LOGIN“ผมเล็งเห็นแล้วว่า ตัวจี๊ดอย่างคุณเหมาะสมที่สุดสำหรับงานนี้” ดวงตาคมของชายหนุ่มฉายแววมั่นใจในตัวหญิงสาวตรงหน้าอย่างเต็มเปี่ยม
“แล้วฉันต้องทำอะไรบ้าง”
“ยอมรับเงื่อนไขของผมแล้วใช่มั้ย” อธินยิ้มพอใจ
“อื้อ” เมษิตาส่งเสียงตอบรับในลำคอ
“ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ทำตัวสวยๆ ยิ้มหวานๆ อยู่ข้างๆ ผมก็พอ”
“โอเค งานง่ายๆ แค่นี้ฉันทำได้สบายมาก ทีนี้ก็คืนสร้อยให้ฉันได้แล้ว” หญิงสาวแบมือขอสร้อยคืน
อธินมองฝ่ามือเล็กตรงหน้าอย่างชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่คิดว่าผู้หญิงหัวรั้นคนนี้จะยอมรับเงื่อนไขของเขาง่ายๆ ดังนั้นแทนที่เขาจะส่งสร้อยคืนให้เธอ เขากลับเอามือของตัวเองวางประกบลงมาบนฝ่ามือของเธอแทน
“เรามาจับมือสัญญากันก่อนดีกว่า เสร็จงานแล้วผมค่อยจะสร้อยเส้นนี้ให้ โอเค้..?”
“ตาบ้านี่! แต๊ะอั๋งฉันอีกแล้ว คนฉวยโอกาส” เมษิตาตวาดพร้อมกับรีบสะบัดมือออก
“มือแข็งอย่างกับหินใครจะไปอยากจับ” อธินแกล้งยั่ว
“เอาสร้อยฉันคืนมาได้แล้ว”
“จบงานแล้วจะคืนให้”
“กลัวฉันโกงเหรอ” เมษิตาถามเสียงสะบัด
“ผมกินข้าวนะคุณ ไม่ได้กินหญ้า ผมรู้ทันหรอกน่า คุณแกล้งรับปากผมเพราะจะเอาสร้อยคืน พอได้สร้อยไปแล้ว คุณก็หายไปกับสายลม”
“บ้า...คุณน่ะคิดมาก ใครจะไปทำอย่างนั้น” หญิงสาวทำเฉไฉ
“คิดมากก็ดีกว่าคิดน้อย”
“นี่คุณ คืนสร้อยฉันมาเถอะนะ ฉันไม่โกงคุณหรอกน่า นะๆ”
“จำไว้เป็นบทเรียนก็แล้วกัน วันหลังอย่าปากพล่อยรับปากอะไรใครส่งเดชอีก”
“ด่าฉันเหรอ!” เมษิตาโกรธควันออกหู
“ในเมื่อคุณพูดออกมาแล้วว่าจะไปงานเลี้ยงกับผม ก็กรุณารับผิดชอบคำพูดของตัวเองด้วย” พูดจบก็เดินไปเก็บกล้องถ่ายรูปและขาตั้ง รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ ที่โยนทิ้งไว้ก่อนเข้ามาช่วยจัดการชายขี้เมา เสร็จแล้วหันหลังกลับไปตะโกนเรียกเมษิตาที่ยืนหน้าหงิกอยู่ที่เดิม “กลับกันได้แล้วคุณ พักที่ไหน ผมจะไปส่ง”
“ไม่ต้อง ฉันกลับเองได้”
“อยากเจอคนเมาอีกหรือไง”
เมษิตาค้อนขวับแล้วเดินกะเผลกๆ นำหน้าเขาไป
“ยัยบ๊องเอ๊ย” อธินอดขำท่าทางกระฟัดกระเฟียดของหญิงสาวแปลกหน้าไม่ได้
“ตาบ้า” เธอตะโกนตอบโต้โดยไม่หันหลังไปมองคนกวนประสาท
“คุณนี่เคยยอมใครบ้างมั้ย”
“ทำไมต้องยอม” พูดแล้วก็ก้าวยาวๆ เพื่อทิ้งระยะห่างจากคนข้างหลังให้มากขึ้นอีก
อธินมองหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดพอดีตัวที่เผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของสตรีกับกางเกงขาสั้นที่อวดท่อนขาเรียวยาว ประกอบกับผมยาวสลวยดำขลับที่สะบัดพลิ้วไปตามจังหวะการก้าวเดินที่ถึงแม้ตอนนี้จะเดินกะเผลกเพราะเจ็บข้อเท้าอยู่ก็ตาม เขาอดใจไม่ไหวจึงยกกล้องขึ้นมากดชัตเตอร์บันทึกภาพนี้ไว้
แชะ!
สิ้นเสียงชัตเตอร์ เมษิตาก็หันหน้ากลับมาเตรียมจะวีนทันที จังหวะนี้นี่เองที่เป็นจังหวะที่งดงามยิ่งนักในสายตาของช่างภาพหนุ่ม หญิงสาวสะบัดหน้ากลับมาในมุมเอียงเล็กน้อยโดยมีแสงนุ่มนวลของดวงจันทร์ส่องมากระทบพวงแก้มให้ดูนวลปลั่งชวนมอง ชายหนุ่มไม่ยอมละทิ้งจังหวะที่งดงามนี้ไปแน่นอน เขารัวชัตเตอร์ใส่นางแบบจำเป็นแบบไม่ยั้ง
“ใครอนุญาตให้คุณถ่ายรูปฉัน หยุดถ่ายเดี๋ยวนี้เลยนะ!” เมษิตายืนจังก้า เท้าสะเอวสองข้างมองเขาตาเขียวปั๊ด
‘ผู้หญิงอะไร สวยแต่แสบชะมัด งานเลี้ยงพรุ่งนี้สนุกแน่’ อธินนึกในใจ
“เสร็จแล้ว” เมษิตาพูดพลางเลื่อนกล่องยาไปไว้ที่ริมโต๊ะอาหารเมื่อทำแผลที่ข้อมือให้นันทลีเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“ทีนี้เราก็ทานอาหารเช้ากันได้แล้วนะ” เมษิตาก้มหน้าลงสูดกลิ่นอาหารเช้าตรงหน้า
“ขอบใจมากนะเมที่คอยดูแลลี” นันทลีซึ้งใจที่เพื่อนรักคนนี้อยู่เคียงข้างเธอมาตลอด
“จะมาซาบซึ้งอะไรกันตอนนี้ ทานอาหารเช้าก่อนดีกว่า ดูสิน่ากินทั้งนั้นเลย”
“เมยังไม่ได้เล่าเรื่องเมื่อคืนให้ลีฟังเลยนะ แล้วไหนล่ะสร้อยที่บอกว่าหาเจอแล้ว”
เมษิตาเปลี่ยนจากอารมณ์ดีเป็นหงุดหงิดขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในคืนที่ผ่านมา ไม่ใช่เพราะโกรธเพื่อน แต่เธอโกรธชายหนุ่มคู่กรณีต่างหาก สร้อยน่ะหาเจอแล้วก็จริง แต่คู่กรณีตัวแสบยังไม่ยอมคืนให้ง่ายๆ ยิ่งนึกเธอก็ยิ่งแค้น จนเผลอกระแทกช้อนส้อมลงบนโต๊ะอย่างแรงจนโต๊ะสะเทือน
“ลีอย่าให้เมเล่าเลย แค่นึกถึงเมก็แค้นแล้ว”
ขณะนั้นเอง อธินก็เดินถือถุงชอปปิงขนาดใหญ่สองใบขึ้นมาบนระเบียงที่พักของเมษิตาและนันทลีอย่างถือวิสาสะ เขาตรงเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ว่างข้างเมษิตาแล้ววางถุงสองใบนั้นลงบนพื้นข้างเก้าอี้ จากนั้นก็โน้มใบหน้าลงไปสูดกลิ่นอาหารบนโต๊ะโดยไม่สนใจอาการงุนงงของสองสาว
“หอม...ผมขอทานด้วยคนนะครับ”
“คุณคือคนที่ช่วยเมเมื่อวานนี้นี่นา” นันทลีจำได้
อธินเงยหน้าขึ้นสบตากับคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามแล้วยิ้มให้อย่างเป็นมิตร “ผมขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการนะครับ ผมชื่ออธิน”
“ฉันชื่อลีค่ะ” นันทลีแนะนำตัวเองพร้อมส่งรอยยิ้มเป็นมิตรตอบกลับเช่นเดียวกัน
“มาทำไม!” เมษิตากำช้อนส้อมในแนวตั้งฉากกับโต๊ะด้วยมือทั้งสองข้าง เม้มปากแน่น มองอธินตาขวาง
อธินหันไปมองหน้าหญิงสาวที่นั่งอยู่ติดกันแล้วแกล้งทำท่าทางตกใจมากแบบโอเวอร์แอคติง
“คุณเป็นลมบ้าหมูเหรอ ดูสิกัดปากแน่นเชียว อย่าเพิ่งชักนะ อย่างนี้ต้องหาอะไรมาให้กัดไม่งั้นกัดลิ้นตัวเองตายแย่เลย” พูดแล้วก็ทำท่าจะดึงช้อนในมือของเมษิตามายัดใส่ปากเธอ แต่หญิงสาวที่ถูกยัดเยียดว่าเป็นโรคลมบ้าหมูก็กระชากมือหลบแล้วลุกพรวดขึ้นจนเก้าอี้ล้มหงายหลัง
นันทลีงงหนักมาก ปกติเมษิตาไม่ใช่คนเกรี้ยวกราดไม่มีเหตุผลแบบนี้
“ตาบ้า! คิดจะมายั่วโมโหอะไรฉันแต่เช้าห๊ะ!!!” เมษิตาตวาดเสียงดังลั่น
“ผมมีชื่อนะคุณ ดูปากผมดีๆ นะ ผมชื่อ...” อธินชี้ที่ปากตัวเองแล้วพูดช้าๆ ชัดๆ “อะ-ธิน”
“ฉันจะเรียกตาบ้า มีอะไรมั้ย”
เมษิตาท้าทายแล้วทำท่าจะกระโดดเข้าใส่จอมก่อกวน นันทลีต้องรีบวิ่งอ้อมโต๊ะไปฉุดเพื่อนไว้
“ใจเย็นสิเม คุณอธินยังไม่ได้ทำอะไรเลย ทำไมต้องโกรธขนาดนี้”
“คุณเมคงอารมณ์ค้างมาจากเมื่อคืน” อธินจงใจยิ้มยั่วใส่ดวงตาดำวาวของหญิงสาวเจ้าอารมณ์
“อร้าย! อย่ามาหยาบคายกับฉันนะตาบ้านี่”
“ผมแค่บอกว่า ‘อารมณ์ค้าง’ หยาบคายตรงไหนเหรอ เอ๊ะๆ หรือว่าคุณคิดลึกไปถึงไหนต่อไหน” อธินยังไม่เลิกยั่วโมโห
นันทลีสงสัยว่าคู่นี้ต้องมีเรื่องอะไรกันแน่นอน แต่ยังไม่ใช่เวลาที่จะถาม ตอนนี้เธอต้องรีบสงบศึกก่อน “คุณอธินรู้ได้ยังไงคะว่าพวกเราอยู่ที่นี่”
“เรื่องนี้ให้คุณเมเป็นคนตอบดีกว่า”
อธินหันไปยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างมีเลศนัยกับเมษิตา เธอแยกเขี้ยวใส่ ทำท่าเหมือนจะด่าอะไรสักอย่าง แต่ชายหนุ่มไม่เปิดโอกาสให้เธอพูด เขารีบหยิบถุงกระดาษใบใหญ่สองใบส่งให้เธอ
“ผมเอาของที่คุณจำเป็นต้องใช้คืนนี้มาให้”
“อะไร”
“ก็บอกว่าของที่คุณจำเป็นต้องใช้ไง”
“แล้วมันคืออะไรล่ะ”
“เอาไปดูเองสิ” อธินจับถุงสองใบนั้นยัดใส่มือเมษิตา และทันใดนั้น ก็ถูกเธอชกเข้าที่มุมปากอย่างแรง!!!
“คนฉวยโอกาส แต๊ะอั๋งฉันอีกแล้วนะ”
“มือแข็งอย่างกับหิน ไม่มีใครอยากจับหรอก” อธินพูดเบาๆ พลางเอามือแตะมุมปากบริเวณที่ถูกชก “ไปแล้วนะ หกโมงเย็นจะมารับ” พูดจบก็เดินออกไปหน้าตาเฉย
“เดี๋ยวก่อน ตาบ้า!”
อธินชะงักเท้าแล้วหันกลับไปส่งยิ้มกวนประสาท
“ผมชื่ออธิน แต่ถ้าคุณไม่สะดวกเรียกชื่อนี้ จะเรียกผมว่า ‘ที่รัก’ ผมก็ไม่ขัดข้อง” ว่าแล้วก็เดินผิวปากออกไปอย่างอารมณ์ดี
“เรียกก็บ้าแล้ว!!!” เมษิตาปรี๊ดแตก แทบจะพุ่งเข้าไปหักคอคนกวนประสาท ดีที่นันทลีห้ามไว้ทัน
หลังจากอธินกลับไปแล้ว เมษิตาก็ถูกนันทลีซักเป็นการใหญ่ เธอจึงจำใจต้องเล่าทุกอย่างให้เพื่อนสนิทฟัง
“ในที่สุดก็มีคนมาปราบเมได้แล้ว” นันทลีหัวเราะตาหยีล้อเลียนเพื่อน
“หยุดหัวเราะเลยนะ” เมษิตาเสียงขุ่นหน้าง้ำ “ถ้าไม่ใช่เพราะเขายึดสร้อยของเมไป เมไม่มีวันยอมรับเงื่อนไขงี่เง่าของเขาหรอก”
“แค่ไปงานเลี้ยงคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง” นันทลีพูดอย่างคนมองโลกในแง่ดี ซึ่งบางครั้งก็ดีเกินไปจนเป็นภัยกับตัวเอง
“ไม่ห่วงเพื่อนสักนิดเลยเหรอ เมต้องไปงานกลางคืนกับผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้นะ”
“ถึงเขาจะเป็นคนแปลกหน้า แต่ลีรู้สึกว่าเขาไว้ใจได้นะ แล้วอีกอย่างเขาก็เคยช่วยชีวิตเมไว้ถึงสองครั้ง เขาคงไม่คิดทำร้ายเมหรอก” เมื่อพูดจบนันทลีก็หันไปหยิบถุงกระดาษใบใหญ่สองใบที่ถูกเมษิตาวางทิ้งไว้อย่างไม่ไยดีมาเปิดดู ถุงใบแรกบรรจุกล่องสี่เหลี่ยมบุผ้าแพรสีครีมขนาดเท่าๆ กับถุง เมื่อนันทลีเปิดกล่องนั้นออกก็พบว่าสิ่งที่บรรจุอยู่ภายในเป็นชุดราตรีสีชมพูหวาน ถุงอีกใบหนึ่งบรรจุรองเท้าส้นสูงเข้ากันได้ดีกับชุดราตรีนั้น
“งานอะไร ทำไมต้องแต่งตัวหรูขนาดนี้” นันทลีพูดพลางยกชุดออกมาทาบตัวเพื่อนรัก
“ไม่รู้ ไม่อยากรู้ แล้วก็ไม่อยากไปด้วย” เมษิตาปัดชุดนั้นออกจากตัวอย่างหงุดหงิด
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







