Masukจักรวาลและเฌอปรางค์เดินเข้าไปนั่งที่มุมประจำ โดยมีแตงโมวิ่งตามไปติดๆ เด็กสาวหยิบโทรศัพท์มือถือของตนส่งให้เฌอปรางค์ และขอร้องให้เธอช่วยถ่ายรูปคู่ให้ จากนั้นจึงทิ้งตัวลงนั่งข้างจักรวาล แล้วยกแขนเรียวเล็กขึ้นพาดเหนือศีรษะ หวังจะให้อีกฝ่ายยกแขนมาประสานให้เป็นรูปหัวใจ หรือที่เรียกกันว่าท่า ซารังเฮโย แบบเกาหลีนั่นเอง แต่เมื่อเห็นซุปเปอร์สตาร์หนุ่มนั่งเฉย เด็กสาวจึงเอ่ยปากขอร้องเสียงอ่อนเสียงหวานว่า
“พี่จักรยกมือซารังเฮโยกับโมหน่อยสิคะ นะคะ...นะ”
เฌอปรางค์มองท่าทีอิดออดของจักรวาลด้วยรอยยิ้มขบขัน แล้วพูดว่า “คุณก็ยอมยายโมหน่อยเถอะน่า รู้มั้ยว่ายายโมตั้งตารอให้คุณมาที่นี่ตั้งกี่วันแล้ว”
จักรวาลยิ้มแหยๆ ให้กับคนที่ยืนถือโทรศัพท์ในท่าเตรียมพร้อมรอถ่ายรูปนิดหนึ่ง ก่อนที่จะพูดแบบเขินๆ ว่า “ผมไม่เคยทำท่านี้กับใครเลยนะ...ผมอาย”
แตงโมยิ้มหน้าบานเมื่อได้ยินว่าจักรวาลไม่เคยทำท่านี้กับใครมาก่อน เด็กสาวรีบหันไปพูดกับซุปเปอร์สตาร์หนุ่มด้วยน้ำเสียงระรื่นว่า “ดีเลยค่ะ ถ้าได้ท่าที่พี่จักรไม่เคยถ่ายมาก่อนนะ เพื่อนๆ ต้องกรี๊ดอิจฉาโมกันมากแน่ๆ เลย พี่จักรยกมือขึ้นเร็วๆ ค่ะ นะคะ นะ นะ นะ โมจะถ่ายท่านี้นี่แหละไปอวดเพื่อนๆ ที่โรงเรียน”
เฌอปรางค์ปั้นหน้าขรึม ออกคำสั่งเสียงเข้มว่า “อย่ามากเรื่องได้มั้ย ยกมือขึ้นเดี๋ยวนี้”
“คร้าบ...ยกแล้วครับ ยอมแล้วครับ” ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มพูดเสียงยานคาง ยอมจำนน พร้อมกับยกมือขึ้นประสานกับมือของแตงโม ที่ยกคอยอยู่ก่อนแล้ว
“แหม...พี่จักรนี่เป็นสามีที่น่ารักจังเลยนะคะ ยอมทำตามที่พี่มะปรางสั่งด้วย” คำพูดประสาซื่อของเด็กสาว ทำให้เฌอปรางค์ปั้นหน้าไม่ถูก
“สามีที่ดีก็ต้องเชื่อฟังภรรยาสิ ไม่งั้นเดี๋ยวบ้านแตก” จักรวาลพูดกับแตงโม ทว่าสายตาวิบวับของเขา กลับจับจ้องไปที่ใบหน้าของหญิงสาวเบื้องหน้า
“พี่มะปรางรู้ตัวรึเปล่าว่าใครๆ ก็อิจฉาพี่มะปรางกันทั้งนั้น ที่คว้าหัวใจหนุ่มในฝันของสาวๆ ทั้งบ้านทั้งเมืองแบบพี่จักรไปครองได้” นัยน์ตาของเด็กสาวเป็นประกายชวนฝันขณะพูด
“พูดมากเกินไปแล้วนะยายโม” เฌอปรางค์รีบปราม ก่อนที่เด็กสาวจะพูดอะไรที่ทำให้เธอต้องวางตัวลำบากมากไปกว่านี้ “แล้วนี่พี่เกลือกับยายแป้นไปไหนล่ะ”
“พี่ส้มทำเค้กเพิ่มอยู่ในครัวค่ะ วันนี้ขายดีจนเค้กหมดเร็ว ส่วนพี่เกลือก็ออกไปส่งเค้กยังไม่กลับ” แตงโมรายงาน ก่อนจะขอตัวไปต้อนรับลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่เพิ่งเข้ามาใหม่
“ฉันจะไปคุยกับยายแป้นในครัว คุณจะกลับก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวฉันกลับบ้านเอง” เฌอปรางค์หันไปบอกจักรวาล
“กลับเอง เดี๋ยวก็ได้หลงทางอีก ผมนั่งรอตรงนี้ดีกว่า ขี้เกียจไปขับรถตามหารอบเมืองเหมือนเมื่อคืนนี้อีก”
“แล้ววันนี้คุณไม่มีงานเหรอ”
“วันนี้ผมว่าง อยู่เฝ้าภรรยาได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงหครับผม” จักรวาลแกล้งเย้า แล้วก็ต้องยิ้มกว้าง เมื่อเห็นคนตรงหน้าเขินจนหน้าแดงจัด ก่อนจะวิ่งหนีเขาเข้าไปในครัว
ส้มแป้นวางมือจากการผสมแป้งเค้ก แล้วเงยหน้าขึ้นถามเฌอปรางค์ ที่วิ่งเข้ามาในห้องครัวว่า “นี่แกวิ่งหนีอะไรมา”
“เปล่า” คนตอบทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
“ฉันเห็นแวบๆ ว่าคุณจักรมาด้วยใช่มั้ย” ส้มแป้นเอ่ยถาม แล้วหันกลับไปผสมแป้งเค้กต่อ
“นั่งรออยู่ข้างนอกโน่นแน่ะ บอกให้กลับไปก่อนก็ไม่ยอมกลับ ไม่รู้จะมานั่งเฝ้าทำไม” เฌอปรางค์บ่นอุบอิบ แต่ก็แอบยิ้มกับตัวเอง
“เขาก็คงกลัวแกหายไปแบบเมื่อคืนนี้อีกน่ะสิ แกรู้มั้ยว่าเมื่อคืนนี้เขาเป็นห่วงแกมากขนาดไหน”
เฌอปรางค์ส่ายหน้า ส้มแป้นจึงเล่าพฤติกรรมทั้งหมดของจักรวาลให้เพื่อนสาวฟัง และสรุปปิดท้ายว่า “ฉันว่าคุณจักรชอบแกจริงๆ เข้าแล้วล่ะ”
“เขาจะมาชอบฉันได้ยังไง ในเมื่อเขาชอบผู้ชายด้วยกัน” เฌอปรางค์ยกเหตุผลเก่าๆ มากล่าวอ้าง
“ฉันรู้ ว่าแกก็รู้ ว่าเขาไม่ได้เป็นแบบนั้น แกแค่เอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธหัวใจตัวเอง” ส้มแป้นวางมือจากงานอีกครั้ง แล้วหันไปจ้องตาเพื่อนรักอย่างแน่วแน่ ก่อนจะพูดออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจว่า “และฉันก็รู้ว่า...แกก็ชอบเขา”
“แกเอาอะไรมาพูด” เฌอปรางค์เบี่ยงหน้าหลบสายตาส้มแป้น เพราะเกรงว่าความจริงที่ซ่อนอยู่ในดวงตา จะเผยตัวออกมาให้เพื่อนเห็น
“ฉันดูตาแกออก ตอนที่คุณจักรกอดแกเมื่อคืนนี้ แววตาแกมันฟ้องว่าแกหวั่นไหว...แกมีใจให้เขา”
“แกดูผิดแล้ว”
“โอเค ถ้าแกยังปฏิเสธ ฉันจะถามคำถามแกสักสองสามข้อ แต่แกไม่ต้องตอบฉันก็ได้นะ ตอบหัวใจตัวเองก็พอ และถ้าคำตอบทั้งหมดคือ ‘ใช่’ ก็แปลว่าคุณจักรมีอิทธิพลต่อหัวใจของแก และแกก็กำลังตกหลุมรักเขาอยู่”
เฌอปรางค์พยักหน้ารับเพราะเธอเองก็อยากเช็คความรู้สึกตัวเองเช่นกัน
“เมื่อคืนตอนที่เขากอดแก แกไม่โกรธ แต่หัวใจแกกลับเต้นแรง...ใช่มั้ย”
‘ใช่...หัวใจฉันเต้นแรงยิ่งกว่ารัวกลองรบเสียอีก’
“เวลาอยู่กับเขา แกรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง...ใช่มั้ย”
‘ใช่...บางทีฉันก็ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะวางตัวยังไง เวลาอยู่ต่อหน้าเขา มันรู้สึกประหม่าไปหมด’
“คนเข้มแข็ง ไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็นแบบแก กลับร้องไห้ได้ง่ายๆ เพราะเขา...ใช่มั้ย”
‘ใช่...ล่าสุดก็เพิ่งร้องไห้จนตาปูด ตาบวม น่าอายชะมัด’
“แกได้คำตอบให้ตัวเองแล้วใช่มั้ย” ส้มแป้นถามเป็นคำถามสุดท้าย
“ใช่” เฌอปรางค์ตอบแผ่วเบา ถึงแม้จะรู้คำตอบ แต่เธอก็ยังไม่กล้าที่จะยอมรับ “มันเร็วกินไปหรือเปล่า ที่ฉันจะรู้สึกแบบนี้กับเขา”
“ถ้าอย่างแกเรียกว่าเร็ว แล้วฉันกับพี่เกลือจะเรียกว่าอะไรดีล่ะ” ส้มแป้นพูดเขินๆ
“นี่แกกับพี่เกลือตกลงปลงใจกันแล้วเหรอ” เฌอปรางค์ตกใจ ไม่คิดว่าภาคินจะไวไฟขนาดนี้ ส้มแป้นก็อีกคน เห็นเงียบๆ เรียบร้อยๆ แต่ก็กล้าหาญไม่ใช่เล่น
“แกจะลองกลับไปถามใจตัวเองดูให้แน่ใจอีกทีก็ได้นะ แต่ฉันอยากเตือนแกไว้อย่างหนึ่งว่า เรื่องของหัวใจ บางครั้ง ถ้าเราตัดสินใจช้าไปแม้เพียงเสี้ยววินาที เราอาจจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิตก็ได้”
อาจะเป็นเพราะที่ผ่านมา ส้มแป้นเคยลังเลในการตัดสินใจว่าจะ ‘รัก’ หรือจะ ‘เลิก’ กับเต้ คนรักเก่าของเธอ จนทำให้ต้องเสียใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประสบการณ์ครั้งนั้น ทำให้ส้มแป้นกล้าที่จะเสี่ยงกับความรักครั้งใหม่ โดยไม่สนใจเหตุผลอื่นใด นอกจากเสียงหัวใจของตัวเอง
เฌอปรางค์รับฟังอย่างสงบ โดยไม่มีคำใดโต้แย้ง จะมีก็แต่เพียงแววตาเท่านั้น ที่ฉายแววหวั่นไหว และไม่มั่นใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่ไม่มั่นใจในความรู้สึกตัวเอง หากแต่หญิงสาวไม่มั่นใจว่า อีกฝ่ายจะคิดเหมือนกันกับเธอหรือไม่ และหากคำตอบคือไม่ มันคงเป็นเรื่องน่าอาย ที่เธอเผลอใจไปรักเขาข้างเดียว
ภายในสวนเล็กๆ ด้านข้างร้านกาแฟ จักรวาลนั่งจ้องตากับภาคินนิ่งงันราวกับกำลังเล่นเกมจ้องตา ใครกะพริบตาก่อนคนนั้นแพ้
“ตอบมาสักทีสิวะ เอ็งคิดอะไรกับมะปรางหรือเปล่า” ภาคินร้องขอคำตอบ หลังจากที่เขาถามคำถามเดียวกันนี้กับจักรวาล เมื่อสิบนาทีก่อน แต่เพื่อนของเขากลับปิดปากเงียบ
“เอ็งจะมาคาดคั้นให้มันได้อะไรขึ้นมาวะไอ้เกลือ” พูดจบ จักรวาลก็ลุกออกจากชุดเก้าอี้เหล็กดัดสีขาว ลวดลายงดงาม ไปยืนมองฝูงปลาทองที่แหวกว่ายอยู่ในอ่างกระเบื้องขนาดย่อม
ภาคินเดินตามไปติดๆ “ข้ารู้สึกว่าเอ็งกำลังคิดอะไรกับมะปรางอยู่นะ”
“อะไรที่ว่า คืออะไร” จักรวาลแกล้งตีรวน ทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าเพื่อนหมายถึงอะไร และเขาก็รู้ตัวดีว่ากำลังคิดอะไรกับเฌอปรางค์อยู่ สำหรับใครหลายคน อาจมองว่ามันเร็วเกินไป หากคนเหล่านั้นใช้เวลาเป็นเครื่องตัดสิน แต่สำหรับเขา เขาใช้หัวใจเป็นบรรทัดฐาน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีคำว่าช้า หรือเร็วเกินไป สำหรับความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้น
“เอ็งรักมะปรางใช่มั้ย” ภาคินตัดสินใจยิงคำถามให้ตรงประเด็นยิ่งขึ้น เพื่อที่คนตอบจะได้ตอบง่ายขึ้นเช่นกัน
“คำตอบมันก็อยู่ในคำถามนั่นแหละ” จักรวาลตบบ่าเพื่อนเบาๆ แล้วเดินกลับเข้าไปในร้าน
ภาคินทบทวนคำถามจนเจอคำตอบ จึงยิ้มออกมาอย่างสบายใจ เขาเป็นเพื่อนกับจักรวาลมานาน จนทำให้มั่นใจว่าเพื่อนคนนี้เป็นผู้ชายที่ดีพอ ที่เขาสามารถฝากชีวิตเฌอปรางค์เอาไว้ให้ช่วยดูแลได้
หลังออกจากร้านของส้มแป้น จักรวาลก็พาเฌอปรางค์ ไปดินเนอร์ที่ร้านอาหารริมทะเลบางปู ซึ่งเป็นร้านที่มีบรรยากาศสบายๆ สไตล์การแต่งเน้นโทนสีขาว ให้ความรู้สึกคล้ายทะเลในแถบเมดิเตอร์เรเนียน และหลังจากรับประทานอาหารทะเลกันจนอิ่มท้องแล้ว ทั้งคู่จึงพากันออกไปเดินเล่น เพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศของทะเลยามค่ำคืน
เฌอปรางค์เดินทอดน่องไปบนสะพานไม้ ซึ่งทอดตัวยาวลึกลงไปในทะเล ในขณะเดียวกัน หญิงสาวก็ถามตัวเองไปด้วยว่า นานเพียงใดแล้ว ที่เธอไม่ได้รู้สึกสบายใจแบบวันนี้ ครู่หนึ่งรอยยิ้มบางๆ ก็ผุดขึ้นบนใบหน้านวล เมื่อได้ยินเสียงลมทะเลกระซิบบอกว่า ‘ก็ตั้งแต่วันที่เธอก้าวเข้าไปอยู่ในโลกของจักรวาลยังไงล่ะ’
นั่นสินะ...ผู้ชายคนนี้นำพาแต่ปัญหา และความวุ่นวายมาให้เธอไม่รู้จักจบสิ้น แต่แปลกที่เธอกลับไม่อยากจากเขาไปไหน อยากจะติดอยู่ในโลกของเขาอย่างนี้ตลอดไป
จักรวาลละสายตาจากจันทร์เต็มดวงที่ลอยเด่นอยู่เหนือท้องทะเลสีดำ แล้วหันไปมองหญิงสาวข้างกาย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลไม่แพ้แสงจันทร์ว่า “คุณชอบที่นี่มั้ย”
“ก็ชอบนะ แต่มันไกล ฉันบอกแล้วว่าไม่ต้องมาก็ไม่เชื่อ แล้วนี่กว่าจะกลับถึงบ้านก็คงดึก แค่กินข้าวไม่เห็นต้องมาไกลขนาดนี้เลย ขับรถเหนื่อยเปล่าๆ” คำตอบนั้นเหมือนจะเป็นการบ่น แต่ก็แฝงความห่วงใยอยู่ในคราวเดียวกัน
“แค่คุณชอบ อย่างอื่นก็ไม่ใช่ปัญหา”
เฌอปรางค์หันหน้าเข้าหาทะเลอีกครั้ง เพราะไม่อาจต้านทานสายตาของจักรวาล ที่ส่องประกายวาววับ งดงามยิ่งกว่าดวงดาวดวงใดที่เธอเคยเห็นมาตลอดทั้งชีวิต สายตาแบบนี้ของเขา มันทำให้หัวใจของเธอรู้สึกเบาหวิวคล้ายล่องลอยอยู่ในโลกแห่งความฝัน
“วันหลังเรามากันอีกนะ” ชายหนุ่มพูดพลางขยับตัวเข้าหาหญิงสาว ทำลายระยะห่างที่กางกั้น จนหลังมือของเขาแตะกับหลังมือของเธอ แค่เพียงสัมผัสแผ่วเบา แต่ก่อให้เกิดเป็นกระแสความอบอุ่นมากมายแล่นเข้าสู่หัวใจของทั้งคู่ และเมื่อเห็นว่าเฌอปรางค์ไม่ขยับมือหนี จักรวาลจึงพลิกฝ่ามือไปกุมฝ่ามือนุ่มนิ่มของเธอเอาไว้ แล้วบีบเบาๆ
“คืนนี้ลมแรง คุณหนาวมั้ย” สายตาของคนถาม ยังคงจับจ้องอยู่ที่ผืนทะเลเบื้องหน้า ซึ่งสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายระยิบระยับงามตา
“ตอนแรกหนาว แต่ตอนนี้ไม่หนาวแล้ว” หญิงสาวตอบแผ่วเบาราวเสียงกระซิบ พลางกระชับฝ่ามือของตัวเองเข้าหาความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาของชายหนุ่ม
จักรวาลหันหน้าเข้าหาเฌอปรางค์ โดยที่ยังคงจับมือเธอไว้แน่น “ผมจะไม่มีวันปล่อยมือไปจากคุณ คุณจะต้องอยู่ในโลกของผมตลอดไป...อย่าไปไหนนะ”
เฌอปรางค์ช้อนสายตาขึ้นรับนัยน์ตาสีนิลของจักรวาล ที่กำลังเว้าวอน รอคอยคำตอบ แม้ในใจจะตอบตกลงไปแล้ว ทว่าหญิงสาวก็ยังคงสงวนท่าที โดยมอบเพียงรอยยิ้มละมุนให้เขาแทนคำพูด และดูเหมือนว่า จักวาลก็จะเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในรอยยิ้มนั้นได้เป็นอย่างดี เพราะสิ่งที่เฌอปรางค์ได้รับกลับมาจากเขาก็คือ รอยยิ้มแบบเดียวกัน
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







