนายเค้าจะให้แม่เปิดร้านใหม่ที่ห้องด้านล่างตึก คนเก่าที่เปิดไว้เค้าปล่อยว่างมานานแล้ว” “ดีเลยสิแม่ นิดปิดเทอมพอดี นิดจะช่วยแม่นะ นิดจะหาเงินส่งตัวเองเรียน แม่จะได้ไม่ต้องเหนื่อยมาก” ฉันเริ่มมีความหวังและกลับมามีรอยยิ้มได้อีกครั้ง “ลำบากกันหน่อยนะลูก แต่ยังไงนิดจำคำแม่ไว้นะ แม่รักนิดที่สุด และแม่เชื่อใจหนูนะ” ฉันรู้ว่าสิ่งที่แม่พูดมาหมายถึงอะไร ทำให้ฉันน้ำตาคลอ โผเข้าไปกอดแม่เอาไว้แน่นปิดเทอมใหญ่ของฉันไปผ่านไปด้วยการทำงานแทบทุกวัน ไม่มีวันหยุด ไม่ได้เที่ยวกับแฟนกับเพื่อนเลย แต่ฉันรู้สึกโชคดีที่แฟนและเพื่อนสนิทต่างเข้าใจฉัน
การเรียนมัธยมปีสุดท้ายของฉันผ่านไปอย่างทุลักทุเล แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังสามารถเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ตั้งใจไว้ได้ ถึงแม้ว่าจะเลือกตามแฟนก็เถอะ แต่กลายเป็นว่ายังไม่ทันได้เริ่มเรียนมหาวิทยาลัย ฉันก็ต้องเลิกกับแฟนโดยไม่ทันได้ตั้งตัวสุดท้ายแล้ว ฉันก็ได้กลับเข้าไปเก็บของในห้องและรีบเดินไปที่รถเพื่อจะมุ่งตรงไปที่บ้านยัยอัยย์ทันที แต่แล้วฉันก็ต้องตัดสินใจเปลี่ยนจุดหมายปลายทางกระทันหัน เมื่อจู่ๆ รถคู่ใจก็เกิดสตาร์ทไม่ติดไปซะดื้อๆ“แล้วจะทำยังไงล่ะทีนี้ ซวยชะมัดเลย” ฉันทำอะไรไม่ถูก เอาแต่ยืนกอดอกมองรถตัวเองอยู่ด้านหน้า“มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ คุณผู้หญิง” เสียงทุ้มต่ำดังมาจากด้านหลังฉัน เมื่อหันไปมองก็ต้องยิ้มแห้ง เมื่อเสียงนั้นเป็นเสียงของผู้ชายที่ฉันเพิ่งแยกจากเขาได้ไม่นานนี้เอง“คุณวัต...ชั้นคิดว่าคุณกลับไปแล้วซะอีก เอ่อ... พอดีรถชั้นมันสตาร์ทไม่ติดน่ะค่ะ ไม่รู้เป็นอะไร”“เอ่อ... ผมก็ไม่มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์ งั้นผมเรียกช่างมาให้คุณแล้วกันครับ ซักครู่นะครับ” คุณวัตเดินไปที่รถของเขาซึ่งก็จอดอยู่ไม่ไกล เก็บของที่อยู่ในมือทั้งสองข้าง แล้วค่อยหยิบมือถือขึ้นมาโทรเรียกช่างตามที่เขาบอกไว้“ตอนนี้ก็ค่ำแล้ว งั้นผมไปส่งคุณดีมั้ย คุณบอกที่อยู่ช่างไว้ รถเสร็จแล้วค่อยให้เค้าขับไปคืนให้คุณ ผมรับรองได้ว่าช่างที่นี่ไว้ใจได้ ผมใช้งานประจำ” หลังจากรอช่างมาถึงและกำลังช่วยดูรถให้ฉันอยู่ครู่หนึ่ง คุณวัตที่ยืนรอเป็นเพื่อนฉันอยู่ตลอดก็
การมาเจอกันครั้งนี้ ผมรู้สึกว่าเหมือนเธอหวาดระแวงในช่วงแรก แต่หลังจากได้เห็นเธอยอมกินขนมที่ผมสั่งมา ก็คิดว่าเธอน่าจะผ่อนคลายมากขึ้นแล้ว ไม่รู้ทำไมผมจึงไม่อยากให้คนรอบข้างที่ผมพบเจอมีสีหน้าไม่สบายใจเวลาอยู่ต่อหน้าผมแต่เพียงไม่นาน หลังจากนั้น สีหน้าเธอก็กลับมาเป็นกังวลอยู่ตลอดเวลาอีกครั้ง ผมว่าท่าทางผมก็ไม่น่าจะน่ากลัวนะ ออกจะดูเฟรนลี่เป็นกันเองเข้าถึงง่ายซะด้วยซ้ำ แต่นักช็อปฯ คนนี้วางตัวสร้างระยะห่างกับผมมากกว่าผู้หญิงคนอื่นๆ ทั่วไปที่ผมเคยรู้จัก หรือเธอจะเป็นพวกไม่ชอบผู้ชายผมไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องสนใจผู้หญิงคนนี้นัก ทั้งๆ ที่เธอก็ไม่ใช่สไตล์แบบผู้หญิงที่ผมชอบควง ผมชอบผู้หญิงขี้อ้อน ชอบเอาใจ เพราะงานที่ทำก็เหนื่อยและต้องเอาใจคนอื่นอยู่แล้ว โดยเฉพาะเหล่าผู้ถือหุ้น ดังนั้นคนข้างตัว ผมชอบให้พวกเธอช่างเอาใจ ชอบให้ออดอ้อนเหมือนลูกแมวเวลาอยากได้ขนมมากกว่าส่วนนิต้า เท่าที่ผมได้เจอเธอ เธอเป็นสาวสวยออกแนวมั่นใจในตัวเองมาก เป็นผู้หญิงทำงานจริงจัง แต่จริงใจมั้ยผมยังบอกไม่ได้ เรื่องแบบนี้คงต้องใช้เวลาในการดูกันไป แต่ที่แน่ๆ อย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกคือยังอยากให้เธอเป็นนักช็อปฯ ให้ผมต่อแม
“ตายแล้ว” ฉันแทบอยากจะเดินหนีหายเข้าไปในตู้เสื้อผ้าริมผนังเมื่อหันไปเห็นตัวเองในกระจก กระโปรงสั้นด้านหลังฉันมันดันพับเปิดขึ้นมาจนเห็นไปถึงแก้มก้นที่ไม่มีผ้าใดๆ ปิดบังเอาไว้ ฉันชอบใส่จีสติงมากกว่าเพราะไม่ต้องกังวลกับขอบกางเกงใน ที่จะทำให้สะดุดตาเมื่อใส่กระโปรงแนบเนื้อแบบนี้ แต่เกิดเหตุแบบนี้ สงสัยฉันต้องลองเปลี่ยนเป็นกางเกงในไร้ขอบแทนซะแล้ว เพียงแต่ตอนนี้ไม่ทันแล้ว ‘เค้าเห็นตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย’ทั้งๆ ที่ปกติฉันเป็นคนระวังตัวมากเวลาจะลุกจะนั่ง แต่คงเพราะฉันตกใจกับการที่เขามาคนเดียว ทำเอาสติฉันไม่อยู่กับตัว จนเผลอลืมที่จะสำรวจกระโปรงด้านหลังของตัวเองเมื่อลุกขึ้น“เอ่อ ชั้นขอโทษค่ะ ที่เข้าใจผิด แล้วพูดไม่ค่อยดีออกไป สรุปแล้วคุณจะให้ชั้นแนะนำอะไรให้คะวันนี้” ฉันเอ่ยออกไปอย่างรู้สึกผิดจริงๆ ที่คิดและพูดไม่ดีออกไป“ผมอยากให้คุณช่วยดูให้ผมทั้งหมด ทั้งชุดทำงาน ออกงาน และลำลองด้วย ทุกอย่างครับ” คุณวัตยังคงมีทีท่าสงบนิ่งเหมือนเมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ‘หรือเขาพยายามทำให้ฉันสบายใจ’“ถ้าอย่างนั้น น่าจะต้องใช้เวลาพอสมควรเลยนะคะ คุณมีชุดไหนที่ต้องการใช้ด่วนก่อนมั้ยคะ เผื่อเวลาไม่ทันเลือกทั้งห
จากความไม่คาดคิดและไม่รอบคอบของฉันเอง อีกทั้งยังกลัวจะเสียชื่อลูกค้าที่แนะนำมา ฉันจึงยอมทำตามที่ลูกค้าร้องขอ โดยสองสามชุดแรก เขาให้ฉันเลือกชุดเซตสำหรับใส่ทำงานในชีวิตประจำวันทั่วไป ซึ่งทุกอย่างผ่านไปด้วยดี และยังคงมีพนักงานของร้านคอยดูแลอยู่ในห้องรับรองด้วยแต่หลังจากนั้น ชุดที่ลูกค้าต้องการก็เริ่มเปลี่ยนไป จนฉันมารู้สึกตัวว่าท่าไม่ดี เมื่อเขาให้ฉันช่วยเลือกชุดนอน เริ่มจากชุดนอนกางเกงขายาวผ้าฝ้าย จนกระทั่งฉันต้องลองชุดผ้าไหมซาตินที่เป็นกระโปรง และเมื่อฉันมองนาฬิกาว่ามันนานเกินไปแล้ว แต่แฟนของลูกค้าคนนี้ก็ยังไม่มา แถมมองไปรอบห้องก็หาพนักงานร้านที่คอยดูแลอยู่ไม่เจอฉันตัดสินใจหยิบชุดเข้าไปในห้องลอง จะใช้โอกาสนี้เปลี่ยนชุดที่เป็นของตัวเอง เพื่อจะรีบหนีออกไปจากห้องรับรอง แต่ฉันรู้สึกตัวถึงอันตรายช้าไป เมื่อเพียงฉันเปลี่ยนเป็นชุดของตัวเองได้เพียงครึ่งล่าง ลูกค้าผู้ชายที่อยู่ด้านนอกก็เข้ามาในห้องลองชุด“ว้ายย... คุณเข้ามาทำไมคะ กรุณาออกไปด้วยค่ะ ชั้นกำลังเปลี่ยนชุด” ฉันพยายามส่งเสียงดัง เพื่อหวังว่าเสียงจะได้ดังออกไปข้างนอก เผื่อให้พนักงานที่หน้าร้านได้ยิน และหากมีลูกค้าด้านนอกได้ยิน ก็จะยิ
“อะไรของเธอยัยอัยย์ ปรึกษาหมอรักษาโรคอะไรกันแน่ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียวนะ” ฉันเห็นยัยเพื่อน นั่งกดมือถือแล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ทั้งๆ ที่ข้าวยังเหลืออยู่เต็มจาน เป็นฉันซะอีกที่ได้กินของอร่อยๆ ทุกวันตั้งแต่มาอยู่เป็นเพื่อนเธอก็เกือบสัปดาห์แล้ว จนฉันคิดว่าตอนนี้น้ำหนักคงเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 กิโลเป็นแน่“ไม่มีอะไรซะหน่อยนิต้า คุณหมอแค่ทักมาบอกให้ทานข้าวให้ตรงเวลา แล้วก็แนะนำอะไรนิดหน่อยเอง เราว่าคุณหมอใส่ใจคนไข้ดีนะ” ฟังจากเสียงและคำพูด ยัยอัยย์น่าจะชื่นชมหมอคนนี้มากเลยล่ะ ฉันคิดว่าเหตุการณ์ไม่น่าจะปกติ“โห ดูแลดีขนาดนี้เชียว มีซัมติงหรือเปล่า นี่หมอเค้าเห็นหน้าเธอแล้วยังอะ” ฉันคิดว่าเหตุการณ์ไม่น่าจะปกติ ระหว่างหมอกับคนไข้ ต้องดูแลกันถึงขนาดนี้เลยหรือไง ฉันไม่เคยเจอนอกจากในละครเท่านั้น“หืม... ไม่มีทางมีซัมติงหรอก หน้าเราที่ส่งไปก็เป็นหน้าตอนนี้เนี่ย ใครจะอยากคิดอะไรล่ะ น่าเกลียดจะตาย” ยัยอัยย์ทำหน้าเศร้าอีกแล้ว ฉันก็ต้องใจอ่อนกับเธอทุกที“โอ้ย ไม่น่าเกลียดขนาดนั้น ไม่เอาละ เลิกคุยก่อน กินข้าวเถอะ ชั้นหิวจะแย่แล้ว ดูอาหารแม่เธอทำน่ากินสุดๆ ชั้นขอพักการไดเอทก่อนละ วันหลังค่อยลด” หลังจากนั้นเร
“เป็นไงบ้างนิต้า ของเยอะจังหนักมั้ย ทั้งหมดเท่าไหร่กันเนี่ย” อัยย์ถามขึ้นหลังจากฉันวางของลงที่โต๊ะปลายเตียง“นี่ เธอดูใบเสร็จเอง ชั้นว่ามันแปลกๆ เดี๋ยวชั้นเช็กของให้ก่อนนะ แชมพู วิตามินซี วิตามินรวม... นี่ โปรตีนก็มีเพียบเลย โอ้ยตาหมอบ้าหลอกขายของแน่ๆ ไหนดูใบเสร็จซิยัยอัยย์ หลายหมื่นแน่ๆ แบบนี้เนี่ย”“ยอดรวมทั้งหมด 30 บาท!!!” ฉันตกใจกับยอดเงินที่อัยย์บอก เพราะมันเป็นไปไม่ได้ จากของที่ฉันเปิดดูทั้งหมด มีแต่ขอเคาน์เตอร์แบรนด์ทั้งนั้น ไม่มีชิ้นไหนที่ราคาต่ำกว่าครึ่งพันเลย“นี่ ยัยอัยย์ แอปฯ หมอนี่ เค้าเข้าโครงการ 30 บาทหรือไง ไหนดูของซิ ของปลอม หรือหมดอายุหรือเปล่า” ฉันหันกลับไปหยิบของจากในถุงออกมาดูทีละชิ้น อย่างละเอียด ทั้งวันผลิต วันหมดอายุ แม้กระทั่งสังเกตความผิดปกติว่าเป็นของปลอมหรือไม่‘ทุกอย่างนี้มันมีแต่เรื่องไม่น่าไว้ใจเลย ฉันเป็นห่วงยัยอัยย์จัง’ระหว่างที่ฉันกำลังตรวจของในถุงแต่ละชิ้น อัยย์น่าจะกำลังแชตไปถามตัวต้นตอของเรื่องทั้งหมดนี้ เพราะฉันเห็นเธอกำลังก้มหน้าก้มตากดมือถือในมือ“นิต้า คุณหมอบอกให้เราเข้าโครงการพิเศษแหละ ของนี้เลยจ่ายแค่ 30 บาท ^^” ไม่นานนัก อัยย์เงยหน้าพูดด้ว







