เข้าสู่ระบบไลร่า แวนซ์ คือเด็กสาวที่มองเห็นปีศาจจากต่างมิติมาตลอดชีวิต แต่เมื่อวันเกิดครบรอบ 16 ปีมาถึง เธอได้รู้เข้ากับความลับที่ติดตัวมาชั่วชีวิตซึ่งจะทำให้โชคชะตาของไลร่าก็ต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล
ดูเพิ่มเติมบทนำ
สายฝนที่เพิ่งซาลงทำให้มวลไอความชื้นในอากาศพุ่งสูงจนผู้คนที่สัญจรไปมาสัมผัสได้ถึงอากาศที่ทั้งฉ่ำเย็นและหม่นหมองของเดือนพฤษภา
กลิ่นกาวจากลังกระดาษเก่าๆและกลิ่นอับของเสื้อผ้าที่ถูกซักด้วยยาซักผ้าถูกๆ ที่ไม่ใส่แม้แต่น้ำยาปรับผ้านุ่มด้วยซ้ำ คือกลิ่นอายประจำตัวของบ้านเด็กกำพร้า ‘เซนต์โฮบส์’ สถานที่ที่ราวกับถูกหลงลืมไว้ในมุมอับของโลกใบนี้ มันตั้งอยู่ในย่านชานเมืองอันเปล่าเปลี่ยวที่ไม่มีผู้คนสัญจรไปมามากนัก แวดล้อมด้วยอาคารพาณิชย์ร้างๆที่เงียบเหงา ที่นี่ไม่ใช่บ้านในอุดมคติที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะหรืออ้อมกอดอันอบอุ่นของครอบครัว แต่มันคืออาคารที่มีบุคลิกเหมือนคุณลุงผู้เย็นชา สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เด็กๆในเซนต์โฮบส์อาศัยนั้นเป็นตึกสีขาวที่หม่นหมอง สีลอกล่อนไปตามกาลเวลา อัดแน่นไปด้วยเด็กน้อยหลากหลายวัย ส่งเสียงร้องระงมและแย่งชิงเศษเสี้ยวความสนใจราวกับฝูงลูกนกในรังที่หิวโหย
สำหรับไลร่า แวนซ์แล้ว บ้านหลังนี้เปรียบเสมือนกรงขังที่ตีตราความเงียบงันและโดดเดี่ยวลงบนตัวของเธอ
เด็กสาววัยสิบหกปีในชุดนักเรียนสีซีด นั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงสองชั้นเหล็กขึ้นสนิมที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งยามขยับตัว ห้องพักรวมขนาดเล็กที่อัดแน่นไปด้วยเตียงนอนหกเตียงนั้นเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เด็กบางคนกำลังส่งเสียงหัวเราะคิกคักกับโทรศัพท์มือถือราคาถูก บางคนกำลังทะเลาะกันเรื่องของใช้ส่วนตัว แต่ไม่มีใครหันมามองไลร่าเลยสักคน เธอเป็นเหมือนอากาศธาตุ เป็นเงาจางๆ ที่เดินผ่านไปผ่านมาในสายตาของคนอื่น ซึ่งสำหรับไลร่า... นั่นคือสิ่งที่เธอพึงพอใจมากที่สุดแล้ว
เพราะถ้าไม่มีใครมองเห็นเธอ... ก็จะไม่มีใครสังเกตเห็นสิ่งที่เธอ ‘มองเห็น’
ดวงตากลมโตสีดำสนิทกวาดมองไปรอบห้อง ก่อนที่สายตาจะสะดุดเข้ากับมุมห้องมืดๆ ใกล้ตู้เสื้อผ้า ที่ซึ่งเงาสีดำทะมึนรูปร่างบิดเบี้ยวไร้โครงสร้างที่แน่นอนกำลังขดตัวอยู่ มันไม่มีตา ไม่มีปาก มีเพียงรอยแยกสีแดงฉานคล้ายรอยแผลฉีกขาดที่ส่งเสียงครางฮือในลำคอด้วยความหิวกระหาย เงาประหลาดนั้นขยับตัวช้าๆ ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคล้ายซากสัตว์ลอยมาแตะจมูก
ไลร่าเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด เธอหลับตาลงช้าๆ สูดหายใจเข้าลึกเพื่อข่มความหวาดกลัวที่เกาะกุมหัวใจมานานนับปี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเห็นพวกมัน ปีศาจและภูติผีรูปร่างอัปลักษณ์เหล่านี้มักจะคอยติดตามผู้คน ห้อยโหนอยู่ตามระเบียงตึก หรือแม้แต่เดินปะปนไปกับฝูงชนบนท้องถนนโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว มีเพียงไลร่าคนเดียวที่มองเห็นโลกอีกใบที่ซ้อนทับอยู่บนโลกความเป็นจริง—โลกที่เต็มไปด้วยความมืดมิด ความเจ็บปวด และความน่าสะพรึงกลัวที่มนุษย์ธรรมดาไม่อาจจินตนาการถึง
การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ทำให้ไลร่ากลายเป็นเด็กเก็บกดและเย็นชา เธอเรียนรู้ที่จะเงียบ เรียนรู้ที่จะก้มหน้ามองพื้น และเรียนรู้ที่จะไม่ส่งเสียงกรีดร้องออกมาเมื่อปีศาจตนนั้นยื่นกรงเล็บอันยาวเฟื้อยมาเฉียดผ่านใบหน้าของเธอในยามค่ำคืน
ความหวาดกลัวกลายเป็นความคุ้นชิน ความโดดเดี่ยวกลายเป็นเกราะป้องกันตัว แต่ในความมืดมนอันยาวนานนั้น กลับมีแสงสว่างอบอุ่นเพียงน้อยนิดที่คอยประคับประคองจิตใจอันบอบช้ำของเธอไว้
“ไลร่า เหม่ออะไรอยู่เหรอ?”
เสียงหวานที่คุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสอุ่นๆ ที่แตะลงบนไหล่เบาๆ ไลร่าสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง หญิงสาวที่ยืนอยู่าตรงนั้นคือ วิเวียน รีด อาจารย์ประจำชั้นวิชาประวัติศาสตร์และเป็นครูแนะแนวของไลร่า อาจารย์วิเวียนมีรอยยิ้มที่อ่อนโยนเสมอ เธอมักใช้เวลายามว่างเว้นจากงานมาเยี่ยมไลร่า ทั้งคู่พบกันตั้งแต่ไลร่ายังเด็ก แววตาของวิเวียนนั้นเต็มไปด้วยความห่วงใยที่จริงใจเสมอ นอกจากความจริงใจแล้วยังมีความเชื่อมั่นแฝงอยู่ ไม่ใช่ความเวทนาสงสารที่แสนน่าสังเวชแบบที่ผู้ดูแลในสถานสงเคราะห์ชอบแสดงออก
“หนูแค่นอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่น่ะค่ะ” ไลร่าตอบเสียงเบา พยายามซ่อนความเหนื่อยล้าและความตื่นตระหนกไว้ใต้แพขนตางอน
อาจารย์วิเวียนมองสำรวจใบหน้าซีดเซียวของเด็กสาวด้วยความกังวล เธอยื่นกล่องขนมปังไส้ครีมชิ้นเล็กๆ ที่เพิ่งซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อให้ “วันนี้วันเกิดเธอไม่ใช่เหรอ? สิบหกปีเต็มแล้วนะเด็กน้อย โตเป็นสาวแล้วนะเรา ถึงไม่มีงานเลี้ยงใหญ่โต แต่อย่างน้อยก็ต้องกินอะไรอร่อยๆ ฉลองวันเกิดให้กับตัวเองหน่อยสิ”
ไลร่ารับกล่องขนมปังมาถือไว้ ความอบอุ่นจากปลายนิ้วของอาจารย์วิเวียนแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจที่ด้านชาของเด็กสาว “ขอบคุณค่ะ... อาจารย์ใจดีกับหนูเสมอเลยนะคะ”
“ก็เธอน่ารักและเป็นเด็กดีนี่นา มีอะไรไม่สบายใจก็มาปรึกษาอาจารย์ได้เสมอนะ” อาจารย์วิเวียนเอ่ยอย่างสบายๆก่อนจะยิ้มบางๆ มือบางเอื้อมมือมาจัดสร้อยคอเส้นเล็กที่ซ่อนอยู่ใต้คอเสื้อของเด็กสาวให้เข้าที่จนไลร่าได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ “จำที่อาจารย์เคยบอกได้ใช่ไหม? ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามถอดสร้อยเส้นนี้เด็ดขาดนะ”
“ค่ะอาจารย์” ไลร่าพยักหน้ารับเบาๆ แม้เธอจะไม่เข้าใจว่าสร้อยเงินธรรมดาที่มีจี้หินสีดำทึบนี้มีความสำคัญอย่างไร แต่อาจารย์วิเวียนเป็นคนมอบมันให้เธาตั้งแต่เธอจำความได้ และย้ำนักย้ำหนาว่ามันคือสมบัติชิ้นเดียวที่เธอมีและเธอห้ามถอดมันออก
แต่วันนั้น... เป็นวันที่อากาศแปรปรวนที่สุดในรอบปี ท้องฟ้าครึ้มฝนตั้งแต่ช่วงบ่าย ไลร่าเดินกลับจากโรงเรียนมายังบ้านเด็กกำพร้าตามลำพัง ลมหนาวพัดโชยมาปะทะผิวจนขนลุกซู่ รอบตัวเธอบบนท้องถนน มีเงาดำประหลาดเดินขวักไขว่มากกว่าปกติ ราวกับพวกมันกำลังถูกดึงดูดด้วยพลังงานประหลาดบางอย่างที่ไลร่าเองก็อธิบายไม่ถูก
ขณะที่เธอกำลังก้าวเท้าขึ้นบันไดหน้าบ้านพักเด็กกำพร้า จู่ๆ หัวใจของเธอก็เต้นรัวแรงอย่างไร้สาเหตุ ความรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกจนหายใจไม่ออกพุ่งพล่านขึ้นมา ร่างกายสั่นเทิบท่ามกลางสายลมที่เริ่มพัดกระโชกแรง ท้องฟ้าเบื้องบนเปลี่ยนจากสีเทาหม่นกลายเป็นสีแดงก่ำราวกับถูกย้อมด้วยเลือดสดๆ
เปรี๊ยะ...
เสียงบางอย่างแตกออกจากกันดังขึ้นเบาๆ ในความเงียบงัน ไลร่าก้มมองลงที่ลำคอของตัวเอง สร้อยคอเงินเก่าแก่ที่เธอสวมติดตัวมาตลอดชีวิต สร้อยที่อาจารย์วิเวียนเคยสั่งนักสั่งหนา บัดนี้จี้หินสีดำสนิทได้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ เศษหินร่วงหล่นลงกระทบพื้นคอนกรีตแตกละเอียดเป็นผุยผง
ทันทีที่สร้อยเส้นนั้นแตกออก... เสียงกรีดร้องโหยหวนนับร้อยนับพันดังอื้ออึงอยู่ในโสตประสาทของไลร่าราวกับเขื่อนกั้นน้ำขนาดยักษ์ที่พังทลายลงมาอย่างไร้การควบคุม จนเธอต้องทรุดตัวลงยกมือขึ้นกุมขมับด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ราวกับศีรษะกำลังจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ
“อ๊ะ... ปวดหัว... เจ็บ...เจ็บจัง…”
ไลราร้องครางออกมาด้วยความทรมาน โลกทั้งใบหมุนเคว้งคว้าง ถนนเบื้องหน้าไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป แต่เต็มไปด้วยปีศาจรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวนับสิบตนที่หันขวับมามองเธอพร้อมกัน ดวงตาสีแดงฉานนับคู่จ้องมองมาที่เด็กสาวราวกับเจออาหารอันโอชะ กลิ่นอายความหิวโหยและความชั่วร้ายแผ่พุ่งเข้าใส่เธอยิ่งกว่าพายุเฮอร์ริเคน
ปีศาจตนหนึ่งที่มีรูปร่างสูงใหญ่เหมือนเงายักษ์ มีกรงเล็บแหลมคมยาวเฟื้อยพุ่งตรงเข้ามาหากลางอกของเธอด้วยความเร็วสูงเกินกว่ามนุษย์จะมองทัน!
“กรี๊ดดด!”
ไลร่าส่งเสียงกรีดร้องออกมาสุดเสียง เธอพยายามจะลุกหนีแต่ขาทั้งสองข้างกลับไร้เรี่ยวแรง เงาดำมืดพุ่งกระแทกเข้าใส่ร่างของเธออย่างจัง แรงปะทะรุนแรงราวกับถูกรถบรรทุกชนด้วยความเร็วสูง ร่างของเธอกระเด็นลอยไปกระแทกกับผนังปูนอย่างแรงก่อนจะทรุดฮวบลงนอนจมกองเลือดสดๆ ที่ไหลทะลักออกมาจากศีรษะและหัวไหล่ ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูขุมขน ก่อนที่สติสัมปชัญญะทั้งหมดจะดับวูบลงในความมืดมิดอันไร้ก้นบึง
เมื่อไลร่าลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง กลิ่นแรกที่แตะจมูกไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของบ้านเด็กกำพร้า หรือกลิ่นเหม็นเน่าของซากศพจากพวกปีศาจ แต่เป็นกลิ่นหอมสะอาดของยาฆ่าเชื้อ แอลกอฮอล์ และผ้าปูที่นอนสีขาวบริสุทธิ์
แสงไฟสีขาวนวลจากหลอดไฟนีออนบนเพดานส่องกระทบเปลือกตาจนเธอต้องหรี่ตาลงเพื่อปรับโฟกัส ร่างกายระบมไปหมดทุกสัดส่วน ราวกับถูกแยกชิ้นส่วนแล้วนำมาประกอบใหม่ หัวไหล่ข้างขวามีผ้าพันแผลสีขาวพันไว้อย่างหนาแน่น พร้อมกับสายน้ำเกลือที่ระโยงระยางอยู่ที่หลังมือ
“ฟื้นแล้วเหรอไลร่า?”
เสียงหวานนุ่มคุ้นเคยเอ่ยขึ้นข้างเตียง ไลร่าหันไปมองช้าๆ พบอาจารย์วิเวียนนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีขาว สีหน้าของอาจารย์ดูอิดโรยและเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่สวยแดงก่ำคล้ายคนเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง
“อาจารย์คะ... หนู...” ไลร่าพยายามจะเอ่ยปากพูด แต่เสียงของเธอกลับแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน
อาจารย์วิเวียนรีบยื่นแก้วน้ำมาจ่อริมฝีปากให้เธอจิบเล็กน้อย ก่อนจะวางมือลงบนกลุ่มผมนิ่มของเด็กสาวด้วยความทะนุถนอม “ไม่ต้องพูดอะไรมากหรอกนะ พักผ่อนก่อน... เธอปลอดภัยแล้ว ที่นี่คือห้องพยาบาลของโรงเรียน”
ไลร่ากวาดสายตามองไปรอบห้องพยาบาลที่เงียบสงบ ไม่มีเงาดำ ไม่มีปีศาจ และไม่มีเสียงกรีดร้อง มีเพียงความเงียบงันและความจริงที่ว่า... เธอรอดตายมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
แต่อาจารย์วิเวียนกลับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แววตาที่มองมาที่เด็กสาวเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน ทั้งความสงสาร ความกังวล และความหวาดกลัวที่ถูกเก็บซ่อนไว้ลึกๆ ภายใต้ใบหน้าอันสุขุม
“สร้อยเส้นนั้น... แตกแล้วสินะ” อาจารย์วิเวียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่กลับทำให้หัวใจของไลร่ากระตุกวูบ ดิ่งลงสู่เหวลึกแห่งความจริงที่เธอกำลังจะต้องเผชิญหน้าต่อจากนี้ไปตลอดกาล ว่าชีวิตอันสงบสุขจอมปลอมของเธอนั้น ได้จบลงอย่างเป็นทางการแล้วในวันเกิดอายุครบสิบหกปีนี้
ลึกลงไปใต้พื้นพิภพหลายพันเมตร ภายในห้องโถงมืดมิดที่ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีดำทมิฬและกลิ่นอายความตายอันน่าสะพรึงกลัว ปราสาทแห่งสภาเงา ย์กลางอำนาจมืดที่คอยชักใยโลกเวทมนตร์อยู่เบื้องหลังแสงไฟสีแดงฉานจากคบเพลิงอสูรสะท้อนกระทบกับบัลลังก์หินออบซิเดียนขนาดมหึมา บนนั้น... เงาร่างสูงใหญ่ภายใต้ผ้าคลุมสีดำสนิทและหน้ากากโลหะลึกลงไปในความมืดกำลังนั่งนิ่งสงบ บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยแรงกดดันมหาศาลจนอากาศแทบจะกลายเป็นของแข็งเพล้ง!กระจกสื่อสารโบราณที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าก็เกิดรอยร้าวและระเบิดกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ พลังงานสะท้อนจากการที่ "ปีศาจแม่ทัพ" ถูกกำจัดโดย เคเลบ ไรเดอร์และไลร่า แวนซ์ส่งคลื่นกระแทกเข้ามาถึงใจกลางปราสาทแห่งนี้โดยตรงความเงียบงันปกคลุมไปชั่วขณะ ก่อนที่เงาร่างบนบัลลังก์จะขยับตัวอย่างช้าๆดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นเปล่งประกายวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่พรั่งพรูออกมาดั่งลาวาใต้พิภพ แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านไปทั่วห้องโถงจนผนังหินสั่นสะเทือน"ไอ้สวะ... ไร้ประโยชน์สิ้นดี!" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจและเย็นยะเยือกดังก้องกังวานไปทั่วห้อง “ส่งปีศาจระดับแม่ทัพไปแท้ๆ แต่กลับถูกมนุษย์สารเลวคนเดีย
ความสูงระฟ้าของอาคารบัญชาการกลางในเขตความปลอดภัยพิเศษ มอบทัศนียภาพอันกว้างไกลของมหานครยามค่ำคืนที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟนับล้านดวง ท้องฟ้ายามดึกปราศจากเมฆหมอก เผยให้เห็นหมู่ดาวระยิบระยับที่ทอประกายแข่งกับแสงนีออนเบื้องล่าง ลมหนาวพัดโชยปะทะยอดตึก ส่งเสียงหวีดหวิวเบาๆ ราวกับบทเพลงกล่อมโลกที่กำลังหลับใหลบนระเบียงกว้างของชั้นบนสุด ไลร่า แวนซ์ในชุดเครื่องแบบนักล่าปีศาจสีดำสนิทเข้ารูป ทิ้งตัวนั่งลงบนขอบปูนกั้นระเบียง มือเรียวบางประคองแก้วเซรามิกบรรจุโกโก้อุ่นๆ ไว้แนบอก ดวงตากลมโตเหม่อมองออกไปเบื้องไกลอย่างไร้จุดหมายโลกธรรมดาที่เธอเคยรู้จัก... โรงเรียนมัธยมปลาย เสียงหัวเราะของโซฟีและมีอา หรือแม้แต่ตัวตนเดิมของเธอในฐานะเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง บัดนี้ได้ถูกลบเลือนหายไปจากความทรงจำของทุกคนอย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่มีใครจำไลร่า แวนซ์ คนเดิมได้อีกต่อไป ยกเว้นเพียงตัวเธอเองและเงาสะท้อนในกระจกเสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างกาย ร่างสูงโปร่งของเคเลบ ไรเดอร์ ในเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีเข้มปรากฏขึ้น เขาวางกระป๋องกาแฟดำลงบนขอบปูนข้างตัวเธอก่อนจะทอดสายตามองทิวศานตระการตาเบื้องหน้าเช่นกัน“ลมแรงนะ... ไม่หนาว
แสงแดดยามเช้าในวันใหม่สาดส่องผ่านผืนผ้าใบหน้าต่างลงมาสัมผัสกับผิวแก้วใสภายในห้องนอนชั่วคราว ทว่าความอบอุ่นของแสงอาทิตย์ในวันนี้กลับไม่ได้ทำให้หัวใจของไลร่า แวนซ์รู้สึกผ่อนคลายเหมือนเช่นเคย ตรงกันข้าม... มันกลับเป็นความอบอุ่นที่เจือความหนาวเหน็บและบาดลึกจนน่าประหลาดเมื่อคืนนี้ หลังจากที่เธอยอมรับข้อเสนอของ พลเอกอาร์เธอร์ และตัดสินใจก้าวเข้าสู่โลกของนักล่าปีศาจอย่างเต็มตัว ความจริงอันโหดร้ายข้อหนึ่งก็ตามมาติดๆ—การตัดขาดจากโลกธรรมดาไม่ได้หมายถึงแค่การหลบหนีหรือการหายตัวไปจากบ้านเกิดเท่านั้น แต่เพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุดของคนที่เธอรัก ความทรงจำของทุกคนที่มีต่อ "ไลร่า แวนซ์" จะต้องถูกลบเลือนและปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด โดยฝีมือของหน่วยเวทมนตร์ความจำขององค์กร เพื่อไม่ให้พวกปีศาจหรือสภาสูงใช้คนรอบตัวเธอเป็นเครื่องมือในการตามล่านั่นหมายความว่า... เพื่อนสนิท ครูประจำชั้น และเพื่อนร่วมโรงเรียนทุกคน จะหลงลืมการมีตัวตนของเธอไปราวกับเธอไม่เคยเกิดมาบนโลกใบนี้เลยไลร่ายืนมองตัวเองในกระจกเงา ชุดนักเรียนมัธยมปลายสีขาวสะอาดตาถูกสวมทับบนเรือนร่างบอบบาง เธอยกมือขึ้นจัดโบว์ผูกคอเสื้ออย่างช้าๆ มือเรียวสั่นเ
ในบ้านพักของวิเวียนขณะนี้เป็นเวลายามสาย บรรยากาศโดยรอบไม่ได้อบอุ่นสดใสเหมือนเช่นวันก่อน ทว่าเต็มไปด้วยความเงียบงันและความเปราะบางที่สัมผัสได้ชัดเจนบนเตียงนอนห้องพักชั้นสอวิเวียน รีดนอนพักผ่อนอย่างอ่อนแรง ร่างกายที่เคยทรงพลังและเปี่ยมด้วยเวทมนตร์อันยิ่งใหญ่ บัดนี้กลับทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด แก่นพลังวิญญาณของเธอได้รับความเสียหายอย่างหนักหน่วงจากการถูกปีศาจระดับแม่ทัพเข้าสิงร่าง แม้จะรอดชีวิตมาได้ แต่อาการสาหัสครั้งนี้ทำให้พลังเวทของอาจารย์วิเวียน อ่อนแอลงจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมเขตอาคมรอบบ้านพักที่เคยหนาแน่นและปลอดภัย บัดนี้เริ่มสั่นคลอนและจางหายไปทีละน้อยเคเลบยืนกอดอกนิ่งสนิทอยู่ริมหน้าต่าง ดวงตาสีฟ้าคมกริบกวาดมองออกไปเบื้องนอกด้วยความกังวล ไลร่านั่งกุมมืออันเย็นเฉียบของอาจารย์วิเวียนไว้แนบแก้ม ดวงตากลมโตแดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาความพ่ายแพ้ของปีศาจเมื่อคืนไม่ได้แปลว่าสงครามสิ้นสุดลง ตรงกันข้าม... มันเป็นเพียงสัญญาณเตือนว่าสภาสูงและกองทัพเงาได้เพ่งเล็งมาที่พวกเขาทุกคนอย่างเป็นทางการแล้ว และด้วยสภาพของอาจารย์วิเวียนที่ไม่สามารถปกป้องใครได้อีกต่อไป บ้านพักกลางป่าหลังนี้จึงไม่ใช่สถานที่ท





