Masukเมษิตาเผลอบีบข้อมือของนันทลีแรงตามความแค้นที่มีอยู่ภายในหัวใจจนเจ้าของข้อมือนั้นทำหน้าเบ้
“ลีเจ็บนะเม”
“เอ่อ เมขอโทษ” เมษิตารีบปล่อยมือเมื่อได้สติ
“สร้อยหายไปก็ดีแล้ว เมจะได้เลิกคิดถึงพี่อรรถสักที”
“เมไม่ได้คิดถึงเขาแล้ว เขาตายไปจากชีวิตเมตั้งแต่วันนั้นแล้ว” เมษิตาพยายามข่มน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด หากแต่แววตากลับฉายแววปวดร้าวออกมาอย่างปิดไม่มิด
“แต่เมก็ยังสวมสร้อยที่เขาให้ไว้ตลอดเวลา”
“เมสวมสร้อยไว้เพื่อเตือนตัวเองว่า ไม่ให้ตกเป็นทาสความรู้สึกบ้าบอแบบนั้นอีกต่างหาก”
“ความรักไม่ใช่ความรู้สึกบ้าบอ ความรักเป็นความรู้สึกที่สวยงาม” นันทลีแย้ง
“แต่ความรักก็ทำร้ายลีให้เจ็บจนเกือบตาย” เมษิตากระชากข้อมือที่มีผ้าพันแผลพันไว้โดยรอบของนันทลีขึ้นมา
“แผลนี่ไง ของขวัญที่ความรักมอบให้ลี ความรักที่ลี บอกว่ามันสวยงาม ถ้ามันสวยงามอย่างที่ลีบอกจริง แล้วทำไมมันถึงทำร้ายให้คนเจ็บปวดได้ถึงขนาดนี้” เมษิตากล่าวด้วยน้ำเสียงขมขื่น
“ลีรู้ว่าเมเจ็บปวดกับสิ่งที่พี่อรรถทำไว้กับเม แต่ลีก็ไม่อยากให้เมปิดตายหัวใจ และมองความรักเป็นเรื่องบ้าบออย่างนี้นะ ผู้ชายไม่ได้เลวเหมือนกันหมดทุกคน ลีเชื่อว่าผู้ชายดีๆ ยังมีอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้”
“จะมีหรือไม่มี เมก็ไม่สนใจหรอกเพราะชาตินี้เมจะไม่รักใครอีกแล้ว ลีจำไว้นะว่าเมจะไม่มีวันรักใครอีกเด็ดขาด!” เมษิตาประกาศกร้าวแล้วผละออกไปนอกห้องเพื่อค้นหาสร้อยคอตามจุดต่างๆ ของบ้านพักต่อ
นันทลีรื้อค้นภายในห้องนอนจนทั่ว แต่ก็ไม่พบจึงตามออกไปหาเมษิตาที่หน้าบ้านพัก ทว่าเมื่อออกมาด้านนอกกลับไม่เห็นแม้แต่เงาของเพื่อนรัก
“เม!” นันทลีตะโกนเรียกเพื่อน ทว่าไร้สัญญาณตอบรับ
เมษิตาเดินลัดเลาะไปตามชายหาดพลางใช้กิ่งไม้เล็กๆ คุ้ยเขี่ยไปตามผืนทรายตลอดทางจนมาถึงบริเวณที่เธอจมน้ำเมื่อเช้านี้
ชายหาดร้างผู้คนยามค่ำคืนเงียบสงัด มีแสงไฟส่องมาจากที่ไกลๆ พอสลัวๆ เท่านั้น แถบนี้เป็นชายหาดส่วนตัว บ้านแต่ละหลังจึงปลูกไว้ห่างกันมาก แต่โชคดีที่ยังมีแสงจากพระจันทร์เต็มดวงส่องลงมาให้เห็นทางเดินบ้าง
“อยู่ไหนนะ” เมษิตาบ่นพลางใช้กิ่งไม้คุ้ยเขี่ยไปบนหาดทราย แต่แล้วก็ต้องชะงักงันยืนนิ่งอยู่กับที่ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าคนก้าวเข้ามาใกล้จากทางด้านหลัง หญิงสาวทำใจกล้าหันหน้าไปมอง แล้วพบว่าเจ้าของเสียงฝีเท้านั้นเป็นชายขี้เมาร่างกายบึกบึนกำลังเดินโซเซถือขวดเหล้าขาวมุ่งหน้าเข้ามาหาเธอ
“น้องสาว เดินคนเดียวเหงามั้ยจ๊ะ ให้พี่เดินเป็นเพื่อนเอามั้ย” ชายขี้เมาพูดอ้อแอ้ยานคางพลางมองสำรวจร่างกายเธอด้วยแววตาหื่นกระหาย
“อย่ามายุ่งกับฉัน ไปนะ ไปให้พ้น ไป๊!”
เมษิตาทำใจกล้าตวาดเสียงดังเพื่อข่มขู่ ทว่านัยน์ตาก็ฉายแววหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย หญิงสาวยกกิ่งไม้ที่ถือติดมืออยู่ขึ้นขู่ราวกับมันเป็นอาวุธชั้นเยี่ยม แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ชายขี้เมากลัวเกรงได้เลยแม้แต่น้อย เขายังคงเดินโซเซเข้ามาหาเธอ พร้อมกันกับที่เธอเองก็ก้าวท้าวถอยหลังหนีเขาไปทีละก้าวเช่นกัน
“อย่าเข้ามานะ ฉันสู้นะ อย่าคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงแล้วจะรังแกกันได้ง่ายๆ ไม่มีทางหรอก” หญิงสาวตะโกนเสียงดังเพื่อข่มขู่แต่เมื่อเห็นว่าไม่เป็นผลเธอจึงตัดสินใจวิ่งหนี แต่ก็ช้ากว่าชายขี้เมาที่คว้าข้อมือของเธอไว้ได้ก่อน สัญชาติญาณของการป้องกันตัวสั่งให้เมษิตาตวัดกิ่งไม้ในมือฟาดไปที่ลำตัวของเขาอย่างสุดแรงจนกิ่งไม้หัก แต่ชายผู้นั้นก็ไม่สะดุ้งสะเทือน
“ปล่อยนะ ปล่อยฉัน ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย ช่วยด้วย” เมษิตาตะโกนร้องขอความช่วยเหลืออย่างสุดเสียง
“อย่าร้องให้เหนื่อยเลยคนสวย แถวนี้มันเปลี่ยว ไม่มีใครผ่านมาช่วยหรอก” ชายขี้เมาพูดพร้อมโน้มใบหน้าเข้าใกล้แก้มนวลที่ล่อตาอยู่ตรงหน้า
“กรี๊ดดด !!!”
เมษิตากรีดร้องด้วยความกลัวระคนขยะแขยงแล้วยกเข่าขึ้นกระแทกเข้าที่ท้องของชายขี้เมาอย่างจังจนเขาล้มลงกับพื้น เมื่อได้จังหวะเธอจึงรีบวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต แต่วิ่งไปได้เพียงสองก้าวก็สะดุดล้ม ชายขี้เมาจึงเดินตามมาประชิดตัวเธออีกครั้ง
“ไปนะ ไป๊!” เมษิตาหลับตาปี๋แล้วร้องเสียงดังลั่นหาด แต่แล้วเธอก็ได้ยินเสียงดัง ‘พลั่ก’ และตามมาด้วยเสียงร้องโอดโอยของชายขี้เมา เธอหรี่ตามองจึงได้เห็นว่ามีผู้ชายคนหนึ่งยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ในวินาทีนี้เมษิตารู้สึกดีใจสุดชีวิตและนึกขอบคุณชายผู้นั้นเหลือเกินที่เขามีน้ำใจเสี่ยงอันตรายมาช่วยเหลือ
“รังแกผู้หญิงไม่ใช่ลูกผู้ชายนี่หว่า”
“ไม่ใช่เรื่องของมึง อย่าแส่ดีกว่านะไอ้หน้าอ่อน” พูดพลางยกมือขึ้นลูบมุมปากที่ถูกชกจนเลือดซิบ
ชายขี้เมาเดินโซเซเข้าหาฮีโร่ของเมษิตาอย่างไม่ยอมแพ้ เขาพยายามที่จะชกหนุ่มหน้าอ่อนคนนั้นแต่ก็ชกไม่เข้าเป้า ได้แต่วาดมือวืดไปในอากาศ แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่ละความพยายาม ชายขี้เมากำหมัดแล้วตั้งการ์ด จ้องหน้าหนุ่มหน้าอ่อนเขม็งแล้วตั้งใจปล่อยหมัดขวาตรงออกไป แต่แล้วชายขี้เมาก็ถูกสวนหมัดเข้าใส่ที่กรามซ้ายหนึ่งหมัด กรามขวาหนึ่งหมัดและที่ท้องอีกหนึ่งหมัดจนตัวงอทรุดลงไปกองกับพื้น
“ถ้าไม่อยากถูกจับตัวส่งตำรวจก็รีบไสหัวไป!”
ฮีโร่หนุ่มประกาศเสียงแข็งกร้าว
ชายขี้เมาวิ่งหนีหางจุกตูด
“คุณ” เขาลงนั่งข้างหญิงสาวที่ยังคงปิดตาไว้แน่นสนิท “จะนั่งหลับบนชายหาดจนถึงเช้าเลยหรือไงคุณ เปิดตาได้แล้ว มันไปแล้ว”
เมษิตาค่อยๆ เอามือออกจากหน้า และทันทีที่ลืมตาใบหน้าของผู้มีพระคุณก็ลอยเด่นอยู่ในระยะประชิดจนสามารถมองเห็นได้ชัดถนัดตาโดยไม่ต้องใช้แว่นขยาย
“คุณ! คุณคนเมื่อเช้านี่” เมษิตาร้องลั่น
“ดีใจจังที่คุณจำผมได้” อธินยิ้มรับหน้าระรื่น
“นี่มันวันซวยอะไรของฉันเนี่ยที่ต้องมาเจอกับคุณอีก”
“ถ้าไม่เจอผม คุณจะซวยกว่านี้อีก แล้วช่วยพูดกับผู้มีพระคุณให้มันรื่นหูกว่านี้หน่อยได้ป่ะ”
“ผู้มีพระคุณเหรอ?” เมษิตาทำหน้าเหยียด
“วันนี้ผมช่วยชีวิตคุณไว้ตั้งสองครั้ง ถ้าไม่เรียกว่าผู้มีพระคุณจะเรียกว่าอะไร”
“ทวงบุญคุณว่างั้น”
“แล้วคุณจะให้อะไรผมเป็นการตอบแทนบุญคุณล่ะ” ว่าแล้วก็แกล้งส่งสายตาโลมเลียพร้อมโน้มหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าของเมษิตา
“อย่าทำอะไรบ้าๆ นะ ฉันว่าแล้วว่าคุณต้องเป็นพวกโรคจิต เป็นผู้ชายฉวยโอกาส” เมษิตาผลักคนตัวโตที่นั่งยองๆ อยู่ข้างเธอให้หงายหลังลงพื้นทรายแล้วตัวเองก็ลุกขึ้นเตรียมจะเดินหนีแต่ก็เสียหลักล้มทับลงบนตัวเขาเสียก่อน
หน้าชนหน้า
จมูกชนจมูก
ปากชนปาก
สองหนุ่มสาวมองตากันอย่างตกตะลึง เสียงเต้นโครมครามของสองหัวใจดูเหมือนว่าจะดังกว่าเสียงคลื่นที่กระทบฝั่งลูกแล้วลูกเล่าอยู่ในเวลานี้เสียอีก เมษิตาเป็นฝ่ายได้สติแล้วลุกขึ้นก่อน อธินจึงลุกขึ้นตาม
“ตาบ้า คุณเป็นพวกฉวยโอกาสจริงๆ ด้วย” หญิงสาวโวยวาย
“ยัยบ๊อง คุณเป็นคนล้มทับผมเองนะ” ชายหนุ่มแย้ง
“อร๊าย! อย่ามาเรียกฉันอย่างนี้นะ” เมษิตาขึ้นเสียง
“คุณก็อย่ามาเรียกผมอย่างนั้นเหมือนกัน”
“ตาบ้า” เมษิตาโมโห
“ยัยบ๊อง” อธินแกล้งยั่ว
“ตาบ้า”
“ยัยบ๊อง”
“ตาบ้า”
“ยัยบ๊อง” อธินยังคงสนุกกับการยั่วโมโหเมษิตา
“กรี๊ด! ตาบ้า” เมษิตาร้องจนสุดเสียงแล้วก็หอบตัวโยน
“ผมยอมแพ้ก็ได้ เดี๋ยวคุณจะเป็นลมตายไปซะก่อน” อธินพูดกลั้วหัวเราะพลางนึกในใจว่า ‘คนอะไรอารมณ์ขึ้นง่ายชะมัด อย่างนี้สิถึงจะสนุก’
เมษิตาค้อนเขาแวบหนึ่งก่อนที่จะเดินกะเผลกๆ ไปหยิบกิ่งไม้แห้งมาคุ้ยเขี่ยตามชายหาดเพื่อค้นหาสร้อยคอของเธอต่อไป
“เจ็บขนาดนี้แล้วยังไม่ยอมกลับบ้านอีก” อธินบ่นพึมพำกับตัวเองพลางเดินตามเมษิตาไป
“คุณหานี่อยู่ใช่มั้ย” ชายหนุ่มชูสร้อยคอพร้อมจี้เพชรไว้ในระดับสายตาของหญิงสาว
“ใช่” เมษิตารีบตวัดมือคว้าด้วยความดีใจแต่ก็ช้ากว่าอธินที่ชักมือหลบได้ก่อน
“นั่นมันของฉัน เอาคืนมาเดี๋ยวนี้เลยนะ”
“มีหลักฐานมั้ยว่าสร้อยเส้นนี้เป็นของคุณจริงๆ” อธินแกล้งยั่วทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ
“คิดจะฮุบสร้อยฉันเหรอ” เมษิตาเริ่มโมโห
“สร้อยเส้นแค่นี้จะขายได้กี่บาทกันคุณ ผมไม่อยากได้หรอก”
“งั้นก็เอาคืนมาสิ”
“มันต้องมีข้อแลกเปลี่ยน” ชายหนุ่มทำตาเจ้าเล่ห์
“ของของฉัน ทำไมฉันต้องเอาอะไรไปแลกด้วย”
“จะไม่ลองฟังเงื่อนไขของผมก่อนเหรอ”
“ไม่!”
“แปลว่าคุณจะไม่ยอมรับเงื่อนไขของผมใช่มั้ย ถ้าอย่างนั้นผมก็จะ...” อธินทำท่าจะโยนสร้อยเส้นนั้นลงทะเล
“อย่านะ” ผู้เป็นเจ้าของตกใจร้องห้ามเสียงหลง
“ยอมรับเงื่อนไขของผมแล้วใช่มั้ย” อธินหยั่งเชิง
“ไม่!” หญิงสาวยังคงปฏิเสธเสียงแข็ง
“เงื่อนไขของผมไม่ยากหรอก ลองฟังก่อนดีกว่า” ชายหนุ่มพูดอย่างใจเย็นพลางโยนสร้อยเส้นนั้นขึ้นลงเพื่อล่อตาผู้เป็นเจ้าของ
“ฉันไม่ฟัง แล้วก็จะไม่มีวันยอมรับเงื่อนไขของคุณ” เมษิตาขึ้นเสียงอย่างฉุนเฉียว
“คุณยังไม่รู้เลยว่าผมจะให้คุณทำอะไร” อธินยังคงใจเย็น
“ฉันไม่สน เพราะถึงยังไงฉันก็จะไม่มีวันยอมทำตามเงื่อนไขของคุณอยู่แล้ว” หญิงสาวยังคงยืนกรานหนักแน่น
เมษิตาโมโห ยืนจ้องหน้าอธินนิ่งเหมือนกับกำลังรวบรวมพลัง แล้วจู่ๆ ก็กระโจนเข้าแย่งสร้อยจากอธินเป็นพัลวัน ชายหนุ่มตกใจ ไม่คิดว่าเธอจะมาไม้นี้ สองหนุ่มสาวยื้อแย่งสร้อยคอกันอย่างชุลมุนอยู่พักใหญ่ สุดท้ายเมษิตาก็ไม่อาจแย่งสร้อยคืนไปได้ เพียงแค่อธินชูสร้อยขึ้นสูงจนสุดแขนแค่นี้เมษิตาก็เอื้อมไม่ถึงแล้ว
“อยากได้ก็กระโดดมาแย่งไปสิ” ชายหนุ่มยักคิ้วท้าทาย
“ตาบ้านี่กินเสาไฟฟ้าเป็นอาหารเสริมหรือไง” เมษิตาตวาดแหวขณะก้มหน้าเอามือยันหัวเข่าตัวเองแล้วหายใจหอบถี่
“หมดแรงแล้วใช่มั้ยยัยบ๊องเอ๊ย” อธินโน้มตัวลงมาถาม
เมษิตายืดตัวขึ้นตรง ตั้งใจให้ศีรษะเสยคางของอธิน
“อูย...” ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบคางตัวเองด้วยความเจ็บ แต่เจ็บตัวไม่เท่าไร เจ็บใจมากกว่า
“อย่าเรียกฉันว่ายัยบ๊องอีก!” เมษิตาจ้องหน้าอธินอย่างเอาเรื่อง
“ข้อเสนอของผมไม่ยากหรอก”
“จะให้ฉันทำอะไร”
“ไปงานเลี้ยงกับผม”
“งานอะไร แล้วทำไมต้องให้ฉันไปด้วย” เมษิตาสงสัย
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







