LOGIN“อัยย์…” ไม่ทันการณ์ ฉันเพิ่งเดินถึงตัวยัยอัยย์ กำลังจะอ้าปากพูดกับเธอ แต่ก็ได
“อัยย์…” ไม่ทันการณ์ ฉันเพิ่งเดินถึงตัวยัยอัยย์ กำลังจะอ้าปากพูดกับเธอ แต่ก็ได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งเรียกชื่อยัยอัยย์มาจากทางด้านหลังก่อนแล้วเมื่อฉันหันไปมอง ก็ต้องพบว่า หมอภีมที่กำลังวิ่งตรงมาทางเราสองคนเรียกเป็นคนเรียกเพื่อนฉัน แต่ยังมีอีกคนที่จู่ๆ ก็เดินเร็วขึ้นแซงหมอภีมขึ้นมา และเขากลับมาคว้าข้อมือของฉัน ดึงพาฉันแยกออกไปอีกที โดยฉันไม่ทันได้ตั้งตัว และไม่สามารถฝืนรั้งตัวเองเอาไว้ได้ด้วย จึงต้องเดินเร็วๆ ตามเขาไปอย่างขัดไม่ได้“นี่คุณจะพาชั้นไปไหนปล่อยนะ ชั้นเจ็บนะ” ผมต้องชะลอฝีเท้าจนหยุดเดิน เมื่อคนด้านหลังที่เดินตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เริ่มขัดขืนและกำลังโวยวายประท้วงด้วยเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ“เพิ่งจะตัดไหมได้วันเดียว ก็ออกเที่ยวเลยนะคุณ” ผมหันกลับไปเผชิญหน้ากับเธอ ยังคงจับข้อมือของเธอเอาไว้ไม่ปล่อย และส่งสายตาดุเธอกลับไปผมหงุดหงิดขึ้นมาทันทีที่ได้รู้ว่าเธออยู่ที่นี่ และยิ่งโมโหมากขึ้นไปอีก เมื่อตอนที่โทรหาเธอแล้วได้รู้ว่า เธอไม่มีเบอร์ของผมอยู่ในรายชื่อบนมือถือของเธอ“ชั้นต้องมา
“ยัยอัยย์ทางนี้ หายไปไหนมายะ ชั้นเป็นห่วงแทบแย่” ฉันถอนหายใจโล่ง ที่เจอยัยอัยย์ซะที อดไม่ได้ที่จะต่อว่าเธอไปนิดหน่อย ที่จู่ๆ ก็หายไปทำให้คนเป็นห่วงเมื่อ 1 ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ฉันกับยัยอัยย์ที่ตื่นเช้าเป็นพิเศษโดยที่ไม่ได้นัดกัน เราไปขออนุญาตพ่อกับแม่และเดินทางลงมาที่หมู่บ้านที่อยู่เชิงดอย เพราะยัยอัยย์อยากจะมาส่งข่าวถึงคุณหมอที่รักษาเธอส่วนฉันนอกจากตามมาเป็นเพื่อนเธอแล้ว ฉันก็คิดถึงบรรยากาศคึกคักของผู้คน อยากมาเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง อยู่บนดอยถึงจะคึกคักแต่ก็เป็นเพราะแวดล้อมไปด้วยผู้คนที่มาทำงานถ่ายละครทั้งนั้น รวมถึงอยากจะซื้อของใช้ต่างๆ เพิ่มด้วย โดยเฉพาะยาทาแผลพวกเราเริ่มเดินดูสำรวจตลาดยามเช้า หลังจากพวกเรากินข้าวเช้าเสร็จกันอย่างรวดเร็ว เพราะเห็นว่าคณะค่ายอาสาเริ่มจะลงมากันแล้ว แถมต่างก็หาที่นั่งในร้านอาหารเช้าเพื่อพักคอยรถที่จะเดินทางต่อเข้าเมือง พวกฉันจึงตัดสินใจรีบกินรีบลุกให้ที่นั่งกับคณะอาสาเพียงแค่ฉันเข้าไปเลือกเสื้อสกรีนในร้านเพื่อเอาไว้เป็นที่ระลึกแค่ 10 นาที พอจ่ายเงินหันมา ก็ไม่เห็น
“อ่าว ไอ้ภีม มึงจะไปไหนวะ เดี๋ยวเค้าจะเรียกรวมตัวกันแล้วนะ เฮ้ย” วันนี้พวกผมตื่นเช้าเหมือนกับทุกวัน เก็บกระเป๋าจัดข้าวของเตรียมตัวจะลงไปที่หมู่บ้านด้านล่าง ผมกับไอ้ภีมมาถึงที่จุดนัดรวมตัวก่อนเวลาพอสมควร ท่าทีเพื่อนผมมันกระวนกระวายอยู่ซักพัก แล้วจู่ๆ มันก็วางกระเป๋าไว้ที่ผม แล้วรีบวิ่งออกไป“เออ ฝากเอาของไปขึ้นรถด้วยเดี๋ยวกูกลับมา” มันทิ้งภาระให้ผมเอากระเป๋าขึ้นรถให้มันอีก ‘นี่กูเป็นเพื่อนมึง หรือเป็นคนรับใช้มึงกันแน่วะไอ้ภีม’ ได้แค่บ่นแหละครับ แต่สุดท้ายผมก็ต้องทำให้มันตามที่ขออยู่ดีช่วงเวลาที่เหลือก่อนที่ทุกคนจะต้องขึ้นรถเตรียมลงไปที่หมู่บ้านด้านล่าง ชาวบ้านหลายๆ คนที่รู้ข่าวและพอจะมีกำลัง มาช่วยกันขนสัมภาระขึ้นรถ บ้างก็มีของติดไม้ติดมือมาฝากให้กับอาสาที่เคยช่วยเหลือพวกเขาเด็กน้อยบางคนวิ่งมากอดร่ำลาพี่ๆ อาสาที่มาดูแลพวกเขา มาเล่น มาชวนพวกเขาทำกิจกรรมสันทนาการและเสริมพัฒนาการของพวกเขา เด็กนักศึกษาสาวๆ ที่มาเป็นอาสาหลายคนถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ด้วยความเดียงสาของเด็กๆ ทำให้เกิดความผูกพันกันได้โดยใช้เวลาเพียงไม่นาน &lsqu
หลังจากเหนื่อยกันมาเป็นเวลาหลายวัน ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะต้องปิดจบงานค่ายแพทย์อาสาเสียที ผมกับไอ้ภีมและคณะแพทย์ พยาบาล และอาสาทุกคน เข้าร่วมการประชุมงานครั้งสุดท้ายพร้อมกับคณะอาจารย์และนิสิตจากมหาวิทยาลัยเมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี อาจารย์กล่าวปิดจบการบริการทางการแพทย์ของค่ายอาสาในครั้งนี้ ทุกคนก็ต่างพากันแยกย้ายกันไปเป็นกลุ่มๆ บ้างก็สังสรรค์กันต่อ บ้างก็กลับที่พักเพื่อพักผ่อน ผมกับไอ้ภีมก็คงเหมือนคนกลุ่มหลังคือ กลับห้องพัก“ไอ้วัต คนเจ็บของมึงเป็นยังไงบ้าง” ไอ้ภีมถามขึ้นมาทันทีที่เราสองคนหลับมาถึงห้องพัก“คนเจ็บ คนไหนวะ มานี่คนเจ็บผ่านมือกูไม่รู้กี่คนแล้วไม่ได้นับ” ผมพอจะเดาออกแต่แรกแล้วว่าคนที่ถามถึงนั้นหมายถึงใคร เพียงแต่อยากขอจังหวะให้สมองได้คิดคำตอบซักนิดก่อน“ก็นิต้าไงวะ เมื่อวานพาเค้าไปอยู่ที่ไหนวะ” เหมือนขุดหลุมฝังตัวเอง มันกลับถามเจาะจงเข้าไปอีก“อ๋อ… ก็มึงบอกให้กูช่วยไง กูก็ช่วยแล้วไง” ผมเลี่ยงที่จะตอบคำถามของไอ้ภีมตรงๆ และยังไม่อยากจะเล่าอะไรมาก“เออออ
“….” ยัยอัยย์เงียบไป ทำหน้าตาเคร่งเครียดอย่างกับกำลังจะเข้าห้องสอบในวิชาที่ต้องทำข้อสอบอัตนัยอย่างไรอย่างนั้น ดูแล้วก็รู้สึกตลกดี“เธอไม่ต้องคิดอะไรเยอะหรอกยัยอัยย์ ความรู้สึกเธอชอบใครมากกว่าก็คนนั้นแหละ เพียงแต่ชั้นอยากให้เธอลองเปิดใจดู อย่าเพิ่งยึดติดกับใคร เธอยังมีโอกาสเลือกคนที่ดีที่สุดให้กับตัวเองนะ”ในความคิดฉันการคบใครต้องมีทางให้เลือกเสมอ ฉันรู้ว่านั่นเป็นความคิดของคนเห็นแก่ตัว แต่ฉันจะไม่ยอมเป็นแค่ตัวเลือกให้คนอื่นมาเลือกเท่านั้นหรอก ประสบการณ์สอนฉันมาแบบนั้น การเป็นคนเลือกย่อมดีกว่าเสมอ“แต่เราก็ไม่รู้ว่า ถ้าภีมเค้ารู้ว่าเรามีอาการประหลาดแล้วเค้าจะรับได้หรือเปล่าน่ะสิ”“ถ้ารับไม่ได้เธอก็ยังมีคุณหมอรออยู่ยังไงล่ะ”“แต่เราก็ยังไม่เคยเจอคุณหมอเลยนะ เกิดเจอกันแล้ว เค้าไม่ใช่อย่างที่เราชอบล่ะ”“โอ้ย ยัยนี่ เอาใจยากจริงเชียว ชั้นว่าเธอลองคุย ลองศึกษาไปก่อนทั้งสองคนนั่นแหละ ถ้าไปกันไม่ได้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ก็แยกย้าย ห
“อ๋อ ได้ค่ะ” ฉันตอบเขากลับไปได้เพียงสั้นๆ เท่านั้น ถึงอย่างไรสถานะของเขาที่เป็นลูกค้าของฉันก็ยังคงต้องมีอยู่ แม้ว่าฉันจะไม่ค่อยพอใจกับสถานะเพื่อนสนิทของคนที่ทำให้เพื่อนฉันต้องมีโรคประหลาดติดตัวก็ตาม“อ่ะคุณ รับนี่ไปด้วย” จู่ๆ เขาก็เรียกฉันให้หันไปหา แล้วยื่นถุงที่เหลือในมือเขามาให้“นี่คือ...” ฉันยังไม่ได้รับถุงพวกนั้นมาทันที แต่ทำสีหน้าสงสัยถามเขาไป“เอาไว้กินกับเพื่อนคุณ บ่ายแล้วที่ครัวพวกคุณคงไม่เหลืออะไรให้กินแล้วล่ะมั้ง เดี๋ยวผมต้องรีบกลับไปเคลียร์งานต่อละ เดินกลับดีๆ นะ” เขาเอาถุงทั้งหมดใส่มือฉัน แล้วหันกลับไปเดินไปทางเดิมที่เพิ่งเดินผ่านมาฉันได้แต่ยืนงงอยู่ตรงนั้น จะเรียกเขาก็ไม่ทันแล้ว เพราะเขาเดินกลับไปไวมาก ต่างจากความเร็วตอนที่เดินมาส่งฉันลิบลับ“อัยย์ หิวมั้ย กินอะไรหรือยัง” ระหว่างกำลังเดินกลับไปที่ห้อง ฉันเจอยัยอัยย์นั่งอยู่ที่ลานโต๊ะไม้คนเดียว จึงรีบเดินเข้าไปหาเธอ ในใจนึกเป็นห่วงว่าจะมีใครจัดมือเที่ยงให้เธอหรือยัง“ก็หิวนิดหน่อย ว่าแต่ทำไมถึงเพิ่งกลับมาล่ะ&rdq







