Masuk“ออกมาคุยกันหน่อยนะ” จักรวาลเองก็รู้สึกกระดากใจ กับการกระทำที่หน้าบ้านของตนเอง จนไม่กล้าสบตาหญิงสาวเช่นกัน
“มีอะไรก็ว่ามาสิ” เฌอปรางค์เสมองไปผ่านไหล่ชายหนุ่ม ไม่กล้ามองหน้าเขาตรงๆ
“ไปนั่งคุยกันตรงโน้นดีกว่า ผมขับรถตามหาคุณจนเหนื่อย ไม่มีแรงจะยืนแล้ว” จักรวาลชี้นิ้วไปที่บริเวณระเบียงชั้นสอง ซึ่งอยู่ห่างจากห้องนอนของเฌอปรางค์ออกไปไม่ไกลนัก ตรงนั้นมีเก้าอี้หวายทรงเตี้ยจัดวางไว้สำหรับนั่งเล่นแบบสบายๆ สองตัว
เฌอปรางค์เดินตามจักรวาลไปเงียบๆ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้เคียงข้างเขา สายตาของหญิงสาวแหงนมองท้องฟ้ายามราตรีสีดำสนิท ที่มีหมู่ดาวพราวระยับประดับอยู่ทั่วผืนฟ้า
“มีอะไรก็พูดมาสิ” เฌอปรางค์เริ่มต้นบทสนทนา โดยที่สายตายังคงจ้องมองหมู่ดาวเบื้องบน ไม่ใช่เพราะดวงดาวเหล่านั้นสวยงามจนไม่อาจละสายตา แต่เป็นเพราะเธอกำลังประหม่า จนไม่กล้าหันไปมองคนข้างๆ ต่างหาก
จักรวาลเอียงหน้าไปมองเสี้ยวหน้าของหญิงสาวข้างกายนิดหนึ่ง ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “คุณหายไปไหนมา”
“แค่นี้น่ะเหรอ ที่คุณอยากรู้” หญิงสาวทำเสียงราวกับ สิ่งที่เขาอยากรู้เป็นเรื่องไร้สาระเสียเต็มประดา
“มะปราง...” จักรวาลเรียกชื่อเฌอปรางค์ด้วยน้ำเสียงกดต่ำ เป็นการย้ำว่าเขาต้องการคำตอบ
“บอกก็ได้ คือว่าฉัน...หลงทางน่ะ”
“หลงทางได้ยังไง ในเมื่อคุณก็เคยกลับบ้านเองหลายครั้งแล้วนี่” ชายหนุ่มแปลกใจ กับคำตอบที่ได้รับ
“ก็แท็กซี่น่ะสิ พาฉันไปผิดหมู่บ้าน ไปโผล่ชานเมืองโน่นแน่ะ แล้ววันนี้รถก็ติดแบบหฤโหดเลย กว่าจะวนรถกลับมาถึงที่นี่ได้ก็ดึกอย่างที่คุณเห็นนี่แหละ” ความจริงเฌอปรางค์บอกชื่อหมู่บ้านถูกแล้ว แต่คนขับแท็กซี่เข้าใจผิด ไปส่งอีกหมู่บ้านหนึ่งซึ่งมีชื่อเดียวกัน แต่เป็นคนละโครงการ มิหนำซ้ำยังอยู่คนละมุมเมืองกับบ้านของจักรวาลอีก เลยทำให้เสียเวลาไปมาก
“รถออกนอกเส้นทาง คุณไม่รู้ตัวเลยเหรอ” จักรวาลยังคงซักต่อ
“ฉันก็กลับบ้านอย่างปลอดภัยแล้วนี่ไง คุณจะมาถามอะไรนักหนาเนี่ย พวกพี่เกลื่อ ยายแป้น พี่ริชชี่ก็เหมือนกัน พากันแตกตื่นไปได้” เฌอปรางค์ไม่กล้าบอกว่าเธอเผลอหลับบนรถ เพราะกลัวจะโดนบ่นมากไปกว่านี้
“ก็เพราะพวกเราเป็นห่วงคุณ”
“เป็นห่วงไม่เข้าเรื่อง” หัวใจของเฌอปรางค์เต้นผิดจังหวะอีกครั้ง เมื่อได้ยินจักรวาลพูดว่า ‘เป็นห่วง’ แต่หญิงสาวก็กลบเกลื่อนมันด้วยการแสร้งทำเป็นหงุดหงิด รำคาญใจ
จักรวาลหลับตา สูดลมหายใจเข้าลึก เพื่อข่มความรู้สึกน้อยใจ ที่แล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่อก เมื่อความห่วงใยของเขาถูกมองว่าเป็นเรื่องน่ารำคาญ ครู่หนึ่งชายหนุ่มจึงหยัดกายลุกขึ้น แล้วทำท่าจะเดินเข้าบ้าน แต่เฌอปรางค์ก็รีบดีดตัวขึ้นจากเก้าอี้ แล้วกระโดดไปยืนขวางหน้าเขาเอาไว้
“โกรธเหรอ” หญิงสาวรู้สึกผิด เธอรู้ว่าเขาเป็นห่วง และเธอก็รู้สึกซาบซึ้ง อยากจะพูดขอบคุณ แต่ปากเสียๆ ของตัวเอง กลับพูดจาทำร้ายจิตใจเขาเสียนี่
“เปล่า” คนตอบเสมองไปทางอื่น
“งอน”
“เปล่า”
“แบบนี้งอนชัวร์” เฌอปรางค์พูดอย่างมั่นใจ “อยู่ดีๆ ก็ทำหน้าตูม แล้วเดินหนีแบบนี้ ถ้าไม่งอน แล้วเรียกว่าอะไร”
“ดึกแล้วไปนอนเถอะ” จักรวาลตัดบทสีหน้าเรียบเฉย
“ฟังฉันพูดอะไรอย่างนึงก่อนได้มั้ย แล้วค่อยไปนอน” หญิงสาวลากแขนคนแสนงอนให้กลับไปนั่งที่เดิม แล้วมองสบตาเขานิ่งนาน ก่อนจะพูดอ้อมแอ้มออกไปว่า “ขอบคุณนะที่เป็นห่วง”
“คุณพูดว่าไงนะ” จักรวาลได้ยินชัดเต็มสองหู แต่ก็อยากฟังซ้ำอีกครั้งให้มั่นใจ และอยากแก้แค้นยายตัวแสบ ที่ทำให้เขาต้องเหนื่อยกับการตามหาเธอมาค่อนคืนด้วย
“บอกว่า ขอบ-คุณ-นะ-ที่-เป็น-ห่วง” หญิงสาวพูดเน้นๆ ชัดเจนทุกถ้อยคำ
“หือ...ว่าไงนะ” ชายหนุ่มพูดพลางระบายยิ้มบนใบหน้าอย่างเปิดเผย จนหญิงสาวจับได้ว่าเขาแกล้ง
“ไม่พูดแล้ว” เฌอปรางค์สะบัดหน้าพรืดออกไปทางนอกระเบียง
“โอเคครับ ไม่แกล้งแล้ว” จักรวาลพูดพลางโคลงศีรษะอย่างเหนื่อยใจ หากผลัดกันงอน ผลัดกันง้ออยู่แบบนี้ เห็นทีคืนนี้คงจะไม่ได้นอนกันพอดี
สองหนุ่มสาวนั่งดูดาวอยู่บนระเบียงบ้านด้วยกันแบบเงียบๆ นานๆ ครั้ง จักรวาลจึงจะลอบมองใบหน้าของหญิงสาว ที่เอนหลังในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ใกล้ๆ สักครั้งหนึ่ง และดูเหมือนว่าเฌอปรางค์กำลังเพลิดเพลินกับการนับดาวมาก จนจักรวาลไม่กล้ารบกวน จึงได้แต่นั่งมองเธออยู่เงียบๆ แล้วปล่อยให้ สายลมยามค่ำคืนหอบเอาความหอมละมุนจากหมู่มวลดอกไม้ ซึ่งปลูกไว้ในสวนพัดผ่านปลายจมูกไประรอกแล้วระรอกเล่า แต่แล้วความสุนทรีนี้ ก็ถูกน้ำเสียงตื่นเต้นของคนที่กำลังนอนนับดาวทำลายลงจนหมดสิ้น
“ดาวตก! คุณเห็นมั้ย อธิษฐานเร็ว” เฌอปรางค์รีบยกมือขึ้นประสานระหว่างอก แล้วหลับตาอธิษฐานขอพร และเมื่อลืมตาขึ้น ก็พบว่าจักรวาลกำลังจ้องหน้าเธอด้วยท่าทีขบขัน
“อย่ามาหัวเราะเยาะฉันนะ ตอนเด็กๆ ฉันเคยอธิษฐานขอให้แม่มากอดฉัน แล้วคืนนั้นฉันก็ฝันว่าแม่มากอดฉันจริงๆ ด้วย” หญิงสาวเล่าอย่างเชื่อมั่น ว่าการกระทำนี้เห็นผลจริง
“แล้วเมื่อกี้คุณอธิษฐานว่าอะไร” ชายหนุ่มอยากรู้ เพราะดูเหมือนหญิงสาวจะตั้งอกตั้งใจอธิษฐานมากเป็นพิเศษ
“บอกไม่ได้ เดี๋ยวคำอธิษฐานไม่เป็นจริง”
“บอกหน่อยน่า ผมอยากรู้ นะ...นะ...นะ” จักรวาลยังคงเซ้าซี้ และพยายามหลอกล่อทุกวิถีทาง เพื่อให้หญิงสาวยอมบอก
“บอกก็ได้ ฉันอธิษฐานขอให้ โลก...จุด...จุด...จุด...สงบสุข” เฌอปรางค์บอก แต่บอกไม่หมด
“โลกอะไรของคุณ ทำไมต้องมี จุด จุด จุด ด้วย”
“คุณก็หาคำมาเติมในช่องว่างเอาเองสิ”
จักรวาลพยายามสรรหาคำมาเติม คำแล้วคำเล่า แต่ก็ยังไม่ถูก จนเขาเริ่มท้อ สุดท้ายจึงต้องยอมยกธงขาวเอาดื้อๆ
“คุณนี่ไม่มีความพยายามเอาซะเลย แค่นี้ก็ยอมแพ้ซะแล้ว” เฌอปรางค์บ่นพอเป็นพิธี ก่อนจะเฉลย “ฉันอธิษฐานขอให้ โลก ‘ของคุณ’ สงบสุข”
“คุณอธิษฐานให้ผมเหรอ” ชายหนุ่มยิ้มกว้าง หัวใจพองโต
“อือ” เฌอปรางค์ส่งเสียงตอบในลำคอ แล้วเบนสายตากลับไปมองดวงดาวบนท้องฟ้าอีกครั้ง เธออธิษฐานขอพรให้เขาในครั้งนี้ก็เพราะเห็นว่าชีวิตเขามีแต่เรื่องวุ่นวาย มีแต่ปัญหามาโดยตลอด และการที่เธอได้มานั่งอยู่กับเขาตรงนี้ เวลานี้ ก็เพราะปัญหาต่างๆ เป็นตัวนำพามาทั้งสิ้น ดังนั้นเธอจึงอยากให้ชีวิตของซุปเปอร์สตาร์หนุ่มผู้นี้ ได้อยู่อย่างปกติสุขเหมือนคนอื่นบ้าง
“เห็นทีคำอธิษฐานของคุณคราวนี้ คงไม่เป็นจริงซะแล้วล่ะ” ชายหนุ่มหัวเราะหึๆ ในลำคออย่างอารมณ์ดี
“ทำไม”
“โลกของผมที่มียายตัวแสบอย่างคุณอยู่ด้วย คงไม่สงบสุขง่ายๆ”
“คุณก็รู้ว่าฉันจะอยู่ในโลกของคุณอีกไม่นาน เมื่อครบกำหนดสัญญา ฉันก็จะไปจากโลกของคุณ” จักรวาลเพียงแค่พูดเล่น แต่เฌอปรางค์กลับคิดจริงจัง
‘ไม่ไปได้มั้ย’ คำพูดที่จักรวาลอยากพูด แต่ก็ต้องกลืนมันกลับเข้าไปในลำคอ เพราะไม่รู้จะหาเหตุผลใดมาเหนี่ยวรั้งให้เธออยู่ในโลกของเขาตลอดไป
แค่เฌอปรางค์หายตัวไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง เขายังร้อนรนจนแทบคลั่ง และหากถึงวันที่เธอต้องหายตัวไปจากโลกของเขาตลอดกาล เขาจะหยัดยืนอยู่บนโลกที่ไม่มีเธอได้อย่างไร
เสียงโมบายที่แขวนไว้เหนือประตูร้าน Sweet Cup Coffee ดังขึ้น เป็นสัญญาณเตือนว่ามีลูกค้าเข้าร้าน แตงโมจึงหันไปคว้าเมนู แล้วรีบไปให้การต้อนรับอย่างคล่องแคล่ว แต่เมื่อเห็นว่าลูกค้าผู้มาใหม่คือชยตร์ เด็กสาวก็ชะงักเท้า หยุดนิ่งอยู่กับที่ มือเรียวเล็กเผลอบิดเมนูจนเป็นเกลียว ด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองกับอะไรบางอย่าง ซึ่งกำลังก่อตัวขึ้นอย่างไม่อาจต้านทาน แต่หลังจากที่สงบสติอารมณ์ได้แล้ว เด็กสาวก็ฝืนใจก้าวเข้าไปให้การต้อนรับนักแสดงหนุ่มตามหน้าที่
“จะกินอะไร” น้ำเสียงห้วนๆ เอ่ยถาม พร้อมกับกระแทกเมนูลงบนโต๊ะ แม้จะไม่แรงเท่าใดนัก แต่มันก็ทำให้ชยตร์รับรู้ได้ ว่าพนักงานสาวผู้นี้ไม่เต็มใจให้บริการ
“เป็นเด็กเสิร์ฟ ควรจะมีมารยาทกับลูกค้าให้มากกว่านี้หน่อยนะ” ชยตร์กระชากเสียงต่อว่า
“จะรับอะไรดี...คะ” แม้จะปรับประโยคคำถามเสียใหม่ให้ฟังรื่นหูขึ้น และเติมหางเสียงลงไปด้วย แต่คนฟังก็ยังรู้สึกว่า นี่คือการกระแทกกระทั้นอยู่นั่นเอง
“ไม่กงไม่กินแล้ว อารมณ์เสีย” ชยตร์ลุกขึ้นพูดเสียงดัง เขาจงใจทำตัวให้เป็นเด่น เพื่อเรียกเฌอปรางค์ออกมา เพราะวันนี้เขาตั้งใจมาหาเธอโดยเฉพาะ แต่ครั้นจะให้ถามหาตรงๆ ก็กระไรอยู่ ดังนั้นเขาจึงต้องสร้างสถานการณ์ เพื่อให้การพบกันครั้งนี้ดูเป็นเรื่องบังเอิญ ทว่าผู้ที่รีบออกมาแก้สถานการณ์กลับเป็นส้มแป้น
“ฉันเป็นเจ้าของร้านค่ะ ไม่ทราบว่าพนักงานของฉันทำอะไรให้คุณไม่พอใจหรือเปล่าคะ”
“พนักงานของคุณมารยาททรามมาก ไม่รู้ว่าจ้างมาได้ยังไง”
“โมยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะพี่ส้ม” แตงโมทำหน้าจ๋อย หันไปแก้ตัวกับนายจ้างสาวเสียงอ่อย
“ผิดแล้วยังไม่ยอมรับผิดอีก เด็กอะไรเนี่ย” คราวนี้ชยตร์ตะคอกเสียงดังกว่าเดิม “ฉันจะให้นักข่าวเขียนถล่มร้านนี้ให้เละเลยคอยดู”
“อย่าถึงขนาดนั้นเลยค่ะ ถ้ามีอะไรไม่ถูกใจก็บอกได้นะคะ เดี๋ยวฉันจัดการให้” ส้มแป้นหน้าเสีย
แตงโมขยับเข้าไปยืนชิดกับส้มแป้น แล้วกระซิบบอกว่า “พี่ส้มตามพี่เกลือมาช่วยดีกว่าค่ะ นายคนนี้ร้ายกาจจะตาย เราสองคนรับมือมันไม่ไหวหรอก”
“พี่เกลือออกไปส่งเค้กให้ลูกค้าเมื่อกี้นี้เอง” ส้มแป้นกระซิบบอก
“ร้านก็ห่วย บริการก็แย่แบบนี้ เตรียมตัวเจ๊งได้เลย” ชยตร์ด่าทิ้งทวนก่อนเดินออกจากร้านไปด้วยความหงุดหงิด ที่ไม่เจอเฌอปรางค์ตามแผนที่วางไว้ แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะเขายังมีแผนสำรองเตรียมไว้อีกหลายแผน
“พี่ส้ม โมขอโทษนะคะ ที่ทำให้ถูกลูกค้าต่อว่า” แตงโมทำหน้าเศร้า
“แล้วเมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น พี่เห็นนะว่าโมทำหน้าบึ้งใส่เขาก่อน” ส้มแป้นถามด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ ไร้วี่แววของการตำหนิติเตียน
“ก็โมไม่ชอบหน้าเขานี่นา เขานิสัยไม่ดี ชอบหาเรื่องพี่จักร” แววตาของเด็กสาวมีแววอาฆาตเกินกว่าเหตุผลที่เธอกล่าวอ้างมากนัก
คล้อยหลังชยตร์ไม่นานนัก วันชัยก็ก้าวเข้ามาในร้าน นักข่าววัยกลางคนเลือกที่นั่งด้านหน้า ใกล้กับประตูทางเข้า ซึ่งเป็นมุมเปิด สามารถมองเห็นสวนเล็กๆ ด้านข้างของร้าน ผ่านผนังกระจกใสได้อย่างเต็มตา และทันที่แตงโมเห็นลูกค้ารายนี้ เธอก็รีบปรี่เข้าไปทักทายเขาด้วยอาการลิงโลด
“สวัสดีค่ะลุงชัย มาได้ยังไงคะเนี่ย” เด็กสาวยกมือไหว้บิดาของเพื่อนสนิท ผู้ล่วงลับไปแล้วด้วยกิริยานอบน้อม ก่อนที่จะนั่งลงบนเก้าอี้ว่างฝั่งตรงกันข้าม
“ลุงเอาของมาฝาก” วันชัยพูดแบบแทงกั๊ก ซึ่งกระตุ้นต่อมอยากรู้อยากเห็นของเด็กสาวได้เป็นอย่างดี โดยสังเกตได้จากการที่เธอกวาดตามองหาของที่ว่าไปรอบตัวเขา
“ไหนคะของฝาก ลุงชัยเอาอะไรมาให้โม”
วันชัยหยิบกระดาษสีขาว ซึ่งถูกม้วนเป็นท่อนยาวส่งให้แตงโม เด็กสาวรีบคว้ามันไปคลี่ออกด้วยดวงใจเต้นระทึก ลุ้นว่าคืออะไร และเมื่อม้วนกระดาษถูกคลี่ออกจนเต็มแผ่น เสียงกรีดร้องของแตงโมก็ดังขึ้น
“กรี๊ดดด โปสเตอร์ละครใหม่ NY มีลายเซ็นด้วย เขียนว่าสำหรับแตงโมอีกต่างหาก” NY เป็นพระเอก นางเอกดาวรุ่งขวัญใจของแตงโม และตัวอักษรภาษาอังกฤษทั้งสองตัวก็เป็นอักษรแรกของชื่อพระนางคู่นี้นั่นเอง
“ชอบมั้ย” ชายวัยกลางคนระบายยิ้มเอ็นดูกับท่าทีของเด็กสาวตรงหน้า
“ชอบมากถึงมากที่สุดเลยค่ะ” แตงโมยิ้มหน้าบาน “ขอบคุณลุงชัยมากนะคะ โมนึกว่ายายเหมียวไม่อยู่แล้ว โมจะไม่ได้ลายเซ็นดาราจากลุงชัยอีกแล้วนะคะเนี่ย”
รอยยิ้มของวันชัยเจื่อนลง เมื่อได้ยินชื่อบุตรสาวที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาของตน แววตาของชายวัยกลางคนถูกความโศกสลดเข้าครอบครอง เนื่องจากความอาลัยที่มีต่อบุตรสาวผู้คิดสั้น ทิ้งพ่อ ทิ้งแม่ ทิ้งอนาคตของตัวเอง เพียงเพราะผิดหวังที่นักแสดงที่ตัวเองชื่นชอบเป็นรักร่วมเพศ และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้วันชัยเกลียดนักแสดงคนนั้นเข้ากระดูก ถึงขั้นตามจองเวรกันไม่เลิกรา
ความจริงวันชัยไม่ใช่คนไร้เหตุผล เขาเข้าใจดีว่าเรื่องแบบนี้เป็นรสนิยมส่วนตัว ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดบาปแต่ประการใด ทว่าสิ่งที่เขาอภัยให้ไม่ได้ก็คือ การสร้างภาพเป็นเทพบุตรหลอกลวงเด็กสาวให้ลุ่มหลง และหลอกใช้ความรัก ความศรัทธาของเด็กๆ เหล่านั้นเป็นบันไดไต่ไปสู่จุดหมายอย่างเห็นแก่ตัว
“เห็นโมแล้วก็ทำให้ลุงอดคิดถึงเหมียวไม่ได้นะ ลูกสาวลุงมันไม่น่าคิดสั้น ฆ่าตัวตายเพราะเรื่องไร้สาระแบบนั้นเลย” วันชัยเปรยออกมาอย่างเศร้าสร้อย
“เมื่อกี้นี้ตัวต้นเหตุที่ทำให้ยายเหมียวฆ่าตัวตายก็มาอาละวาดที่นี่ด้วยแหละค่ะ คลาดกับลุงชัยนิดเดียวเอง” แตงโมบอก
“ไอ้จักรวาลน่ะเหรอ” วันชัยถามเสียงกระด้าง สีหน้าแค้นเคือง เมื่อนึกถึงหน้าคนที่เขาคิดว่าเป็นตัวการ
“ไม่ใช่พี่จักรซะหน่อย” แตงโมรีบแก้ต่างให้ขวัญใจของตัวเอง “นายชยตร์ต่างหากล่ะคะ”
“โมว่าไงนะ” วันชัยตกใจกับคำตอบที่ได้รับ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาคิดว่าจักรวาลเป็นดาราปริศนาที่ทำให้บุตรสาวเขาคิดสั้น เพราะหลังจากที่มีข่าวเกย์ และภาพเปลือยระหว่างซุปเปอร์สตาร์หนุ่มกับคู่ขาหลุดออกมาเพียงไม่กี่วัน บุตรสาวของเขาก็ฆ่าตัวตาย แต่ในจดหมายสั่งเสียของเหมียว เป็นเพียงการระบายความผิดหวังและเสียใจของเธอ ไม่ได้ระบุว่านักแสดงผู้นั้นเป็นใคร วันชัยจึงสรุปเอาเองว่าคนๆ นั้นคือจักรวาล
“นายชยตร์ต่างหากที่เป็นตัวการที่ทำให้ยายเหมียวตาย ลุงชัยไม่รู้หรอกว่า เขาร้ายกาจกับเหมียวขนาดไหน”
“มันทำอะไรเหมียว เล่าให้ลุงฟังเดี๋ยวนี้เลยนะ” วันชัยอยากรู้มาก
แตงโมกำลังจะขยับปากเล่า แต่จักรวาลก็เปิดประตูร้านเข้ามาพร้อมกับเฌอปรางค์เสียก่อน เด็กสาวจึงผละจากวันชัย แล้ววิ่งเข้าใส่ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มที่เธอตั้งตารอให้เขามาที่นี่อยู่หลายวัน และในที่สุดเขาก็มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าเธอสมใจ ดังนั้นเธอจึงละทิ้งทุกอย่าง แม้กระทั่งพ่อของเพื่อนสนิท
วันชัยมองตามจักรวาลซึ่งเดินผ่านโต๊ะเขาไปจนลับตา ก่อนจะเลี่ยงออกจากร้าน เพราะยังไม่อยากเผชิญหน้า ส่วนเรื่องที่แตงโมเล่าค้างไว้ เขาจะหาโอกาสมาคุยกับเธอวันหลัง อย่างไรก็ตาม เขาต้องรู้ให้ได้ว่า ระหว่างจักรวาลและชยตร์ ใครกันแน่คือตัวการที่แท้จริง ที่ทำให้เขาต้องสูญเสียบุตรสาวอันเป็นที่รักไป
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







