Masuk“อ่า หวานเหลือเกินเดือนดาราของฉัน อ่า ฉันเฝ้ารอวันนี้มาตลอดสิบแปดปี อ่า เฝ้ารอจะได้เสพสมร่างกายเธอ อ่า อืม” ผละออกมาเอ่ยครางพร่ารดใบหน้าชื้นเหงื่อเธอแล้วโน้มหน้าลงไปซุกไซ้ซอกคอระหงที่บิดเร่ายกแอ่นส่ายไปมาด้วยความเสียวซ่าน รู้ดีว่าที่หล่อนเป็นเช่นนี้เพราะฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดที่ชมได้ให้หล่อนดื่มกินก่อนจะนำตัวมาสังเวยเขาบนเตียงนี้
“อ่า นายท่าน...อ่า ได้โปรด...ไม่ไหวแล้ว หนูไม่ไหวแล้วนายท่านขา...อ่า” เดือนดาราครางกระเส่าแอ่นเด้งเร่าบิดครวญครางขึ้นหานายท่านเหนือร่าง ตั้งแต่เล็กจนโตหล่อนมีเพียงเขาและลุงชมที่ดูแลมาตลอด ไม่เคยออกไปนอกรั้วของคฤหาสน์แดง ไม่เคยเจอผู้คนภายนอก โลกของเธอมีเพียงสองคนนี้เท่านั้น
“อ่า ฉันรู้ว่าเธอกำลังร้อนมากแค่ไหนเดือนดารา อ่า ไม่ไหวแล้วใช่ไหม อื้ม ฉันเองก็ไม่ไหว อ่า”
เคลื่อนไล้ปลายจมูกโด่งคลอเคลียถูกไถตามซอกคอระหงมายังเนินอกอวบอูมพร้อมกับวงแขนแข็งแรงปล่อยเธอให้นอนบิดเร่ากับเตียงนุ่น แล้วกรอบกุมขยุมขยำสองเต้าบีบเคล้นคลึงจังหวะสวาททรมานเจ้าหล่อน
“อ่า นายท่านขา...หนูไม่ไหวแล้ว อ่า ได้โปรดเถอะ อ่า ชะ...ช่วยหนูด้วย อ่า ซี๊ด อ่า”
ความทรมานเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเดือนดาราไม่อาจจะต้านทานได้อีกต่อไป ร่างสวยผิวสีน้ำผึ้งอาบชิ้นไปด้วยเหงื่อไคล ยาปลุกกำหนัดก็เร่งรัดคลึงร่างกายสาวให้ทรมานหนักหน่วงภายใน สองเรียวแขนเล็กตวัดโอบกอดลำคอหนาของนายท่านที่เคลื่อนไหวเหนือร่างตัวเองพร้อมแอ่นเด้งสองเต้าขึ้นหาเขาอย่างโหยหา
“อ่า อื้ม ใจเย็น เดือนดารา ฉันรู้ว่าหนูต้องการอะไร อ่า”
ตอนนี้พันภพก็ต้องการเช่นกัน อยากสอดเร่าไปในร่างสาวพรหมจรรย์ รอมาตลอดสิบแปดปี วันนี้ที่รอคอยก็มาถึง วันที่จะได้สมสู่ร่วมเตียงกับเด็กที่เป็นโชคชะตาของตัวเอง หวังว่าหล่อจะเป็นยาดีในการแก้คำสาปของตระกูลเขา เขาอยากหลุดพ้นจากความทรมานตลอดหนึ่งพันห้าร้อยกว่าปีที่ผ่านมา
“อ่า หนูไม่ไหวแล้วนายท่าน ได้โปรดเถอะ อ่า”
แม้จะเห็นตัวของนายท่านประกายแสงเรืองรองเป็นสีทองพร้อมกับมีเกล็ดสีเหลืองทองขึ้นเต็มตัว รู้สึกหวาดกลัวแต่ก็ไม่ได้ทำให้ความร้อนรุ่มทรมานเธอลดน้อยลง หล่อนยังคงต้องการคนเหนือร่าง และที่เดือนดาราสงสัยมาตลอด เวลาผ่านมาสิบแปดปีนายท่านยังคงหนุ่มแน่นไม่แก่ยังคงเหมือนเดิม เนี่ยคือความสงสัยที่เกิดขึ้น ต่างจากลุงชมที่แก่ตามวันเวลา
“ฉันรู้ว่าหล่อนไม่ไหว และตอนนี้หล่อนคงพร้อมให้ฉันได้ครอบครองแล้วเดือนดารา”
น้ำเสียงทุ่มพร่าเอ่ยออกมาด้วยความยากลำบาก กลิ่นกายหอมของเรือนร่างเปลือยใต้ร่างช่างทำให้เขาร้อนรุ่มได้ดีไม่แพ้ผิวสีน้ำผึ้งของเจ้าหล่อน พันภพเคลื่อนไหวกดแนบบดเบียดท่อนเนื้ออวบใหญ่ตัวเองเข้าไปในกายสาวน้อยใต้ร่างทันที
“อ่ะ เจ็บ!” ถึงกับร้องเจ็บจุกออกมาพร้อมน้ำตาไหลซึมออกทางหางตาด้วยความเจ็บปวด เดือนดาราเคลื่อนไหวเอวเล็กคอดตัวเองส่ายหนีความทรมานเจ็บกลางร่างแต่ไม่ได้ผลเมื่อนายท่านได้ตวัดกอดรวบร่างหล่อนยกขึ้นหาพร้อมกับกดแนบบดเบียดตัวเองสอดลึกกว่าเดิม
“อ่า เจ็บ! ได้โปรดหยุดเถอะนายท่าน อ่า หนูเจ็บ ฮือๆ” เธอร้องบอกเขาเสียงสั่นสะอื้นไห้เจ็บปวดทรมานใจแทบขาด ร่างกายเหมือนโดนฉีกทึ้งแยกออกจากกันเมื่อนายท่านสอดตัวเองเข้ามาในตัวเธอ ความรู้สึกร้อนรุ่มก่อนหน้าได้หดหายไปมีแต่ความทรมานและอยากหนีไปจากเตียงเข้ามาแทนที่
“ชูว์ ฉันรู้ว่าสาวพรหมจรรย์อย่างหล่อนจะเจ็บ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของความสวยงาม จากนี้เธอจะชอบมันเดือนดารา อยู่นิ่งๆ ผ่อนคลาย อย่าดิ้นหนีฉันเด็กดี อ่า ภายในหล่อนตอดรัดฉันแน่นมาก อ่า ผ่อนคลายแล้วฉันจะขยับ อ่า”
พันภพบอกคนในวงแขนที่กอดรัดแน่น ตอนนี้ไม่อาจหยุดหรือถอยได้ตามคำขอร้องของหล่อน เพียงสิ่งเดียวที่ทำได้คือไปให้ถึงปลายทางที่รออยู่ตรงหน้า ตลอดระยะพันห้าร้อยกว่าปีเขาวกวนกับเรื่องคาวสวาทมามากนักต่อนัก มักออกไปหาความสุขตลอดยามค่ำคืน แต่ค่ำคืนนี้เขาและเด็กที่เลี้ยงมาเพื่อแก้คำสาปกำลังเสพสมกลืนกินกายกันและกัน มันคือสิ่งที่เขาเฝ้ารอมาตลอด เฝ้ามองเด็กที่เลี้ยงมาตั้งแต่เล็กเพื่อให้ถึงวันที่หล่อนอายุครบสิบแปดปีมันนานเหลือเกินในความรู้สึกคนที่รออย่างเขา
“อ่า หนูจะเชื่อฟังนายท่าน อ่า หนูจะไม่ดิ้น ไม่เกร็ง จะผ่อนคลาย อ่า เจ็บ!”
สาวน้อยเดือนดาราเป็นเด็กดีตามคำสั่งของนายท่าน และเมื่อทำตามหญิงสาวก็ได้รับรู้ว่าตัวเองเริ่มไม่เจ็บเหมือนคราแรกแล้ว เริ่มรู้สุขร้อนรุ่มอีกครั้ง เธอแหงนเงยหน้าขึ้นหานายท่านที่คร่อมทับกอดรัดเธอแน่นพร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอนให้บุรุษเคลื่อนไหว
หึหึ
พันภพได้แต่ยกยิ้มขำในลำคอพร้อมกับเริ่มเคลื่อนไหวจังหวะเร่าร้อนโหมกระแทกกายสอดลึกแล้วถอดถอนเด้งเร่าเข้าออกซอยถี่เข้าหาความเป็นสาวคับแน่นที่ตอดรัดคลึงตัวเองยามสอดจ้วงลึกไปในตัวหล่อน ความรู้สึกมันแตกต่างจากที่เคยได้สมสู่กับสตรีที่ผ่านมา เดือนดาราแตกต่างอาจเพราะหล่อนเป็นผู้หญิงที่ถูกโชคชะตาขีดเส้นให้เขาก็เป็นได้
“อ่า...ท่านงดงามยิ่งนักเจ้าหญิงนาเดียร์ อื้ม...” อีรอสผละปากที่ปิดปากน้อยกลืนเสียงลมหายใจและเสียงหอบหายใจของนางมาลากลิ้นตวัดเลียลำคอระหงของเจ้าหญิงเผ่ามนุษย์ที่อ่อนระทวยรวยแรงเพราะสัมผัสปรารถนาของตนเองที่กำลังจะยัดเยียดให้นาง “อะ...อีรอส เจ้ามันเป็นอสูรชั้นต่ำ ข้าเกลียดเจ้า อะ...อื้อ” วาจาแผ่วเบาดังลอดจากริมฝีปากบวมเจ่อเพราะรสจูบดุดันของจอมอสูร มืออ่อนแรงทั้งสองพยายามผลักไสหัวของอีรอสออกจากซอกคอระหงของตนพร้อมบิดส่ายดิ้นหนีจากใต้ร่างใหญ่ แม้จะรู้ว่าพยายามไปก็ไร้ประโยชน์ “อ่า...หอมเหลือเกิน ท่านหอมเหลือเกินเจ้าหญิง อูว์...งั้นก็เป็นเมียอสูรชั้นต่ำหน่อยเป็นเช่นไรท่าน อื้ม...อ่า...”อีรอสขบกัดซอกคอระหงฝากฝังรอยเขี้ยวฟันคมของตัวเองแล้วก็ผละเคลื่อนมายังอกอวบอูม ยิ่งเจ้าหญิงนาเดียร์พยายามผลักไสดิ้นส่ายขัดขืนก็ยิ่งเป็นการขยับตัวยั่วยวนให้อีรอสตะกละในกายของนาง&
เสียงหอบหายใจของทั้งสองดังประสานกัน แต่รู้สึกแตกต่างกัน คนหนึ่งหอบซ่านด้วยความปรารถนา อีกคนหอบเหนื่อยด้วยความโกรธชังคนเหนือร่างและขยะแขยงสัมผัสของจอมอสูร เจ้าหญิงนาเดียร์มองจ้องดวงตาสีแดงของอีรอสแล้วก็ถุยน้ำลายใส่หน้าคนเหนือร่าง ไม่สนว่ามันจะกระเด็นตกกลับมาใส่หน้าตัวเอง ถุย! “อสูรชั้นต่ำอย่างเจ้า กล้าดีเช่นไรมาทำเช่นนี้กับเจ้าหญิงอย่างข้า อีรอส!” หึหึ อีรอสหาได้โกรธและขยะแขยงน้ำลายของเจ้าหญิงไม่ เขาทำเพียงแค่ตวัดลิ้นเลียคราบน้ำลายของนางที่ติดปลายจมูกตัวเองแล้วก็เอ่ยกับนางใต้ร่าง “หวานดี” แล้วอีรอสก็ตอบเจ้าหญิงคนงามของเผ่ามนุษย์ที่ตนกำลั
“กลับไปซะ!” เสียงห้าวแข็งตะโกนตอบกลับสาวใช้หน้ากระโจมแล้วสาวใช้ก็รีบขอลาทันที ด้วยรู้ดีว่าน้ำเสียงเช่นนี้นายเหนือหัวกำลังอารมณ์เดือดดาล ทำเอาเจ้าหญิงนาเดียร์สะดุ้งตกใจกับน้ำเสียงห้วนแข็งที่ตะโกนตอบกลับผู้มาใหม่ที่หน้ากระโจม ตอนนี้เจ้าหญิงนาเดียร์พยายามดิ้นรนคลานหนีจากเตียงนอนแข็งๆ แต่ก็ไร้ประโยชน์ เมื่อร่างใหญ่ของจอมอสูรโถมตัวลงมาคร่อมทับกักกดร่างเล็กตนไว้ใต้ร่างหนาของเขา “เจ้าจักทำอันใดข้า เจ้าอสูรชั้นต่ำ!” “ข้ามิปล่อยให้คนที่ตบข้าลอยนวลดอกเจ้าหญิงนาเดียร์ แต่สำหรับมือตบเช่นท่าน ข้าจักลงโทษด้วยวิธีของข้าเองและมันจะเป็นวิธีที่ทำให้ท่านจดจำข้าไปตลอดกาล มิว่าจักอยู่ที่ใดในโลกานี้ ท่านก็จักจดจำได้แต่เพียงสัมผัสของอสูรชั้นต่ำเยี่ยงข้า...หึหึ” อีรอสเอื้อนเอ่ยวาจาจบก็แค่นขำตามมาในท้ายประโยคทำเอาใจของเจ้าหญิงผู้เลอโฉมต้องเอ่ยตอบสวนกลับ
“เจ้าคือจอมอสูร แล้วทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่เล่า” มิมีมนุษย์ผู้ใดเห็นร่างอสูรของตนแล้วมิตกใจกรีดร้องเป็นลมหมดสติ ไม่ก็เสียสติ แต่กับเจ้าหญิงนาเดียร์ นางที่อยู่ตรงหน้าของอีรอสตอนนี้นางหาได้มีความหวาดกลัวตนไม่ และนี่แหละที่ทำให้หัวใจที่มิเคยเต้นไหวมานานนับแสนปีกระตุกไหวจนแทบจะเด้งออกมาด้านนอก “เจ้าคือจอมอสูรอีรอสใช่รึไม่ แล้วเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้เช่นไรเล่า” นางพยายามบังคับน้ำเสียงตัวเองให้หนักแน่นดุดันแล้วขยับตัวลุกขึ้นลงจากเตียงมองไปยังดาบของเจ้าอสูรที่อยู่ใกล้ตัวเองเพียงสามก้าวเดิน แต่มองขนาดของดาบแล้วนางยกมิขึ้นแน่นอน หึหึ “ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งเจ้าหญิงนาเดียร์ผู้เลอโฉมทั้งในแดนมนุษย์แดนอสูร ที่นี่คือเขตแดนของอสูร เป็นเจ้าหญิงนาเดียร์ต่างหากเล่าที่บุกรุ
ด้านคาร์สัน พอพาสาวใช้ของเจ้าหญิงนาเดียร์มายังกระโจมที่ใช้สำหรับกักขังเชลย พอมาถึงก็มัดรวบนางไว้กับเสากลางกระโจมแล้วก็เดินออกมาสั่งเวรยามด้านนอกให้เฝ้านางเป็นอย่างดี อย่าให้หนีเล็ดรอดออกจากกระโจมนี้ได้เป็นอันขาด เมื่อจัดการได้แล้วก็กลับกระโจมของตนเอง “ข้าได้ยินว่าเจ้าพามนุษย์เข้ามาในค่ายของเรา” เสียงเข้มห้าวของน้องชายเอ่ยดังขึ้นเมื่อเขาเดินพ้นม่านของกระโจมเข้ามาข้างใน “ข่าวของเจ้าช่างไวนักคาร์เตอร์” “แน่นอนท่านพี่ ว่าแต่ผู้ใดเล่าที่ท่านพาเข้ามาในแดนอสูรของเรา” “จักใครซะอีกเล่า ก็สตรีที่งามเลิศในเผ่ามนุษย์น่ะสิ” “เจ้าหญิงนาเดียร์รึ” คาร์เตอร์รู้
“ครั้งก่อนเจ้าก็พูดเช่นนี้ มิได้พาเราหลงทางหรอกนะซันนี่” “เจ้าหญิงถามหม่อมฉันแบบนี้แล้วหม่อมฉันชักไม่แน่ใจแล้วเพคะว่ามาถูกทางไหม แต่แผนที่ที่หม่อมฉันได้มาก็บอกว่าทางนี้นะเพคะ” “ไหนเอามาให้เราดูสิว่าเรามาถูกทางจริงรึไม่” แล้วนางก็ยื่นมือไปรับแผนที่จากสาวใช้ข้างกายมาดู แม้จะเป็นเวลากลางคืน แต่ตรงที่อยู่ติดกับแดนอสูรจึงทำให้ได้รับแสงไฟจากเผ่าอสูรสาดส่องมองเห็นอะไรชัดเจน เจ้าหญิงนาเดียร์มองดูแผนที่ที่รับมาพร้อมขมวดคิ้วแล้วมองดูไปรอบๆ ตัวเองอยู่กับถนนเล็กๆ ที่ตนกับซันนี่ควบม้ามา แล้วก็ต้องนิ่วหน้าเมื่อรู้ว่าตนกับซันนี่มากันผิดทาง นางมิน่าให้ซันนี่เป็นคนดูแผนที่เลย “เรามากันผิดทางแล้วซันนี่ ทางนี้มิใช่ทางไปป้อมทหาร เราต้องย้อนกลับไป”&nbs







